ฟ้ามืดสนิท รัตติกาลดิ่งลึก
กลางดงหินในหุบเขา อวี๋เย่ยังคงง่วนอยู่กับการขุดลานดินแคบๆ จนกลายเป็หลุมลึก
ข้างหลุมนั้น ร่างของเฝิงเหลาชีทอดกายสงบนิ่ง
ธนูสองดอกเสียบทะลุร่างเฝิงเหลาชีตอนกระโจนข้ามกำแพง แต่ละดอกล้วนทะลวงจุดตาย มันรู้ตัวดีว่าไม่รอด จึงกัดฟันซ่อนความเ็ปไว้ แม้สังขารแทบแหลกสลายก็ไม่ปริปากร้องสักแอะ
ตอนที่ฟื้นขึ้นมานั่นคือวาระสุดท้าย อาศัยฤทธิ์สุราฝืนกระชากิญญารั้งสังขารไว้ เพียงเพื่อสั่งเสียเื่ราวเื้ั
เมื่อหมดห่วง ทุกสิ่งก็จบสิ้น มันบอกเพียงว่าเหนื่อย แล้วก็หลับใหลไปตลอดกาล
บางทีในความฝัน คงมีวิถีดาบเืสาดและชีวิตเสเพลตามใจปรารถนารอมันอยู่
หลังเฝิงเหลาชีสิ้นลม อวี๋เย่ยังคงถือกระบี่จิ๋วหั่นโซ่เหล็กต่อไป เขาลงมืออย่างแ่เบา ราวกับไม่อยากปลุกคนที่กำลังหลับฝัน
กระบี่จิ๋วเล่มนี้แม้จะตัดเหล็กหั่นหินได้สบาย แต่มันสั้นและเล็กเกินไป จับไม่ถนัดมือ ซ้ำยังลงน้ำหนักยากลำบาก
อวี๋เย่ใช้เวลาร่วมสองชั่วยามกว่าจะปลดโซ่ตรวนของเฝิงเหลาชีออก กว่าจะจัดการโซ่ที่มือเท้าตัวเองเสร็จ ความมืดก็โรยตัวลงมา
เขาไม่ยอมหยุดพัก หันไปขุดหลุมกลางดงหินต่อ ดินที่แข็งเป็น้ำแข็งขุดยากเย็นแสนเข็ญ ต้องใช้กระบี่จิ๋วสับสลับกับใช้มือตะกุย กัดฟันทำจนล่วงเข้าสู่ค่อนคืน ในที่สุดก็ฝังร่างเฝิงเหลาชีจนเสร็จสิ้น
"เฮ้อ..."
อวี๋เย่ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น ทอดถอนใจยาวเหยียด
เบื้องหน้าคือเนินดินนูนขึ้นมา เขามองกองดินเล็กๆ นั้นด้วยความรู้สึกโหวงเหวง สีหน้าหม่นหมอง
คนตายไป สุดท้ายก็เป็แค่กองดิน
ฝังเฝิงเหลาชีไว้ในที่พรรค์นี้อาจดูอยุติธรรมไปหน่อย แต่นอกเหนือจากนี้เขาจะทำอะไรได้ ลำพังตัวเองยังไม่มีปัญญาแบกศพหนี โชคดีที่อย่างน้อยก็ยังฝังกลบให้ ถือว่าให้ผู้ตายได้สงบสุข
วันข้างหน้าถ้าข้าตายลงบ้าง เผลอๆ อาจจะไม่มีวาสนาได้หลุมศพแบบนี้ด้วยซ้ำ
มหาโจรที่ไม่เคยสิ้นความเป็คนงั้นรึ?
ตกลงแล้วมันเป็คนดีหรือคนเลวกันแน่?
แต่ที่ฝังหัวเขาในตอนนี้ คือภาพเฝิงเหลาชีที่พาแหกคุกใต้ดิน ยื่นมือเข้าช่วยชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็มันที่คอยรั้งท้าย สู้ยิบตาไม่หวั่นเกรง ตัดสินใจเด็ดขาดจนสลัดการตามล่าของตระกูลเยี่ยนหลุด
และก็เป็มันอีกนั่นแหละ ที่ในวาระสุดท้ายของชีวิตยังคงพะวงห่วงใยครอบครัว เผยให้เห็นความอ่อนโยนที่ซุกซ่อนอยู่
ถึงมันจะเป็คนเลว แต่มันก็เป็ลูกผู้ชายชาตรีที่ใจนักเลงคนหนึ่งไม่ใช่หรือไง!
เฮ้อ คนตายไปแล้ว ช่างมันเถอะ... ิญญาพเนจรเอ๋ย เดินทางโดยสวัสดิภาพแล้วกัน!
อวี๋เย่สะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป สองมือกระชับเสื้อคลุมขาดวิ่น นั่งกอดเข่าขดตัวคุดคู้ซุกหน้าลงลึก
ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่ราวกับเกลียวคลื่น ร่างกายเขาหมดสภาพมานานแล้ว ใจหนึ่งก็อยากจะทิ้งตัวหลับสักงีบ แต่ทว่าเปลือกตายังไม่ทันปิดสนิท ความกระวนกระวายก็ตีตื้นขึ้นมาอีก
ไม่ว่าจะมีใครรอดมาด้วยหรือไม่ เขาก็ยังคงติดบัญชีดำเป็โจรที่ตระกูลเยี่ยนล่าหัว ตอนนี้ยังไม่พ้นวิกฤต ต้องฉวยจังหวะที่ฟ้ายังมืด เผ่นให้ไกลจากที่นี่ที่สุด
เมื่อตัดสินใจได้ อวี๋เย่เตรียมจะลุกขึ้นยืน แต่จู่ๆ ก็ฉุกคิดบางอย่างออก จนต้องยกมือตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่
เวรเอ๊ย เกือบลืมเื่สำคัญไปสนิท!
เฝิงเหลาชีตายตาไม่หลับเพราะห่วงลูกเมีย อุตส่าห์ฝากฝังให้เขาแวะไปส่งข่าว ตอนนั้นมัวแต่ง่วนอยู่กับการตัดโซ่เลยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่จะลืมคำสั่งเสียก่อนตายของมันได้ยังไง แบบนั้นจะเอาหน้าไปสู้บุญคุณช่วยชีวิตได้ที่ไหน!
อวี๋เย่สบถด่าตัวเอง พลางก้มหน้าควานหาของ
กระบี่จิ๋วยังวางอยู่ข้างลำตัว ส่วนถุงหนังสัตว์ถูกโคลนฝังกลบไปครึ่งใบแล้ว
เขาหยิบถุงใบนั้นขึ้นมาปัดดินออก
ก้อนหินสีเหลืองอมขาวเล็กๆ ในถุง คงจะเป็ทองคำและเศษเงิน สำหรับพรานป่าในหุบเขา เวลาค้าขายมักจะใช้วิธีแลกเปลี่ยนสินค้า มีแต่คหบดีร่ำรวยเท่านั้นที่จับจ่ายด้วยเงินทอง ของพวกนี้จึงถือว่าหายากและมีค่ามหาศาล
นอกจากเงินทองแล้ว ยังมีแผ่นหนังสัตว์อีกหนึ่งผืน
เขาจำได้ว่าเฝิงเหลาชีกำชับไว้ หนังสัตว์แผ่นนี้คือแผนที่เขาลู่ิ หากตามสัญลักษณ์ลับบนนั้นไป จะเจอสมบัติที่มันซ่อนไว้ในเมืองผิงสุ่ย จากนั้นให้นำเงินทองไปส่งมอบพร้อมกับแจ้งข่าวที่หมู่บ้านเป่ยมัง
เขาลู่ิ มันอยู่ส่วนไหนของโลก?
แล้วไอ้หมู่บ้านเป่ยมังนั่นอีก ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อเลย
อวี๋เย่ยกแผ่นหนังสัตว์ขึ้นส่องดู แต่ท่ามกลางความมืดมิดกลับมองไม่เห็นอะไร เขาเตรียมจะยัดกลับลงถุง แต่ฉุกคิดขึ้นได้ จึงพับมันให้เล็กกะทัดรัด แล้วยัดซ่อนไว้ในสายรัดเอวชั้นใน
แผนที่แผ่นนี้คือคำสั่งเสียชิ้นสุดท้ายของเฝิงเหลาชี ขืนทำหายได้ซวยแน่ เก็บซ่อนไว้กับตัวปลอดภัยที่สุด กันไว้ก่อนเผื่อเกิดเื่ไม่คาดฝัน
เขากระชับสายรัดเอวให้แน่น แล้วหยิบกระบี่จิ๋วข้างตัวขึ้นมา
กระบี่สั้นความยาวแค่สามชุ่น ต่อให้ตัดเหล็กหั่นหินได้ ก็แค่พอถูไถใช้งานเท่านั้น ไม่เห็นจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ตรงไหน ดูไปดูมาเหมือนของเล่นเด็กในหมู่บ้านซะมากกว่า
อวี๋เย่หย่อนกระบี่จิ๋วลงถุง แล้วยัดเก็บไว้ในอกเสื้อ
เวลานี้ท้องฟ้ายังมืดสนิท แต่น่าจะใกล้รุ่งสางเต็มที
เขายันมือสองข้างกับพื้นเตรียมลุกขึ้นยืน ทว่าจังหวะที่ยืดตัว ขากลับอ่อนระทวย แขนขาไร้เรี่ยวแรง หน้ามืดตาลายไปวูบหนึ่ง จนต้องรีบคว้าโขดหินข้างๆ พยุงร่างไว้
เป็บ้าอะไรอีกวะเนี่ย?
สงสัยจะเหนื่อยจัดแถมท้องก็หิวโซ ร่างกายเลยประท้วง โชคดีที่พิษัเจียวไม่กำเริบ แค่นี้ยังไม่ถึงตายหรอก!
อวี๋เย่สูดหายใจเรียกสติ ก้มหน้ามองหลุมดินเบื้องหน้าอีกครั้ง
เนินดินเล็กๆ ถูกตบจนแน่น เคลือบด้วยเกล็ดน้ำค้างแข็งบางๆ มองเผินๆ กลืนไปกับสภาพแวดล้อม โซ่ตรวนที่ถูกตัดก็ฝังกลบไปหมดแล้ว ต่อให้คนตระกูลเยี่ยนแกะรอยมาถึงที่นี่ ก็คงไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ
เฝิงเหลาชี ลากันตรงนี้แหละ!
เขายืนนิ่งไว้อาลัยครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเร้นกายหายเข้าไปในความมืด
ค่ำคืนฤดูหนาวก่อนรุ่งสาง หนาวเหน็บจนกระดูกสั่นสะท้าน
ยามนี้ผู้คนล้วนซุกตัวหลับใหลใต้ผ้าห่มผืนอุ่น แม้แต่สัตว์ป่าก็ยังี้เีออกหาอาหาร ทว่ากลับมีคนผู้หนึ่งไม่หวั่นเกรงต่อความหนาว ย่องเงียบออกจากที่ซ่อน กวาดสายตามองซ้ายขวา ก่อนจะสับเท้าวิ่งมุ่งหน้าไปทางเหนือสุดชีวิต
วิ่งรวดเดียวสิบกว่าลี้ แสงแรกของรุ่งอรุณก็สาดส่อง ท้องฟ้าเริ่มสาง
เขาทะลวงผ่านทุ่งหญ้าหิมะรกร้าง เบื้องหน้าคือผืนป่าทึบ ท่ามกลางแมกไม้ปรากฏช่องเขาแคบๆ เส้นหนึ่ง
ท่ามกลางแสงเช้าสลัว อวี๋เย่ตะบึงฝีเท้าไม่คิดชีวิต จนกระทั่งพุ่งทะยานเข้าสู่ช่องเขา จึงค่อยชะลอฝีเท้าลง อาการหอบโยนเล่นเอาเขาต้องโค้งตัว เอามือยันเข่า สูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่
แฮ่ก... แฮ่ก...
หนีพ้นรัศมีตระกูลเยี่ยนหรือยังนะ?
เขายืดตัวขึ้นยืนตรง อาการหอบยังไม่จางหาย ริมฝีปากแห้งผากแตกยับ ลำคอแสบร้อนราวกับมีไฟสุม จึงกอบหิมะบนพื้นยัดเข้าปาก ความเย็นเยียบซาบซ่านช่วยให้สดชื่นขึ้นทันตาเห็น
รองเท้าข้างซ้ายหลุดหายไปตอนไหนไม่รู้ ปล่อยให้เท้าเปล่าเปลือยย่ำหิมะ ส่วนรองเท้าข้างขวาที่เหลือก็ปริขาดเป็ทางยาว สภาพเท้าทั้งสองข้างสะบักสะบอมพอกัน
เสื้อคลุมขาดวิ่นแทบปิดบังร่างกายไม่อยู่ เนื้อตัวสกปรกมอมแมม สะเก็ดเืเกรอะกรังน่าสยดสยอง ทว่าแปลกประหลาดที่ร่างกายเขากลับไม่รู้สึกเ็ป หรือหนาวสะท้านเจียนตายอย่างที่ควรจะเป็
นี่เป็เพราะมุกั หรือว่าอานิสงส์จากผลโสมม่วงกันแน่?
เขาลองล้วงมือจับที่หน้าอก ถุงหนังสัตว์ยังอยู่ดี แผนที่ที่ซ่อนแนบเนื้อก็ปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
ระหว่างที่พักหอบ อวี๋เย่เงยหน้าทอดสายตาไปไกล
พ้นช่องเขานี้ไปคือเส้นทางสัญจรสายหลัก หิมะที่ยังไม่ละลายเผยให้เห็นรอยล้อรถและรอยกีบเท้าม้าประปราย ทว่าไม่รู้ว่าเส้นทางนี้ทอดยาวไปสู่หนใด ซ้ำยังไร้เงาผู้คนสัญจร
ฉวยโอกาสตอนปลอดคน รีบเผ่นต่อดีกว่า ต้องหนีให้ไกลหูไกลตาที่สุดถึงจะรอดพ้นวิกฤตนี้ ส่วนวันพรุ่งนี้จะเป็ตายร้ายดียังไง ค่อยไปวัดดวงเอาดาบหน้า!
อวี๋เย่ฉีกชายเสื้อคลุมมาพันเท้าซ้ายกันเศษหินบาด รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือเตรียมลุยต่อในเส้นทางที่ไม่รู้จบ
ทว่ายังไม่ทันก้าวพ้นปากช่องเขา กระแสลมดุดันสายหนึ่งพลันซัดโหมกระหน่ำใส่จากด้านหลัง!
เขาใจหายวาบ เตรียมจะพลิกตัวกลับ แต่กลับโดนกระแทกเข้าอย่างจัง
ปัง!
ร่างล้มฟาดพื้น สติสัมปชัญญะดับวูบลงทันที…
.
.
เกิดบ้าอะไรขึ้น?
โดนลอบกัดไงล่ะโว้ย!
นั่นคือความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวทันทีที่อวี๋เย่ฟื้นคืนสติ ก่อนที่ความจริงจะตอกย้ำให้เข้าใจสถานการณ์
สองตาถูกผ้าปิดทับ มืดสนิทมองไม่เห็นสิ่งใด แขนขาแข็งทื่อไม่ทำตามคำสั่ง ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย ทว่าหูยังแว่วเสียงกีบเท้าม้า ร่างกายโคลงเคลงกระดอนขึ้นลงตามจังหวะควบ เห็นได้ชัดว่าเขาถูกจับเป็ แล้วมัดโยนขึ้นหลังม้า!
จำได้ว่าก่อนสติหลุด โดนซัดเข้าให้เต็มเหนี่ยว ประติดประต่อเื่ราวทั้งหมดแล้ว ถ้าไม่เรียกว่าโดนลอบกัด จะให้เรียกว่าอะไร?
ต้องมีใครสักคนดักซุ่มอยู่เหนือช่องเขา แล้วอาศัยจังหวะทีเผลอลอบโจมตีแน่ๆ ไอ้สารเลวเอ๊ย หมาลอบกัด!
แล้วไอ้หมาลอบกัดตัวนั้น... มันคือใคร?
วินาทีนี้ แม้จะลืมตาไม่ขึ้น ขยับตัวไม่ได้ แต่สมองของอวี๋เย่กลับแล่นฉิว ความคิดตีกันให้วุ่น
เพิ่งจะไขข้อข้องใจเสร็จ สบถด่าในใจจนหนำใจ ความสงสัยระลอกใหม่ก็โถมเข้าใส่ ทำเอาความหวังหดหายวูบ
สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ตกอยู่ในกำมือตระกูลเยี่ยนอีกจนได้
แล้วไงต่อ?
จะถูกลากไปทรมานต่อ เพื่อเค้นหาที่ซ่อนของเฝิงเหลาชีงั้นรึ? หรือจะโดนซ้อมจนตาย แล้วลากศพไปโยนทิ้งนอกคฤหาสน์? หรือโดนโยนกลับเข้าคุกมืด ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกชั่วกัปชั่วกัลป์?
เฮ้อ ชีวิตหมาๆ อย่างข้า จะเป็จะตายก็สุดแท้แต่เวรกรรมเถอะ!
แต่เดี๋ยวนะ... ทำไมต้องปิดตาด้วยวะ?
แล้วก็อีกเื่... ช่องเขาที่โดนดักตี ห่างจากคฤหาสน์ตระกูลเยี่ยนแค่สิบกว่าลี้ ควบม้าไปกลับไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ แต่นี่เวลาก็ผ่านไปตั้งนาน ทำไมม้ามันถึงยังควบไม่หยุด? แถมฟังจากเสียงกีบเท้า เหมือนจะมีม้าวิ่งตีคู่กันมาแค่สองตัวเท่านั้น?
อวี๋เย่ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว อ้าปากจะเปล่งเสียง "..."
เขาร้อนรนอยากรู้แทบตายว่าไอ้หมาลอบกัดมันเป็ใคร และกำลังจะลากคอเขาไปลงนรกขุมไหน ทว่าเสียงกลับจุกอยู่ที่คอหอย ต่อให้พยายามอ้าปากพะงาบๆ แค่ไหน ก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่แอะเดียว
ทันใดนั้น จังหวะควบตะบึงของม้าก็ชะลอลง ตามมาด้วยเสียงกีบเท้าย่ำลงบนแผ่นหิน และเสียงฝีเท้าคนก้าวเดินเบาๆ
ขณะที่อวี๋เย่กำลังเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวรอบตัว วงแขนซ้ายขวาก็ถูกคว้าหมับ ร่างลอยหวือลงจากหลังม้า ถูกหิ้วปีกเท้าลอยเหนือพื้นพาเดินไปดื้อๆ
เขาหมดสิทธิ์ขัดขืน ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ยอมรับชะตากรรมบัดซบที่กำลังจะมาถึง
เวลาล่วงเลยไปราวหนึ่งก้านธูป จู่ๆ ร่างเขาก็ถูกโยนโครมลงกระแทกพื้นดัง ตุบ!
แผ่นหลังถูกฝ่ามือซัดกระแทกเปรี้ยงดัง ปัง! ตามติดมาด้วยกระแสพลังขุมหนึ่งที่ไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจร
เพียงอึดใจเดียว แขนขาก็เริ่มกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง เขารีบยกมือกระชากผ้าปิดตาออกทันที...
ถ้ำงั้นรึ?
ที่นี่ไม่ใช่คุกนรกของตระกูลเยี่ยน แต่เป็โถงถ้ำแปลกตา พื้นที่กว้างขวางราวสี่ห้าจั้ง มีปากถ้ำเปิดโล่งถึงสามทาง ภายในสว่างไสว
ปากถ้ำฝั่งซ้ายกว้างราวหนึ่งจั้ง แสงแดดอุ่นระอุสาดส่องเข้ามา ปากถ้ำฝั่งขวาสูงตระหง่านหลายจั้ง ถูกพงหญ้าขึ้นรกชัฏบดบังไว้ ส่วนปากถ้ำอีกแห่งมืดสลัว มองไม่ออกว่าทอดยาวไปสู่หนใด
อวี๋เย่พยุงร่างลุกขึ้นจากพื้น ขาทั้งสองข้างยังอ่อนยวบยาบ เขาซวนเซเล็กน้อยก่อนจะยืนทรงตัวได้มั่น แล้วค่อยๆ ลากเท้าเดินสำรวจ
เขาขยับเข้าไปใกล้ปากถ้ำฝั่งซ้าย เมื่อทอดสายตามองออกไป ท้องฟ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ยอดเขาสูงตระหง่านเสียดฟ้า พอมองกดต่ำลงมา ูเาสลับซับซ้อนทอดตัวยาวเหยียด ทะเลหมอกลอยฟ่องเป็หย่อมๆ
ครั้นชะโงกหน้ามองลงไปเบื้องล่าง มันคือหน้าผาสูงชันดิ่งพสุธากว่ายี่สิบจั้ง! ที่ตีนผามีทั้งศาลาพักใจและเรือนพักอาศัยแทรกตัวอยู่ท่ามกลางดงสนเขียวครึ้ม ทว่ากลับไร้เงาผู้คน เงียบสงัดจนผิดปกติ
เขาหมุนตัวเดินไปทางปากถ้ำฝั่งขวา รอบบริเวณเต็มไปด้วยวัชพืชและตะไคร่น้ำ สายน้ำเส้นเล็กๆ ไหลรินจากเพดานถ้ำลงมาขังรวมเป็แอ่งน้ำขนาดย่อมบนพื้น น้ำที่เอ่อล้นค่อยๆ ไหลซึมออกไปนอกถ้ำ
แว่วเสียง ครืน... ครืน... ของน้ำตกดังสะท้อนมาแต่ไกล
อวี๋เย่เดินวนสำรวจรอบถ้ำหนึ่งรอบ ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เขาเอามือล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปวูบหนึ่ง
ถุงหนังสัตว์ที่ใส่กระบี่จิ๋วหายไปแล้ว!
ร่วงหายไปเอง หรือว่าโดนฉกไป?
อวี๋เย่รีบล้วงมือควานหาซ้ำอีกรอบ แต่ก็ไม่เจอถุงบ้าบอนั่น จังหวะที่กำลังร้อนรนแทบคลั่ง จู่ๆ ก็มีเสียงอุทานประหลาดใจดังขึ้นแทรก
"เอ๊ะ... เพิ่งจะผ่านไปแค่เจ็ดวัน เ้าฟื้นแล้วรึ..."