เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 134 มิตรภาพกลางป่า

    ณ เขตแก่นมนุษย์ในมิติห้วงนภา


    หลงเฉินต้องการสังหารสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่  สาเหตุที่เขาเข้ามาในเขตแก่นมนุษย์ก็เพื่อความมั่นใจ


    เพราะหากเขาเข้าไปในเขตแก่นปฐพี สัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่คงสามารถพบเห็นได้ทั่วไปและคงไม่น่าแปลกใจหากหลงเฉินจะถูกฆ่าตายอยู่ในนั้น  แต่กลับกันหากเข้าเข้าไปในเขตแก่นปฐพีผ่านทางเขตแก่นมนุษย์ละก็  สัตว์อสูรก็จะกระจัดกระจายออกไปและเกิดขึ้นช้ากว่า สัตว์อสูรกร่อนจิตเมื่อครั้งที่แล้วก็อยู่บริเวณพรมแดนระหว่างเขตแก่นมนุษย์และเขตแก่นปฐพีเช่นกัน


    ภายในมิติห้วงนภามีท้องฟ้าสดใสไร้ขอบเขตเฉกเช่นปกติ


    หากสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสามได้มากพอ  ก็เป็นไปได้ว่าเขาจะได้คะแนนผลงานเพิ่มอีกราวสามร้อยแต้ม  อย่างไรก็ตาม สัตว์อสูรเหล่านี้ไม่ได้เป็นสิ่งท้าทายสำหรับหลงเฉินมากนัก  มีเพียงสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่เท่านั้นที่ยากพอสำหรับเขา


    มิติห้วงนภาเป็นของตระกูลหลิงอู่  ผู้ที่เข้ามาในนี้ล้วนมาจากหลากหลายเหล่า  และบางคนก็อาจจะเป็นคนของเหล่าคนใน


    อย่างไรก็ตาม  เป็นเพราะพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลของมิติห้วงนภา  หลงเฉินจึงเดินทางลึกเข้าไปในเขตแก่นมนุษย์และยังไม่พบใคร  ดังนั้นเขาจึงอยู่ที่นั่นราวครึ่งวัน


    อย่างไรก็ตาม เขาเจอเข้ากับสัตว์อสูรจำนวนหนึ่ง


    เห็นได้ชัดว่ามีจำนวนสัตว์อสูรในมิติห้วงนภามากกว่าคนในตระกูลหลิงอู่เสียอีก


    “มิติห้วงนภาเป็นห้วงมิติขนาดเล็กที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์อสูร  ปราณวิญญาณสวรรค์ที่ผสมผสานกับปราณปีศาจในอากาศเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของสัตว์อสูร   ตระกูลหลิงอู่นี่โชคดีจริง ๆ ที่หาสถานที่แห่งนี้พบ”


    เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้  หลิงซีจึงอยู่บนไหล่ของหลงเฉิน


    “ข้าเดาว่าที่ตระกูลหลิงอู่ก่อตั้งขึ้นมาได้ก็เป็นเพราะมิติห้วงนภาแห่งนี้แหละ  เจ้าเคยบอกว่ามันเป็นที่รกร้างขนาดย่อมมิใช่รึ?”


    “ถูกแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ทุกอย่างก็จะถูกขุดค้นไปจนหมด”


    “พวกโง่เอ๋ย  พวกเขาน่าจะเหลืออะไรไว้ให้ข้าบ้าง...”


    “ข้าจะกลับเข้าไปข้างในแล้วนะ  มีใครบางคนอยู่ข้างหน้านั่น”


    หลิงซีกำลังจะพูดอะไรออกมา แต่แล้วก็ร้องออกมาก่อนและหายเข้าไปในกระบี่หลิงซี หลงเฉินตื่นตัวและเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่เดินผ่านป่าไม่กี่ก้าว ทันใดนั้น เขาเห็นกลุ่มคนรวมตัวกัน  ดูเหมือนพวกเขากำลังย่างเนื้อกันอยู่


    เมื่อหลงเฉินปรากฏตัวขึ้น  ทุกคนต่างหันมองมาที่เขา  เด็กหนุ่มกลุ่มนี้น่าจะอายุราว ๆ สิบสี่หรือสิบห้าปี  ทว่ามีสองคนที่บรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์แล้ว


    ในกลุ่มพวกเขามีทั้งหญิงและชาย  มีชายที่ดูมอซอคนหนึ่งกำลังดื่มเหล้า เขาอายุเกือบสามสิบปีแล้ว  แม้ว่าจะมีสภาพเช่นนี้แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นยอดฝีมือ


    “ยอดฝีมือที่เพิ่งบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีรึ”


    ท่านลุงหยานที่เขาพบเมื่อครู่กับชายมอซอผู้นี้มีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกัน


    “น้องชาย  อยากจะดื่มด้วยกันไหมล่ะ?”


    เมื่อเห็นว่าหลงเฉินมาคนเดียว  ดวงตาของเขาก็เป็นประกายพลางกวักมือเรียกหลงเฉิน


    นี่เป็นครั้งแรกที่หลงเฉินได้พบกับคนที่เป็นมิตรเช่นนี้ในตระกูลหลิงอู่  แม้ว่ารอยยิ้มของเขาจะดูน่าเกลียดเล็กน้อย  แต่มันก็มาจากใจจริงของเขา  หลงเฉินเดินเข้าไปหาพร้อมเสียงหัวเราะ 


    “แน่นอน ข้ากำลังอยากดื่มอยู่พอดี ว่าแต่ท่านมีของดีให้ข้าหรือไม่ล่ะ?”


    “อย่าพูดไร้สาระน่า ทุกอย่างที่ข้า...หม่าเทียนหยาง...ดื่มล้วนแต่เป็นของดี มา ๆ รีบมานั่งกินดื่มด้วยกัน  เจ้าเด็กพวกนี้กินเนื้อได้แต่พวกเขาดื่มเป็นเพื่อนข้าไม่ได้สักคน  แย่ชะมัด!”


    หม่าเทียนหยางไม่ลังเลที่จะดึงหลงเฉินลงมานั่งข้าง ๆ จากนั้นเขาก็คว้าเนื้อย่างที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งย่างเสร็จส่งให้หลงเฉิน  และยื่นจอกเหล้าให้เขาพร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริง


    “น้องชาย เจ้าช่วยดื่มเพื่อเห็นแก่ข้าหน่อยได้ไหม?”


    “ได้เลย! ในเมื่อท่านแก่กว่าข้าหลายปี  ข้า...หลงเฉินขอเรียกท่านว่าพี่หม่าก็แล้วกัน!”


    หลังจากดื่มเหล้าชั้นดีเข้าไป  หลงเฉินก็ดื่มและยื่นจอกที่หมดเกลี้ยงให้หม่าเทียนหยาง


    “ดี  ดี!  ข้าเจอสหายตัวน้อยที่ถูกใจเสียที!”


    หม่าเทียนหยางรู้สึกพอใจพลางมองไปที่หลงเฉิน


    เด็ก ๆ ที่เขาพามาล้วนแล้วแต่สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม ท่วงท่าสง่าผ่าเผย มิต้องถึงเรื่องกินเหล้า  พวกเขากินอาหารกันอย่างเชื่องช้าเสียจนหม่าเทียนหยางรู้สึกรำคาญใจ


    เวลานี้ เด็ก ๆ เหล่านั้นมองหลงเฉินด้วยสายตาเย็นชา  โดยเฉพาะคนที่ถูกแย่งเนื้อย่างไป  สีหน้าของเขาแสดงออกถึงความไม่พอใจและอยากจะทำตามใจตนเองแต่ไม่กล้าพอ


    “ไม่ต้องไปสนใจเจ้าพวกวายร้ายพวกนี้หรอก  พวกเขาเป็นอัจฉริยะตัวน้อยที่หยิ่งยโสเอามาก ๆ มาเถอะ หลงเฉิน ไปหาที่ดื่มและพูดคุยกันให้หนำใจดีกว่า!”


    หม่าเทียนหยางไม่สนใจสายตาไม่สบอารมณ์ของหนุ่มสาวเหล่านั้นและลากหลงเฉินเข้าไปในป่า  หาพุ่มไม้หนา ๆ และนั่งลงพูดคุยกัน


    “ข้าสงสัยว่าพี่หม่ามาจากเหล่าใดกัน  และเหตุใดถึงพาหนุ่มสาวพวกนี้เข้ามาในมิติห้วงนภา?”


    พี่หม่ายิ้มอย่างเสียมิได้


    “ข้าเป็นเพียงคนรับใช้ของเหล่าทองและได้รับมอบหมายจากท่านผู้อาวุโสใหญ่ให้พาเด็กอัจฉริยะระดับแก่นมนุษย์พวกนี้มาหาสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่  บอกตามตรง นี่เป็นภารกิจที่น่าเบื่อหน่ายสิ้นดี พวกเขาไม่พูดไม่จาและยังระแวงกันเอง  คอยแต่จะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน  ยิ่งพอถึงเวลาดื่ม พวกเขาต่างก็ไร้ประโยชน์!”


    เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนี้ หลงเฉินจึงมองไปยังหนุ่มสาวที่นั่งกินอาหารเงียบ ๆ และพอจะเข้าใจความรู้สึกของหม่าเทียนหยาง  เขาเป็นคนขี้หงุดหงิดและตรงไปตรงมา  และสิ่งที่เขาทนไม่ได้มากที่สุดก็คือกลุ่มคนเหล่านั้น  เป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่ต้องอยู่กับกลุ่มหนุ่มสาว ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้พบกับหลงเฉินให้เร็วกว่านี้


    “ข้ามาจากเหล่ามรกต  และสาเหตุที่ข้าเข้ามาในมิติห้วงนภาก็เพื่อมาตามหาสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่เช่นกัน”


    หลงเฉินดื่มเงียบ ๆ และรู้สึกชื่นชมรสชาติของเหล้าชั้นดี จากนั้นก็เอ่ยขึ้น


    “นี่คือสุราวานรชั้นเลิศ ข้าต้องใช้ความพยายามมากทีเดียวกว่าจะได้มันมา เพราะฉะนั้นก็ค่อย ๆ ดื่มล่ะ”


    เขากระดกเหล้าในมือก่อนจะมองหลงเฉินตั้งแต่หัวจรดเท้า


    “น้องชาย เจ้าก็ไม่เลวนักนี่ อายุยังน้อยและบรรลุถึงระดับนี้ เจ้าแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าเด็กพวกนั้นเสียอีก  คนอื่นอาจจะมองว่าที่เจ้าเข้ามาในเขตปฐพีเท่ากับการรนหาที่ตาย  แต่ข้าคิดว่าเจ้ากล้าหาญมากนะ สมชายชาตรีจริง ๆ!”


    หม่าเทียนหยางเป็นคนตรงไปตรงมา  หลงเฉินรู้สึกชอบพอเขาอย่างมาก


    “เนื้อนี่ย่างได้อร่อยจริง ๆ”


    “เพราะเด็กคนนั้นย่างได้ที่พอดี  ข้าก็เลยกล้าเอามาให้เจ้าอย่างไรล่ะ ดูเหมือนเขาจะอยากสั่งสอนเจ้าด้วยนะ”


    หม่าเทียนหยางมองไปทางเด็ก ๆ และหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ


    “ภารกิจรอบนี้ช่างน่าเบื่อจริง ๆ หลงเฉิน ถ้าเจ้าอยากเจอสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ เช่นนั้นไปกับข้าไหมล่ะ?”


    ทีแรกนั้นหลงเฉินต้องการจะปฏิเสธคำเชิญที่เปี่ยมด้วยน้ำใจของหม่าเทียนหยาง  ทว่าเป็นโชคชะตาที่ทำให้เขาได้พบกับคนที่เขารู้สึกถูกคอ  ดังนั้นเขาจึงพยักหน้า


    “ข้าจะปฏิเสธคำชวนของพี่หม่าได้อย่างไร? นอกจากนี้ข้ายังกินเหล้าของท่านไม่สาแก่ใจเลย”


    หม่าเทียนหยางตบไหล่หลงเฉินอย่างแรง


    “เจ้านี่ถูกใจข้าจริง ๆ หากภายภาคหน้ามีเรื่องอันใดละก็  มาหาข้าที่เหล่าทองสิ  ข้าจะหามาให้เจ้าทุกอย่างเลย!”


    ทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง  จากนั้นพวกเด็ก ๆ ก็กินอาหารเสร็จ  หม่าเทียนหยางพาหลงเฉินมาด้วย  เขาเก็บของและออกเดินทางไปด้วยกัน


    หนุ่มสาวเหล่านั้นจับจ้องไปที่หลงเฉินและผู้ที่ถูกขโมยเนื้อก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ


    “ผู้ดูแลหม่า เขาจะไปกับพวกเราด้วยรึ?”


    “ใช่แล้ว  เขาเป็นผู้ที่น่าอัศจรรย์มากนามว่าหลงเฉิน สนิทกับเขาไว้ล่ะ!”  หม่าเทียนหยางฉีกยิ้ม


    “ผู้ดูแลหม่า  ไม่ใช่ว่าภารกิจครั้งนี้เป็นของยอดฝีมือระดับสี่ดาวของเหล่าทองอย่างพวกเราหรอกรึ?  เหตุใดถึงมีคนที่ไม่เกี่ยวมากับเราด้วยล่ะ?”


    “ใช่แล้ว ข้าไม่ต้องการให้มีคนจากเหล่าอื่นมาเป็นตัวถ่วงพวกเรา เจ้ามาจากเหล่าคนนอกเหล่าใดกัน?”


    หม่าเทียนหยางมองหลงเฉินอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อยที่เขาถูกถามเช่นนี้  ทว่าเขาเพียงหัวเราะออกมา


    “ข้ามาจากเหล่ามรกต มีปัญหาอะไรรึ?”


    “เหล่ามรกต?”


    เด็ก ๆ เหล่านั้นเย้ยหยัน


    “ในบรรดาเก้าเหล่าคนนอก  เหล่ามรกตอยู่อันดับรองสุดท้าย จะเทียบกับเหล่าทองของพวกเราที่อยู่อันดับแรกได้อย่างไรกัน?”


    การเย้ยหยันของหนุ่มสาวเหล่านี้ทำให้หม่าเทียนหยางรู้สึกอับอาย  ทีแรกเขามีแต่รอยยิ้ม แต่แล้วครู่ต่อมาสีหน้าของเขาก็พลันเย็นชา  คลื่นพลังรุนแรงปะทุออกมาทำให้ทุกคนต่างรู้สึกงุนงงจนไม่กล้าเคลื่อนไหว 


    “ท่านผู้อาวุโสใหญ่สั่งให้ข้าเป็นคนนำพวกเจ้า  หากมีสิ่งใดจะค้านละก็  ไปบอกท่านผู้อาวุโสใหญ่เอาเองก็แล้วกัน หากพวกเจ้ายังทำตัวน่ารำคาญอยู่อีก ข้าจะไม่ปรานีล่ะนะ”


    เมื่อหม่าเทียนหยางทำให้พวกเขาผงะไป  พวกเขาจึงไม่กล้าพูดอะไรอีก ทว่าสายตาที่จับจ้องหลงเฉินยังคงเต็มไปด้วยความประสงค์ร้าย


    ทั้งกลุ่มจึงเดินทางต่อไป


    “หลงเฉิน เจ้าคงไม่ถือสาพวกเขาหรอกใช่ไหม?”


    “ไม่อยู่แล้ว”


    หลงเฉินหัวเราะและไม่สนใจสิ่งใด เขาและหม่าเทียนหยางเดินอยู่ด้านหน้า  ระหว่างทางเขาก็เอ่ยถามขึ้น


    “พี่หม่า ในบรรดาเหล่าคนนอกทั้งเก้าเหล่ามีการจัดอันดับเช่นนั้นด้วยรึ?”


    “มีแต่พวกปัญญาอ่อนเท่านั้นล่ะที่จะสนใจเรื่องเช่นนั้น  ตราบใดที่เราเป็นส่วนหนึ่งของเหล่าคนนอก  พวกเราก็ต้องทำตามคำสั่งของเหล่าคนใน  จะไปมีประโยชน์อะไรกับการเทียบความสูงระหว่างคนเตี้ยและคนแคระ?”  หม่าเทียนหยางเอ่ยตามตรง


    “ในบรรดาเหล่าคนนอกทั้งเก้า  เหล่าทองและเหล่าเงินอาจจะแข็งแกร่งมากกว่าเล็กน้อย  แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ความแข็งแกร่งของพวกเขาพิเศษกว่าใครหรอก”


    หลงเฉินพอจะเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น


    “จริงสิ ความสามารถของเจ้าก็น่าจะอยู่ในระดับสี่ดาวใช่หรือไม่?  เจ้าสมัครเข้ารับการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในที่จะมาถึงนี่หรือเปล่า?”


    หม่าเทียนหยางเอ่ยถึงการแข่งขัน  หลงเฉินพยักหน้า


    “ผู้อาวุโสของสำนักข้าเสนอชื่อข้าไปแล้ว  ข้าอยู่ในรายชื่อ”


    ดวงตาของหม่าเทียนหยางเบิกโพลง


    “ไม่เลวนี่ น้องชาย! การที่ได้รับการแนะนำจากผู้อาวุโส  เจ้าจะต้องเป็นยอดอัจฉริยะลำดับต้น ๆ ของเหล่ามรกตแน่ ๆ!”


    หลงเฉินหัวเราะและไม่ได้ตอบปฏิเสธ


    “ข้าได้ยินมาว่าการต่อสู้แย่งชิงกันเข้าเหล่าคนใน  มีคนที่ชื่อฉู่ยวิ๋นซีจากเหล่ามรกตถูกวางตัวเอาไว้แล้ว  และยังมีอัจฉริยะจากเหล่าทองอีก  เช่นเดียวกับอีกหลายสิบคนที่อยู่ในรายชื่อ”


    “หลายสิบคนรึ? น่ากลัวชะมัด จริงสิ อัจฉริยะที่ท่านว่านี่แข็งแกร่งเพียงใดหรือ?”


    “เขาน่ะรึ? เขาก็มีฝีมือเก่งกาจทีเดียว ตั้งแต่เด็ก ๆ เขาก็มีชื่อเสียงและได้รับฉายาว่าองค์ชายน้อยแห่งเหล่าทอง  เขาอายุเพียงสิบแปดปีก็บรรลุถึงระดับแก่นปฐพีขั้นต้น  แข็งแกร่งกว่าข้ามากทีเดียว เป็นที่รู้จักในฐานะที่เขาเป็นยอดอัจฉริยะอันดับสองของเหล่าคนนอก”


    “อันดับสองรึ?” หลงเฉินผงะไป

     

    “แล้วใครคืออันดับแรกล่ะ?”


    “อันดับแรกน่ะรึ?”


    สีหน้าของหม่าเทียนหยางเคร่งขรึมขึ้น  เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา


    “อันดับแรก เอ่อ... เขาเป็นตำนานเลยทีเดียว  ชื่อของเขาคือ ม่อเซียวหลาง...”


    ********************



    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน