จอมปีศาจจ้องมองไปยังบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและหวาดหวั่น อวิ่นหนิงเจี่ย ยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง ชายเสื้อสะบัดพลิ้วตามแรงลมประหนึ่งเทพเซียนผู้จุติลงมาจุติแววตาของเขาเยือกเย็นดุจสระน้ำลึกที่ไร้ก้นบึ้ง
"เป็นไปไม่ได้..." จอมปีศาจขวานสะบั้นเศียรคำรามในลำคอ"ข้าฝึกปรือวิชาอสูรโลกันตร์มานับร้อยปี พลังตบะของข้าเหนือกว่าเจ้ากว่าหนึ่งช่วงขั้นพลังแถมตัวข้ายังมีสายเลือดอสูรที่แข็งแกร่งแต่เหตุใด... เหตุใดเพราะเหตุใด อากกกก!!"
ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินหัวใจของจอมอสูรยิ่งสู้เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าหนุ่มน้อยผู้นี้มิใช่คนธรรมดาแต่เปรียบเสมือนกำแพงสวรรค์ที่ไม่มีวันพังทลาย ทุกกระบวนท่าที่มันทุ่มเทออกไปกลับถูกสลายหายไปราวกับหยดน้ำตกสู้มหาสมุทร
"หากเจ้ามีดีเพียงเท่านี้...ก็ถึงเวลาจบสิ้นเสียที" อวิ่นหนิงเจี่ยกล่าวเสียงเรียบ
จอมปีศาจแยกเขี้ยวด้วยความคลุ้มคลั่งมันมิอาจยอมรับความพ่ายแพ้ "เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! รับความพิโรธของข้าไป!
จอมปีศาจขวานสะบั้นเศียรแผดร้องลั่นจนเส้นเลือดในตาแตกซ่านมันยกขวานยักษ์คู่กายขึ้นเหนือหัวพลังมารสีดำทมิฬพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนกลายเป็นวงแหวนพายุหมุนขนาดมหึมาบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิดประหนึ่งวันสิ้นโลกแรงกดดันมหาศาลบีบอัดอากาศจนแผ่นดินรอบด้านทรุดตัวลงเป็นแอ่งกระทะกว้างกว่าร้อยวา
คมขวานควบแน่นกระแสลมกรดจนกลายเป็นรูปเสี้ยววงเดือนขนาดยักษ์สีแดงฉานดุจโลหิตอสูรพุ่งดิ่งลงมาด้วยความเร็วเกินบรรยาย ทิ้งรอยแยกบนชั้นบรรยากาศเป็นทางยาว
จอมปีศาจทุ่มเทจิตวิญญาณทั้งหมดลงไปในขวานคู่นั้นร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้นด้วยพลังเผาผลาญโลหิต "ตายเสียเถอะ!คมขวานวายุฟ้าอสุราประหารเศียร!" ขวานยักษ์ฟาดตกลงมาด้วยน้ำหนักประหนึ่งขุนเขาหิมาลัยถล่มลงจากสรวงสวรรค์แสงสีดำแดงจากตัวขวานแผ่กระจายเป็นวงกว้างครอบคลุมรัศมีทำลายล้างทั้งหมด หนีไม่พ้นหลบไม่ได้! ท้องฟ้าเหนือหัวอวิ่นหนิงเจี่ยดูเหมือนจะพังทลายลงมาทับร่างของเขา
อวิ่นหนิงเจี่ยเงยหน้าขึ้นแสงจากคมขวานสะท้อนอยู่ในดวงตาที่สงบนิ่งขัดกับวินาทีเฉียดตาย เขาไม่ได้ถอยหนี
มือของหนิงเจี่ยแตะลงที่ด้ามดาบอัคนีเพลิงเผาผลาญทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกจากร่างจนมิติโปร่งแสงสั่นสะเทือน เมื่อเขาค่อยๆเลื่อนคมดาบออกจากฝัก แสงสีแดงทับทิมก็สว่างวาบขึ้นบาดตาเสียจนปีศาจขวานต้องยกมือขึ้นบัง เพลิงอเวจีที่ลุกโชนบนใบดาบมิใช่ไฟธรรมดาแต่เป็นอัคนีสีเลือดที่เผาผลาญได้แม้กระทั่งจิตวิญญาณ
อวิ่นหนิงเจี่ยก้าวเท้าไปข้างหน้าเพียงหนึ่งก้าวแต่แผ่นดินกลับทรุดตัวลงเป็นวงกว้างเขาตวัดดาบขึ้นสู่สรวงสวรรค์ก่อนจะฟันดิ่งลงมาในแนวตั้ง
พลังปราณอัคนีควบแน่นจนกลายเป็นมวลสารขนาดมหึมาที่ขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว
รัศมีดาบสีแดงเข้มพุ่งเข้าหาปีศาจขวานด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัดพลังนั้นใหญ่โตมโหฬารจนบดบังทัศนวิสัยทั้งหมดประหนึ่งโลกทั้งภพกำลังถล่มลงมาทับร่างของศัตรู
ปีศาจขวานพยายามยกขวานคู่ขึ้นต้านรับแต่วินาทีที่คมดาบอัคนีสัมผัสกับอาวุธของมันแววตาของปีศาจพลันเปลี่ยนจากความดุร้ายเป็นความตื่นตระหนกสุดขีด
"วะ... ของแบบนี้...พลังระดับนี้มัน...!"
เสียงของปีศาจถูกกลืนหายไปในเสียงกัมปนาทพลังงานรูปพัดที่รุนแรงและกว้างใหญ่ระเบิดออก กินพื้นที่ทั้งสมรภูมิ ร่างมโหฬารของจอมปีศาจถูกแรงอัดกระแทกจนลอยคว้างกลางอากาศประหนึ่งเศษฟางที่ถูกพายุพัดพา
แสงสีแดงจากด่านโปร่งแสงรวมตัวกับเปลวไฟจากดาบกลายเป็นเสาเพลิงขนาดมหึมาที่พุ่งเสียดฟ้า ทุกสิ่งพังทลายลงในพริบตาเหลือเพียงอวิ่นหนิงเจี่ยที่เก็บดาบเข้าฝักอย่างสงบนิ่งทิ้งไว้เพียงร่องรอยของการเผาผลาญที่ลึกเข้าไปถึงรากฐานของมิติ ร่างของจอมอสูรกระเด็นถอยหลังไปไกลหลายสิบจั่งขวานยักษ์ทั้งสองหลุดจากมือปักลงบนพื้นหินจนร้าวละเอียด ร่างแหลกเละกระอักเลือดคำโตแววตาที่เคยดุดันบัดนี้เหลือเพียงความสิ้นหวังและหวาดกลัวถึงขีดสุด
หนิงเจี่ยถึงกับตกตะลึง ดวงตาหดรัด “โดนกระบวนท่าดาบสูญสิ้นภพ จบสิ้นวิญญาณ ของข้า ยังไม่ตาย กายาเผ่าอสูรชังน่ากลัวเรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาซะแล้ว” หนิงเจี่ยต้ดสินใจจบการต่อสู้ทันที
เห็นบรรยากาศรอบกายของอวิ่นหนิงเจี่ยพลันเปลี่ยนจากความพริ้วไหวเป็นความหนักแน่นดุจบรรพตหมื่นชั่งรวบรวมสมาธิจิตลงสู่จุดศูนย์รวมปราณแรงกดดันปฐพีมหาศาลพุ่งเข้ามากดทับจนแผ่นดินใต้เท้าของเขายุบตัวลงเป็นวงกว้างหมัดขวาของเขาค่อยๆ กำแน่น ปรากฏกระแสปราณสีม่วงทองหมุนวนจนอากาศเกิดเสียงระเบิด เปรี๊ยะปะ ราวกับสายฟ้าที่ถูกบีบอัดไว้ในกำมือ “เก้าหมัดปั่นป่วนฟ้า... กระบวนท่าที่เก้า... สะท้านฟ้าสะเทือนดิน!”
ครืนนนนนน!
มวลเมฆาทะมึนบนฟากฟ้าที่เคยปกคลุมเมืองฝูเจิ้นพลันม้วนตลบและระเบิดสลายออกในพริบตาเผยให้เห็นหมู่ดาวระยิบระยับและจันทราทรงกลดในยามราตรีที่กลับคืนมาอีกครั้งพร้อมกับเสียงทรงอำนาจที่ดังกังวานมาจากเส้นขอบฟ้าไกลตา
“นายท่านหยุดก่อน!เจ้าปีศาจตนนี้เก็บไว้มีประโยชน์!”
เงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าดุจดาวตกสีดำตัดผ่านความมืดมิดลงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าจอมปีศาจขวานสะบั้นเศียรอย่างนิ่มนวลผู้นั้นคือ หงเฉิน ขุนพลมหาอุปราชทมิฬในชุดเกราะสีดำมะเมื่อยที่แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบและลึกลับออกมา
หนิงเจี่ยรั้งพลังหมัดกลับช้าๆกระแสปราณที่ปั่นป่วนค่อยๆ สงบลงเขายืนนิ่งมองการกระทำของหงเฉิน
ทางด้านจอมปีศาจขวานสะบั้นเศียรเมื่อมันเห็นใบหน้าและสัมผัสถึงกลิ่นอายของหงเฉินร่างที่แหลกเหลวของมันก็สั่นสะท้านด้วยความยำเกรงถึงขีดสุดมันพยายามเค้นเสียงที่แหบพร่าออกมาด้วยความหวาดหวั่น: “เผ่า... เผ่าอสูรราชันย์อมตะ! ท่าน... ท่าน!”
หงเฉินไม่แม้แต่จะปรายตาตามองด้วยความสมเพชเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาประดุจคำสั่งจากนรก: “ไปกับข้า... หรือจะยอมถูกสังหารอยู่ที่นี่ เลือกเอา!”
จอมปีศาจขวานสะบั้นเศียรก้มหน้าลงทันทีอย่างไร้ทางเลือก
หงเฉินหันกลับมาทางหนิงเจี่ยเขาก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการแสดงความเคารพ แววตาของขุนพลทมิฬฉายประกายชื่นชม
“นายท่าน...โปรดถนอมตัวด้วย”
หนิงเจี่ยนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะพยักหน้าและกล่าวเรียบๆ:“ข้ามีเรื่องจะไหว้วาน ให้ท่านช่วยคุ้มกันเมืองฝูเจิ้น ข้าคิดว่าอาจจะพวกของอสูรพวกนี้มารังควาน และอีกอย่างเมืองนี้อยู่ใกล้หุบหลงเซี่ยงวันข้างหน้าอาจได้พึ่งพากัน" หงเฉินกล่าว "ได้ นายท่านไม่ต่องกังวล" เด็กหนุ่มกล่าวอำลา "ไปเถอะ ท่านเอง...ก็ถนอมตัวด้วย”
สิ้นคำกล่าวหงเฉินพลันสืบเท้าเพียงก้าวเดียวรัศมีสีดำทมิฬก็ห่อหุ้มร่างของเขาและจอมปีศาจขวานสะบั้นเศียรหายวับไปจากสายตาอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและรอยไหม้ของสมรภูมิ
หนิงเจี่ยยืนอยู่ตามลำพังท่ามกลางซากปรักหักพังของกำแพงเมืองฝูเจิ้นที่ทิ้งไว้ด้านหลังเขาเงยหน้ามองดวงจันทร์พลางถอนหายใจยาวแสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าคมคายที่บัดนี้ดูสุขุมและเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิมศึกครั้งนี้ทำให้เขาได้รับรู้ว่า 'มวลมาร' ได้แทรกซึมมายังโลกมนุษย์แล้ว...