หลังจากที่ทุกคนได้เดินทางออกมาจากเอริกาได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววเลยว่าจะถึงจุดหมายเมื่อไหร
ยูโตะในตอนนี้นั้นกำลังยืนอยู่บนทางเดินยาวที่เกือบจะมืดสนิทที่ในตอนนี้นั้นไร้ซึ่งผู้คน ตัวเขานั้นกำลังเหม่อลอยมองออกไปยังนอกหน้าต่างบานใหญ่ของยานที่ติดเรียงรายกันเป็แถวยาวจนสุดปลายทางของทางเดินที่เงียบเหงาแห่งนี้
“กำลังทำอะไรอยู่งั้นเหรอ? ยูโตะ...”
“หือ?...”
ยูโตะที่กำลังเหม่อลอยอยู่พอได้ยินเสียงนั้นจึงได้สติกลับมา ตัวเขาได้หันไปยังทิศทางของเสียงนั้น สิ่งที่ตัวเขาได้พบนั่นก็คือลาน่าที่กำลังเดินเข้ามาทางนี้
“ป่าวหรอก....ก็แค่มายืนดูวิวเท่านั้นเอง”
“วิว? มืดๆแบบนี้เนี่ยนะ”
“ก็ไม่ได้มืดขนาดนั้นหรอกนะ...”
ยูโตะได้มองออกไปยังนอกหน้าต่างอีกครั้ง
“สำหรับตัวข้าแล้วมันสว่างมากเลยล่ะ ทั้งแสงของออโรร่า ทั้งแสงของหมู่ดาวต่างๆมากมายที่ประสานเข้าด้วยกัน มันชังงดงามมากเลยล่ะ”
ยูโตะที่พูดออกมาแบบนั้นตัวเขาเผลอยิ้มออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว
“หือ...งั้นหรอ…นายคิดแบบนั้นเองสินะ ยูโตะ…”
ลาน่าได้เดินเข้ามาใกล้ๆกับยูโตะที่กำลังเหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่าง เธอได้พิงเข้าไปที่กำแพงฝั่งตรงข้ามกระจกที่ยูโตะนั้นกำลังมองออกไปอยู่
“นี่ยูโตะ...ขอถามอะไรหน่อยได้ไหน?”
อยู่ๆลาน่าก็ถามออกมาด้วยนํ้าเสียงที่หนักอึ้งราวกับว่ากำลังมีเื่ทุกใจอยู่
(นํ้าเสียงของเธอฟังดูไม่ดีเลย เป็อะไรรึป่าวนะ….)
“ก็แล้วแต่คำถามน่ะ…”
“หือ...ถ้างั้นก็จะลองถามดูหน่อยก็แล้วกันนะ…อยากจะตอบรึป่าวก็แล้วแต่นายเลยแล้วกัน...”
ลาน่าได้เดินเข้ามาหายูโตะแล้วหันหลังพิงเข้าไปที่แผ่นหลังของตัวเขา ก่อนที่จะหายใจเข้าไปแรงๆหนึ่งครั้งก่อนที่จะเริ่มพูดคำถามนั้นออกมา
“นี่...ทำไมเธอถึงไม่ชอบสีขาวล่ะ?...”
“หึ!...อะไรของเธอล่ะเนี่ย”
“เอาเถอะน่า! อยากจะบอกก็บอก ไม่อยากก็ไม่ต้อง!….”
ลาน่าได้ตอบกลับมาด้วยนํ้าเสียงที่แทบจะเป็ปกติ
(ที่แรกก็คิดว่ากำลังมีเื่หนักใจอะไรอยู่ซะอีก แต่ว่าตัวข้าคงคิดมากเกินไปงั้นสินะ...)
“เฮ้อ~...อื่อ..ก็แบบว่ามันเลอะง่ายและทําความสะอาดยากล่ะมั้งนะ”
“เลอะง่ายกับทําความสะอาดยากงั้นสินะ...”
“ใช้ๆก็ประมาณนั้นแหละ ตัวข้าจึงชอบสีดำมากกว่าน่ะ”
“งั้นเหรอ...ทั้งๆที่คนซักชุดให้คือฉันก็ตามเนี่ยนะ...”
“ก็ให้คิดซะว่าตัวข้าไม่อยากจะให้เธอเหนื่อยมากเกินไปตอนซักก็แล้วกันนะ”
“ถ้าคิดแบบนั้นจริงๆก็ไปซักเองบ้างสิยะ!...”
“ไว้คาวหน้าก็แล้วกันนะ”
“ฮึ!ขอให้จริงเถอะ...”
ลาน่าได้นิ่งเงียบไปคู่หนึ่ง...ก่อนที่จะเริ่มพูดออกมาอีกครั้งด้วยนํ้าเสียงที่หนักอึ้งเช่นเดิม...
“นี่ยูโตะ….นายคิดยังไงกับอาร์คในตอนนี้บ้างล่ะ…?”
“หือ?...”
(นี่สินะ เื่ที่เธออยากจะถามจริงๆน่ะ...)
ยูโตะได้เหลียวหลังมองไปที่ลาน่าที่กำลังพิงหลังของตัวเขาอยู่เพื่อที่จะมองใบหน้าของเธอ แต่เป็เพราะทางเดินที่เกือบจะมืดสนิทนั้นทำให้ตัวเขามองไม่เห็นใบหน้าของเธอเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงกระนั้นตัวเขาก็สามารถรู้ได้ในทันทีเลยว่าจะต้องเป็ใบหน้าที่ไม่สู้ดีแน่
“อื่อ...ก็คงจะรู้สึกไม่ค่อยดีสักเท่าไหรล่ะมั้ง...หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นด้วยแล้วมันก็นะ…”
“เหตุการณ์นั้น? นายหมายถึงเหตุการณ์ที่โอ่เล็นงั้นเหรอ...ที่จริงแล้วหลังจากเหตุการณ์นั้นฉันก็เริ่มรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาเหมือนกันน่ะ...”
ลาน่าได้ยกมือขึ้นมากุมอกตนเองเอาไว้แน่น
“หลังจากจบภารกิจที่โอ่เล็นแล้ว...ฉันก็คิดมาตลอดเลยน่ะ...ว่าสิ่งที่พวกเราทำในฐานะของอาร์คนั้นมันเป็สิ่งที่ถูกต้องจริงๆรึป่าวนะน่ะ…”
“.....”
(ใช้แล้วเป็อย่างที่เธอพูดเลย...หลังจากเหตุการณ์ที่โอ่เล็นแล้ว...ความรู้สึกที่ตัวข้ามีต่อกองทัพอาร์คนั้นก็ค่อยๆแย่ลงไปมากกว่าเดิม ย้ำเตือนในสิ่งที่ตัวข้านั้นคิดมาโดยตลอด...ั้แ่ตอนที่ตัวข้านั้นเข้ามาทำงานที่กองทัพอาร์คแล้ว...การที่ได้ไปทำภารกิจมามากมายนั้นทำให้ตัวข้ารู้ดีถึงความจริงบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับอาร์ค...ว่าจริงๆแล้วทุกการกระทำของอาร์คนั้นได้โดนสภาแห่งอาร์คแลนคอยชักใยอยู่เื้ัมาโดยตลอดนั่นเอง...)
ยูโตะที่กัดฟันแน่นได้หันกลับไปมองออกไปยังนอกหน้าต่างอีกครั้ง เพื่อปรับอารมณ์ของตนเองจากเริ่มที่จะเดือดพล่านให้กลับมาเป็ปกติเช่นเดิม
“แต่ถึงพวกเราจะคิดแบบนั้นไปมันก็ช่วยอะไรไม่ได้ล่ะนะ...”
“หือ….”
ยูโตะที่ได้ยินแบบนั้นจึงได้เหลียวหลังหันไปมองอีกครั้ง ถึงตัวเขานั้นจะมองไม่เห็นใบหน้าของเธอแต่สิ่งที่เขาเห็นได้อย่างชัดเจนนั่นก็คือหยดนํ้าที่ได้ไหลออกมาจากดวงตาคู่นั้น มันได้อาบลงไปบนแก้มที่กำลังสั่นไปมาราวกับว่าพยายามจะเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะความรู้สึกนั้นมันมากเกินไปที่เธอนั้นจะรับไหวอีกต่อไป...
“ถ้างั้น! พวกเราก็หนีไปด้วยกันเลยมั้ย”
“เอ๊ะ!...”
“พวกเราทั้งสามคน ตัวข้ากับตัวเธอและรวมถึงวีวแลนด้วย พวกเราหนีไปจากกองทัพอาร์คด้วยกัน หลังจากนั้นก็ออกเดินทางไปตามดวงดาวต่างๆในการดูแลของกองทัพอาร์คเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นไปทั่วทั้งจักรวาล เอาให้สภาแห่งอาร์คแลนนั้นปวดหัวกันไปข้างนึ่งเลย!ดีมั้ยล่ะ ฮ่าฮะอ่าฮะอ่าฮะ!...”
หลังจากที่ยูโตะได้หัวเราะอย่างชั่วร้ายออกมาบริเวณนั้นก็เงียบไปคู่หนึ่ง...ก่อนที่ยูโตะนั้นจะได้ยินเสียงขำเบาๆดังออกมาจากทางด้านหลังของตน
“หึหึหึ…นายเนี่ย...ก็คิดแบบนั้นออกมาได้นะ...”
ลาน่าได้เดินออกมาจากหลังของยูโตะ ยูโตะที่รู้สึกแบบนั้นจึงได้หันหลังกลับไปหาเธอในทันที พบว่าเธอนั้นได้เช็ดนํ้าตาออกจนหมดแล้วพร้อมกับมองมาทางนี้ด้วยใบหน้าที่ปรากฎรอยยิ้มอยู่ด้วย
“จริงๆเลย...นายเนี่ยคิดแบบนั้นจริงๆงั้นเหรอ...ถึงฉันจะเห็นด้วยครึ่งหนึ่งก็ตามล่ะนะ...”
“ฮึ!การที่สามารถคิดอะไรบ้าๆแบบนี้ขึ้นมาได้นั้น ก็เป็ส่วนหนึ่งของความสามารถของตัวข้าล่ะนะ..”
“หึหึหึ! นายเนี่ยมันบ้าจริงๆเลยล่ะนะ ยูโตะ...”
จู่ๆลาน่าก็ได้พุ่งเข้ามากอดยูโตะเอาไว้แน่น
“ขอบใจนะ...ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ...”
“งั้นเหรอแบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ...”
ยูโตะที่กำลังจะยื่นมือเข้ามาเพื่อที่จะได้ลูบหัวของเธอ แต่ในจังหวะก่อนที่มือนั้นจะไปถึงตัวเธอ ลาน่าก็ได้ผักตัวเองออกมาก่อน ทำให้มือนั้นไปไม่ถึงตัวเธอจนได้
“ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะ พอรู้สึกสบายใจขึ้นแล้วมันก็เริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมาน่ะ คงจะต้องขอตัวไปนอนก่อนล่ะนะ”
ลาน่าได้เดินไปตามทางเดินที่มืดมิดเพื่อกลับไปยังห้องพักของเธอ
“นี่ก็ดึกมากแล้ว! นายก็ไปนอนได้แล้วนะ! ยูโตะ...”
“เื่นั้นไม่ต้องให้เธอมาบอกหรอกน่า!...”
“หึหึหึ!งั้นเหรอ...แบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ”
ลาน่าได้เดินเข้าไปยังสุดทางเดินแล้วหายไปจากสายตาของยูโตะในที่สุด
“เฮ้อ~ให้ตายสิ...เป็พี่สาวที่ต้องให้ช่วยอยู่เรื่อยเลยนะ...”
ยูโตะที่พูดออกมาใส่ความว่างเปล่าที่อยู่ตรงหน้านั้น ได้เดินจากไปทางด้านตรงกันข้ามกับทางที่ลาน่าไปเพื่อที่จะมุ่งตรงกลับไปยังห้องพักของตน
ยูโตะที่กลับมาถึงห้องพักของตนเองแล้วได้ทิ้งตัวลงไปนอนที่บนเตียงในทันที
“เฮ้อ~ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ๆ แต่ทำมั้ยถึงได้รู้สึกง่วงแบบนี้กันนะ...คงจะต้องพักสักหน่อยแล้วสิ…”
ยูโตะที่ค่อยๆหลับตาลงจนผลอยหลับไปในที่สุด
………….
……………..
…………………..ยูโตะ...ยูโตะ...ยูโตะ….
“อื่อ~~ใครน่ะ...หนวกหูชะมัดเลยให้ตายสิ...”
ยูโตะที่ลืมตาขึ้นมา แทนที่ตัวเขาจะได้พบกับห้องเล็กๆที่แทบจะไม่มีอะไรเลย ตัวเขากับพบเข้ากับความมืดมิดที่มืดสนิทแทน
“นะ...นี่มัน!”
ยูโตะที่ได้มองไปรอบๆพบว่าในตอนนี้ตัวเขานั้นได้มาอยู่ในท่ามกลางความมืดที่ไร้ขอบเขตไปเสียแล้ว
“ที่นี่มันที่ไหนกัน...แล้วตัวข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันเนี่ย!…”
ยูโตะที่พยายามมองไปที่รอบๆอีกครั้ง แต่ตัวเขากับไม่พบอะไรเช่นเดิม
“เฮ้ย!มีใครอยู่ที่นี่บ้างมั้ย...วีวแลน!...ลาน่า!...ไม่มีใครอยู่เลยงั้นหรอ!…”
ยูโตะที่ได้ะโออกไปสุดเสียงใส่ความมืดมิดที่อยู่ตรงหน้า...แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมาจากความืดนั่นเลยแม้แต่เสียงก้องของตัวเขาเองก็ตามที
“ไม่มีใครอยู่เลยงั้นหรอ…”
(ให้ตายสิ...อยู่เฉยๆแบบนี้ต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา...คงจะต้องลองไปสำรวจรอบๆดูหน่อยซะแล้วสิ...)
ยูโตะที่กำลังจะเริ่มก้าวเดินออกไป...
“ยูโตะ...ยูโตะ...ยูโตะ…”
เสียงนั้นได้ดังขึ้นมาอีกครั้งตัวเขาจึงได้หยุดลงก่อนที่จะได้เดินออกไป
“เสียงนี่อีกแล้วงั้นหรอ...”
ยูโตะที่หันไปยังทิศทางของเสียงนั้นในทันที ตัวเขาได้พบเข้ากับร่างกายที่กำลังส่องแสงสีรุ้งเป็ประกายออกมาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังลอยอยู่เบื้องหน้าของตัวเขาที่กำลังจ้องมองตัวเธออยู่
ร่างกายนั้นถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีรุ้งที่เจิดจ้ามากซะจนไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดบนตัวของเธอได้เลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังสามารถรู้ได้เลยว่าเธอนั้นเป็เด็กผู้หญิงที่มีส่วนสูงประมาณ141-147ซม. แถมน่าจะมีหน้าอกกระดานอยู่ไม่ผิดแน่ ส่วนที่ใบหน้าของเธอนั้นก็เช่นเดียวกันมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากผมที่ยาวและใบหูที่แหลมและเรียวยาวมากกว่าคนปกติเท่านั้น
“เธอเป็ใครกันน่ะ…”
“นายจะต้องตามหาเธอคนนั้นให้พบ...เ้าหญิงที่หลับไหลอยู่ภายในศาสตราแห่งราชันที่ซึ่งหลับไหลอยู่ภายใต้วงกตแห่งศิลาดำที่ที่เกือบนะใจกลางของจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง…”
“ฮะ!…อะไรล่ะนั่น...ตอบไม่ตรงกับคำถามนิ...”
“นายจะต้องไปให้ถึงเธอให้ได้นะ...เพื่อโชคชะตาของพวกเรา...ส่วนสิ่งที่นายควรจะทำในตอนนี้นั้นก็คือ...”
“เฮ้ย!ไม่ฟังกันเลยเหรอ…”
“จะต้องรีบตื่นขึ้นมาได้แล้วล่ะนะ...”
ร่างกายของเด็กหญิงได้ส่องสว่างสีรุ้งออกมา กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่โดยรอบเข้าไปรวมถึงตัวของยูโตะด้วย
“เฮ้ย!ดะ...เดี่ยวก่อนสิ…อย่างน้อยๆก็บอกชื่อของเธอมาสักหน่อยสิ...”
“.....อ..เ...”
เด็กสาวนั้นกำลังจะเปล่งเสียงพูดชื่อของตนเองออกมา แต่ก็ไม่ทัน ยูโตะนั้นได้ลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองนั้นกลับมาอยู่บนเตียงที่ห้องพักของตนแล้ว
“ที่นี่มัน...ห้องบนยานงั้นเหรอ?...”
ยูโตะได้มองไปรอบๆก่อนที่จะส่ายหัวไปมาเพื่อเรียกสติของตนเองให้กลับมา
“เฮ้อ~~ให้ตายสิ เป็ความฝันที่แปลกจริงๆเลย...เธอคนนั้นเป็ใครกันนะ...เฮ้อ~คิดมากไปมันก็เท่านั้นสินะ....ไปหานํ้ากินสักหน่อยดีกว่า...”
ยูโตะได้ลุกออกมาจากเตียงเพื่อที่จะได้ไปที่ห้องอาหารแล้วหานํ้าเย็นๆกินสักแก้ว คลืนคลืนคลืน---!!! แต่ไม่ทันที่ตัวเขาจะได้ก้าวออกจากห้องไปยานทั้งลำก็ได้สั่นไปมาอย่างแรงจนตัวเขานั้นเกือบที่จะทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่
“นะ...นี่มันเกิดอะไรกันเนี่ย!...”
ยูโตะที่รู้สีกว่าถ้าไม่ดีแล้วได้รีบออกไปจากห้องนั้นในทันที ประตูได้ถูกเปิดออกและสิ่งที่ปรากฎขึ้นมาต่อหน้าต่อตาของตัวเขานั้นก็คือทางเดินของยานที่กำลังลุกโชไปด้วยเปลวเพลิงที่ร้อนแรง
“นะ...นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย!...”
ตู้ม!ตู้ม! ยูโตะยังพูดได้ไม่ทันจบก็ได้เกิดเสียงะเิดังขึ้นมาที่ด้านนอกของยาน
“เสียงนี่มัน...”
ยูโตะที่ได้ยินเสียงนั้นจึงได้รีบวิ้งไปยังหน้าต่างบานใหญ่ที่อยู่ตรงนั้นแล้วมองออกไปในทันที และสิ่งที่ตัวเขาได้เห็นก็คือกองยานของกองทัพอาร์คที่เดินทางมารวมกันนับ100ลำที่กำลังพุ่งเข้าชนกันอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดการะเิขึ้นมาอย่างรุนแรงจนตัวยานพวกนั้นเริ่มลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงที่โหมกระหนํ่า จนกลายเป็ดอกไม้ไฟขนาดใหญ่ที่ทำให้ทั่วทั้งอวกาศที่มืดมิดแห่งนี้นั้นสว่างไสวขึ้นมา
“นะ...นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นมากันเนี่ย?...วีวแลน! ลาน่า!”
ยูโตะที่เป็ห่วงวีวแลนกับลาน่าได้รีบวิ้งออกไปตามทางเดินที่มืดมิดที่ได้สว่างไสวขึ้นมาด้วยแสงสว่างของะเิและเปลวเพลิงมากมายที่เกิดขึ้นทั่วทั้งบริเวณ จนในที่สุดแล้วตัวเขาก็ได้วิ้งมาจนถึงห้องบังคับการของยานได้ในที่สุด ตึ้ง! ยูโตะที่มาถึงได้ทีบประตูห้องนั้นเข้าไปในทันที
“วีวแลน! ลาน่า! ทั้งสองคนอยู่ที่นี่รึป่าว!?”
“ยูโตะ…”
“ในที่สุดนายก็มาจนได้สินะ…”
วีวแลนกับลาน่าที่อยู่ในห้องนั้นได้หันมาหายูโตะที่พึ่งจะเข้ามาด้วยท่าทางที่กำลังร้อนร่นที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน
“เฮ้อ~ค่อยยังชั่ว ทั้งสองคนยังปลอดภัยดีอยู่สินะ...”
ยูโตะได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกก่อนที่จะเดินเข้าไปหาทั้งสองคน
“ตกลงนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย...”
“พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ๆระบบของยานก็เกิดควบคุมไม่ได้ขึ้นมา หลังจากนั้นยานทุกลำก็เริ่มพุ่งเข้าชนกันจนกลายเป็สถานการณ์แบบที่นายเห็นอยู่ในตอนนี้นั่นแหละ”
วีวแลนได้ตอบกลับไปในสิ่งที่ยูโตะนั้นถามออกมา ตู้ม! แต่ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั่นเอง ตัวยานก็ได้เกินะเิขึ้นจนตัวยานทั้งลำนั้นสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรง
“ตอนนี้ตัวยานในส่วนของเครื่องยนต์ถูกทำลาย ยานในตอนนี้นั้นพลังงานทั่วทั้งลำกำลังลดลงอย่างรวดเร็วครับ!”
“โธ่เว้ย! ยานลำนี้คงรับไม่ไหวแล้วสินะ...”
“วีวแลนดูนั่นสิ!”
“หือ?....”
ลาน่าได้ะโออกมาพร้อมกับได้ชี้นิ้วไปยังที่ด้านหน้าของยาน วีวแลนกับยูโตะที่ได้ยินแบบนั้นจึงได้หันตามเธอไปในทันที ที่ด้านนอกกระจกหน้าของยานนั้นได้ปรากฎภาพของดวงดาวดวงหนึ่งขึ้นมา
“นั่นมันใช้อย่างที่ฉันคิดรึป่าวน่ะ...”
“ใช้แล้วไม่ผิดแน่...นั่นมัน...”
“ดิ เฟิร์สงั้นเหรอ...”
มันเป็ดวงดาวขนาดเล็กประมาณครึ่งนึงของดวงจันทร์ของโลก ที่มีสีเท่าและมีพวกเศษหินอุกกาบาตมากมายรายล้อมวงโคจรของดวงดาวนั้นเอาไว้
วีวแลนที่เห็นแบบนั้นจึงได้เดินเข้าไปที่แผงควบคุมก่อนที่จะทำการเปิดระบบติดต่อขึ้นมาประกาศก้องให้ทุกคนทั่วทั้งยานนั้นได้รับรู้
“ประกาศให้ลูกเรือทุกคนได้รับทราบ! ต่อจากนี้ไปพวกเราจะทำการสละยาน ขอให้ลูกเรือทุกคนไปยังยานหนีภัยในทันที! ขอย้ำอีกครั้ง! ให้ลูกเรือทุกคนรีบหนีไปที่ยานหนีภัยในทันที…”
ระบบสื่อสารของยานได้ถูกตัดไป
“ชิ!ระบบสื่อสารถูกทำลายแล้วงั้นเหรอ...”
“วีวแลน! พวกเราเองก็รีบไปกันเถอะ...”
“อื่อ...นั่นสินะ...”
วีวแลน,ยูโตะและลาน่าทั้งสามคนได้รีบวิ้งออกไปจากห้องบังคับการไปเป็กลุ่มสุดท้ายเพื่อมุ่งตรงไปยังห้องเก็บยานหนีภัยในทันที จนในที่สุดแล้วพวกเขาก็ได้มาจนถึงห้องเก็บยานหนีภัยได้ในที่สุด
ที่นี่นั้นเป็ห้องขนาดกลางที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงมากมายที่กำลังลุกโชนพร้อมกับยานหนีภัยที่จอดเหลืออยู่เพียงแค่สองลำเท่านั้น
หนึ่งในนั้นเป็ยานรูปร่างสี่เหลี่ยมสีขาวขนาดเล็กที่ไม่มีปีกและมิหนำซ้ำยังสามารถโดยสารได้เพียงแค่1คนเท่านั้น ส่วนอีกลำหนึ่งนั้นเป็ยานที่มีรูปร่างเดียวกันแต่ว่ามีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยแต่ก็ยังสามารถโดยสารได้เพียงแค่2คนเท่านั้น
ทั้งสามคนที่ได้มาหยุดยืนอยู่ที่ตรงหน้าของยานพร้อมกับความลังเลที่เกิดขึ้นมา
(แบบนี้ก็แปลว่าจะต้องมีอยู่หนึ่งคนที่จะต้องแยกตัวไปงั้นสินะ...)
“เอาล่ะ! ลาน่ากับยูโตะทั้งสองคนใช้ยานลำใหญ่ไปนะ ส่วนฉันจะใช้อีกลำหนึ่งเอง”
“ไม่มีทางยะ! นายกับยูโตะนั่นแหละที่ต้องขึ้นไป ส่วนฉันจะไปลำเล็กเอง”
“ไม่ๆเธอกับยูโตะนั่นแหละไปซะ”
“ไม่ๆนายกับยูโตะนั่นแหละที่ต้องขึ้นไปซะน่ะ”
“ไม่มีทางเธอนั่นแหละที่จะต้องไป!”
“ไม่มีทางนายนั่นแหละที่จะต้องไปน่ะ!”
“ถ้างั้นก็ไปกันทั้งสองคนนั่นแหละ!”
ตึ้ง! ยูโตะได้ทีบทั้งสองคนที่กำลังเถียงกันให้ขึ้นไปบนยานลำนั้น ก่อนที่ตัวเขานั้นจะกดปิดประตูยานแล้วล็อกมันจากด้านนอกในทันที
“เฮ้ย! ยูโตะนายทำอะไรเนี่ย”
“นั่นสิ ปล่อยพวกเราไปเดี่ยวนี้เลยนะ!”
ทั้งสองคนได้ทุบประตูของยานไปเลื่อยๆ
“ไม่เอาน่า ถ้าปล่อยให้พวกเธอเลือกกันเองมีหวังได้ตายกันหมดแน่ เพราะงั้นยานลำเล็กนั่นตัวข้าที่ชอบของเล็กๆจะเป็คนนั่งไปเองนะ”
ยูโตะที่พูดออกมาแบบนั้นได้กดปล่อยยานที่ทั้งสองคนนั้นนั่งอยู่ไปในทันที
ยานที่ได้ถูกปล่อยออกมาได้พุ่งออกไปเข้าหายังดวงดาวที่อยู่ใกล้ที่สุดในทันทีโดยที่มียูโตะนั้นกำลังมองส่งพวกเขาไปจนรับตา
“เอาล่ะ คงถึงเวลาที่ตัวข้าจะต้องไปด้วยแล้วสินะ”
ยูโตะได้ขึ้นไปบนยานที่เหลืออยู่เป็ลำสุดท้าย พอตัวเขาได้ขึ้นไปแล้วประตูของยานก็ได้ปิดลง ยานได้ถูกปล่อยออกมาจากยานที่กำลังลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงจนในที่สุดแล้วยานลำนั้นก็ได้ะเิออกกลายเป็หนึ่งในดอกไม้ไฟมากในทันที
“เฮ้อ~ถ้าช้าอีกเพียงแค่นิดเดียวคงได้กลายเป็หนึ่งในดอกไม้ไฟพวกนั้นไปแล้วแน่เลยนะ ให้ตายสิ...เอาล่ะดิ เฟิร์สเอ้ย ตัวข้ากำลังจะไปหาแกเดี่ยวนี้แหละ!”
ยานหนีภัยของยูโตะและคนอื่นๆที่รอดมาได้นั้นได้พุ่งตรงไปสู่ดวงดาวที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว