บทที่ 38 ความเป็นจริง
มุกตลกก็ส่วนหนึ่ง แต่ซูหยางต้องแบกรับความรับผิดชอบในฐานะผู้ให้การศึกษาด้วย
เมื่อเทียบกับการฝึกวรยุทธ์แล้ว การช่วยให้นักเรียนสร้างค่านิยมที่ถูกต้องและการอบรมบ่มเพาะคนถือเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า
ทว่าซูหยางเองก็ไม่ชอบแนวคิดการศึกษาที่เพ้อฝันลอยลม และไม่อยากวางท่าเป็นผู้สูงส่งคอยเทศนาสั่งสอนใคร
อย่าว่าแต่นักเรียนจะรำคาญเลย ตัวเขาเองก็รำคาญเหมือนกัน
หนทางยังอีกยาวไกล ค่อย ๆ ปรับแก้กันไป
“จริง ๆ แล้วหลักการใช้ชีวิตพวกเธอก็คงรู้ดีอยู่แล้ว ว่าควรจะเติบโตไปเป็นคนแบบไหน ทุกคนย่อมมีคำตอบในใจ” ซูหยางเอ่ยเสียงเรียบ “ครูไม่ได้ขอให้เธอต้องกลายเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แค่ขอให้ทำอะไรแล้วไม่ละอายใจตัวเองก็พอ”
จูเทาพยักหน้าเล็กน้อยพลางพึมพำ “ครูเนี่ย ไม่เหมือนครุคนอื่นจริง ๆ ด้วยแฮะ”
“ครูรู้ หน้าตาที่หล่อเหลาเกินไปของครูมันก็แค่เปลือกนอกน่ะ อย่าไปใส่ใจเลย”
“…”
ไอ้ความหน้าด้านระดับสิบกะโหลกเนี่ย ในวงการครู คุณคงเป็นหนึ่งไม่มีสองจริง ๆ นั่นแหละ!
จูเทาแอบกลอกตาใส่ในใจ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “สรุปคือ ผมขอบคุณคุณครูมากนะครับ”
ซูหยางหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไร
“ม้าพันลี้หาได้ง่าย แต่ยอดนักดูม้าหายาก เรื่องนี้ผมเข้าใจดี” จูเทากล่าวอย่างจริงจัง “ถ้าไม่ใช่เพราะการชี้นำของครู ชาตินี้ผมคงไม่มีวันได้สัมผัสวิชาเข็ม และไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในการฝึกมัน”
“บุญคุณนี้ผมจะจำใส่ใจไว้ตลอดไปครับ”
ซูหยางรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
รู้จักบุญคุณคนแบบนี้ แสดงว่านิสัยยังไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นกู่ไม่กลับ
ความจริงพวกเด็กห้อง 5 ก็ไม่ได้มีจิตใจชั่วร้ายอะไรหรอก แค่กวนประสาทไปหน่อยเท่านั้นเอง
“เชื่อครูเถอะ ครูไม่ทำให้พวกเธอเสียเปรียบหรอก” ซูหยางหันไปสั่งทันที “เอ้อ จุดชีพจรตรงนี้กดแรงหน่อยสิ พอดีไหล่ครูตึง ๆ น่ะ”
หลายวันที่ผ่านมาซูหยางมัวแต่หมกตัวค้นหาเคล็ดวิชาที่เหมาะสมให้หลี่อีหมิงอยู่ในห้องสมุดทั้งวัน
ทำให้ไหล่ของเขาค่อนข้างปวดเมื่อย
ซูหยางอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา “พวกเธอน่ะ ไม่เห็นหรอกว่าครูแอบทุ่มเทลับหลังเพื่อพวกเธอขนาดไหน!”
จูเทาเบ่งแรงทั้งหมดที่มีกดลงไปจนหน้าดำหน้าแดง “ก็ครูมาทุ่มเทให้พวกผมเห็นตรง ๆ สิครับ! ทุ่มเทลับหลังใครจะไปเห็นล่ะ! มันไม่ใช่เรื่องน่าอายที่ต้องปิดบังซะหน่อย!”
“พูดมีเหตุผล” ซูหยางเห็นด้วย “คราวหน้าครูมาทุ่มเทให้เห็นต่อหน้าเลยดีกว่า”
กดไปได้พักใหญ่จูเทาก็เริ่มเมื่อยมือ เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “ครูครับ ผม... ผมจะกลายเป็นเทพยุทธ์ได้จริง ๆ เหรอ?”
เอ่อ... คือว่า...
มันเป็นคำเปรียบเปรย เปรียบเปรยน่ะเธอเข้าใจไหม?
ครูแค่จะสื่อว่าพรสวรรค์วิชาเข็มของเธอน่ะมันยอดเยี่ยม มีจุติเทพยุทธ์อยู่ในตัว ไม่ได้แปลว่าเธอจะการันตีการเป็นเทพยุทธ์ได้จริง ๆ เสียหน่อย!
เรื่องนี้ครูรับประกันให้ไม่ได้หรอกนะ!
“ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ” ซูหยางเสริมต่อ “แต่ตอนนี้เธอควรจะคิดว่าจะฝึกยังไงให้ถึงระดับลึกลับยุทธ์ขั้นเจ็ดก่อนจะดีกว่านะ มันดูเป็นความจริงมากกว่า”
“อย่าเพิ่งลำพองใจไป เพิ่งจะเริ่มต้นเอง!”
“ทำใจให้สงบ จำไว้ว่าอย่าใจร้อน” ซูหยางว่าต่อ “โลกนี้ไม่เคยขาดแคลนอัจฉริยะหรอกนะ ไม่ต้องมองไปไหนไกล โรงเรียนมัธยมวรยุทธ์แห่งที่หนึ่งของเมืองตงไห่น่ะ คนที่เข้าไปได้ล้วนเป็นอัจฉริยะประจำตระกูลทั้งนั้น ในตระกูลของเธอเองก็มีคนรุ่นเดียวกับเธออยู่ที่นั่นไม่น้อยใช่ไหมล่ะ?”
แววตาของจูเทาฉายความเย็นชาและโกรธแค้นออกมาทันที “ใช่ครับ!”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเคียดแค้น ซูหยางก็ไม่ได้แปลกใจนัก
ความสัมพันธ์ภายในตระกูลใหญ่น้อยนักที่จะรักใคร่ปรองดอง ส่วนใหญ่มักจะเป็นคู่แข่งชิงดีชิงเด่นกันทั้งนั้น
มันต่างจากสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่การจัดสรรทรัพยากรค่อนข้างจะยุติธรรม แต่ภายในตระกูลนั้นไม่สมดุลอย่างยิ่ง
คนที่ได้ก็ล้นจนจมน้ำตาย คนที่ไม่ได้ก็แห้งแล้งจนขาดใจ
ไม่เป็น ‘ลูกรัก’ ก็กลายเป็น ‘กระสอบทราย’ ของกลุ่ม
ผลประโยชน์คือปัจจัยเดียวในการต่อสู้เสมอ
ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ คนที่มีพรสวรรค์ย่ำแย่อย่างจูเทาย่อมเลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกถากถางและดูแคลน
ถ้าไม่ฮึดสู้เพื่อหนีจากความอัปยศ ก็ต้องปล่อยตัวไปตามยถากรรมยอมรับสภาพที่เป็นอยู่
ซึ่งห้อง 5 ส่วนใหญ่เลือกอย่างหลัง
แต่อย่างไรเสียสายเลือดมันก็ค้ำคอ ผลประโยชน์ในตระกูลย่อมต้องมีส่วนของพวกเขาอยู่บ้าง ต่อให้น้อยแค่ไหนมันก็เพียงพอจะให้พวกเขาใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างสุขสบาย
“เหนือฟ้ายังมีฟ้า ต้องรักษาความอ่อนน้อมถ่อมตนไว้เสมอ”
จูเทาเออออตาม “ผมเข้าใจครับ ‘ลำบากวันนี้เพื่อเป็นยอดคนในวันหน้า’ สินะครับ!”
“มันก็ต้องดูบริบทด้วย” ซูหยางช่วยปรับแก้ “ถ้าเป็นการฝึกวรยุทธ์ คำพูดนี้ก็ไม่ค่อยถูกนักหรอก ถ้าเธอหาเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองไม่เจอ นั่นมันก็แค่ ‘หาเรื่องลำบากใส่ตัว’ ต่อให้ลำบากแค่ไหน เธอก็ไม่มีวันกลายเป็นยอดคนได้หรอก”
ซูหยางรู้สึกว่าเขามีสิทธิ์พูดเรื่องนี้เต็มที่
เพราะก่อนที่เขาจะมารับช่วงห้อง 5 ประสิทธิภาพการฝึกของเด็กพวกนี้ติดลบไปตั้งหลายร้อย ต่อให้พยายามแทบตายก็ไร้ความหมาย ระดับพลังมีแต่จะถอยหลังลงคลอง
“ดังนั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมปักเล่อถึงสำคัญนัก” ซูหยางยิ้มกว้าง “เชื่อฟังครูเถอะ อย่างน้อยความพยายามของเธอก็จะเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้แน่นอน!”
“ผมรู้สึกเหมือนครูกำลังล้างสมองผมอยู่เลย แต่ผมดันเถียงไม่ออกแฮะ”
ซูหยางยักไหล่ “จะคิดยังไงก็ช่างเธอเถอะ ครูแค่ต้องการให้พวกเธอทำตัวให้มีค่าขึ้นมาบ้าง”
“ก็เพื่ออนาคตของพวกเธอเองนั่นแหละ...”
จูเทาเลิกคิ้ว ยิ้มแบบมีเล่ห์นัย “แล้วก็เพื่อเลื่อนตำแหน่งของครูด้วยใช่ไหม?”
ซูหยางหัวเราะหึ ๆ “ก็นั่นสิ ครูไม่ได้เป็นคนสูงส่งไร้กิเลสขนาดนั้นหรอกนะ วันหน้าครูจะได้เป็นอาจารย์ใหญ่หรือเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเธอจะทำตัวให้มีราคาได้แค่ไหนนั่นแหละ”
“ผมเริ่มรู้สึกว่าครูถูกชะตาผมขึ้นมาตะหงิด ๆ แล้วแฮะ!” จูเทารู้สึกว่ายิ่งมองครูคนนี้ก็ยิ่งถูกใจ “เป็นนักเรียนของครูก็ไม่เลวเหมือนกัน”
“งั้นตอนเรียนจบ อย่าลืมรีวิวให้ครูห้าดาวด้วยล่ะ”
“แน่นอนครับ” จูเทาฉีกยิ้ม “แค่รีวิวห้าดาวมันจะไปพออะไร!”
“ถ้าผมกลายเป็นเทพยุทธ์ได้จริง ๆ ผมจะเชิญป้ายวิญญาณของครูไปไว้ที่หอวิญญาณตระกูลจู ให้คนทั้งตระกูลมากราบไหว้จุดธูปให้ครูทุกวันเลย! ผมพูดจริงทำจริงนะ!”
“ไม่ต้อง!”
“การได้เข้าหอวิญญาณตระกูลจูถือเป็นเกียรติสูงสุดของตระกูลเราเลยนะครับ!”
“แต่ครูไม่ได้แซ่จู!”
“เออ จริงด้วยแฮะ”
หลังจากการพูดคุยอย่างเปิดอกในครั้งนี้ ซูหยางรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจูเทาได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นอย่างแท้จริง
ในที่สุดศิษย์ทรยศคนนี้ก็ยอมศิโรราบให้แก่เสน่ห์อันเหลือล้นของเขาเสียที
“ถ้าคนอื่นในห้อง 5 เข้าใจครูเหมือนเธอได้ก็ดีสิ”
“นั่นมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ” จูเทาเริ่มลงมือใช้เข็มเหล็กปักไปมาบนหลังของซูหยาง “พื้นฐานเลยคือเพราะผมไม่เหมือนพวกนั้น”
ซูหยางปล่อยให้จูเทาใช้หลังของเขาซ้อมมือไปพลางถามด้วยความสงสัยเพราะยังไงเขาก็ไม่รู้สึกเจ็บอยู่แล้ว “ไม่เหมือนยังไง?”
“คนในห้อง 5 นอกจากผมแล้ว ทุกคนมันคือไอ้โง่ทั้งนั้นแหละครับ”
“…”
เป็นจริงตามที่หลี่อีหมิงบอกไว้เปี๊ยบ คนในห้อง 5 ต่างก็ดูถูกกันเองจริง ๆ
ซูหยางขำไม่ออกบอกไม่ถูก “แล้วพวกเธอรวมกลุ่มเล่นด้วยกันได้ยังไงล่ะนั่น?”
“มันช่วยไม่ได้นี่ครับ เจอกันทุกวี่ทุกวันก็เลยต้องเล่นด้วยกัน อีกอย่าง ถ้าไม่เล่นกับพวกนั้น ผมจะไปแสดงความเหนือกว่าทางสติปัญญาให้ใครดูได้ล่ะ?”
ตรรกะของคนห้อง 5 นี่มันช่างล้ำลึกเกินเข้าใจจริง ๆ
“ต่อไปพวกเธอต้องรักใคร่สามัคคีกันไว้นะ!”
“สามัคคีไม่ได้หรอกครับ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลที่มีอยู่ ยังไงวันหนึ่งเราก็ต้องกลายเป็นคู่แข่งกัน”
“อายุแค่นี้ก็มองโลกตามความเป็นจริงขนาดนี้แล้วเหรอ?”
“มันหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก”
จูเทาถอนหายใจ พลางมองดูรอยเข็มที่เขาปักลงบนหลังซูหยางจนกลายเป็นตัวอักษรเชื่อมกันว่า ‘คุณคือพ่อผม’ ด้วยความพึงพอใจยิ่ง...