“ฮ่าๆ เลเวลของเจ้าต่ำเกินไป ไม่มีทางโจมตีโดนข้าหรอก”
เมื่อเห็นเช่นนั้นออสการ์ก็อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างหัวเราะออกมา มันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลู่เซิ่งมีเลเวลเพียงแค่ 100 เท่านั้นซึ่งเลเวลของมันสูงกว่าเขาเป็นเท่าตัว
และภายใต้ข้อจำกัดของกฎต่อให้ค่าสถานะของลู่เซิ่งจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่หากโจมตีไม่โดนทุกอย่างก็เป็นเพียงความพยายามที่สูญเปล่า
ทว่าแม้ข้อจำกัดของกฎจะเข้มงวดแต่มันก็ใช่ว่าจะไม่มีบั๊กเลยเสียทีเดียว
และในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งก็ได้พิสูจน์จุดนี้มาแล้ว
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ถูก‘สถานะไร้ผล’ ที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าข่มขวัญแต่กลับเหวี่ยงแขนสุดแรงแล้วระดมตบใส่ออสการ์อย่างบ้าคลั่ง
ในที่สุดในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ระยะเวลาไร้เทียมทานจะสิ้นสุดลงโชคของลู่เซิ่งก็ระเบิดออกมา เขาสามารถโจมตีถูกออสการ์ได้เป็นครั้งแรก
เพียะ!
“อ๊ากกกกก...”
วินาทีต่อมาตามมาด้วยเสียงกระแทกอันสนั่นหวั่นไหว
ร่างมังกรขนาดมหึมาของออสการ์ลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศราวกับว่าวที่สายป่านขาดสะบั้นก่อนจะพุ่งไปชนเข้ากับหน้าผาหินอันแข็งแกร่งที่อยู่ด้านหลังด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
โครมมม!!
ปฐพีสั่นสะเทือนเศษหินร่วงกราว
HP-33,612!
ตัวเลขดาเมจที่น่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุดปรากฏขึ้นเหนือหัวของออสการ์แวบหนึ่งเกือบจะสังหารมันได้ในทันที
“เจ้า!”
วืด...
เมื่อมองดูแถบเลือดของตัวเองที่เกือบจะแห้งเหือดออสการ์แทบจะคิดว่าตัวเองกำลังฝันไป มันต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะค่อยๆตั้งสติกลับมาได้
“โอกาสสุดท้าย จะยอมสวามิภักดิ์ หรือจะตาย!”
ในขณะเดียวกันลู่เซิ่งก็ฉวยโอกาสกระโดดขึ้นไปบนร่างอันมหึมาของมันพร้อมกับชูฝ่ามือขวาขึ้นอีกครั้ง และยื่นคำขาดสุดท้ายแก่ออสการ์
“จะบอกอะไรให้ เมื่อกี้ฉันแค่โจมตีปกติ แถมยังไม่ได้ใช้อาวุธด้วยซ้ำถือว่าเมตตาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ถ้าแกยังดื้อดึงไม่เลิกต่อให้ทวยเทพเสด็จลงมาในวันนี้ ก็ช่วยแกไม่ได้!”
ทว่าออสการ์กลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านมันจ้องมองลู่เซิ่งนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ“ฆ่าข้าเสียเถอะ!”
“หือ?”
ลู่เซิ่งหรี่ตาลงทันทีเห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงว่ามังกรสามหัวที่แข็งแกร่งจะโพล่งคำพูดนี้ออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ลู่เซิ่งถามออกไปตามสัญชาตญาณด้วยความไม่เข้าใจ“แกยอมตาย ดีกว่าจะยอมมาเป็นสัตว์พาหนะให้ฉันงั้นเหรอ?”
“เหอะ! ถึงข้าจะเป็นเบี้ยทิ้งที่เผ่ามังกรไม่ต้องการแต่เลือดที่ไหลเวียนในกายก็ยังคงเป็นสายเลือดมังกรที่สูงส่งคิดจะให้ข้าไปเป็นทาสของเจ้ารึ? ฝันไปเถอะ!” ออสการ์คำรามเสียงแหบพร่า
“ทาส?”
เมื่อได้ยินคำนี้ลู่เซิ่งก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางย้อนถาม “ฉันจำไม่ได้ว่าเคยบอกให้แกมาเป็นทาสนะ”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือไง?”
ออสการ์กัดฟันตะคอก“พันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ของพวกพาลาดินอย่างเจ้าน่ะ มันคือ ‘พันธสัญญานายบ่าว’ แบบเบ็ดเสร็จเมื่อไหร่ที่ลงนามสัญญา ข้าไม่เพียงแต่ต้องถวายหัวให้นายท่านเท่านั้นแต่ไม่ว่าเจ้าจะสั่งอะไร ข้าก็ขัดขืนไม่ได้ มิฉะนั้นจะถูก ‘พลังแห่งพันธสัญญา’สะท้อนกลับ”
“อะไรนะ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?” ลู่เซิ่งใจหายวาบเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ก็เออสิ!”
ออสการ์ย้อนถามอีกครั้ง“ในฐานะผู้ใช้อาชีพ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยได้ยินไหมว่าโลกนี้มี‘อัศวินมังกร’ อยู่น่ะ?”
“เรื่องนั้น... ดูเหมือนจะไม่มีจริงๆ แฮะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นลู่เซิ่งรีบครุ่นคิดอย่างละเอียด ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะเผยยิ้มขมขื่นออกมา
เพราะเป็นอย่างที่ออสการ์พูดไว้จริงๆบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบัน เขาเคยได้ยินทั้งนักรบมังกร จอมเวทมังกร จอมทัพมังกร"และอาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับมังกรมากมาย แต่กลับไม่เคยได้ยินชื่อ‘อัศวินมังกร’ เลยสักครั้ง!
“ก็นั่นแหละ”
ในตอนนั้นเองออสการ์ก็ได้เผยความหมายทั้งหมดออกมาเสียที
“พันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ของพวกพาลาดินน่ะเป็นพันธสัญญาที่เผด็จการที่สุดในบรรดาสัญญาทั้งหมด เมื่อเซ็นสัญญาสำเร็จข้าไม่เพียงแต่ต้องกลายเป็นทาสของเจ้าเท่านั้น แต่ถ้าเจ้าเป็นอะไรไปข้าก็ต้องตายตกไปตามกันด้วย”
เมื่อพูดถึงตรงนี้มันก็เงยหน้าขึ้น หัวมังกรขนาดมหึมาทั้งสามปรากฏร่องรอยแห่งความสิ้นหวังอันลึกซึ้งพลางพึมพำว่า “อีกอย่างหลายปีมานี้ข้าก็ทนกับความทรมานที่ไร้จุดจบนี้มามากพอแล้วบางทีความตายอาจเป็นการช่วยให้พ้นทุกข์ที่แท้จริงสำหรับข้าก็ได้”
สิ้นคำพูดออสการ์ไม่สนใจปฏิกิริยาของลู่เซิ่งอีก มันค่อยๆ หลับตาลง
“ไอ้หนู ลงมือได้เลย”
“หือ?”
เมื่อเห็นภาพนี้ลู่เซิ่งก็ได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น
เพราะเขาไม่คาดคิดเลยว่าในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้มังกรสามหัวตัวนี้กลับอยากจะหาที่ตายเสียอย่างนั้น
แม่-เอ๊ยล้อกันเล่นหรือเปล่า?
ช่างเป็นสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าอยู่ก็เหมือนตายจริงๆ
ต้องรู้ก่อนว่าก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งได้ประจักษ์มากับตาแล้วว่าสกิลของมังกรสามหัวตัวนี้มันเพี้ยนและน่ากลัวขนาดไหน
และเขาก็อุตส่าห์ลงแรงไปตั้งมหาศาลกว่าจะคว่ำมังกรสามหัวตัวนี้ลงได้เป้าหมายก็เพื่อให้มันยอมสยบและมาเป็นสัตว์พาหนะของเขาแน่นอนว่าเขาไม่มีทางปล่อยให้มันตายไปต่อหน้าต่อตาแน่
ทว่าลู่เซิ่งก็รู้ดีว่าสาเหตุที่ออสการ์สิ้นหวังถึงขั้นอยากให้เขาสังหารทิ้งแบบนี้น่าจะเป็นเพราะถูกทรมานจากผลของเวทมนตร์ด้านลบบนร่างกายมานานเกินไป
เพราะก่อนหน้านี้เขาก็เคยเห็นมากับตาว่ายามที่ผลจากเวทมนตร์ด้านลบนั้นกำเริบขึ้นมามันสร้างความทรมานที่น่าสยดสยองเพียงใดให้ออสการ์
มันช่างเป็นความรู้สึกที่อยู่ก็เหมือนตายจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ความจริงแล้วไอ้ผลจากเวทมนตร์ด้านลบบนตัวแกน่ะ ฉันช่วยชำระล้างให้แกได้จริงๆ นะ”
“เหอะ! มาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังคิดจะหลอกข้าอีกรึ?”
ออสการ์ได้ยินดังนั้นก็มองบนมันยังคงนอนอยู่บนพื้น ไม่เพียงแต่จะไม่เชื่อคำพูดของลู่เซิ่งแต่มันยังโบกปีกมังกรขนาดใหญ่ไปมาอย่างรำคาญใจอีกด้วย
“เลิกพูดมากได้แล้ว จะทำอะไรก็รีบทำ ข้าไม่กลัวตายหรอกยังไงซะข้าก็ควรตายไปตั้งนานหลายสิบปีก่อนแล้วการได้มีชีวิตรอดมานานขนาดนี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว”
“ไอ้โง่เอ๊ย ฉันต้องพูดยังไงแกถึงจะเชื่อฮะ?”
เมื่อเห็นเช่นนั้นลู่เซิ่งแทบจะกระอักเลือดตายด้วยความโมโหเขาเอื้อมมือไปคว้าเกล็ดบนหน้าของออสการ์แล้วถามเสียงดังลั่น“ฉันถามแกหน่อย แกเคยเห็นพาลาดินเลเวล 100 ที่ไหนมีเลือดตั้งสี่สิบล้านบ้าง”
“หือ?”
พอคำพูดนี้หลุดออกมาออสการ์ก็เบิกตากว้าง ในที่สุดมันก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
ส่วนลู่เซิ่งที่กลัวว่าออสการ์จะยังไม่เชื่อจึงรีบตีเหล็กตอนร้อนอย่างต่อเนื่อง
“จะบอกให้รู้ไว้ก็ได้ ‘พรสวรรค์การต่อสู้’ ของฉันน่ะ คือระดับ SSS ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนี้ซึ่งสามารถเสริมพลังเอฟเฟกต์ของสกิลได้โดยตรงถึง 10,000 เท่า!”
“อะไรนะ? พรสวรรค์ระดับ SSS? เรื่อง...เรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้”
ออสการ์ส่ายหัวไปมาตามสัญชาตญาณเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เพราะบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันพรสวรรค์ระดับ SSS นั้นเป็นดั่งตำนานอันเป็นสัญลักษณ์มากกว่าที่จะเป็นระดับพรสวรรค์ที่มีอยู่จริง
แต่พอนึกถึงภาพเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่ลู่เซิ่งตบมันจนปลิวว่อนได้โดยไม่ได้ใช้อาวุธใดๆเลยก่อนหน้านี้ ออสการ์ก็เริ่มรู้สึกว่าลู่เซิ่งดูเหมือนจะไม่ได้โกหก