ลั่วเซวียนเซวียนไม่ใช่คนโง่แน่นอนว่าเธอย่อมสังเกตเห็นความผิดปกติในเรื่องนี้
เพียงแต่ในเมื่อลู่เซิ่งไม่อยากพูดด้วยความฉลาดของเธอจึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ
จนกระทั่งตอนนี้เมื่อเห็นว่าออสการ์เลเวลตกลงมาเหลือเลเวล 100
ประกอบกับตอนที่เธอแยกกับลู่เซิ่งก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งก็เลเวล 100 เช่นกัน
แถมลู่เซิ่งที่เป็นเพียงพาลาดินอาชีพสายสนับสนุนแท้ๆกลับสามารถบดขยี้นักฆ่าขึ้นชื่อของหน่วยล่ามังกรได้
“หรือว่า... สุนัขสามหัวแห่งขุมนรกตัวนั้น...”
ทันใดนั้นความคิดอันแสนบ้าบิ่นก็ผุดขึ้นมาในใจของลั่วเซวียนเซวียนและไม่ว่าจะสลัดอย่างไรก็สลัดไม่พ้น
ในขณะที่ลั่วเซวียนเซวียนกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้นเอง
ทันใดนั้นร่างหนึ่งที่สวมถุงน่องไว้บนหัว ดูลับๆ ล่อๆแต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างยิ่งก็วูบผ่านข้างกายเธอไปพอดี
“นั่นใครน่ะ? หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ในขณะเดียวกันลู่เซิ่งก็มองเห็นลั่วเซวียนเซวียนเข้าพอดี
“เอ๊ะ? ยัยนี่มาได้ยังไง?”
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วมุ่นเดิมทีเขาไม่อยากจะใส่ใจและคิดจะเดินเลี่ยงไปทันที
แต่คาดไม่ถึงว่าลั่วเซวียนเซวียนจะขยับวูบเดียววิ่งเข้ามาขวางหน้าเขาไว้ได้ทัน
เมื่อไร้ทางเลี่ยงลู่เซิ่งจึงทำได้เพียงพยายามดัดเสียงให้ทุ้มต่ำและหยาบกระด้างแสร้งทำเป็นไม่รู้จักลั่วเซวียนเซวียนแล้วเอ่ยถามออกไปว่า“ขอโทษนะ มีธุระอะไรหรือเปล่า?”
แต่หลังจากที่ลั่วเซวียนเซวียนจ้องมองใบหน้าใหญ่ๆที่สวมถุงน่องของลู่เซิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของเธอก็พลันเป็นประกายขึ้นมา
“นาย... นายคือลู่เซิ่ง”
“แม่-เอ๊ย ฉันแต่งตัวขนาดนี้เธอยังจำได้อีกเหรอ?”
พอคำพูดนี้หลุดออกมาลู่เซิ่งก็ถึงกับตกตะลึงไปในทันที
เพราะเขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าทั้งที่ตัวเองปลอมตัวซะขนาดนี้แล้ว ลั่วเซวียนเซวียนยังจะจำเขาได้อีก
ผู้หญิงคนนี้มีตาเอกซเรย์หรือไงกัน?
“เหอะ ต่อให้นายกลายเป็นเถ้าถ่านฉันก็จำได้”
เมื่อเห็นลู่เซิ่งยอมรับลั่วเซวียนเซวียนก็ชูกำปั้นเล็กๆ ขึ้นมาแกว่งไปมาอย่างได้ใจ
“นั่น...”
ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็ทำได้เพียงยิ้มเจื่อนๆไม่รู้จะพูดอะไรดีอยู่ชั่วขณะ
ยังดีที่เขาเฉลียวใจอยู่บ้างหลังจากออกจากค่ายของพันธมิตรสามประเทศเขาก็รีบยกเลิกเอฟเฟกต์สกิล‘โล่เทพพิทักษ์’ บนร่างทันที
ดังนั้นถึงแม้ลั่วเซวียนเซวียนจะจำตัวตนของเขาได้แต่ตราบใดที่เธอไม่ได้เห็นระยะเวลาสถานะไร้เทียมทานบนตัวเขาด้วยตาตัวเองความลับของเขาก็จะไม่รั่วไหล
เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งก็เริ่มใจชื้นขึ้นมา
“จริงด้วยลู่เซิ่ง นายต้องทำภารกิจเปลี่ยนอาชีพไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมถึงโผล่มาที่เขตสงครามทรายโลหิตนี่ได้ล่ะ?”
“ก็มาช่วยประเทศชาติขับไล่ศัตรูภายนอกน่ะสิ”
ลู่เซิ่งพูดพลางดึงถุงน่องบนหัวออกอย่างลวกๆก่อนจะยิ้มแห้งแล้วเอ่ยว่า “อย่างที่เขาว่ากันว่าเมื่อชาติมีภัย ปุถุชนย่อมมีส่วนรับผิดชอบในเมื่อพวกสุนัขจากพันธมิตรสามประเทศกล้าอาศัยจังหวะที่ประเทศเสินเซี่ยของเรากำลังทำสงครามกับจักรวรรดิอินทรีขาวมาซ้ำเติมในยามวิกฤตแบบนี้ฉันจะนิ่งดูดายได้ยังไง”
“อย่างนี้นี่เอง”
ลั่วเซวียนเซวียนพยักหน้าก่อนจะถามต่อว่า “แล้วทำไมแทนที่นายจะไปตามล่าพวกผู้ใช้อาชีพของพันธมิตรสามประเทศกลับเดินสวนทางออกมาล่ะ”
“ฉันยังทำภารกิจเปลี่ยนอาชีพไม่เสร็จ ตอนนี้ยังติดอยู่ที่เลเวล 100 ต่อให้ฆ่าพวกผู้ใช้อาชีพของประเทศศัตรูไปมากแค่ไหนก็ไม่ได้ค่าประสบการณ์สู้สละเหยื่อพวกนั้นให้เพื่อนร่วมชาติคนอื่นดีกว่า” ลู่เซิ่งตอบไปตามตรง
เขาไม่ได้โกหกแต่เขากำลังพยายามเหลือแต้มที่ได้จากการฆ่าไว้ให้เพื่อนร่วมชาติของตนเองจริงๆ
เพราะในพื้นที่ที่เป็นกลางการฆ่าคนก็สามารถได้รับค่าประสบการณ์เช่นกัน
และด้วยความช่วยเหลือของออสการ์อันที่จริงตั้งแต่วินาทีที่เขตปลอดภัยของพันธมิตรสามประเทศล่มสลายลงเขาก็มีความสามารถมากพอที่จะกวาดล้างผู้ใช้อาชีพพันธมิตรสามประเทศทั้งหมดในเขตสงครามทรายโลหิตให้สิ้นซากได้ในคราวเดียว
แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้นเขาเลือกที่จะใช้วิธีค่อยๆ บั่นทอนกำลังของพวกที่เหลือรอดจนถึงทางตันเพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมชาติของเขาได้มารับผลประโยชน์ไปบ้าง
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้”
ในตอนนี้ลั่วเซวียนเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอกำลังหาทางว่าจะเริ่มพูดอย่างไรดีถึงจะหลอกถามความลับจากปากลู่เซิ่งออกมาได้
แต่ทว่าในจังหวะนั้นเอง
“อ๊าก...”
พร้อมกับเสียงกรีดร้องสุดท้ายที่ดังแว่วมาจากภายในค่ายของพันธมิตรสามประเทศในห้วงสมองของลู่เซิ่งก็มีเสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยดังขึ้น
[ติ๊ง!]
[ขอแสดงความยินดี คุณทำภารกิจ ‘ประเทศเสินเซี่ยจะขาดไปแม้แต่นิดเดียวไม่ได้’ สำเร็จแล้วโปรดกลับไปยังวิหารเปลี่ยนอาชีพเพื่อรับรางวัลโดยเร็ว!]
“เอ๊ะ? สำเร็จเร็วขนาดนี้เลย?”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ดวงตาของลู่เซิ่งก็เป็นประกายขึ้นมาทันทีแล้วเขาจะมีอารมณ์มามัวเสียเวลากับลั่วเซวียนเซวียนต่อได้อย่างไร?
“เอาละ ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะ ไว้เจอกัน”
ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้โดยไม่สนว่าลั่วเซวียนเซวียนจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเขาก็หมุนตัวกลับแล้วออกตัววิ่งแน่บทันที
“เดี๋ยวสิ...”
ลั่วเซวียนเซวียนเห็นดังนั้นก็ยื่นมือออกมาหวังจะรั้งเขาไว้
แต่ลู่เซิ่งเพิ่งจะทำภารกิจเปลี่ยนอาชีพระดับ9ดาวสำเร็จมาหมาดๆตอนนี้ในใจเขามีแต่เรื่องรีบกลับไปส่งภารกิจเพื่อรับรางวัลเท่านั้นเขาจึงไม่แม้แต่จะหันมาสนใจลั่วเซวียนเซวียนเลยสักนิด
ฟุ่บ!
วินาทีต่อมาลู่เซิ่งก็วิ่งหายลับไปในพริบตา เข้าสู่ป่ารกชัฏเบื้องหน้าจนไร้ร่องรอยทิ้งให้ลั่วเซวียนเซวียนยืนอึ้งอยู่ที่เดิมเพียงลำพังกว่าจะรู้สึกตัวเธอก็โกรธจนกระทืบเท้าซ้ำๆ
“เจ้าคนเฮงซวยคนนี้”
...
หลังจากแยกจากลั่วเซวียนเซวียนได้ไม่นานลู่เซิ่งก็วิ่งพรวดเดียวเข้าไปในป่ารกเป็นระยะทางกว่าห้ากิโลเมตรจนมาถึงจุดนัดพบที่ตกลงกับออสการ์ไว้ล่วงหน้า
“นายท่าน เป็นอย่างไรบ้าง ภารกิจสำเร็จหรือไม่?”
เมื่อเห็นลู่เซิ่งออสการ์ที่รออยู่นานแล้วก็รีบเข้ามาต้อนรับพร้อมกับเอ่ยถามทันที
“หึๆ สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วง” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“อะไรนะ? สำเร็จจริงๆ หรือ?” ดวงตาของออสการ์เป็นประกายขึ้นมา
“ฉันเคยบอกแกแล้วไง ว่าแค่ภารกิจระดับ 9 ดาวน่ะมันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงฉันหรอกตอนนี้เชื่อหรือยัง?” ลู่เซิ่งถามอย่างทระนง
“นายท่านสุดยอดจริงๆข้าน้อยมีความเลื่อมใสในตัวท่านประดุจสายน้ำที่ไหลหลั่งไม่ขาดสายมันช่างท่วมท้นจนบรรยายไม่ถูก...” ออสการ์ตะโกนออกมาเสียงดัง
“พอได้แล้ว เลิกประจบสอพลอไร้สาระสักที” ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างขำขันเห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงว่ามังกรมารสามหัวตัวนี้จะมีมุมแบบนี้กับเขาด้วย
ความจริงแล้วตั้งแต่เอฟเฟกต์เวทมนตร์ด้านลบบนร่างกายถูกขจัดออกไป ในช่วงเวลานี้นิสัยของออสการ์ก็เริ่มร่าเริงขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งนอกจากจะชวนลู่เซิ่งคุยแล้วยังกล้าปล่อยมุกตลกใส่เขาอีกด้วย
จะเห็นได้ว่ามังกรต้องห้ามตัวนี้ที่เคยสร้างชื่อเสียงอันโหดเหี้ยมไว้ในเขตสงครามทรายโลหิตแท้จริงแล้วไม่ได้ชั่วร้ายน่ากลัวเหมือนอย่างที่ข่าวลือว่าไว้เลย
แน่นอนว่าสำหรับการเปลี่ยนแปลงของออสการ์นี้ลู่เซิ่งค่อนข้างเข้าใจได้
ก็ในเมื่อถูกทรมานด้วย‘เพลิงมังกรทำลายล้าง: ทรมานนิรันดร์’ มานานหลายปีขนาดนั้นเป็นใครจิตใจก็ต้องบิดเบี้ยวกันทั้งนั้นการที่ออสการ์ยังคงยืนหยัดอยู่ในรังมังกรต้องสาปของตนเองได้โดยไม่ออกไปเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ก็นับว่าน่ายกย่องมากพอแล้ว
ในตอนนี้ลู่เซิ่งเงยหน้ามองดูท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะกวักมือเรียกออสการ์แล้วพูดว่า“เวลาไม่คอยท่าแล้ว เรากลับไปส่งภารกิจเปลี่ยนอาชีพกันก่อนเถอะ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เงยหน้าขึ้น แววตาเผยความคาดหวังที่ยากจะปกปิดออกมา พลางพึมพำกับตัวเองว่า“ชุดเซตระดับมหากาพย์ครบเซตงั้นเหรอ? หวังว่าจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะ”