ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 3 บทที่ 74 ตบเพียงครั้งเดียวก็ปลิวว่อน

            “ฮ่าๆ เลเวลของเจ้าต่ำเกินไป ไม่มีทางโจมตีโดนข้าหรอก”

            เมื่อเห็นเช่นนั้นออสการ์ก็อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างหัวเราะออกมา มันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลู่เซิ่งมีเลเวลเพียงแค่ 100 เท่านั้นซึ่งเลเวลของมันสูงกว่าเขาเป็นเท่าตัว

            และภายใต้ข้อจำกัดของกฎต่อให้ค่าสถานะของลู่เซิ่งจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่หากโจมตีไม่โดนทุกอย่างก็เป็นเพียงความพยายามที่สูญเปล่า

            ทว่าแม้ข้อจำกัดของกฎจะเข้มงวดแต่มันก็ใช่ว่าจะไม่มีบั๊กเลยเสียทีเดียว

            และในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งก็ได้พิสูจน์จุดนี้มาแล้ว

            ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ถูก‘สถานะไร้ผล’ ที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าข่มขวัญแต่กลับเหวี่ยงแขนสุดแรงแล้วระดมตบใส่ออสการ์อย่างบ้าคลั่ง

            ในที่สุดในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ระยะเวลาไร้เทียมทานจะสิ้นสุดลงโชคของลู่เซิ่งก็ระเบิดออกมา เขาสามารถโจมตีถูกออสการ์ได้เป็นครั้งแรก

            เพียะ!

            “อ๊ากกกกก...”

            วินาทีต่อมาตามมาด้วยเสียงกระแทกอันสนั่นหวั่นไหว

            ร่างมังกรขนาดมหึมาของออสการ์ลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศราวกับว่าวที่สายป่านขาดสะบั้นก่อนจะพุ่งไปชนเข้ากับหน้าผาหินอันแข็งแกร่งที่อยู่ด้านหลังด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ

            โครมมม!!

            ปฐพีสั่นสะเทือนเศษหินร่วงกราว

            HP-33,612!

            ตัวเลขดาเมจที่น่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุดปรากฏขึ้นเหนือหัวของออสการ์แวบหนึ่งเกือบจะสังหารมันได้ในทันที

            “เจ้า!”

            วืด...

            เมื่อมองดูแถบเลือดของตัวเองที่เกือบจะแห้งเหือดออสการ์แทบจะคิดว่าตัวเองกำลังฝันไป มันต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะค่อยๆตั้งสติกลับมาได้

            “โอกาสสุดท้าย จะยอมสวามิภักดิ์ หรือจะตาย!”

            ในขณะเดียวกันลู่เซิ่งก็ฉวยโอกาสกระโดดขึ้นไปบนร่างอันมหึมาของมันพร้อมกับชูฝ่ามือขวาขึ้นอีกครั้ง และยื่นคำขาดสุดท้ายแก่ออสการ์

            “จะบอกอะไรให้ เมื่อกี้ฉันแค่โจมตีปกติ แถมยังไม่ได้ใช้อาวุธด้วยซ้ำถือว่าเมตตาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ถ้าแกยังดื้อดึงไม่เลิกต่อให้ทวยเทพเสด็จลงมาในวันนี้ ก็ช่วยแกไม่ได้!”

            ทว่าออสการ์กลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านมันจ้องมองลู่เซิ่งนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ“ฆ่าข้าเสียเถอะ!”

            “หือ?”

            ลู่เซิ่งหรี่ตาลงทันทีเห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงว่ามังกรสามหัวที่แข็งแกร่งจะโพล่งคำพูดนี้ออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

            ลู่เซิ่งถามออกไปตามสัญชาตญาณด้วยความไม่เข้าใจ“แกยอมตาย ดีกว่าจะยอมมาเป็นสัตว์พาหนะให้ฉันงั้นเหรอ?”

            “เหอะ! ถึงข้าจะเป็นเบี้ยทิ้งที่เผ่ามังกรไม่ต้องการแต่เลือดที่ไหลเวียนในกายก็ยังคงเป็นสายเลือดมังกรที่สูงส่งคิดจะให้ข้าไปเป็นทาสของเจ้ารึ? ฝันไปเถอะ!” ออสการ์คำรามเสียงแหบพร่า

            “ทาส?”

            เมื่อได้ยินคำนี้ลู่เซิ่งก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางย้อนถาม “ฉันจำไม่ได้ว่าเคยบอกให้แกมาเป็นทาสนะ”

            “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือไง?”

            ออสการ์กัดฟันตะคอก“พันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ของพวกพาลาดินอย่างเจ้าน่ะ มันคือ ‘พันธสัญญานายบ่าว’ แบบเบ็ดเสร็จเมื่อไหร่ที่ลงนามสัญญา ข้าไม่เพียงแต่ต้องถวายหัวให้นายท่านเท่านั้นแต่ไม่ว่าเจ้าจะสั่งอะไร ข้าก็ขัดขืนไม่ได้ มิฉะนั้นจะถูก ‘พลังแห่งพันธสัญญา’สะท้อนกลับ”

            “อะไรนะ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?” ลู่เซิ่งใจหายวาบเมื่อได้ยินเช่นนั้น

            “ก็เออสิ!”

            ออสการ์ย้อนถามอีกครั้ง“ในฐานะผู้ใช้อาชีพ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยได้ยินไหมว่าโลกนี้มี‘อัศวินมังกร’ อยู่น่ะ?”

            “เรื่องนั้น... ดูเหมือนจะไม่มีจริงๆ แฮะ”

            เมื่อได้ยินดังนั้นลู่เซิ่งรีบครุ่นคิดอย่างละเอียด ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะเผยยิ้มขมขื่นออกมา

            เพราะเป็นอย่างที่ออสการ์พูดไว้จริงๆบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบัน เขาเคยได้ยินทั้งนักรบมังกร จอมเวทมังกร จอมทัพมังกร"และอาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับมังกรมากมาย แต่กลับไม่เคยได้ยินชื่อ‘อัศวินมังกร’ เลยสักครั้ง!

            “ก็นั่นแหละ”

            ในตอนนั้นเองออสการ์ก็ได้เผยความหมายทั้งหมดออกมาเสียที

            “พันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ของพวกพาลาดินน่ะเป็นพันธสัญญาที่เผด็จการที่สุดในบรรดาสัญญาทั้งหมด เมื่อเซ็นสัญญาสำเร็จข้าไม่เพียงแต่ต้องกลายเป็นทาสของเจ้าเท่านั้น แต่ถ้าเจ้าเป็นอะไรไปข้าก็ต้องตายตกไปตามกันด้วย”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้มันก็เงยหน้าขึ้น หัวมังกรขนาดมหึมาทั้งสามปรากฏร่องรอยแห่งความสิ้นหวังอันลึกซึ้งพลางพึมพำว่า “อีกอย่างหลายปีมานี้ข้าก็ทนกับความทรมานที่ไร้จุดจบนี้มามากพอแล้วบางทีความตายอาจเป็นการช่วยให้พ้นทุกข์ที่แท้จริงสำหรับข้าก็ได้”

            สิ้นคำพูดออสการ์ไม่สนใจปฏิกิริยาของลู่เซิ่งอีก มันค่อยๆ หลับตาลง

            “ไอ้หนู ลงมือได้เลย”

            “หือ?”

            เมื่อเห็นภาพนี้ลู่เซิ่งก็ได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น

            เพราะเขาไม่คาดคิดเลยว่าในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้มังกรสามหัวตัวนี้กลับอยากจะหาที่ตายเสียอย่างนั้น

            แม่-เอ๊ยล้อกันเล่นหรือเปล่า?

            ช่างเป็นสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าอยู่ก็เหมือนตายจริงๆ

            ต้องรู้ก่อนว่าก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งได้ประจักษ์มากับตาแล้วว่าสกิลของมังกรสามหัวตัวนี้มันเพี้ยนและน่ากลัวขนาดไหน

            และเขาก็อุตส่าห์ลงแรงไปตั้งมหาศาลกว่าจะคว่ำมังกรสามหัวตัวนี้ลงได้เป้าหมายก็เพื่อให้มันยอมสยบและมาเป็นสัตว์พาหนะของเขาแน่นอนว่าเขาไม่มีทางปล่อยให้มันตายไปต่อหน้าต่อตาแน่

            ทว่าลู่เซิ่งก็รู้ดีว่าสาเหตุที่ออสการ์สิ้นหวังถึงขั้นอยากให้เขาสังหารทิ้งแบบนี้น่าจะเป็นเพราะถูกทรมานจากผลของเวทมนตร์ด้านลบบนร่างกายมานานเกินไป

            เพราะก่อนหน้านี้เขาก็เคยเห็นมากับตาว่ายามที่ผลจากเวทมนตร์ด้านลบนั้นกำเริบขึ้นมามันสร้างความทรมานที่น่าสยดสยองเพียงใดให้ออสการ์

            มันช่างเป็นความรู้สึกที่อยู่ก็เหมือนตายจริงๆ

            เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ความจริงแล้วไอ้ผลจากเวทมนตร์ด้านลบบนตัวแกน่ะ ฉันช่วยชำระล้างให้แกได้จริงๆ นะ”

            “เหอะ! มาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังคิดจะหลอกข้าอีกรึ?”

            ออสการ์ได้ยินดังนั้นก็มองบนมันยังคงนอนอยู่บนพื้น ไม่เพียงแต่จะไม่เชื่อคำพูดของลู่เซิ่งแต่มันยังโบกปีกมังกรขนาดใหญ่ไปมาอย่างรำคาญใจอีกด้วย

            “เลิกพูดมากได้แล้ว จะทำอะไรก็รีบทำ ข้าไม่กลัวตายหรอกยังไงซะข้าก็ควรตายไปตั้งนานหลายสิบปีก่อนแล้วการได้มีชีวิตรอดมานานขนาดนี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว”

            “ไอ้โง่เอ๊ย ฉันต้องพูดยังไงแกถึงจะเชื่อฮะ?”

            เมื่อเห็นเช่นนั้นลู่เซิ่งแทบจะกระอักเลือดตายด้วยความโมโหเขาเอื้อมมือไปคว้าเกล็ดบนหน้าของออสการ์แล้วถามเสียงดังลั่น“ฉันถามแกหน่อย แกเคยเห็นพาลาดินเลเวล 100 ที่ไหนมีเลือดตั้งสี่สิบล้านบ้าง”

            “หือ?”

            พอคำพูดนี้หลุดออกมาออสการ์ก็เบิกตากว้าง ในที่สุดมันก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ

            ส่วนลู่เซิ่งที่กลัวว่าออสการ์จะยังไม่เชื่อจึงรีบตีเหล็กตอนร้อนอย่างต่อเนื่อง

            “จะบอกให้รู้ไว้ก็ได้ ‘พรสวรรค์การต่อสู้’ ของฉันน่ะ คือระดับ SSS ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนี้ซึ่งสามารถเสริมพลังเอฟเฟกต์ของสกิลได้โดยตรงถึง 10,000 เท่า!”

            “อะไรนะ? พรสวรรค์ระดับ SSS? เรื่อง...เรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้”

            ออสการ์ส่ายหัวไปมาตามสัญชาตญาณเมื่อได้ยินเช่นนั้น

            เพราะบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันพรสวรรค์ระดับ SSS นั้นเป็นดั่งตำนานอันเป็นสัญลักษณ์มากกว่าที่จะเป็นระดับพรสวรรค์ที่มีอยู่จริง

            แต่พอนึกถึงภาพเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่ลู่เซิ่งตบมันจนปลิวว่อนได้โดยไม่ได้ใช้อาวุธใดๆเลยก่อนหน้านี้ ออสการ์ก็เริ่มรู้สึกว่าลู่เซิ่งดูเหมือนจะไม่ได้โกหก

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน