บทที่139
ไม่เหมือนซื่อจื่อ
ไป๋ซือเหนียงหันกลับไปมองตรง ๆ ยัง จางอวี้เฟยดวงตาของทั้งสองสบเข้าหากันโดยไม่มีคำพูดใด ๆ เพิ่มเติม ทว่าเพียงแค่แววตา...กลับทำให้บรรยากาศรอบข้างหนักอึ้งขึ้นในทันที
กลิ่นปราณบางเบาแผ่กระจายออกมาในอากาศแม้จะไม่ปรากฏชัดเจน ทว่าเพียงพอที่จะทำให้ผู้คนที่มีสัมผัสอันเฉียบคมสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่เพิ่งก่อตัวขึ้น
ทั้งสี่สตรีต่างยืนนิ่งอยู่บนสะพานศาลากลางน้ำที่ทอดผ่านเหนือสระบัวสามสี สายลมยามสายพัดผ่านกลีบบัวที่เอนลู่ไปตามกระแสราวกับรับรู้ถึงเงาอารมณ์ที่กำลังประจันหน้ากันอยู่ตรงนี้
ทว่า ในความเงียบงันอึดอัดนั้นเอง เสียงใสแผ่วเบาเสียงหนึ่งกลับแทรกเข้ามาราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิที่เป่าแทรกผ่านม่านหมอกหนา
"ท่านแม่!"
เสียงเล็ก ๆ นั้นเจื้อยแจ้วน่ารักดั่งระฆังเงินสั่นสะเทือนความตึงเครียดในอากาศให้แตกสลาย
ทั้งสี่คนหันขวับไปพร้อมกันตามทิศเสียงก่อนจะเห็น ร่างเล็กของเถา ๆ วิ่งตะบึงมาตามทางเดินเลียบสระบัวแก้มกลมนุ่มขึ้นสีระเรื่อเพราะแรงวิ่งดวงตากลมโตเปล่งประกายแวววาวจับจ้องมายังมารดาของตนเองอย่างตื่นเต้น
เถา ๆพุ่งตรงเข้ามาหาไป๋ซือเหนียงทันที โดยไม่สนใจว่ามีผู้ใดอยู่ตรงนั้นบ้าง
จางอวี้เฟย และเซี่ยหยางหลิน ต่างเบนสายตามองไปยังเด็กหญิงน้อยตรงหน้าแววตาของทั้งสองสตรีสั่นไหวเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาความสงบนิ่งไว้
จางอวี้เฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นหากแฝงความสงสัย
"นี่คือ...บุตรชายของซื่อจื่อเหยียนหลงอ๋องงั้นหรือ?"
คำถามนั้นหลุดออกมาจากปาก จางอวี้เฟยพร้อมกับแววตาเฉียบคมที่จ้องมองเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้า
เถาๆ วิ่งมาอยู่ข้างกายมารดา
เด็กน้อยหยุดเท้าของตนลง แล้วเงยหน้าขึ้นมองสตรีสองนางที่อยู่ตรงหน้าใบหน้านวลใสมีรอยยิ้มซื่อ ๆ ปรากฏขึ้นมาอย่างไร้เดียงสา
ไป๋ซือเหนียง ยกมือขึ้นลูบศีรษะลูกสาวของตนเองอย่างอ่อนโยนแววตานิ่งสงบ คล้ายจะไม่ใส่ใจคำถามเมื่อครู่ของจางอวี้เฟยแม้แต่น้อย
ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ที่บทสนทนาระหว่างสี่สตรีเริ่มต้นขึ้นสายตาจำนวนไม่น้อยของเหล่าฮูหยินและคุณหนูที่มาร่วมงานในครั้งนี้ก็แอบจับจ้องมายังกลุ่มของพวกนางอยู่ก่อนแล้วและเมื่อนางน้อยเถาๆ วิ่งเข้ามาร่วมวงสนทนาบรรยากาศในบริเวณนี้ก็ยิ่งดึงดูดผู้คนให้หันมามองมากขึ้นไปอีก
ภายในความเงียบอันวูบไหวสายลมยามสายพัดกลีบบัวในสระกระเพื่อมเบา ๆสะพานไม้ทอดตัวยาวกลางผืนน้ำราวกับเป็นเวทีแห่งการเผชิญหน้า
แล้วจู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น...เสียงที่แหลมคมและไม่ทันคาดคิด
"เหตุใดเด็กน้อยผู้นี้จึงไม่เหมือนเหยียนหลงซื่อจื่อเลย?"เซี่ยหยางหลิน เป็นผู้เอ่ย น้ำเสียงของนางฟังดูไร้พิษภัยแต่เนื้อหากลับรุนแรงราวกับกระบี่ที่แทงทะลุเข้าสู่จุดตาย
ทันใดนั้นทั่วทั้งบริเวณพลันเงียบงัน
บรรดาแขกเหรื่อที่กำลังพูดคุยหยอกเย้าหรือจิบชาด้วยท่วงท่าสง่างาม ต่างชะงักไปในบัดดลความตกตะลึงระลอกหนึ่งพัดพาไปทั่วศาลากลางสระบัวราวกับมีหมอกเย็นยะเยือกแผ่คลุมไปทั้งบริเวณ
คำพูดของคุณหนูตระกูลเซี่ยผู้นี้ไม่ต่างอะไรกับการกล่าวหาตรง ๆ ว่า ไป๋ซือเหนียง คบชู้ หรือแย่ยิ่งกว่านั้นเด็กหญิงเถา ๆ มิใช่สายเลือดแท้จริงของเหยียนหลงซื่อจื่อ
ในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยชนชั้นสูงคำพูดเช่นนี้เปรียบได้ดั่งเพลิงที่จุดขึ้นกลางลานหญ้าแห้งใครเล่าจะกล้าเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมา? มีเพียงสตรีโง่เขลาผู้หนึ่งเท่านั้น...ที่กล้าท้าทายเช่นนี้
เสียงของซูเหม่ยหรูดังขึ้นแทบจะทันที ราวกับหอกน้ำแข็งที่แทงฝ่าความเงียบ"เซี่ยหยางหลิน... เจ้าเอ่ยอันใดของเจ้าน่ะ?"
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาดวงตากลมโตของนางจับจ้องไปที่สตรีชุดครามเบื้องหน้าเต็มไปด้วยความเฉียบขาดและโทสะที่เกือบจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
เซี่ยหยางหลิน ที่ยังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของคำพูดตนเองยังคงยืนเชิดหน้า ตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่รู้สึกรู้สา
"ข้าก็แค่พูดตามความจริงเท่านั้นเอง"
น้ำเสียงของนางใสราวกับไม่รู้ว่าทุกถ้อยคำที่หลุดออกมาเมื่อครู่ราวกับกรงเล็บที่กรีดลงกลางเกียรติยศของผู้อื่น
ในขณะที่บรรยากาศยังคงตึงเครียด จางอวี้เฟยในอาภรณ์ขาวก็ก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว โบกมือน้อย ๆ อย่างอ่อนโยน ทว่าในสายตาของไป๋ซือเหนียงกลับเห็นเพียงประกายเย็นเยียบในรอยยิ้มจอมปลอมที่แฝงเจตนาอันมืดดำ
"มาเถอะ เด็กดีข้าขอดูใกล้ ๆ หน่อย... ว่าหยางหลินพูดถูกหรือไม่"
น้ำเสียงของนางหวานล้ำหากแต่ลึกลงไปในใจของผู้คน... กลับสะท้อนความลับดำมืดดั่งเงาของงูพิษ
เถาๆ แม้จะยังเป็นเพียงเด็กน้อยแต่กลับเฉลียวฉลาดและอ่อนไหวต่ออารมณ์รอบข้างได้อย่างน่าประหลาดยามเห็นรอยยิ้มของสตรีตรงหน้า ร่างเล็กนั้นก็สะท้านเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ
นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ใบหน้าเล็กๆ ซีดเผือด ดวงตากลมใสไหววูบด้วยความหวาดกลัวก่อนจะรีบหันไปมองมารดาแล้วส่งเสียงร้องแผ่วเบาออกมา
"ท่านแม่..."
ในชั่วพริบตาก่อนที่จางอวี้เฟยจะได้แตะต้องเถาๆมือเรียวหนึ่งก็ยื่นเข้ามาจับข้อมือของนางไว้แน่น
"อย่าได้แตะต้องบุตรของข้า"
เสียงเย็นชาแผ่วต่ำดังกระแทกออกมาจากริมฝีปากของไป๋ซือเหนียง สตรีในอาภรณ์ขาวที่ยืนประจันหน้าอย่างไม่ลดละ
จางอวี้เฟยชะงัก ดวงตาสั่นระริกเงยหน้าขึ้นสบกับสายตาคมลึกของไป๋ซือเหนียง ภายในดวงตาคู่นั้นไร้คลื่นอารมณ์แต่กลับสะท้อนความกดดันมหาศาลราวกับสายน้ำแข็งไหลทะลักกลางเปลวไฟ
"ไป๋ซือเหนียงเจ้าลืมสถานะของตนเองไปแล้วหรือ?" จางอวี้เฟยกล่าวเสียงแข็งน้ำเสียงเต็มไปด้วยการเหยียดหยัน
"เมื่อก่อนเจ้าเป็นเช่นไรเจ้าลืมไปแล้วหรือ?"
ทันใดนั้น เซี่ยหยางหลิน ก็รีบเสริมตามทันที"ใช่! ไป๋ซือเหนียง! เมื่อก่อนเจ้าเป็นแค่ลูกพ่อค้าจำไม่ได้แล้วหรือ?"
ไป๋ซือเหนียงค่อย ๆหันใบหน้าไปมองพวกนางทั้งสองทีละคน รอยยิ้มเยาะเย้ยเริ่มผุดขึ้นที่มุมปาก
"เจ้าอาจจะลืมไป...เมื่อก่อน เจ้าทั้งสองอาจจะมีฐานะสูงกว่าข้า—บุตรสาวพ่อค้า"
นางหยุดเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนจะยกยิ้มกว้างกว่าเดิม น้ำเสียงไม่สูงไม่ต่ำทว่าเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจและเสียดแทงใจคนฟัง
"แต่บัดนี้...ข้าเป็นชายาของเหยียนหลงซื่อจื่อ"
"ฐานะของพวกเราเทียบกันไม่ได้แล้ว"
ทันใดนั้น ไป๋ซือเหนียง ก็ง้างฝ่ามืออย่างเฉียบขาดฟาดออกไปเต็มแรง!
เพี๊ยะ!!
เสียงตบดังกึกก้องทั่วทั้งศาลากลางสระบัว!
ฝ่ามือขาวเนียนนั้นตวัดใส่ใบหน้าของจางอวี้เฟยจนร่างของนางหมุนไปอีกฝั่งหนึ่งตามแรงตบราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางหน้า
"อ๊ะ!"เสียงร้องหลุดออกจากปากจางอวี้เฟยพร้อมกับที่ร่างกายเสียหลัก
ปลายเท้าของนางก้าวพลาดไปสองก้าวก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้น
มือข้างหนึ่งยันพื้นไว้ใบหน้าอีกด้านแดงเป็นริ้ว แสบร้อนจนเหมือนเพลิงเผา ดวงตาเบิกกว้างตะลึงงันพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ!
ทั่วทั้งศาลากลางน้ำเงียบกริบราวกับต้องมนต์ทุกสายตามองมาที่จุดนั้น บางคนกลืนน้ำลาย บางคนหน้าถอดสีไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยเสียงแม้แต่ครึ่งคำ