ตอนที่ 63 รหัสลับ
เมื่อไฟแห่งชีวิตของมันมอดดับลง ร่างของมันจึงได้เปิดเผยออกมา หมอกสีดำที่คลุมร่างนั้นหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีเคยมีหมอกใดมาตั้งแต่แรก เป็นเพียงพลังหลอนประสาทชนิดหนึ่ง
ร่างของมันคล้ายกับตั๊กแตนแบบหนึ่ง หากมีขาเฉกเช่นเดียวกับแมงมุม ขาคู่หน้าประกอบขึ้นกลายเป็นเคียวใหญ่สีดำทะมึนหนึ่งคู่ ปลายขาแยกเป็นสามแฉกคล้ายกับรอยเท้าที่พวกเขาพบเจอ
นิทานลากร่างของมันกลับเข้าหาสมาชิกคนอื่น เมื่อนิทานปรากฏตัวขึ้นพร้อมร่างสัตว์อสูร ข่ายคลุมฟ้าที่ปกคลุมท้องฟ้าอยู่ก็แตกสลายลง หดกลับไปเป็นเชือกเส้นสีแดงเส้นเล็กดั่งเดิม
“เรียบร้อยครับ นี่ล่ะครับ สัตว์อสูรที่คอยออกล่าชาวบ้าน” นิทานฉีกยิ้ม เขาโยนร่างของแมลงขนาดยักษ์ตัวนี้ลงเบื้องหน้า
ศิลาอ้าปากค้าง แม้เขาจะเป็นนักสลักเอก แต่เขายังไม่อาจตามสถานการณ์ทันได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไปจริง ๆ
“ดูคล้ายกับตั๊กแตนยักษ์ไวร่าอยู่นะ แต่ส่วนขาไม่ใช่เลย น่าจะเป็นสัตว์อสูรกลายพันธุ์อย่างที่เราคุยกันจริง ๆ นั่นล่ะ” องค์หญิงไพลินย่อตัวลงพิจารณาซากสัตว์อสูรอย่างใกล้ชิด
“ถ้าแถวนี้มีสัตว์อสูรกลายพันธุ์ก็น่าเป็นห่วงนะคะ หลังภารกิจนี้เราอาจต้องส่งหน่วยวิจัยมาตรวจสอบภูมิประเทศด้วย” หัวหน้าเมย์พูดขึ้น
“ตกลงก็มีพลังหลอนประสาทอย่างที่พวกเราคิดเลย แต่ฉลาดจนน่าแปลกเลยนะ ตั๊กแตนยักษ์ไวร่าตัวนี้น่ะ” นภาจ้องมองซากอย่างฉงน
“จริงครับ ถึงกับวางแผนดักหลอกให้พวกเราคิดว่ามันหนีไปแล้ว พอสบโอกาสก็ลอบโจมตี” เตวันพยักหน้าน้อย ๆ
"ตามปกติตั๊กแตนยักษ์ไวร่าก็ไม่ได้มีจุดเด่นด้านสติปัญญาอยู่แล้วด้วย" คาซาเสริม
หน่วยสามและองค์หญิงไพลินต่างคุยกันอย่างไม่ยินดียินร้าย ราวกับเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
“สักครู่นะครับ ผมตามไม่ทันแล้ว คือ…พวกคุณรู้อยู่แล้วเหรอครับว่ามันจะลอบโจมตี” ศิลาเบิกตากว้าง เขาไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเลย
เขาเป็นนักสลักเอกนะ!
“ไม่นะ”
“ไม่เลยสักนิด”
“ไม่ครับ”
“ฉันไม่รู้หรอก”
สมาชิกหน่วยสามแต่ละคนตอบฉะฉาน สีหน้ามีรอยยิ้มบาง
“แต่เราพอรู้นะคะ” องค์หญิงไพลินยิ้มมุมปากเบาบาง ทุกคนจึงหันไปมององค์หญิงไพลิน สมาชิกหน่วยสามล้วนมีสีหน้าตื่นตกใจ พวกเขาไม่ได้โกหก พวกเขาไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนจริง ๆ ที่พวกเขาตอบสนองได้เพราะวิธีจำเพาะแบบหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นองค์หญิงไพลินสมควรไม่รู้เรื่องนี้
“ก็นะ นิทานแสดงห่วยออก” องค์หญิงไพลินหัวเราะบางเบา นิทานที่ยืนอยู่ไม่ไกลพลันกระแอม
“เอ่อ..ยังไงนะครับ แล้วคุณนิทานเกี่ยวอะไรด้วย แล้วพวกคุณบอกไม่รู้ แต่ตอบสนองทันกันได้ยังไงครับ ผมยังไม่ทันตั้งตัวสักนิด” ศิลาหัวหมุน
“รหัสลับน่ะ” หัวหน้าเมย์ยิ้ม
“รหัสลับ? ตอนไหนแล้วใครเป็นคนส่งครับเนี่ย?” ศิลาฉงน
“จะใครอีกล่ะ ก็ไอ้หมอนี่ไง ถ้าจะมีคนสัมผัสเจ้าสัตว์อสูรได้ ในที่นี้ก็มีคนเดียว ไม่สิ หนึ่งคนหนึ่งตัวเท่านั้นล่ะ” นภาหัวเราะลั่น มือยกขึ้นชี้ไปที่นิทาน
นิทานยิ้มปูเลี่ยน ๆ ทำสีหน้าขอโทษขอโพย ทุกอย่างมันฉุกละหุกมากจริง ๆ เขาไม่มีเวลาเตรียมตัวอธิบายกับทุกคนมากขนาดนั้น ได้แต่ปรับตามสถานการณ์ไป
“การกระทืบเท้าของคุณนิทานตอนนั้นครับคุณศิลา” เตวันยิ้ม
“การกระทืบเท้าหลาย ๆ ครั้งในหน่วยสามของเราหมายถึงหลังจากนี้ให้อ่านรหัส” หัวหน้าเมย์พูดขึ้น
“‘พัก’ หมายถึงปกป้อง การพูดแล้วหยุด พูดแล้วหยุด หมายถึงให้เตรียมตัวทันทีครับ” เตวันอธิบายต่อ
ศิลาพลันเบิกตากว้าง เขาย้อนนึกไปถึงก่อนหน้าที่นิทานหงุดหงิดจนไม่คุมอารมณ์ กระทืบเท้าไปมา
“แล้วนิทานชี้ไปที่คีตาด้วยใช่มั้ยล่ะ พอรวมกับ ปกป้อง และเตรียมตัวทันทีแล้วจึงหมายถึงเตรียมตัวปกป้องคีตาทันทีไงล่ะ” กีออนฉีกยิ้มอธิบาย
“แต่ผมตกใจมากเลยนะครับที่องค์หญิงเข้าใจได้ด้วย ผมยังกังวลอยู่เลยว่าจะหาทางใช้ข่ายคลุมฟ้ายังไงให้เนียนที่สุด ไม่งั้นถ้ามีอะไรแปลก ๆ มันต้องหนีไปก่อนแน่” นิทานพูดขึ้น เขามองไปที่องค์หญิงไพลินอย่างสงสัย
“ใครว่าเรารู้ล่ะ เราจะไปรู้รหัสลับในหน่วยได้ยังไง แค่เราเห็นนิทานแสดงท่าทีแปลก ๆ ที่ปกติเขาไม่ทำแน่ แถมยังทำท่าจะหยิบข่ายคลุมฟ้าไปอีก เราเลยมั่นใจว่าเขาต้องมีแผนแน่ เราเลยให้ข่ายคลุมฟ้าไปเฉย ๆ ไง” องค์หญิงไพลินหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
ศิลาลอบกลืนน้ำลาย แม้องค์หญิงไพลินจะเป็นเพียงแรกเกิด แต่ปัญญาและไหวพริบนั้นไม่อาจดูแคลนได้จริง ๆ
“คุณนิทานรู้ว่ามันจะโจมตีสุนัขตัวนั้น เพราะสุนัขตัวนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ตามรอยมันได้ คุณเลยวางซ้อนแผนใช่มั้ยครับ” ศิลาถึงบางอ้อ เขาพลันเข้าใจทุกอย่าง
“ประมาณนั้นครับ เพียงแต่ผมก็ปรับเอาตามสถานการณ์นั่นแหละครับ สัตว์อสูรที่ฉลาดขนาดนี้มันอาจจะเข้าใจที่เราสื่อสารกันก็ได้ ผมเลยเลือกใช้รหัสลับแทน”
“แล้วทำไมคุณนิทานไม่พาเราไปหามันตั้งแต่แรกตรง ๆ เลยล่ะครับ ในเมื่อคุณนิทานรับรู้ได้ตั้งแต่แรกว่ามันซุ่มโจมตีอยู่ ผมใจหายแทบแย่” ศิลาโวยเล็กน้อย
นิทานเลิกคิ้วเล็กน้อย เขามองศิลานิ่ง ๆ สักพักหนึ่งแล้วจึงเผยรอยยิ้มตอบออกมา “แค่ทางนี้มันแน่นอนกว่าน่ะครับ”
“แต่มันฉลาดจนน่ากลัวจริง ๆ นะครับ ถึงกับรู้ตัวว่าคุณนิทานตามรอยมันจากกลิ่น แถมยังวางกับดักซ้อนไว้อีก โชคดีไปที่คุณนิทานยังมีวิธีตามรอยรูปแบบอื่นอีก” ศิลาถอนหายใจพลางมองนิทานอย่างคาดหวัง
นิทานสีหน้านิ่งเรียบไม่พูดอะไร เขายิ้มน้อย ๆ ก่อนตอบคำถามอีกครั้ง
“ผงของดอกไพลินม่วงครับ ดอกไพลินม่วงเป็นดอกไม้พิเศษดูแลไม่ยากนัก แต่ถ้าจะให้บานม่วงสมบูรณ์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด กลีบของมันในสภาพสมบูรณ์จะมีกลิ่นชนิดพิเศษครับ กลิ่นชนิดนี้โดยทั่วไปแล้วจะไม่ได้กลิ่น ต้องนำรากของดอกไพลินม่วงมาบดแล้วป้ายที่จมูก กลิ่นนั้นจึงจะรุนแรงขึ้น” นิทานอธิบาย
“คุณนิทานได้ลอบวางกับดักแบบนั้นไว้? สุดยอดจริง ๆ ครับ” ศิลาจ้องมองนิทานด้วยความนับถือราวกับลืมไปแล้วว่าตนคือนักสลักเอก ส่วนชายหนุ่มตรงหน้าเป็นเพียงผู้เรียนรู้เท่านั้น
“ไว้เราค่อยคุยกันที่หมู่บ้านได้มั้ย ฉันเหนียวตัวเต็มทีแล้วเนี่ย เราต้องเอาข่าวดีไปบอกพวกชาวบ้านด้วยนะ” คาซาพูดแทรกขึ้น การลอบเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบในป่าตลอดทั้งคืนทำให้เธอล้าเต็มที
“กลับกันก่อนเถอะค่ะ” องค์หญิงไพลินยิ้ม เธอยิ้มกว้างเต็มใบหน้าอย่างอารมณ์ดีที่ภารกิจราชวงศ์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หากนิทานที่มองอยู่จากด้านข้างพลันทำสีหน้าฉงนเล็กน้อย
รอยยิ้มแบบเข้าสังคมนี่? แกล้งยิ้ม?
———————————————————————————————————————————————
เช้าวันใหม่มาถึงอย่างรวดเร็ว เมื่อสมาชิกหน่วยสามกลับออกมาจากป่าพระอาทิตย์ก็ส่องแสงต้อนรับพวกเขาแล้ว ชาวบ้านต่างออกมารอรับข่าวดีกันอย่างคับคั่ง
เมื่อพวกเขาเห็นคณะขององค์หญิงไพลินลากซากร่างของแมลงขนาดยักษ์ไร้หัว เสียงเฮดังลั่นสั่นสะเทือนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ใบหน้าของชาวบ้านหลาย ๆ คนต่างมีน้ำตาแห่งความปีติเต็มหน้า กว่าสามเดือนที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในความหวาดกลัว ในที่สุดวันที่พวกเขาสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจก็มาถึง
“องค์หญิงไพลินจงเจริญ!”
“องค์หญิงไพลินจงเจริญ!”
“องค์หญิงไพลินจงเจริญ!”
เสียงกู่ร้องสรรเสริญต้อนรับการมาของพวกเขา หน่วยสามต่างมีรอยยิ้มอยู่เต็มใบหน้า พวกเขาเป็นหน่วยพิทักษ์เมือง ทำงานกันเป็นภารกิจ จึงไม่บ่อยนักที่จะได้รับคำสรรเสริญจากคนหมู่มากเช่นนี้
แม้จะเป็นสถานการณ์อันน่าชื่นมื่นเช่นนี้ หากองค์หญิงไพลินกลับยังคงสวมหน้ากากรอยยิ้มเข้าสังคม ไม่ได้เผยยิ้มดีใจอย่างที่ควรจะเป็น
เธอหันไปยิ้มและตอบกลับชาวบ้านมากมายอย่างเป็นกันเอง ส่วนหน่วยสามต่างแยกย้ายเตรียมตัวพักผ่อนเก็บของ ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องอยู่ต่ออีกต่อไป
ก่อนที่จะแยกย้าย องค์หญิงไพลินกลับรั้งตัวพวกเขาไว้
“พวกเราจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้อีกสักสองถึงสามวันเพื่อความมั่นใจค่ะ” เธอหันไปกล่าวกับทุกคน
สมาชิกหน่วยสามแม้จะค่อนข้างคลางแคลงใจ แต่ยังคงพยักหน้ารับคำสั่ง การอยู่ช่วยตรวจตราเพื่อความมั่นใจอีกสองสามวันย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย
“ขอบคุณองค์หญิงไพลินมากจริง ๆ ครับ ให้โอกาสหมู่บ้านเหมันต์ได้เลี้ยงฉลองให้ท่านเถิด” ผู้ใหญ่บ้านได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งตื้นตัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นความคลางแคลงใจของหน่วยสามพลันมลายหายไป พวกเขาตื่นเต้นกับอาหารเครื่องดื่มประจำพื้นที่ที่พวกเขากำลังจะได้ลิ้มรส
บรรยากาศอันเต็มไปด้วยความสุขผ่านไปทั้งอย่างนั้น ค่ำคืนมาเยือน หมู่บ้านจัดงานฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ ทุกคนต่างเต้นรำและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน กลางหมู่บ้านมีกองไฟขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านต่างรวมตัวกันเฉลิมฉลอง สัตว์อสูรขนาดใหญ่และผักผลไม้ต่างถูกนำเอาออกมาวางอย่างไม่มีเสียหาย
เสียงร้องเพลงและรอยยิ้มดำเนินยาวนานหลายชั่วโมง สมาชิกหน่วยสามหลายคนอย่าง นภา กีออน และคาซาต่างก็ร่วมหัวเราะครื้นเครง หัวหน้าเมย์และเตวันเพียงยืนคุยกับชาวบ้านด้วยท่าทีสำรวม
องค์หญิงไพลินก็ยังคงเป็นองค์หญิงไพลิน เธอพูดคุยกับชาวบ้านทุกคนอย่างไม่ถือตัว เดินช่วยคนนู้นคนนี้ ยกน้ำนำไปให้เหล่าคนเมา เล่นกับเด็ก ๆ นำอาหารไปให้คนเฒ่าคนแก่ รอยยิ้มจอมปลอมหายไปแล้ว กลับคืนสู่รอยยิ้มสดใสจริงใจที่เธอใช้กับประชาชนเหมือนเช่นทุกวัน
นิทานที่เหนื่อยกับความวุ่นวายเต็มที หลังจากร่วมฉลองและพูดคุยเล็กน้อยก็แยกตัวออกมา เขามาอาศัยหอสังเกตการณ์ที่ริมกำแพงหมู่บ้านเป็นที่หลบหนีจากความวุ่นวาย เขาอาสาคอยตรวจตราให้แทนเหล่าทหารยามเพื่อไล่ให้พวกเขาไปเข้าร่วมงานเลี้ยง
นิทานนั่งแปรงขนคีตาอยู่บนหอคอย เสียงหัวเราะยังแว่วมาตามสายลมให้เขาได้ยินเป็นระยะ ๆ นิทานยิ้มบาง แปรงขนคีตาไปพลาง เหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืนไปพลาง คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ดวงจันทร์กระจ่างใสอวดโฉมกลางแผ่นฟ้า แสงจันทร์สีนวลวันนี้ให้ความรู้สึกแปลกตาแต่ก็ค่อนข้างคุ้นเคยแก่นิทาน เขาไม่มั่นใจเช่นกันว่ามันคือความรู้สึกแบบใด
เสียงกุกกักดังขึ้นจากด้านหลังคล้ายมีคนกำลังปีนบันไดขึ้นมา
“ชอบมาหาตอนไม่มีคนจริง ๆ เลยนะ เธอเป็นขโมยรึไงเนี่ย” นิทานหัวเราะ ในเมื่อเป็นเพื่อนกันแล้ว เขาจึงเริ่มแสดงนิสัยออกมามากขึ้น
“แน่นอน รู้รึเปล่าตอนเด็กเราปีนหนีออกทางหน้าต่างวังบ่อยแค่ไหน” เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้นจากด้านหลัง
องค์หญิงไพลินเดินมานั่งข้างคีตา เธอเหยียดขาพร้อมบิดแขนไปมาอย่างสบายใจ อยู่กับนิทานเธอไม่จำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ใดๆ ทั้งนั้น
“นายนี่ชอบหลบผู้คนจริง ๆ เลยนะ สันโดษไปรึเปล่า” องค์หญิงไพลินชวนคุย
“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก ก่อนหน้านี้ก็ไปร่วมฉลองมาด้วย คุยกับคนไปตั้งเยอะแล้วนะ” นิทานส่ายหน้าบาง
“วางตัวเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน” องค์หญิงไพลินหัวเราะเบา
ทั้งสองพูดคุยกันอีกเล็กน้อย แสงจันทร์ยังคงฉายไปทั่วทุกทิศอย่างเท่าเทียม นอกจากเสียงหัวเราะที่แว่วมาแล้ว ป่าค่ำคืนนี้ช่างเงียบสงบ สงบจนนิทานอธิบายไม่ถูกว่าความรู้สึกเช่นนี้คืออะไร
“นิทาน เราขอความเห็นอย่างหนึ่งได้มั้ย” องค์หญิงไพลินเหม่อมองท้องฟ้า พูดด้วยน้ำเสียงล่องลอย
นิทานเลิกคิ้วเล็กน้อย หากไม่ได้ว่าอะไร เพียงพยักหน้าแผ่วเบา
องค์หญิงไพลินจ้องมองตรงมาที่นิทาน สายตาเต็มไปด้วยความกังวลและไม่มั่นใจ
“นายคิดว่า ภารกิจครั้งนี้จบลงจริง ๆ รึยัง” องค์หญิงไพลินจ้องตรงมาที่นิทาน แล้วจึงมองเข้าไปในงานเลี้ยง ในกองไฟใหญ่ที่กลางหมู่บ้านนั้น ภายในมีซากจองตั๊กแตนยักษ์ไวร่าที่ถูกแผดเผาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลอง
นิทานพลันเข้าใจแล้ว ว่าเหตุใดเขาจึงรู้สึกอึดอัดและเป็นกังวล ความรู้สึกแปลกตาที่แสงจันทร์มอบให้มันคืออะไร มันคือความรู้สึกแห่งการโกหกและหลอกลวง ความกังวลอันเกิดจากสัญชาตญาณว่ามีเรื่องไม่ถูกต้องเกิดขึ้น
สองตาสีชมพูขององค์หญิงไพลินเต็มไปด้วยความกังวลเฉกเช่นเดียวกับเขา และเธอรู้สึกได้ถึงมันก่อนเขาเสียอีก
"เรารู้สึกเหมือนมันมีอะไรขัดข้อง มีอะไรที่หลงเหลืออยู่ มีอะไรที่อยู่เบื้องหลัง ความรู้สึกเหมือนเรากำลังโดนหลอก" เธอพูดจริงจัง