ใต้แสงจันทร์ในเมืองดารากระจ่างยามค่ำคืน ได้ปรากฎร่างชายหนุ่มเร่งย่ำเท้าพ้นบานประตูหอนางฟ้าเพียงลำพัง หลังจากที่เหมาเว่ยเสร็จศึกกับสาวงามหยวนหยวน ก็ได้ตัดสินใจลากลับทันทีเมื่อมีเรื่องสำคัญที่ต้องไปจัดการ
แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและตระกูลเซี่ย ยอมสร้างความกังวลใจให้เป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องที่รับปากไว้กับผู้ที่สอนสั่งการปรุงยา จึงทำให้เขาต้องละความสุขเพื่อเตรียมการทุกอย่างให้พร้อมสำหรับการเดินทางที่กำลังจะมาถึง
‘น่าเสียดายจริงๆ ทั้งยั่วทั้งอ่อยตั้งขนาดนั้น ดูท่าเม่ยเหนียงคงอยากจะกินข้าเป็นแน่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า’เหมาเว่ยก้าวเท้าพลางนึกถึงท่าทีของผู้ดูแลหอนางฟ้าด้วยความเสียดาย’ถ้าไม่ติดที่ต้องกลับไปจัดเตรียมเรื่องความปลอดภัยที่โรงเตี๊ยมนะ..เสร็จข้าแน่..หึ ข้าต้องรีบกลับไปยังโลกโน้นเพื่อซื้ออุปกรณ์หลายอย่าง เช่นว่า กล้องวงจรปิด แล้วยังต้องปรับปรุงบ่อน้ำหรือทางเชื่อมต่อนั่นให้มิดชิดกว่านี้ด้วย’
สิ่งที่เหมาเว่ยกำลังครุ่นคิดในยามนี้ เป็นความต้องการนำเทคโนโลยีบนโลกของตนมาประยุกต์ใช้เหมือนเช่นเคย ซึ่งแทบทุกการต่อสู้ที่เกิดขึ้นที่นี่ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเอาชนะศัตรูได้ด้วยอาวุธอันล้ำสมัยที่นำติดตัวมาเป็นส่วนใหญ่
แต่ทว่าระหว่างที่กำลังนึกถึงสิ่งที่ต้องการอยู่นั้น ก่อนจะถึงโรงเตี๊ยมหมี่เหลืองอีกเพียงไม่ถึงลี้ พลันได้ปรากฎกลุ่มคนจำนวนหนึ่งจากในความมืด ด้วยความเร็วแต่ละย่างก้าวที่เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา และที่ยิ่งไปกว่านั้นชุดที่พวกมันสวมใส่ยังเป็นที่คุ้นตาเหมาเว่ยเป็นอย่างยิ่ง
ฟุบ ฟุบ ฟุบบบ ฟุบบบบ!!
“ช้าก่อน เถ้าแก่เหมา”สุ้มเสียงสุขุมนุ่มลึก ถูกเปล่งมาจากริมฝีปากหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น
“เรียกข้า? พวกท่านรู้จักข้าด้วยรึ?”เหมาเว่ยหยุดเท้าโดยพลัน พลางจับจ้องไปที่ผู้ที่อยู่ตรงหน้าด้วยท่าทีเรียบเฉย’คนของนิกายจันทร์ดับมาทำอะไรที่นี่? ดูท่าแต่ละคนไม่ธรรมดาเลยโดยเฉพาะ เจ้าที่อยู่หน้าสุดและน่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม’
การเผชิญหน้ากันในครั้งนี้ เหมาเว่ยมิได้ลงมือวู่วามแม้แต่น้อย กลับแสดงท่าทีเป็นปกติเพื่อต้องการทราบถึงจุดประสงค์ผู้ที่มา ทั้งยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ ที่พบเจอคนของนิกายจันทร์ดับอย่างสิ้นเชิง
“เจ้าคือเถ้าแก่เหมามิใช่หรือ ไม่เรียกเจ้าแล้วจะไปเรียกใคร”ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุดฉีกยิ้มเล็กๆภายใต้ผ้าคลุมดำสนิท’ไม่ผิดตัวแน่ ต้องเป็นมัน’
“ใช่ก็ได้...แต่ข้าไม่รู้จักพวกท่านเลยนะ ข้าขอตัวล่ะ”เหมาเว่ยตอบกลับอย่างทันควัน ก่อนจะก้าวเท้าเดินหลบไปทางด้านข้างราวกับว่าไม่รู้จักผู้ที่มา’รึว่าพวกมันจะรู้เรื่องนั้นแล้ว’
“หึ..อย่าแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องหน่อยเลย ข้าใช้เวลาร่วมเดือนเพื่อสืบหาคนของนิกายที่กำลังติดตามผู้ทรยศ แต่กลับถูกสังหารตายที่นี่ แล้วยังผู้ทรยศที่หายสาปสูญไปนั่นอีก”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า?”
“เกี่ยวแน่นอน เพราะก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ว่าขึ้น มีการรายงานกลับไป ว่าผู้ทรยศอยู่ในโรงเตี๊ยมของเจ้า!!”ชายตรงหน้าเปล่งเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมทั้งแผ่ขยายพลังออกจากร่าง ราวกับจะบ่งบอกให้ผู้ที่อยู่โดยรอบได้ทราบถึงระดับพลัง’เบาะแสสุดท้ายอยู่ที่โรงเตี๊ยมหมี่เหลือง เถ้าแก่อย่างมันต้องรู้เรื่องอะไรบางอย่างเป็นแน่’
วูบบบบบบบบบบ!!
‘พลังยุทธของมันอยู่ในระดับที่สูงกว่าข้า แล้วยังคำพูดที่กำลังสงสัยนั่นอีก เห็นทีจะแกล้งไม่รู้เรื่องเอาตัวรอดเหมือนทุกครั้งไม่ได้แล้ว ว่าแต่ครั้งนี้นิกายชั่วนั่นส่งยอดฝีมือระดับนี้มาเลยเหรอนี่’เหมาเว่ยก้าวถอยหลังสองถึงสามก้าว”พวกท่านใจเย็นก่อน ข้าว่าเรื่องนี้คงจะมีการเข้าใจผิดกัน ถึงข้าจะเป็นเถ้าแก่แต่ก็ไม่.......”
“เข้าใจผิดหรือไม่..เดี๋ยวก็รู้ เจ้าควรจะตามพวกเรามาแต่โดยดี เพราะหากคิดหลบหนีหรือคิดต่อสู้ พวกข้าจะเผาโรงเตี๊ยมนั่น และตามไล่จับตัวเจ้ากลับมาทรมานให้ตายทั้งเป็น แต่ถ้าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เจ้าจะได้กลับมาอย่างไร้รอยขีดข่วน”
‘เผาโรงเตี๊ยม นิกายนี่คงไม่สนใจใครในเมืองดารากระจ่าง อยากจะทำอะไรก็ทำสินะ’เหมาเว่ยยิ้มบางๆและเอ่ยออกไปว่า”ก็ได้ เอาอย่างนั้นก็ได้”
“นับว่าเจ้าตัดสินใจได้ถูก...ตามมา”
คำขู่เล็กๆที่เปล่งออกมาสร้างความกังวลให้เป็นเหมาเว่ยเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากเกิดสิ่งใดขึ้นกับโรงเตี๊ยมหมี่เหลืองย่อมมิใช่เรื่องดี ความลับที่เก็บซ่อนเอาไว้อาจจะถูกเปิดเผย เขาจึงคิดแสร้งยอมตามพวกมันไปแม้จะอันตราย ให้พวกมันออกห่างจากที่นั่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
‘ข้าควรทำอย่างไรดี หาจังหวะลอบฆ่าพวกมันทีเผลอก็แล้วกัน ถึงจะมีพลังยุทธด้อยกว่าก็ไม่ได้หมายความว่า ข้าจะเป็นฝ่ายแพ้สักหน่อย ขอเพียงมีโอกาสก็พอ’เหมาเว่ยยอมเดินตามไปแต่โดยดี มุ่งสู่เส้นทางมืดมิดที่ไม่อาจทราบได้ว่าต้องเจอสถานการณ์เช่นไร
การที่เหมาเว่ยยอมตกลงเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่อาจใช้วิธีเดิมๆเพื่อเอาตัวรอด เขาในยามนี้เป็นผู้บ่มเพาะพลังเต็มตัวหาใช่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมธรรมดาไม่ การจะปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นข้อสงสัยต่างๆทั้งหมดหรือการโกหก มีหรือเหล่าคนจากนิกายจันทร์ดับเหล่านี้จะยอมเชื่อโดยง่าย
ทางออกในเวลานี้อาจมีเพียงการทำให้พวกมันทั้งหมดหายสาปสูญไป เพื่อซื้อเวลารอรับมือกับกลุ่มต่อไปที่อาจจะถูกส่งมาในวันข้างหน้า
.
.
.
ณ ประตูเมืองทางทิศเหนือ
บนเส้นทางที่เชื่อมต่อออกไปยังนอกเขตเมืองดารากระจ่าง ได้ปรากฎกลุ่มคนซึ่งหนึ่งในนั้นคือเหมาเว่ย และอีกห้าคนที่มาจากนิกายจันทร์ดับ มุ่งไปสู่หนทางที่สามารถตัดผ่านขึ้นไปยังป่าลึก เป็นเส้นทางหลักที่ใช้สัญจรต่อไปยังที่ต่างๆ ซึ่งสุดปลายทางไกลออกไปหลายร้อยลี้คืออีกหนึ่งอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ทางทิศเหนือ
‘ออกมานอกเมือง?’เหมาเว่ยลอบชำเลืองมองทั้งซ้ายและขวาอย่างใจเย็น’นอกจากเจ้าคนที่น่าจะเป็นตัวหัวหน้านั่นจะมีพลังยุทธเหนือกว่า อีกสี่คนที่เหลืออาจจะอยู่ในระดับเดียวหรือด้อยกว่าข้าเล็กน้อยก็เป็นได้’
“เอาล่ะ หยุดข้างหน้านั่นก่อน”หัวหน้ากลุ่มจากนิกายจันทร์ดับชี้ไปยังใต้ไม้ใหญ่ด้านหน้าห่างอีกเพียงไม่มาก แต่ก็นับว่าพ้นจากสายตาทหารยามหน้าประตูเมือง
‘แถวนี้สินะ ก็ดี เหมาะเป็นที่ฝังพวกมัน’เหมาเว่ยเตรียมตัวโดยการลอบล้วงถุงจักรวาล และก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างเป็นปกติ ซึ่งมีคนจากนิกายจันทร์ดับสี่คนเดินห้อมล้อมอยู่ไม่ห่าง
“ถึงเจ้าจะเป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยม แต่คงไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป เจ้าเป็นยุทธด้วยใช่หรือไม่”คำถามแรกถูกพ่นออกมาจากปากผู้ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนิกายจันทร์ดับ
‘หึ! ต่อให้ยอมพูดหรือโกหกออกไป หากพวกมันไม่ได้ตัวท่านลุงก็ไร้ความหมาย ข้าคงอาจจะถูกจับไปทรมาน ไม่ก็ถูกฆ่าเป็แน่ แบบนี้แหละดี ข้าพร้อมเดิมพันทุกอย่าง’เหมาเว่ยลอบแสระยิ้มเล็กๆ
ย่างก้าวเลื่อนลอย!
วูบบ....ฟุบบบ!
ระหว่างนั้นโอกาสที่รอคอยก็มาถึง กลุ่มคนดังกล่าวที่กำลังประมาทคิดว่าเหมาเว่ยยอมจำนนไร้ทางต่อต้าน ก็ต้องพบเจอกับความว่างเปล่าโดยที่ร่างของเหมาเว่ยพลันได้หายลับอย่างรวดเร็ว เขามุ่งเคลื่อนถอยด้วยวิชาตัวเบาอันแปลกประหลาด ทิ้งไว้เพียงเสียงของแข็งตกกระทบกับเศษหินในความมืดเท่านั้น
แกร๊กก แกร๊กกกกก!!
“นี่เจ้า..คิดหนี..เรอะ!”
ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!
“อ๊ากกกกกก!!!”
“อั๊ก..!”
แสงสว่างและกลุ่มควันจากการระเบิดมาพร้อมกับเสียงที่ดังสนั่น ร่างทั้งห้าที่อยู่ในรัศมีต่างกระเด็นออกไปคนละทิศคนละทาง มีทั้งผู้ที่สามารถป้องกันได้ทันด้วยการขับปราณออกมาคุ้มกาย และผู้ที่เผลอเรอรับแรงระเบิดเข้าไปเต็มๆ จนร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ สิ้นใจหมดลมหายใจไปอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นผู้มีกำลังภายในระดับสูงก็ตามที
‘ชิ!! ยังมีบางคนป้องกัน หลบออกไปได้ทันหรือนี่ เหลือรอดตั้งสองคน’เหมาเว่ยเพ่งมองเข้าไปยังใจกลางกลุ่มคนดังกล่าว พร้อมทั้งพุ่งกลับเข้าไปด้วยวิชาตัวเบาที่ก่อให้เกิดเสียงสายฟ้าฟาด
ท่าร่างอัสนี!
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ....!
เปรี้ยงง!
เปรี้ยงง เปรี้ยงงงง!!
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตายซะ!!”เหมาเว่ยเปล่งเสียงคำรามมุ่งเข้าไป ทั้งตั้งท่ากวาดมือวนไปบนอากาศเตรียมเข้าจู่โจมซ้ำ’หึ...!! ข้าไม่คิดจะตอบคำถามพวกเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว ลงมือก่อนได้เปรียบสินะ!’
วูบบบบบบ!!!
มังกรท่องนภา!!
กรรรรรรร!!!
ชั่วอึดใจปราณมังกรขาวถูกส่งผ่านไปบนอากาศจากฝ่ามือเหมาเว่ย มุ่งสู่หนึ่งในคนของนิกายที่รอดจากแรงระเบิด ซึ่งการจู่โจมด้วยวิชาดังกล่าว ได้สร้างความตื่นตกใจให้แก่พวกมันเป็นอย่างมาก ทว่า ผู้ที่กลายเป็นเป้าหมายก็ได้เร่งสลัดข้อสงสัยตั้งท่าตั้งรับ เมื่อแน่ใจว่าไม่อาจเลี่ยงหลบออกไปจากรัศมีการโจมตีดังกล่าว
“มังกรคู่หยินหยาง!!!???”
วูววววว.........ตูมมมมมม!!!
แม้คนจากนิกายจะสามารถขับปราณออกจากร่างป้องกันได้ทัน หากแต่ทั้งความเร็วและอนุภาพของปราณมังกรขาว ก็สามารถทะลวงผ่านไปได้อย่างง่ายดาย และที่ยิ่งไปกว่านั้นยังพุ่งผ่านร่างชายดังกล่าวที่กำลังตั้งรับ จนก่อเกิดเสียงดังสนั่นใจกลางลำตัวก่อนที่จะล้มตึงลงกับพื้น นอนจมกองเลือดของตนสิ้นใจตายไปในเวลาต่อมา
“เสร็จไปอีกหนึ่ง ที่เหลือก็มีแต่เจ้าตัวหัวหน้าแล้วสินะ!!”เหมาเว่ยตั้งท่ามุ่งตรงไปหาผู้ที่กำลังยืนอยู่ไกลออกไป’ผู้ที่ตายมีพลังยุทธปรมาจารย์ขั้นเก้าสินะ ส่วนตัวหัวหน้าคือกษัตริย์ขั้นห้า และข้ามีเพียงกษัตริย์ขั้นหนึ่ง แต่หากเป็นวิชานี้แล้วล่ะก็ ตัวต่อตัวต้องไม่แพ้แน่!’
ท่าร่างอัสนี!
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ.!!!
เปรี้ยงง.....เปรี้ยงงงง!!!!
ความมั่นใจของชายหนุ่มในยามนี้มีอยู่เต็มเปี่ยม ว่าจะสามารถเอาชนะได้ด้วยวิชาที่ครอบครองอยู่แม้จะเสียเปรียบด้านพลังก็ตามที ต่อให้ทั้งคู่อยู่มีพลังยุทธระดับเดียวกันและต่างกันอยู่ถึงสี่ขั้น หากแต่ด้วยวิชาอันสูงล้ำที่ครอบครองอยู่ย่อมกลายเป็นตัวตัดสิน สามารถลดช่องว่างด้านพลังได้เป็นแน่
“เป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่ไม่ธรรมดาอย่างที่คาดไว้จริงๆ ระดับกษัตริย์ขั้นหนึ่ง แต่พลังยุทธข้าคือกษัตริย์ขั้นห้า ต่อให้ใช้ยอดวิชามังกรคู่หยินหยาง ก็ใช่ว่าจะทำอันใดข้าได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าหัวขโมย!!”หัวหน้ากลุ่มคนจากนิกายจันทร์ดับเปล่งเสียงดังก้องแววตาเป็นประกาย ยืนตั้งท่ารับมือโดยไม่แสดงความหวั่นเกรงใดๆแม้สักนิด’เป็นมันจริงๆ สุดยอดวิชานั่นมาจากหยกมังกรขาว สมบัติล้ำค่าที่ถูกขโมยออกมาจากนิกาย แม้จะเป็นยอดวิชาแต่ก็นับว่ายังไม่สมบูรณ์ ข้ายังมีโอกาสชนะด้วยพลังปราณที่เหนือกว่า’
มังกรท่องนภา!
กรรรร!!!!!
พริบตานั้น เป็นเหมาเว่ยที่เปิดฉากโจมตีก่อนอีกครั้ง ทว่า หัวหน้ากลุ่มคนจากนิกายก็ยังยืนสงบนิ่งกระทำบางอย่างที่เขาเคยเห็นมาแล้วหลายครั้ง กำลังฉายเข้ามาสู่นัยน์ตาในชั่วลมหายใจนั้น เป็นการเชื่อมต่อดาววาสนา ที่เหมาเว่ยยังไม่ทราบถึงวิธีการใช้จวบจนบัดนี้
ฟู่.....!!!
‘มันใช้สิ่งทีเรียกว่าดาววาสนาสินะ เจ็บใจจริงๆที่ข้ายังไม่รู้วิธีใช้’เหมาเว่ยเพ่งมองใกล้เข้าไป โดยที่ครั้งนี้การโจมตีที่เกิดขึ้น เป็นการมุ่งยื่นฝ่ามือข้างหนึ่งตรงเข้าไป พร้อมกับปราณมังกรขาวที่กำลังห่อหุ้มท่อนแขนเอาไว้ทั่วทั้งลำ
กรรรรรรร!!!
“จะดูถูกข้าเกินไปแล้ว!!”ผู้ที่เป็นศัตรูเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้ ยื่นกางฝ่ามือที่ถูกห่อหุ้มด้วยปราณสีม่วงออกไป พร้อมฉายแววตาอันเปี่ยมด้วยความมั่นใจอย่างถึงที่สุด’มันไม่เชื่อมต่อดาววาสนา?? การปะทะครั้งนี้ชนะเห็นๆ ดาววาสนาข้าเป็นถึงอสรพิษเขี้ยวเพลิงเชียวนะ เจ้าจะต้องแหลกคามือข้าแน่!!!’
ฝ่ามือยมทูต!
ฟืบบบ.....ปึงงงงงง!!!
ฟู่.....!!!