เป็นคำพูดเพียงไม่กี่คำแต่กลับทำให้พื้นที่ภายในภูเขาไฟแห่งนี้บิดเบี้ยวไป เวลานี้เมิ่งฝานที่เคยยืนอยู่กับที่ได้ก้าวขึ้นไปเบื้องหน้าขณะเดียวกันก็ใช้มือทั้งสองข้างทำเป็นรูปกากบาท พลันมีพลังอันน่าสะพรึงไร้เทียมทานปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือ
ฝ่ามือเคลื่อนขยับด้วยความเร็วปานสายฟ้าระลอกคลื่นดั่งพายุในท้องทะเลเมื่อมันถาโถมลงมาจากเบื้องบนก็คล้ายดั่งผืนฟ้าถล่มลงมา!
กระบวนท่าที่ห้าของทะลวงธาราสมุทรพิโรธภพฟ้าสิ้น!
ก่อนหน้านี้เมิ่งฝานไม่อาจระเบิดพลังอันน่าสะพรึงของกระบวนท่านี้ออกมาได้เลย
ยิ่งเป็นกระบวนท่าที่แข็งแกร่งเท่าใดเงื่อนไขในการปล่อยพลังก็จะยิ่งสูงเท่านั้นหากฝืนที่จะแสดงพลังของมันออกมาก็อาจทำให้เส้นแขนงปราณของผู้บำเพ็ญระเบิด
กระบวนท่าสุดท้ายของวิชาทะลวงธารานี้ปกติแล้วเมิ่งฝานทำได้แค่คิดเท่านั้น แต่เวลานี้เขากลับปล่อยพลังฝ่ามือซึ่งมีพลังปราณหลั่งไหลเข้าไปภายในอย่างไม่หยุดยั้งให้ดิ่งลงมาจากเบื้องบนได้
ผู้คนทั้งหลาย ณ ที่แห่งนี้ล้วนแทบหยุดหายใจพวกเขาต่างพากันล่าถอยไปด้านหลังคล้ายกำลังหนีตาย เพราะกลิ่นอายพลังของฝ่ามือนี้น่าสะพรึงไปเสียหน่อย!
“นี่มันคือสิ่งใดกัน...ไม่นะ!”
เพียงชั่วพริบตาหงเทียนพลันกัดฟันแน่นนัยน์ตาคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยความร้อนรนและตกตะลึง
เขาถอยหลังพยายามที่จะหนีตายทว่าในเวลาต่อมาฝ่ามือขนาดใหญ่กลับตะปบลงไปอย่างดุดัน!
ตู้ม!
ภูเขาไฟสั่นสะเทือนไปทั้งลูกระลอกคลื่นพลังซึ่งมีพวกเขาเป็นใจกลางแผ่ซ่านออกไปทั่วพร้อมเศษฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจาย
การสั่นสะเทือนที่รุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศทุกคนมองไปยังต้นตอของเสียงดังสนั่นแสบแก้วหูนั้น ก่อนจะพบว่ามันเป็นรูปฝ่ามือขนาดยักษ์
รอยฝ่ามือขนาดใหญ่ถึงห้าเมตรทำให้พื้นบริเวณนั้นยุบลงไป หลงเหลือไว้เพียงอานุภาพพลังอันแข็งแกร่งยิ่งใหญ่อย่างที่สุด
ใจกลางของฝ่ามือนั้นคือร่างของผู้ที่ล้มลงไปกระดูกในร่างกายล้วนแตกละเอียด และผู้ที่กลายเป็นเศษเนื้อนั้นก็คือหงเทียน
อาศัยเพียงพลังของตนสังหารหงเทียนด้วยฝ่ามือ!
เมื่อคนของตระกูลหงได้เห็นภาพนั้นพลันมีใบหน้าที่ดูไม่ได้พวกเขายืนนิ่งอยู่กับที่แต่ก็มีคนอีกไม่น้อยที่ขาอ่อนทรุดยวบลงไปบนพื้น
“ภายในสิบอึดใจนี้หากพวกเจ้ายังอยู่ที่นี่ให้ข้าเห็น...ฆ่าไม่ละเว้น!”
เมิ่งฝานยืนอยู่กับที่แล้วเอ่ยเสียงเรียบทว่าน้ำเสียงกลับเยือกเย็นจนทำให้คนฟังรู้สึกสั่นสะท้านเป็นอย่างยิ่ง
นี่เป็นเสียงที่คล้ายดั่งเทพแห่งความตายผู้เดินออกมาจากขุมนรกก็ไม่ปานเพียงชั่วพริบตาคนของตระกูลหงก็ร้องออกมาด้วยความน่าเวทนาบ้างรีบวิ่งหนี บ้างก็คลานออกไปอย่างสุดชีวิต
เพียงไม่ถึงสิบอึดใจนอกจากเฉาหลันและเฉาจื่อก็ไม่มีผู้อื่น!
เมิ่งฝานมองไปยังผู้คนที่หนีตายอย่างหมดสภาพแล้วยิ้มเจื่อนคนพวกนี้ไม่ได้สำคัญ จะสังหารหรือไม่ก็ไม่ต่างกัน
ที่สำคัญไปมากกว่านั้นคือยามนี้เมิ่งฝานสูญเสียพลังปราณไปอย่างมากหากยังฝืนตนเองต่อไปจะทำให้เส้นแขนงปราณเสียหาย ซึ่งหากต้องเป็นเช่นนั้นก็นับว่าได้ไม่คุ้มเสีย!
ขั้นพลังของเขายังไม่มากพอ!
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มที่มุมปาก ยามนี้เขาได้รู้ถึงอานุภาพของกระบวนท่าสมุทรพิโรธภพฟ้าสิ้นแล้วซึ่งเขาก็ต้องยอมรับเลยว่าอานุภาพของวิชาทะลวงธารานั้นสามารถทะลวงได้ทุกสรรพสิ่งจริงๆ!
หากมีพลังปราณมากพอเกรงว่าคงจะสามารถทำลายขุนเขาได้ทั้งลูก! เขาจะต้องบำเพ็ญตนเพื่อให้ขั้นพลังพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆจึงจะทำได้ เมิ่งฝานกำหมัดแน่นด้วยความต้องการที่อัดแน่นไปทั้งหัวใจ
บนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญตนนั้นแต่ละก้าวล้วนแต่อันตรายและมีความโหดร้ายแฝงอยู่ทุกที่ แต่มีเพียงเท่านี้จึงจะเป็นการกระตุ้นตนเองอย่างแท้จริงเพราะหากต้องการก้าวขึ้นไปยังจุดสูงสุดย่อมต้องเดินทางอยู่ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือด!
แล้วในวินาทีต่อมาพลันมีเสียงที่คล้ายดั่งเสียงขลุ่ยสวรรค์ดังขึ้นที่ข้างกายของเมิ่งฝาน
“คุณชายเมิ่งฝาน ยินดีด้วย!”
เจ้าของเสียงนั้นคือเฉาหลัน นางมองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่แฝงไปด้วยความสับสน
เมิ่งฝานหันไปมองเฉาหลันและเฉาจื่อด้วยรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยว่า“ขออภัยด้วย ทำให้แม่นางทั้งสองต้องตกใจแล้ว!”
“ข้าเชื่อมั่นมาโดยตลอดอยู่แล้วว่าพี่เมิ่งฝานจะต้องปลอดภัย!”เฉาจื่อที่อยู่ข้างกายร้อง ‘หึ’ แล้วเอ่ยออกมาซึ่งนั่นก็ทำให้เมิ่งฝานหัวเราะออกมาเสียงเบาแล้วลูบไปบนเส้นผมของนาง
จากนั้นเฉาหลันที่ดูคล้ายว่าจะผ่อนคลายอย่างมากจึงได้เอ่ยพลางยิ้มขึ้น“ไม่หรอก ต้องบอกว่าท่านช่วยเหลือตระกูลเฉาถึงจะถูกในเมื่อไม่มีหงเทียนอิทธิพลของตระกูลหงคงจะลดน้อยลงไปอย่างยิ่งเมื่อถึงตอนนั้นพวกข้าย่อมสามารถร่วมมือกับตระกูลอื่น แล้วทำให้อาณาจักรต้าก้านแห่งนี้...ไม่มีตระกูลหงอีกต่อไป!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็มีจิตสังหารอันยากจะอธิบายปรากฏขึ้นที่นัยน์ตาของเฉาหลันเมิ่งฝานรู้สึกว่านางต่างออกไปจากเฉาจื่อ เพราะความคิดของเฉาหลันนั้นเป็นผู้ใหญ่ และสตรีงามที่เคยเปลือยกายต่อหน้าเขาผู้นี้...สักวันอาจจะทำให้ตระกูลเฉาได้ขึ้นเป็นใหญ่!
เมิ่งฝานพยักหน้ารับ แล้วเอ่ยเสียงเบา“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ท่านระวังหน่อยก็แล้วกัน อีกอย่าง...ในเมื่อไม่มีเรื่องใดแล้วข้าคงจะต้องไปแล้วถึงเวลาแล้วล่ะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของเฉาจื่อและเฉาหลันก็เปลี่ยนไปเขาสามารถมองเห็นถึงความยากจะตัดใจในดวงตาของทั้งสองพี่น้องได้อย่างชัดเจน
เฉาหลันกัดฟันแน่นในทันใดจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “นั่นสินะ ท่านเองก็คงต้องไปแล้ววันหน้าคงจะไม่กลับมาอีกแล้วใช่หรือไม่?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่หรอกหากมีเวลาข้าจะต้องกลับมาเยี่ยมพวกท่านอยู่แล้ว!”
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาก่อนจะบอกไปจากนั้นเมื่อเขาก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าพลันมีวัตถุขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาบนร่างซึ่งนั่นก็คือเกราะรบนั่นเอง!
หลายวันมานี้เมิ่งฝานไม่ได้สวมและถูกมันสยบพลังเอาไว้เมื่อในวันนี้กลับมาว่างเว้นจากการต่อสู้เมิ่งฝานก็รู้ดีว่าถึงเวลาที่ตนเองและสหายเก่าอย่างมันต้องพบกันอีกครั้งแล้ว
เมื่อชุดเกราะมาอยู่บนร่างเมิ่งฝานก็ยกยิ้มขึ้นที่มุมปากแม้ว่าในวันนี้จะก้าวขึ้นมาอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณแต่ก็ยังถูกชุดเกราะนี้สยบพลังเอาไว้อย่างมากอยู่ดีเขาก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าก่อนจะโบกมือลาสตรีงามทั้งสองพลางเอ่ยว่า “ไว้พบกันใหม่ วันหน้าพวกเราจะต้องได้เจอกันอีกแน่นอน!”
ในขณะที่เอ่ยวาจาเมิ่งฝานก็เดินออกไปด้านนอกการที่สวมชุดเกราะเอาไว้บนร่างเช่นนี้ยามที่เขาก้าวเดินทำให้มีรอยเท้าปรากฏขึ้นบนพื้นอย่างชัดเจนเมื่อมองจากด้านหลังจะเห็นได้ว่าทั้งแข็งแกร่งและโดดเดี่ยว...
“ท่านพี่พี่เมิ่งฝานจะกลับมาอีกจริงหรือเจ้าคะ?”
เฉาจื่อที่ยืนอยู่ข้างกายเอ่ยถามเสียงเบา
“ก็คงจะอย่างนั้น!”
เฉาหลันกัดฟันแน่นแล้วมองไปยังจุดที่เมิ่งฝานหายไปก่อนที่หยดน้ำจะปรากฏขึ้นมาอย่างช้าๆ
แม้ว่าโดยปกติแล้วจะมีบุรุษในพื้นที่ราบจงยางแห่งนี้ทอดสะพานรักให้แก่นางมากมายแต่ก็ไม่มีผู้ใดเป็นเช่นเมิ่งฝานที่ทำให้เฉาหลันรู้สึกหวั่นไหว
แต่ก็น่าเสียดายที่ถึงอย่างไรอีกฝ่ายเป็นผู้ที่อยู่นอกพื้นที่ราบจงยางอันห่างไกลส่วนตนเองก็ทำได้เพียงเฝ้ารออยู่ในพื้นที่ราบแห่งนี้อย่างเงียบงันเท่านั้นเฉาหลันกำหมัดแน่นก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ข้าวาดหวังว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกครั้งแล้วจริงๆบางทีในตอนนั้นเขาอาจจะแข็งแกร่งจนมีนามที่ก้องไกลไปทั่วหล้าแล้วก็ได้...”
.....
ฝ่าเท้าเหยียบย่ำลงไปบนพื้น ยามนี้เมิ่งฝานเริ่มที่จะชินกับความหนักของชุดเกราะแล้วเศษฝุ่นฟุ้งกระจายไปพร้อมกับเขาที่มุ่งตรงไปเบื้องหน้า
ยามนี้เขาอยู่ในเขตพรมแดนของอาณาจักรต้าก้านแล้วเมิ่งฝานรู้ดีว่าเดินทางไปอีกไม่ไกลก็จะไม่ใช่ดินแดนของอาณาจักรต้าก้านอีกต่อไปแต่เป็นพื้นที่ของอาณาจักรหัวอวิ๋น
“แม่นางผู้นั้นรู้สึกดีต่อเจ้าไม่น้อยเจ้าไม่อาลัยอาวรณ์เลยหรือ?”
เสียงของรั่วสุ่ยอีดังออกมาจากไข่อสูรทมิฬ
เมิ่งฝานกลอกตาขาวแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบในทันใด“อาลัยอาวรณ์สิ่งใดเล่าขอรับ ข้ามีพันธสัญญาสามปีอยู่กับตัวอีกสามปีจะต้องไปเยือนพรรคเหมันต์สวรรค์เมื่อถึงตอนนั้นจะเป็นหรือตายข้าเองก็ยังไม่รู้ หากผู้ใดรู้สึกดีกับข้าก็คงจะเป็นการทำให้พวกนางเสียความรู้สึกเสียเปล่า!”
รั่วสุ่ยอีหัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า“หึ ข้าว่าเป็นเพราะเจ้าเอาแต่สนใจสาวน้อยแห่งอูเจิ้นเสียมากกว่าแต่มันก็จริง เด็กสาวผู้นั้นทั้งน่ารักและยังมีรูปร่างดีเพราะเช่นนี้ถึงได้ทำให้ใครบางคนหวั่นไหวใช่หรือไม่?”
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์แล้วเอ่ยว่า“หากใช่แล้วจะอย่างไรเล่าขอรับ? หรือว่าท่านหึงหวงข้า?”
เมื่อถูกเมิ่งฝานตอบกลับเช่นนี้ก็ทำให้รั่วสุ่ยอีมุ่ยปากแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“เจ้าเด็กคนนี้ เจ้ายังไม่มีคุณสมบัตินั้นหรอกนะ บุรุษที่สามารถทำให้ข้าหึงหวงได้ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามเสียงเบา“ถ้าหากข้าฝึกฝนคัมภีร์ทวนเทพสำเร็จจะมีคุณสมบัติมากพอหรือไม่ขอรับ?”
สตรีงามเป็นดั่งสายธารสวยเมื่ออยู่กับพี่สาวขี้เหนียวคนนี้จะบอกว่าเมิ่งฝานไม่หวั่นไหวก็คงจะเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ
ตลอดระยะเวลาที่ยาวนานนี้แม้ว่าน้ำเสียงของเมิ่งฝานจะแฝงไปด้วยความวาดหวัง แต่เขาก็รู้ดีว่ารั่วสุ่ยอีนั้นหาใช่ผู้ที่จะเกิดความรู้สึกได้เพราะเวลาที่ได้อาศัยร่วมกันอย่างยาวนานไม่
หากไม่ใช่เพราะรั่วสุ่ยอีได้รับบาดเจ็บเกรงว่าคงจะแข็งแกร่งจนชื่อเสียงก้องไกลไปทั่วหล้าสามารถพลิกเมฆาหรือทำให้เกิดฝนได้เลยก็ว่าได้ ส่วนเขาก็คงจะทำได้เพียงมองและคงไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักเช่นนี้
แต่เพราะความบังเอิญและโชคชะตาจึงทำให้ตนเองมีโอกาสได้มาอยู่ร่วมกับรั่วสุ่ยอี
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมารั่วสุ่ยอีก็เงียบงันไปชั่วครู่หลังจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า “หึ ฝึกฝนคัมภีร์ทวนเทพของตนเองให้ดีก่อนเถอะสำหรับคัมภีร์ทวนเทพที่เจ้าฝึกฝนนั้นข้าหาได้มีประสบการณ์ไม่ ฉะนั้นแล้วเจ้าจะต้องลองผิดลองถูกด้วยตนเองแม้จะทำให้มันพัฒนาขึ้นมาเป็นวิชายุทธ์ระดับอักษรหงแต่มันเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้นเอาไว้เจ้าทำให้มันพัฒนาขึ้นเป็นวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงได้เมื่อใดค่อยว่ากัน!”
มุมปากของเมิ่งฝานกระตุกเล็กน้อยทั้งที่ปทุมมาเพลิงเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับหกก็ยังบอกว่าเป็นแค่การเริ่มต้นหากเป็นเช่นนั้นพลังของคัมภีร์ทวนเทพจะมากมายเพียงใดกัน?
รั่วสุ่ยอีหัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า“หึหึ หากการเดินทางในครั้งนี้ราบรื่นก็คงถือว่ามันพอใช้ได้แล้วล่ะฟ้าดินกว้างใหญ่ยิ่งนัก จอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งมีอยู่มากมายยิ่งเป็นวิชายุทธ์แห่งพลังปราณอันน่าสะพรึงก็ยิ่งมากมายนับไม่ถ้วนในจำนวนนั้นหากเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ก็อาจจะเกิดมาแล้วอยู่ในขั้นปัญจปราณระดับสูงในทันทีเกรงว่าเจ้าคงจะต้องพัฒนาคัมภีร์ทวนเทพให้เป็นวิชายุทธ์ระดับอักษรตี้เสียก่อนจึงจะมีสิทธิ์ในการตั้งตนเป็นใหญ่!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ส่ายหน้าแม้แต่การพัฒนามาเป็นวิชายุทธ์ระดับอักษรหงยังยากเย็นเพียงนี้หากต้องพัฒนาขึ้นไปอีกคงจะยากเย็นประหนึ่งย่างก้าวขึ้นสวรรค์
ทว่าในเวลาต่อมาเสียงอันคล้ายดั่งขลุ่ยสวรรค์ก็ทำให้หัวใจของเมิ่งฝานหวั่นไหว
“หากเจ้าสามารถฝึกฝนคัมภีร์ทวนเทพได้สำเร็จเมื่อถึงตอนนั้น...ต่อให้ข้ามอบโอกาสในการทอดสะพานรักให้กับเจ้าก็หาได้มีปัญหาใด!”น้ำเสียงนั้นเบาหวิวคล้ายดั่งเสียงดนตรีแห่งเทพเซียนในอากาศดวงตาของเมิ่งฝานเปล่งประกายขึ้นมาอย่างไม่อาจปิดบังในทันใด
สตรีงามเช่นรั่วสุ่ยอีนั้นแม้จะเป็นบนสวรรค์ก็ยังหาได้ยากยิ่งเป็นเสมือนผู้เลอโฉมที่เลิศล้ำแห่งโลกมนุษย์
แม้ว่าเมิ่งฝานจะเคยได้เห็นสตรีงามมามากมายเช่นกู่ฉิงกู่ซินเอ๋อร์ มู่อวี่อิน และผู้อื่น แต่หากเทียบกับรั่วสุ่ยอีแล้วก็ยังนับว่าขาดความสง่างามประหนึ่งเทพธิดาไป
หากวันหนึ่งสตรีผู้งามเลิศล้ำเช่นนี้เอ่ยออกมาว่าให้โอกาสในการทอดสะพานรักเกรงว่าต่อให้ต้องประกาศสงครามกับสวรรค์ก็คงจะรีบรับปากในทันใด!
เมิ่งฝานนวดขมับแล้วทำจิตใจให้สงบจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “เอาล่ะข้าจะลองพยายามดูก็แล้วกันขอรับ!”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบและไร้ซึ่งสิ่งที่แปลกประหลาดใดเวลานี้เมิ่งฝานก้าวเดินไปเบื้องหน้าอย่างใจเย็นพร้อมกับเลือดลมในร่างกายที่ถาโถม
ภายใต้น้ำหนักของชุดเกราะนั้นการเดินทางเป็นเวลานานทำให้พละกำลังของเมิ่งฝานหมดสิ้นไปแม้แต่ริมฝีปากก็ยังแห้งกร้าน
ในเวลาต่อมาแม้เมิ่งฝานจะกัดเม้มปากแน่นจนมีรอยเลือดปรากฏแต่ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ฝ่าเท้าของเขาเหยียบย่ำลงไปบนพื้นถึงขั้นมีรอยเลือดไหลหยดลงไปเบื้องล่าง
เขากำหมัดแน่นแล้วเอ่ยขึ้นในใจว่าถึงแม้ความหวังจะดูริบหรี่แต่หากวันนั้นมาถึง...วันที่เขาบำเพ็ญตนขึ้นไปจนอยู่ในขั้นสุงสุดเพื่อให้ได้คุณสมบัติเช่นนั้น
มันจะไม่ใช่การบ่งบอกว่าตัวเขาเลิศล้ำเพียงใดแต่เมิ่งฝานทำเพื่อพิสูจน์ว่า...เขาจะไม่ทำให้นางผู้มอบโอกาสให้กับตนต้องผิดหวัง!