ณ เขตแก่นมนุษย์ในมิติห้วงนภา
หลงเฉินต้องการสังหารสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ สาเหตุที่เขาเข้ามาในเขตแก่นมนุษย์ก็เพื่อความมั่นใจ
เพราะหากเขาเข้าไปในเขตแก่นปฐพี สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่คงสามารถพบเห็นได้ทั่วไปและคงไม่น่าแปลกใจหากหลงเฉินจะถูกฆ่าตายอยู่ในนั้น แต่กลับกันหากเข้าเข้าไปในเขตแก่นปฐพีผ่านทางเขตแก่นมนุษย์ละก็ สัตว์อสูรก็จะกระจัดกระจายออกไปและเกิดขึ้นช้ากว่า สัตว์อสูรกร่อนจิตเมื่อครั้งที่แล้วก็อยู่บริเวณพรมแดนระหว่างเขตแก่นมนุษย์และเขตแก่นปฐพีเช่นกัน
ภายในมิติห้วงนภามีท้องฟ้าสดใสไร้ขอบเขตเฉกเช่นปกติ
หากสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสามได้มากพอ ก็เป็นไปได้ว่าเขาจะได้คะแนนผลงานเพิ่มอีกราวสามร้อยแต้ม อย่างไรก็ตาม สัตว์อสูรเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งท้าทายสำหรับหลงเฉินมากนัก มีเพียงสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่เท่านั้นที่ยากพอสำหรับเขา
มิติห้วงนภาเป็นของตระกูลหลิงอู่ ผู้ที่เข้ามาในนี้ล้วนมาจากหลากหลายเหล่า และบางคนก็อาจจะเป็นคนของเหล่าคนใน
อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลของมิติห้วงนภา หลงเฉินจึงเดินทางลึกเข้าไปในเขตแก่นมนุษย์และยังไม่พบใคร ดังนั้นเขาจึงอยู่ที่นั่นราวครึ่งวัน
อย่างไรก็ตาม เขาเจอเข้ากับสัตว์อสูรจำนวนหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่ามีจำนวนสัตว์อสูรในมิติห้วงนภามากกว่าคนในตระกูลหลิงอู่เสียอีก
“มิติห้วงนภาเป็นห้วงมิติขนาดเล็กที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์อสูร ปราณวิญญาณสวรรค์ที่ผสมผสานกับปราณปีศาจในอากาศเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของสัตว์อสูร ตระกูลหลิงอู่นี่โชคดีจริง ๆ ที่หาสถานที่แห่งนี้พบ”
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ หลิงซีจึงอยู่บนไหล่ของหลงเฉิน
“ข้าเดาว่าที่ตระกูลหลิงอู่ก่อตั้งขึ้นมาได้ก็เป็นเพราะมิติห้วงนภาแห่งนี้แหละ เจ้าเคยบอกว่ามันเป็นที่รกร้างขนาดย่อมมิใช่รึ?”
“ถูกแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ทุกอย่างก็จะถูกขุดค้นไปจนหมด”
“พวกโง่เอ๋ย พวกเขาน่าจะเหลืออะไรไว้ให้ข้าบ้าง...”
“ข้าจะกลับเข้าไปข้างในแล้วนะ มีใครบางคนอยู่ข้างหน้านั่น”
หลิงซีกำลังจะพูดอะไรออกมา แต่แล้วก็ร้องออกมาก่อนและหายเข้าไปในกระบี่หลิงซี หลงเฉินตื่นตัวและเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่เดินผ่านป่าไม่กี่ก้าว ทันใดนั้น เขาเห็นกลุ่มคนรวมตัวกัน ดูเหมือนพวกเขากำลังย่างเนื้อกันอยู่
เมื่อหลงเฉินปรากฏตัวขึ้น ทุกคนต่างหันมองมาที่เขา เด็กหนุ่มกลุ่มนี้น่าจะอายุราว ๆ สิบสี่หรือสิบห้าปี ทว่ามีสองคนที่บรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์แล้ว
ในกลุ่มพวกเขามีทั้งหญิงและชาย มีชายที่ดูมอซอคนหนึ่งกำลังดื่มเหล้า เขาอายุเกือบสามสิบปีแล้ว แม้ว่าจะมีสภาพเช่นนี้แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นยอดฝีมือ
“ยอดฝีมือที่เพิ่งบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีรึ”
ท่านลุงหยานที่เขาพบเมื่อครู่กับชายมอซอผู้นี้มีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกัน
“น้องชาย อยากจะดื่มด้วยกันไหมล่ะ?”
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินมาคนเดียว ดวงตาของเขาก็เป็นประกายพลางกวักมือเรียกหลงเฉิน
นี่เป็นครั้งแรกที่หลงเฉินได้พบกับคนที่เป็นมิตรเช่นนี้ในตระกูลหลิงอู่ แม้ว่ารอยยิ้มของเขาจะดูน่าเกลียดเล็กน้อย แต่มันก็มาจากใจจริงของเขา หลงเฉินเดินเข้าไปหาพร้อมเสียงหัวเราะ
“แน่นอน ข้ากำลังอยากดื่มอยู่พอดี ว่าแต่ท่านมีของดีให้ข้าหรือไม่ล่ะ?”
“อย่าพูดไร้สาระน่า ทุกอย่างที่ข้า...หม่าเทียนหยาง...ดื่มล้วนแต่เป็นของดี มา ๆ รีบมานั่งกินดื่มด้วยกัน เจ้าเด็กพวกนี้กินเนื้อได้แต่พวกเขาดื่มเป็นเพื่อนข้าไม่ได้สักคน แย่ชะมัด!”
หม่าเทียนหยางไม่ลังเลที่จะดึงหลงเฉินลงมานั่งข้าง ๆ จากนั้นเขาก็คว้าเนื้อย่างที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งย่างเสร็จส่งให้หลงเฉิน และยื่นจอกเหล้าให้เขาพร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริง
“น้องชาย เจ้าช่วยดื่มเพื่อเห็นแก่ข้าหน่อยได้ไหม?”
“ได้เลย! ในเมื่อท่านแก่กว่าข้าหลายปี ข้า...หลงเฉินขอเรียกท่านว่าพี่หม่าก็แล้วกัน!”
หลังจากดื่มเหล้าชั้นดีเข้าไป หลงเฉินก็ดื่มและยื่นจอกที่หมดเกลี้ยงให้หม่าเทียนหยาง
“ดี ดี! ข้าเจอสหายตัวน้อยที่ถูกใจเสียที!”
หม่าเทียนหยางรู้สึกพอใจพลางมองไปที่หลงเฉิน
เด็ก ๆ ที่เขาพามาล้วนแล้วแต่สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม ท่วงท่าสง่าผ่าเผย มิต้องถึงเรื่องกินเหล้า พวกเขากินอาหารกันอย่างเชื่องช้าเสียจนหม่าเทียนหยางรู้สึกรำคาญใจ
เวลานี้ เด็ก ๆ เหล่านั้นมองหลงเฉินด้วยสายตาเย็นชา โดยเฉพาะคนที่ถูกแย่งเนื้อย่างไป สีหน้าของเขาแสดงออกถึงความไม่พอใจและอยากจะทำตามใจตนเองแต่ไม่กล้าพอ
“ไม่ต้องไปสนใจเจ้าพวกวายร้ายพวกนี้หรอก พวกเขาเป็นอัจฉริยะตัวน้อยที่หยิ่งยโสเอามาก ๆ มาเถอะ หลงเฉิน ไปหาที่ดื่มและพูดคุยกันให้หนำใจดีกว่า!”
หม่าเทียนหยางไม่สนใจสายตาไม่สบอารมณ์ของหนุ่มสาวเหล่านั้นและลากหลงเฉินเข้าไปในป่า หาพุ่มไม้หนา ๆ และนั่งลงพูดคุยกัน
“ข้าสงสัยว่าพี่หม่ามาจากเหล่าใดกัน และเหตุใดถึงพาหนุ่มสาวพวกนี้เข้ามาในมิติห้วงนภา?”
พี่หม่ายิ้มอย่างเสียมิได้
“ข้าเป็นเพียงคนรับใช้ของเหล่าทองและได้รับมอบหมายจากท่านผู้อาวุโสใหญ่ให้พาเด็กอัจฉริยะระดับแก่นมนุษย์พวกนี้มาหาสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ บอกตามตรง นี่เป็นภารกิจที่น่าเบื่อหน่ายสิ้นดี พวกเขาไม่พูดไม่จาและยังระแวงกันเอง คอยแต่จะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ยิ่งพอถึงเวลาดื่ม พวกเขาต่างก็ไร้ประโยชน์!”
เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนี้ หลงเฉินจึงมองไปยังหนุ่มสาวที่นั่งกินอาหารเงียบ ๆ และพอจะเข้าใจความรู้สึกของหม่าเทียนหยาง เขาเป็นคนขี้หงุดหงิดและตรงไปตรงมา และสิ่งที่เขาทนไม่ได้มากที่สุดก็คือกลุ่มคนเหล่านั้น เป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่ต้องอยู่กับกลุ่มหนุ่มสาว ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้พบกับหลงเฉินให้เร็วกว่านี้
“ข้ามาจากเหล่ามรกต และสาเหตุที่ข้าเข้ามาในมิติห้วงนภาก็เพื่อมาตามหาสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่เช่นกัน”
หลงเฉินดื่มเงียบ ๆ และรู้สึกชื่นชมรสชาติของเหล้าชั้นดี จากนั้นก็เอ่ยขึ้น
“นี่คือสุราวานรชั้นเลิศ ข้าต้องใช้ความพยายามมากทีเดียวกว่าจะได้มันมา เพราะฉะนั้นก็ค่อย ๆ ดื่มล่ะ”
เขากระดกเหล้าในมือก่อนจะมองหลงเฉินตั้งแต่หัวจรดเท้า
“น้องชาย เจ้าก็ไม่เลวนักนี่ อายุยังน้อยและบรรลุถึงระดับนี้ เจ้าแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าเด็กพวกนั้นเสียอีก คนอื่นอาจจะมองว่าที่เจ้าเข้ามาในเขตปฐพีเท่ากับการรนหาที่ตาย แต่ข้าคิดว่าเจ้ากล้าหาญมากนะ สมชายชาตรีจริง ๆ!”
หม่าเทียนหยางเป็นคนตรงไปตรงมา หลงเฉินรู้สึกชอบพอเขาอย่างมาก
“เนื้อนี่ย่างได้อร่อยจริง ๆ”
“เพราะเด็กคนนั้นย่างได้ที่พอดี ข้าก็เลยกล้าเอามาให้เจ้าอย่างไรล่ะ ดูเหมือนเขาจะอยากสั่งสอนเจ้าด้วยนะ”
หม่าเทียนหยางมองไปทางเด็ก ๆ และหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ
“ภารกิจรอบนี้ช่างน่าเบื่อจริง ๆ หลงเฉิน ถ้าเจ้าอยากเจอสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ เช่นนั้นไปกับข้าไหมล่ะ?”
ทีแรกนั้นหลงเฉินต้องการจะปฏิเสธคำเชิญที่เปี่ยมด้วยน้ำใจของหม่าเทียนหยาง ทว่าเป็นโชคชะตาที่ทำให้เขาได้พบกับคนที่เขารู้สึกถูกคอ ดังนั้นเขาจึงพยักหน้า
“ข้าจะปฏิเสธคำชวนของพี่หม่าได้อย่างไร? นอกจากนี้ข้ายังกินเหล้าของท่านไม่สาแก่ใจเลย”
หม่าเทียนหยางตบไหล่หลงเฉินอย่างแรง
“เจ้านี่ถูกใจข้าจริง ๆ หากภายภาคหน้ามีเรื่องอันใดละก็ มาหาข้าที่เหล่าทองสิ ข้าจะหามาให้เจ้าทุกอย่างเลย!”
ทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง จากนั้นพวกเด็ก ๆ ก็กินอาหารเสร็จ หม่าเทียนหยางพาหลงเฉินมาด้วย เขาเก็บของและออกเดินทางไปด้วยกัน
หนุ่มสาวเหล่านั้นจับจ้องไปที่หลงเฉินและผู้ที่ถูกขโมยเนื้อก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ผู้ดูแลหม่า เขาจะไปกับพวกเราด้วยรึ?”
“ใช่แล้ว เขาเป็นผู้ที่น่าอัศจรรย์มากนามว่าหลงเฉิน สนิทกับเขาไว้ล่ะ!” หม่าเทียนหยางฉีกยิ้ม
“ผู้ดูแลหม่า ไม่ใช่ว่าภารกิจครั้งนี้เป็นของยอดฝีมือระดับสี่ดาวของเหล่าทองอย่างพวกเราหรอกรึ? เหตุใดถึงมีคนที่ไม่เกี่ยวมากับเราด้วยล่ะ?”
“ใช่แล้ว ข้าไม่ต้องการให้มีคนจากเหล่าอื่นมาเป็นตัวถ่วงพวกเรา เจ้ามาจากเหล่าคนนอกเหล่าใดกัน?”
หม่าเทียนหยางมองหลงเฉินอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อยที่เขาถูกถามเช่นนี้ ทว่าเขาเพียงหัวเราะออกมา
“ข้ามาจากเหล่ามรกต มีปัญหาอะไรรึ?”
“เหล่ามรกต?”
เด็ก ๆ เหล่านั้นเย้ยหยัน
“ในบรรดาเก้าเหล่าคนนอก เหล่ามรกตอยู่อันดับรองสุดท้าย จะเทียบกับเหล่าทองของพวกเราที่อยู่อันดับแรกได้อย่างไรกัน?”
การเย้ยหยันของหนุ่มสาวเหล่านี้ทำให้หม่าเทียนหยางรู้สึกอับอาย ทีแรกเขามีแต่รอยยิ้ม แต่แล้วครู่ต่อมาสีหน้าของเขาก็พลันเย็นชา คลื่นพลังรุนแรงปะทุออกมาทำให้ทุกคนต่างรู้สึกงุนงงจนไม่กล้าเคลื่อนไหว
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่สั่งให้ข้าเป็นคนนำพวกเจ้า หากมีสิ่งใดจะค้านละก็ ไปบอกท่านผู้อาวุโสใหญ่เอาเองก็แล้วกัน หากพวกเจ้ายังทำตัวน่ารำคาญอยู่อีก ข้าจะไม่ปรานีล่ะนะ”
เมื่อหม่าเทียนหยางทำให้พวกเขาผงะไป พวกเขาจึงไม่กล้าพูดอะไรอีก ทว่าสายตาที่จับจ้องหลงเฉินยังคงเต็มไปด้วยความประสงค์ร้าย
ทั้งกลุ่มจึงเดินทางต่อไป
“หลงเฉิน เจ้าคงไม่ถือสาพวกเขาหรอกใช่ไหม?”
“ไม่อยู่แล้ว”
หลงเฉินหัวเราะและไม่สนใจสิ่งใด เขาและหม่าเทียนหยางเดินอยู่ด้านหน้า ระหว่างทางเขาก็เอ่ยถามขึ้น
“พี่หม่า ในบรรดาเหล่าคนนอกทั้งเก้าเหล่ามีการจัดอันดับเช่นนั้นด้วยรึ?”
“มีแต่พวกปัญญาอ่อนเท่านั้นล่ะที่จะสนใจเรื่องเช่นนั้น ตราบใดที่เราเป็นส่วนหนึ่งของเหล่าคนนอก พวกเราก็ต้องทำตามคำสั่งของเหล่าคนใน จะไปมีประโยชน์อะไรกับการเทียบความสูงระหว่างคนเตี้ยและคนแคระ?” หม่าเทียนหยางเอ่ยตามตรง
“ในบรรดาเหล่าคนนอกทั้งเก้า เหล่าทองและเหล่าเงินอาจจะแข็งแกร่งมากกว่าเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ความแข็งแกร่งของพวกเขาพิเศษกว่าใครหรอก”
หลงเฉินพอจะเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น
“จริงสิ ความสามารถของเจ้าก็น่าจะอยู่ในระดับสี่ดาวใช่หรือไม่? เจ้าสมัครเข้ารับการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในที่จะมาถึงนี่หรือเปล่า?”
หม่าเทียนหยางเอ่ยถึงการแข่งขัน หลงเฉินพยักหน้า
“ผู้อาวุโสของสำนักข้าเสนอชื่อข้าไปแล้ว ข้าอยู่ในรายชื่อ”
ดวงตาของหม่าเทียนหยางเบิกโพลง
“ไม่เลวนี่ น้องชาย! การที่ได้รับการแนะนำจากผู้อาวุโส เจ้าจะต้องเป็นยอดอัจฉริยะลำดับต้น ๆ ของเหล่ามรกตแน่ ๆ!”
หลงเฉินหัวเราะและไม่ได้ตอบปฏิเสธ
“ข้าได้ยินมาว่าการต่อสู้แย่งชิงกันเข้าเหล่าคนใน มีคนที่ชื่อฉู่ยวิ๋นซีจากเหล่ามรกตถูกวางตัวเอาไว้แล้ว และยังมีอัจฉริยะจากเหล่าทองอีก เช่นเดียวกับอีกหลายสิบคนที่อยู่ในรายชื่อ”
“หลายสิบคนรึ? น่ากลัวชะมัด จริงสิ อัจฉริยะที่ท่านว่านี่แข็งแกร่งเพียงใดหรือ?”
“เขาน่ะรึ? เขาก็มีฝีมือเก่งกาจทีเดียว ตั้งแต่เด็ก ๆ เขาก็มีชื่อเสียงและได้รับฉายาว่าองค์ชายน้อยแห่งเหล่าทอง เขาอายุเพียงสิบแปดปีก็บรรลุถึงระดับแก่นปฐพีขั้นต้น แข็งแกร่งกว่าข้ามากทีเดียว เป็นที่รู้จักในฐานะที่เขาเป็นยอดอัจฉริยะอันดับสองของเหล่าคนนอก”
“อันดับสองรึ?” หลงเฉินผงะไป
“แล้วใครคืออันดับแรกล่ะ?”
“อันดับแรกน่ะรึ?”
สีหน้าของหม่าเทียนหยางเคร่งขรึมขึ้น เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“อันดับแรก เอ่อ... เขาเป็นตำนานเลยทีเดียว ชื่อของเขาคือ ม่อเซียวหลาง...”
********************