ลมหนาวจากแดนเหนือพัดแรงจนผืนธงเหนือค่ายกระพือเสียงดัง เหล่าทหารที่ยืนเวรหน้าประตูรีบคุกเข่าลงเมื่อเห็นขบวนม้าดำสิบสองตัวเคลื่อนเข้ามาอย่างองอาจ ผืนธงปักตรามังกรเงินสะท้อนแสงแดด “ชิวอ๋องแห่งแดนเหนือ ชิวลู่เสียน” เสด็จมาด้วยพระองค์เอง
“ถวายบังคม ชิวอ๋อง!”
เสียงพร้อมเพรียงดังก้องทั่วค่ายชายสูงวัยในชุดคลุมขนหมาป่าดำลงจากหลังม้า ดวงตาคมลึกของเขากวาดมองทั่วพื้นที่มีทั้งกลิ่นเลือดและยาผสมในอากาศแต่ไร้ความโกลาหลเพราะสตรีคนหนึ่งคุมทุกอย่างไว้ได้อย่างมั่นคง เฉินฟางซินยืนอยู่หน้ากระโจมแม่ทัพในชุดนักรบสตรีทันทีที่เห็นชิวอ๋องนางรีบคุกเข่าลงพร้อมยกมือคำนับ
“เถียนเถียน คารวะท่านพ่อ”
ชิวลู่เสียนมองหญิงตรงหน้าชั่วครู่ ในแววตาคมที่เคยเย็นชากลับมีรอยยิ้มบางจาง ๆ ก่อนจะรีบเข้าไปประคองสะใภ้อันเป็นที่รักของตนเอง
“ลุกขึ้นเถิด เดี๋ยวจะหนาวเสียก่อน”
เสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงอำนาจนั้นทำให้ทหารรอบข้างต่างถอนหายใจโล่งอก ด้วยใคร ๆ ต่างรู้ว่าอ๋องแดนเหนือผู้นี้ภายนอกเย็นเยียบแต่ทรงจริงใจดีเฉพาะกับลูกสะใภ้ของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น มิต่างจากบุตรชายของเขาแม้แต่น้อย
ภายในกระโจมใหญ่มีกลิ่นยาสมุนไพรคละคลุ้งบนเตียงไม้ไผ่ร่างชิวจิ้นอันยังคงนอนนิ่งไร้สติ สีหน้าซีดขาวมีผ้าพันแผลทั่วลำตัวผ้าที่เคยขาวตอนนี้กลับชุ่มไปด้วยเลือดที่เริ่มซึมผ่านออกมาอีกครั้ง เฉินฟางซินประคองหมอนและจัดผ้าห่มให้เรียบร้อยก่อนเอ่ยเสียงเบา
“เมื่อคืนอาอิงมีไข้ขึ้นสูงข้าเพิ่งให้ยาขับพิษและยาลดไข้ไปแต่เมื่อตอนเช้าบาดแผลกลับยังคงมีเลือดออกไม่หยุดอีกทั้งยังไม่ฟื้นเลยเจ้าค่ะ อีกทั้งโรคก็ยังมากำเริบ….ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือ...ทำให้โรคที่มีทรงตัวเท่านั้น...”
ชิวลู่เสียนเดินเข้าไปใกล้บุตรชายแววตาเข้มแข็งจากศึกที่ผ่านมาเป็นร้อยครั้งพลันสั่นไหวเมื่อเห็นบุตรที่เติบโตในสนามรบกลับบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้
“เด็กโง่เอ๋ย…เจ้านั้นเหมือนข้าไม่มีผิด…ตอนนี้ภรรยาที่เจ้ารักก็อยู่ตรงนี้แล้ว…รีบตื่นมาเถอะ”
เสียงพึมพำนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน บุรุษมีอายุนั่งลงข้างเตียงใช้มือลูบศีรษะบุตรชายเบา ๆ อย่างที่ไม่เคยทำต่อหน้าผู้ใด เฉินฟางซินที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ ถึงกับต้องกลั้นน้ำตาหลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ชิวลู่เสียนจึงหันมาหานาง
“เรื่องไส้ศึกในแดนเหนือข้าได้รับรายงานแล้วและจับตัวได้เมื่อคืนนี้เอง มันยอมสารภาพว่ามีคนในเมืองหลวงเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ข้าจึงส่งสารให้หน่วยลับนำความขึ้นทูลต่อฮ่องเต้โดยตรง ตอนนี้พวกมันกำลังสาวไปถึงขุนนางใหญ่บางคนแล้ว”
เฉินฟางซินขมวดคิ้ว แม้จะรู้มาบ้างว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาแต่ไม่คิดว่าในเมืองหลวงที่ฮ่องเต้ทรงดูแลเป็นอย่างดีอีกทั้งองค์รัชทายาทและเหล่าองค์ชายที่รักและสามัคคีกันนั้นจะมีคนทรยศ
“แสดงว่าเรื่องนี้เกี่ยวโยงถึงส่วนกลางจริง…”
“ใช่ แต่ไม่ต้องห่วง”
ชิวลู่เสียนพูดพลางหันไปมองบุตรชาย
“ฮ่องเต้จะจัดการเรื่องในเมืองหลวง ส่วนพวกเราจะต้องคุมเขตเหนือให้มั่นและแน่นอนว่าพวกมันจะไม่มีทางก่อเรื่องไปยังเขตอื่น ๆ ได้”
เขาหยิบม้วนสารออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้หญิงสาว
“ข้าได้ส่งข่าวไปยัง ‘เฉินซีฮัน’ บิดาของเจ้าแล้ว เขาจะได้คลายกังวลตอนนี้เขารับรู้แล้วว่าเจ้าปลอดภัยและยังขอบคุณข้าที่ดูแลลูกสาวของเขา”
เฉินฟางซินรับสารไว้ด้วยสองมือก้มศีรษะอย่างเคารพ
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ”
เสียงลมหนาวพัดผ่านประตูผ้า ชิวลู่เสียนมองบุตรสะใภ้ด้วยสายตาอ่อนโยนลงอีกหลายเท่า
“คนในค่ายล้วนบอกว่าหากไม่มีเจ้าวันนั้นทัพของพวกเราคงพินาศทั้งแนว เจ้าสั่งการได้เฉียบขาดอ่านการรบได้ราวกับคนผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน”
เฉินฟางซินยิ้มบางก่อนจะส่ายศีรษะเบา ๆ
“ไม่หรอกเจ้าค่ะ ข้าเพียงทำตามสิ่งที่อาอิงเคยสอนเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“เจ้ามีทั้งใจและสติ นั่นต่างหากที่ทำให้เจ้ารอด”
บุรุษมีอายุพยักหน้าเบา ๆ
“นับจากนี้เจ้าคือคนของตระกูลชิวโดยสมบูรณ์”
คำพูดนั้นหนักแน่นราวประกาศิต การยอมรับครั้งนี้หาใช่เพียงแต่ตัวชิวอ๋องไม่แต่หมายถึงกองทัพแดนเหนือทั้งหมดด้วย เฉินฟางซินถึงกับคุกเข่าลงอีกครั้ง
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อต้องผิดหวังเจ้าค่ะ”
เสียงฝีเท้าของเฉาหรงดังขึ้นด้านนอก เฉินฟางซินรีบออกไปรับยาเพื่อจัดยาต้มอีกครั้งแต่ชิวลู่เสียนยังคงมองบุตรชายอย่างไม่ละสายตา
“หมอว่าอย่างไรบ้าง”
“ยังไม่อาจเคลื่อนไหวได้ตอนนี้เจ้าค่ะ แผลภายในยังอักเสบและภายในบอบช้ำหนักเกินกว่าจะให้เคลื่อนย้าย หากฝืนเคลื่อนย้ายกลับตอนนี้อาจกระเทือนแผลได้เจ้าค่ะ”
ชิวลู่เสียนพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ให้เขาอยู่ที่ค่ายต่อไป ข้าจะเรียกหมอคนอื่น ๆ ให้ตามมาและมาช่วยดูแลเพิ่ม”
เขาหันไปบอกองครักษ์
“ประกาศทั้งค่ายห้ามผู้ใดเข้าใกล้กระโจมท่านแม่ทัพโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้าหรือนายหญิงน้อย หากฝ่าฝืน…ประหาร”
เสียงรับคำดังสนั่น “พ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อความวุ่นวายสงบลงภายในกระโจมเหลือเพียงสามคน บิดา บุตรชายและสะใภ้ที่รักบุตรของเขาอย่างหมดหัวใจ ชิวลู่เสียนมองเฉินฟางซินที่นั่งจับมือบุตรชายแน่นไม่ยอมปล่อย หัวใจของอ๋องผู้เคยผ่านศึกมาทั้งชีวิตพลันอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
“ตอนหนุ่ม ๆ ข้าเคยคิดว่าคนอย่างอาจิ้นคงไม่มีวันยอมให้ใครดูแล แต่ตอนนี้ข้าเห็นแล้ว…เขาพบคนที่ทำให้เขายอมวางดาบลงได้จริง ๆ”
ฟางซินเงยหน้าขึ้นดวงตาแดงก่ำ
“ข้าจะรักษาชีวิตเขาไว้ให้ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม”
“ข้ารู้” ชิวลู่เสียนเอื้อมมือแตะไหล่นางเบา ๆ
“เพราะเจ้าคือสตรีของชิวจิ้นอัน”
คืนนั้นลมเหนือยังคงพัดแรงในกระโจมเล็ก ๆ มีแสงตะเกียงอุ่นส่องบนใบหน้าซีดขาวของแม่ทัพหนุ่ม
เฉินฟางซินยังนั่งเฝ้าไม่ห่าง ส่วนชิวลู่เสียนยืนอยู่หน้าประตูผ้าคลุมปลิวไหวในเงาไฟ
“เจ้าลูกโง่…” เขาพึมพำเบา ๆ
“เจ้าทำให้ข้าภูมิใจยิ่งนัก”
แล้วจึงหันกลับเข้าไปในความมืดของลมหนาวพร้อมใจที่หนักแน่นว่าจะปกป้องบุตรชายและสะใภ้ผู้นี้ให้ถึงที่สุด