จ้าวห่าวหลินกำลังซ้อนท้ายของหลี่เจี่ยหลิงไปตรวจคนไข้ที่นอกหมู่บ้านด้วยกันด้านหลังมีชุนเชียงควบม้าตามหลังมาติด ๆ ด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่มมีความสุข
เมื่อคืนหลี่เจี่ยหลิงรับรู้ได้ถึงไอเย็นจากตัวการรั่วไหลของพิษในร่างของชายหนุ่มนางจึงไม่วางใจจะให้ชายหนุ่มทำงานหนักที่โรงตีเหล็กอีกอย่างน้อยก็อยากให้เขาพักสักช่วงหนึ่งก่อน ประมาณสองสามวันนางเลยให้ชุนเชียงไปบอกเจ้าลูกสมุนทั้งสี่ให้ฝากไปบอกตาเฒ่าเสียว่านางจะยึดครองสามีนางสามวัน
จ้าวห่าวหลินไม่รู้หรอกว่าสาเหตุของการประกาศยึดสามีสามวันคือสิ่งใดแต่แน่นอนว่ามันไม่ได้มีผลกับเขามากนัก
เดิมทีเขาก็ต้องการไปโรงตีเหล็กของตาเฒ่าหวางเพียงเพื่อที่จะเรียนรู้วิธีตีเหล็กของยุคสมัยนี้เท่านั้น
แน่นอนว่าเขามีวิธีการที่จะพัฒนาวงการตีเหล็กได้ก้าวหน้ากว่านี้ไม่ว่าจะเป็นวิธีการสร้างเตาหลอมทรงสูงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การถลุงแร่เหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าการชุบเย็นที่ทำให้เหล็กกร่อนและหักง่าย
แต่วิธีการเหล่านั้นไม่สามารถเริ่มต้นที่โรงตีเหล็กตาเฒ่าหวางได้
คนไร้ความผิดผิดที่ครองหยก!
หากโรงตีเหล็กเล็กๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีวิทยาการที่ก้าวหน้าย่อมกลายเป็นที่จับตามองจากสายตามากมายในยุคสมัยนี้ไม่สามารรับประกันได้ว่าจะไม่มีใครทำทุกวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งวิธีการในมือของตาเฒ่าหวาง
ดังนั้นหากจะพัฒนาวงการเหล็กก็ควรจะเริ่มจากราชสำนักหรือไม่ก็ในกองทัพเท่านั้น
เมื่อกองทัพถือครองกรรมวิธีเอาไว้ในมือย่อมเป็นที่หมายตาของตระกูลใหญ่แต่ไม่อาจครอบครองได้และค่อยขยายวงไปยังตระกูลต่าง ๆ อย่างเป็นชั้นเชิงแบบนั้นจึงจะทำให้การวิวัฒนาการวงการเหล็กก้าวหน้าได้อย่างราบรื่นไร้ปัญหาตามมา
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาจ้าวห่าวหลินได้ฝึกเริ่มจากการทำอาวุธเครื่องใช้ให้กับโรงตีเหล็กจนสามารถตีเหล็กได้เข้ามือและเข้าใจวิธีการโดยภาพรวมแล้วเขาก็ค่อย ๆ ใช้เวลาหลอมและขึ้นรูปชิ้นส่วนที่ต้องการทีละนิด
ชิ้นส่วนที่เขาต้องการเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กย่อมต้องใช้บล๊อกในการขึ้นรูปและใช้ความละเอียดในการสร้างทีละชิ้น
ตอนนี้ชิ้นส่วนเหล่านั้นล้วนตกอยู่ในมือของเขาเรียบร้อยแล้วและเขาเองก็ต้องการทดลองสร้างเครื่องเรียงพิมพ์ดูสักครั้งว่าจะสามารถสร้างออกมาได้ตามพิมพ์เขียวที่วางแผนไว้หรือไม่
อีกทั้งเขาเองก็อยากติดตามหลี่เจี่ยหลิงเพื่อดูฝีมือวิชาแพทย์ของนางอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน
หลี่เจี่ยหลิงไม่มีทางเป็นเพียงหมอชาวบ้านอย่างที่เขาคิดไว้แต่แรกอย่างแน่นอนอย่างแรกคือบุคลิกท่าทางและนิสัยของนางคล้ายกับคนในยุทธภพมากกว่าอีกทั้งจากเรื่องราวบางส่วนที่ได้รับรู้นางกับอาจารย์จะเดินทางไปทั่วไม่เป็นหลักแหล่งอย่างที่สองคือวิชาแพทย์ของนางเรียกได้ว่าเพลิงบริสุทธิ์ในเตาหลอม[1]
ดังนั้นบางทีนางอาจจะเป็นหมอเลื่องชื่อในยุทธภพเพียงแต่เขาไม่รู้ว่านางเป็นคนของสำนักไหน และอาจารย์ของนางเป็นใคร
ได้ข่าวว่าในเป่ยเฉิงมีสำนักหุบเขาสมุนไพรที่เลื่องชื่อเรื่องวิชาปรุงยาอาศัยอยู่เพียงแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนและมีวิชาเช่นไรบางทีหลี่เจี่ยหลิงอาจจะเป็นหนึ่งในลูกศิษย์สำนักหุบเขาสมุนไพรที่ออกมาท่องโลกหาประสบการณ์ข้างนอกก็เป็นได้
บางทีการติดตามดูการรักษาอย่างใกล้ชิดครั้งนี้อาจจะทำให้เขารู้จักภรรยาตัวน้อยของเขาคนนี้มากขึ้นก็เป็นได้
หมู่บ้านที่พวกเขามาเยือนครั้งนี้เป็นหมู่บ้านทางเหนือห่างกับหมู่บ้านหนิวเจียประมาณหนึ่งร้อยลี้
ม้าเคลื่อนผ่านทุ่งข้าวสาลีรวงข้าวสีเหลืองทองที่ยังมิได้เก็บเกี่ยวพริ้วไหวไปตามแรงลมกลิ่นหอมของข้าวลอยมาตามทาง ช่างเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกที่ดียิ่งนัก
มองไปยังในทุ่งนามีชาวนาหลายคนกำลังลงแรงช่วยกันอยู่แม้แต่เด็กเล็กเด็กน้อยเองก็ลงไปในทุ่งนาด้วยเช่นกัน
ระหว่างที่เหล่าผู้ใหญ่กำลังช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าวสาลีให้ทันช่วงเก็บเกี่ยวเหล่าเด็กน้อยก็กำลังยุ่งอยู่กับการจับปลาในทุ่งนาเช่นกันมีเด็กคนหนึ่งชูปลาที่ตัวอวบอ้วนขึ้นมาคาดว่าคงจะรสชาติสดใหม่และเนื้อนุ่มละมุนยิ่งนัก
หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่าหมู่บ้านสกุลกู้
เดิมเป็นบ้านเดิมของตระกูลกู้แต่เพราะว่าบุตรชายตระกูลกู้ได้เป็นนายอำเภอเมื่อหลายปีก่อนและวางรากฐานตระกูลอย่างดีตระกูลกู้ที่ได้เลื่อนสถานะจากชาวบ้านยากจนเป็นตระกูลขุนนางติดตามเข้าไปค้าขายในตัวอำเภอแทน
พื้นที่นาของพวกเขาตอนนี้เป็นเหล่าผู้เช่าที่นาทำการเพาะปลูกแทบทั้งสิ้น
แดนเหนือแห่งนี้ผู้คนยากจนยิ่งนักที่นาน้อยแถมยังได้ผลผลิตน้อยชาวบ้านบางส่วนคอยวนเวียนเช่าที่นาตามเมืองตามอำเภอต่าง ๆ เพื่อหาเลี้ยงชีพบางส่วนที่ไม่อาจเช่าที่นาได้ก็ต้องคอยรับจ้างเกี่ยวข้าวในช่วงเก็บเกี่ยวแทนเพื่อขอส่วนแบ่งเล็กน้อยไปเลี้ยงครอบครัวให้อิ่มท้อง
ภาษีที่นาของเป่ยเฉิงมีการเก็บภาษีอยู่ที่สามส่วนของผลผลิตโดยชี้ขาดอยู่ที่สองร้อยชั่งต่อหมู่หากที่นาใดไม่ถึงสองร้อยชั่งก็จะตีเป็นสองร้อยชั่ง ส่วนที่เหลือจากการเก็บภาษีผู้เช่าที่จะได้รับส่วนแบ่งสองส่วน เจ้าของที่นาได้แปดส่วนที่เหลือ
เพราะที่นาในเป่ยเฉิงมีน้อยย่อมมีราคาสูงแม้ว่าจะได้ผลผลิตต่ำก็ตามหากไม่ใช่ที่นาจากบรรพบุรุษแล้วที่นาส่วนใหญ่ก็เป็นของตระกูลใหญ่หรือคนร่ำรวยในท้องที่ทั้งสิ้น
ส่วนแบ่งแค่สองส่วนบางครั้งก็แทบไม่พอให้พวกชาวนาอิ่มท้องเสียด้วยซ้ำ
นี่คือสภาพความเป็นจริงของผู้คนชาวเป่ยเฉิง
ม้าสองตัวควบผ่านทุ่งหน้าสร้างความแตกตื่นให้แก่ชาวบ้านในหมู่บ้านอย่างยิ่งต้องบอกก่อนว่าสัตว์ใหญ่ล้วนมีราคาแพงทั้งสิ้น ไม่ต้องพูดถึงม้าแม้แต่ล่อที่เป็นสัตว์ขี่ที่ราคาต่ำสุด พวกเขายังเห็นได้น้อยมากยิ่งนัก
ม้าพันธุ์ดีและเสื้อผ้าชั้นดีของหนุ่มสาวทั้งสาวย่อมเป็นที่สะดุดตาและสร้างความสนใจจากผู้คนไม่น้อย
“ท่านน้าสะใภ้ท่านรู้หรือไม่ว่าบ้านของเหยาเหวินเจ๋อไปทางไหน?”ชุนเชียงชะลอม้าถามป้าสะใภ้ข้างทางที่เดินผ่านพอดี
ป้าสะใภ้ผู้นั้นเงยหน้ามองม้าตัวสูงใหญ่อย่างขลาดเขลาเล็กน้อยเอ่ยอย่างอ้อมแอ้มว่า “บ้านของเหวินเจ๋ออยู่ท้ายหมู่บ้านเจ้าค่ะ”
ชุนเชียงแย้มยิ้ม“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
รอให้ม้าควบผ่านไปพวกชาวบ้านแถวนั้นก็มารวมตัวกันมองตามหลังพวกเขาไปด้วยความสงสัย
“เฮ้อ...ไม่ใช่ว่าเจ้าเหวินเจ๋อเป็นอันธพาลหรอกหรือ หรือว่ามันไปทำอันใดไม่ดีอีกแล้วเล่า”
“เจ้าไม่เห็นหรือไรคนที่มาตามหาเป็นคุณหนูสูงศักดิ์สองคน และคุณชายอีกท่าน หากว่าทำเรื่องไม่ดีเหตุใดถึงไม่มีเจ้าหน้าที่ทางการตามมาด้วยเล่า”
“หรือว่าเจ้าเหวินเจ๋อจะรู้จักคุณหนูท่านนั้น”
“เหอะ! ดอกไม้กับกองขี้วัวเจ้าอย่าพูดมั่วซั่วเหลวไหล ไม่เห็นคุณชายที่ซ้อนท้ายหรอกหรือ ดูก็รู้ว่าพวกเขาเป็นผัวเมียกันจะมารู้จักกับเจ้าเหวินเจ๋อได้อย่างไร?”
“แล้วเหตุใดถึงได้มาถามหาเจ้าเหวินเจ๋อเล่า”
ป้าสะใภ้ท่านนั้นมองหน้าคนพูด...เจ้าถามข้าแล้วข้าจะรู้หรือ
ม้าเคลื่อนตัวเข้ามาในบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน
“เจ้าเป็นหมอ”เสียงใหญ่ตะคอกใส่ทันทีที่เห็นพวกเขาเคลื่อนเข้ามาภายในบ้าน
ชุนเชียงเคลื่อนกระโดดลงจากหลังม้าเข้าประจัญหน้าด้วยท่าทางห้าวหาญ
กลุ่มนักเลงเป็นชายฉกรรจ์สี่ห้าคนมองสองสาวตรงหน้าเมินเฉยกับจ้าวห่าวหลินที่ดูผอมบางราวกับคุณชายขี้โรคไปเสีย
สายตาที่มองมาทางหลี่เจี่ยหลิงคุกคามอย่างเห็นได้ชัดทำให้จ้าวห่าวหลินมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยนี่มันมารักษาคนไข้ประเภทใดกันแน่...
“ของ?”หลี่เจี่ยหลิงเอ่ยเสียงเรียบราวกับไม่อยากพูดด้วยมากนัก
“หากว่าเจ้าไม่อาจรักษาพี่ใหญ่ของพวกข้าได้อย่าว่าแต่ของเลย แม้แต่ร่างกายของเจ้าก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้”
ชุนเชียงหน้าเข้มขึ้นเดินเข้าไปหาชายร่างใหญ่ที่พูดข่มขู่แต่หลี่เจี่ยหลิงจับบ่าของนางไว้และเอ่ยซ้ำอีกครั้ง “ชีวิตของพี่ใหญ่เจ้าข้าไม่สนใจแม้แต่น้อยสิ่งที่ข้าต้องการคือของในมือเจ้า หากไม่มีข้าก็กลับ”
“น้องสาวมาแล้วจะกลับไปได้อย่างไรเล่า” พวกนักเลงเริ่มเข้ามาล้อมรอบพวกเขาสามคนท่าทางโอหังอย่างยิ่ง
“ไม่สู้อยู่ที่นี่คอยรักษาพี่ใหญ่ข้าแล้วเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของพวกเราไปเลยดีกว่า”
“ดุแบบนี้พี่ใหญ่ข้าชอบนัก”
“ชุนเชียงกลับ!”จ้าวห่าวหลินจับมือหลี่เจี่ยหลิงหมุนตัวกลับเขาไม่สนว่าคนในเรือนนั่นจะเป็นจะตายอย่างไร หากคนในเรือนไม่รู้จักให้เกียรติหมอที่จะมาช่วยชีวิตเช่นนี้เห็นทีก็คงจะไม่ได้อาการทรุดหนักอะไรมากนัก
ชายร่างใหญ่ที่ดูเหมือนเป็นพี่รองของกลุ่มยกมือให้ทุกคนเงียบ“เอาของออกมาให้ท่านหมอของเราได้ดูหน่อย”
เขาได้ยินเรื่องความเก่งกาจของหมอหญิงในหมู่บ้านหนิวเจียผู้นี้มาแล้วล้วนกล่าวกันว่าไม่มีโรคไหนที่รักษาไม่หายแม้แต่นายพรานเฉินเหลียงที่เอ็นข้อเท้าขาดไปแล้ว นางยังรักษาได้หากได้นางรักษาพี่ใหญ่ของพวกเขาจะต้องหายดีในเร็ววันเป็นแน่
ปล่อยกลับไปไม่ได้!
ชายลูกน้องร่างเล็กพยักหน้ารีบวิ่งเข้าไปในบ้านก่อนจะออกมาพร้อมกับกล่องไว้ใบหนึ่งชุนเชียงเปิดออกเพื่อตรวจสอบของภายใน
“นี่คือสมุนไพรที่ท่านหมอตามหาใช่หรือไม่?”
ชุนเชียงกวาดตามองและหยิบขึ้นมาพิจารณาดมกลิ่นก่อนจะหันมาพยักหน้าให้กับหลี่เจี่ยหลิง
สมุนไพรตัวนี้เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่จำเป็นต่อการปรุงยาถอนพิษเหมันต์กัดกร่อนหทัยตอนที่นางเข้าไปตามหาก็พบว่าสมุนไพรตัวนี้ไม่มีอยู่ในเขาแล้วและตอนนั้นเองที่ได้รู้ข่าวว่าสมุนไพรตัวนี้อยู่ในมือเหยาเหวินเจ๋ออันธพาลผู้นี้
และเพราะสมุนไพรตัวนี้แหละที่ทำให้เหยาเหวินเจ๋อมีเรื่องกับกลุ่มคุณชายในเมืองจนเกือบเอาตัวไม่รอดเพราะแบบนั้นนางจึงต้องเดินทางมารักษาเขาเพื่อรับเอาสมุนไพรตัวนี้กลับไปให้ได้
หลี่เจี่ยหลิงไม่ได้แสดงออกว่าต้องการสมุนไพรตัวนี้เพียงเปรยขึ้นมาว่า “เป็นของดี สมกับราคาค่ารักษาของพี่ใหญ่เจ้า”
ก่อนที่เจ้าลูกสมุนได้ทันตั้งตัวชุนเชียงก็ส่งสมุนไพรตัวนั้นให้หลี่เจี่ยหลิงเก็บเข้าแหวนมิติอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาของทุกคน
“คนไข้ละนำทางไปสิ”
แม้ว่าพี่รองอยากโวยวายแย่งของกลับมาแต่ในเมื่อของหายไปแล้วและพวกนางยังอยู่ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรขาดทุนถึงจะทำให้คืนของกลับมาไม่ได้ก็ควรจะให้พวกนางรักษาพี่ใหญ่ของพวกเขาให้หาย
เรือนซ่อมซ่อหลังนี้ไม่ได้ใหญ่มากนักแค่เขาไปไม่กี่คนก็เต็มแล้ว
บนเตียงเตามีชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนอยู่ใบหน้าซีดเซียวแต่ดูยังคงมีเรี่ยวแรงดีอยู่เขามองมาทางหลี่เจี่ยหลิงแล้วดวงตาเป็นประกายชมชอบยิ่งนักแววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย
จ้าวห่าวหลินปล่อยกลิ่นอายออกมาอย่างไม่รู้ตัวเรียกสติพี่ใหญ่คนนั้นให้หันมองมาทางเขาแทนก่อนเขาจะยิ้มและเมินสายตาไปหาหลี่เจี่ยหลิงอีกครั้ง
“ออกไปให้หมด”พี่ใหญ่สั่งเสียงเรียบ
จ้าวห่าวหลินไม่ฟังคำสั่งเขาเดินไปนั่งที่เก้าอี้ที่ยังสภาพดีตัวหนึ่งในห้องด้วยท่าทางสบายๆ
หลี่เจี่ยหลิงเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่าเขาจะอยู่ทำไมแต่ชายหนุ่มเพียงยักไหล่จะให้เขาปล่อยให้ภรรยาที่งดงามของตัวเองอยู่กับเจ้าหื่นสองคนนะหรือ
ไม่มีทาง!
พี่ใหญ่คนนั้นมองจ้าวห่าวหลินอย่างไม่พอใจเช่นกันก่อนจะยิ้มเยาะออกมาทีหนึ่ง“คุณชาย น่าสนใจยิ่ง”
จ้าวห่าวหลินหันไปยิ้ม“ข้าไม่สนใจผู้ชายเช่นเดียวกับท่าน”
พี่ใหญ่หัวเราะลั่น“ไม่ทราบว่าคุณชายเป็นอะไรกับท่านหมออย่างนั้นหรือ?”
“ผัว”
ขวับ...ชุนเชียงหันไปมองจ้าวห่าวหลิน ท่านเขยท่านช่วยอ้อมค้อมสมกับท่าทางบัณฑิตของท่านหน่อยได้หรือไม่
หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้มมุมปากกว้างดันตัวพี่ใหญ่ลงไปนอนราบ “จะรักษาหรือไม่รักษา”
พี่ใหญ่มองไปทางจ้าวห่าวหลินก่อนจะละสายตามองหลี่เจี่ยหลิงแบบนี้ค่อยเจริญหูเจริญตากว่าหน่อย
ชุนเชียงได้สติลุกขึ้นมาปิดตาพอเห็นพี่ใหญ่กำลังจะโวยวายนางก็เอ่ยต่อว่า “ฮูหยินข้าไม่ชอบให้ใครมองเวลาที่ท่านกำลังรักษาให้ความร่วมมือด้วย”
หลี่เจี่ยหลิงให้ชุนเชียงปลดเสื้อของคนไข้ออกเพื่อทำการรักษามือเรียวของหญิงสาวลูบคล้ำไปตามร่างกายของพี่ใหญ่เพื่อทำการรักษาก่อนหลี่เจี่ยหลิงก็รู้สึกแปลก
นางหันไปมองจ้าวห่าวหลินที่มองนางลูบคล้ำผู้ชายอื่นนิ่ง
ท่าทางไม่สะทกสะท้านของชายหนุ่มทำให้นางกับชุนเชียงมองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วนแทนไม่เพียงแค่ไม่หึงหวงเขายังผายมือให้นางทำงานต่ออีกด้วย
คนไข้มีอาการบาดเจ็บภายในจากการโดนทุบตีอย่างหนักหลี่เจี่ยหลิงใช้วิธีการฝังเข็มระบายเลือดและใช้การรมควันร้อนระบายเลือดคลั่งก่อนจะให้ยาเขาไปหนึ่งเม็ด
ท่าทางของหลี่เจี่ยหลิงคล่องแคล่วพลิ้วไหวอย่างยิ่งทำให้จ้าวห่าวหลินมองอย่างเพลิดเพลินไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่เขารู้สึกว่าวิธีการและขั้นตอนที่หลี่เจี่ยหลิงทำงานไม่คล้ายกับคนยุคนี้แต่เหมือนหมอในโลกเก่าของเขามากกว่า
หรือบางทีเขาก็เข้าข้างตัวเองมากเกินไป...
เพียงแค่สองเค่อพี่ใหญ่ที่ปวดไปทั่วทั้งร่างก็รู้สึกเบาสบายสบายตัวราวกับได้ผ่านการอาบน้ำร้อนชำระร่างกายแล้วเกิดใหม่เขาหัวเราะชอบใจ “ยอดเยี่ยม ท่านหมอช่างยอดเยี่ยม”
ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลี่เจี่ยหลิงเจอคนไข้เช่นนี้นางเพียงแค่ลุกขึ้นอย่างสงบและพูดสั้น ๆ “กลับ!”
พูดจบก็เดินออกจากบ้านซ่อมซ่อแห่งนี้ไปทันทีสำหรับพวกนักเลงกระจอกพวกนี้ล้วนไม่อยู่ในสายตานาง แต่เพราะวันนี้นางพาจ้าวห่าวหลินมาด้วยนางย่อมไม่ต้องการให้เขาไม่รู้สึกสบายใจนัก
พอออกไปนอกบ้านก็พบว่าเหล่าลูกสมุนทั้งหลายพากันเข้ามาล้อมตัวบ้านเรียบร้อยแล้วส่วนพี่ใหญ่ก็เดินออกมาพร้อมรอยยิ้มหื่นกาม
“ท่านหมอข้าโดนท่านลวนลามแล้ว ไม่รับผิดชอบข้าหน่อยหรือ?”
เหล่าลูกสมุนพากันหัวเราะชอบอกชอบใจและเอ่ยเห็นด้วยกับลูกพี่ของพวกมันอย่างสนุกสนาน
หลี่เจี่ยหลิงอมยิ้มมองไปทางจ้าวห่าวหลิน“เช่นนั้นเจ้าก็ลองถามผัวข้าดูเองแล้วกัน”
“จุ๊ๆๆ ข้าว่า... อดีตผัวดีกว่า น่าฟังกว่า” พี่ใหญ่ส่งสายตายั่วยุใส่จ้าวห่าวหลิน
เหล่าลูกน้องเฮลั่นอีกรอบจ้าวห่าวหลินเองก็หัวเราะออกมาเสียงดังเช่นกัน มองพี่ใหญ่ขึ้นลง “หน้าตาอัปลักษณ์รูปร่างดูไม่ได้ สมองมีปัญหา แต่พอจะตักขี้ในส้วมบ้านข้าได้ ดีไหม?”
คราวนี้เป็นชุนเชียงและหลี่เจี่ยหลิงที่หัวเราะแทน
พี่ใหญ่หัวเราะ“ปากดี!”
พี่ใหญ่พุ่งเข้าใส่จ้าวห่าวหลินเอนตัวหลบเล็กน้อย ไม่รู้เป็นเพราะการรักษาฝังเข็มหรือว่าเพราะออกแรงตีเหล็กมาตลอดหลายวันหรือเพราะอีกฝ่ายประมาท
พลั่ก...
หมัดลุ่นๆ ของจ้าวห่าวหลินกระแทกหน้าพี่ใหญ่เต็มแรงจนล้มลง
หลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงมองหน้ากันและออกกระบวนท่ากันเพียงเล็กน้อยพวกนักเลงที่ล้อมอยู่ก็ล้มลงระเนระนาดอย่างรวดเร็ว
จ้าวห่าวหลินเดินตรงเข้าไปเหยียบตัวของพี่ใหญ่มือบีบไปที่คอหนาของเขา แววตาคู่นั้นดำมืดราวกับขุมนรกที่ลึกที่สุดจนคนที่มองเห็นยังต้องสั่นสะท้าน
“เมียข้าต่อให้ฆ่าคนก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เข้าใจหรือไม่?”
เขาสะบัดมือออกอย่างแรงก่อนจะกระทืบเท้าลงไปอีกทีแล้วเดินออกไป
“พี่ใหญ่”พี่รองรีบลุกขึ้นมาประคองพี่ใหญ่ยืนขึ้นพวกเขามองม้าสองตัวที่วิ่งออกไปอย่างเชื่องช้าราวกับต้องการท้าทายพวกเขา
แววตาของพี่ใหญ่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวไม่พอใจอย่างยิ่ง“ฆ่ามัน!”
พี่รองและลูกน้องทั้งหมดมองหน้าอย่างหนักใจให้ตายพี่ใหญ่ท่านก็สั่งไม่ได้ดูเลย แม่นางสองคนนั้นใช่คนที่หาเรื่องได้ที่ไหนเล่า
พี่ใหญ่มองตาขวาง“พวกโง่ ก็ทำเหมือนทุกทีอย่างไงเล่า”
--------------------------------
[1] เพลิงบริสุทธิ์ในเตาหลอมหมายถึงความรู้วิชาขั้นสุดยอด มีเฉพาะไฟแสนบริสุทธิ์ในเตาหลอมยาเท่านั้นจึงจะหลอมยาชั้นยอดออกมาได้