เซียวจิ่วเอ๋อร์เผชิญหน้ากับเหล่านักฆ่าที่เซียวหรันจ้างมา พวกเขาที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่ สำหรับนางแล้วเพียงมือเดียวก็เพียงพอจะทำให้พวกเขาร้องไห้ขอชีวิต
เมื่อเหล่านักฆ่ารับรู้ถึงความต่างชั้นของพลัง พวกเขาจึงเรียกสัตว์อัญเชิญออกมา การกระทำนั้นทำให้นางซึ่งต่อสู้เพียงลำพังถึงกับขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าของนางฉายชัดถึงความไม่พอใจอย่างยิ่ง
นางมองด้วยสายตาเ็า บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้ง ไอสังหารเข้มข้น นางพ่นลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิดก่อนจะกวัดแกว่งกระบี่ในมือพุ่งเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว
ในขณะนั้นเอง กลุ่มของเป่ยมู่หานที่ติดตามแรงดันิญญาจนมาถึงที่นี่ก็ได้เห็นภาพการกวัดแกว่งปราณกระบี่ของเซียวจิ่วเอ๋อร์ ปราณกระบี่ของนางกำลังผ่าอสูรหมาป่าออกเป็สองท่อนอย่างเืเย็น
ซูย่างเมื่อเห็นนางถูกกลุ่มชายปริศนาสวมหน้ากากรุมล้อมก็คิดจะพุ่งเข้าไปช่วย ทว่าเพิ่งจะก้าวขาออกไปก็เห็นภาพนี้ตรงหน้า ร่างของเขากลับแข็งค้างเหมือนถูกตรึงไว้
กู้เหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆ เพียงยิ้มพลางเหลือบมองสีหน้าตะลึงงันของซูย่าง ก่อนจะกล่าวหยอกล้อว่า “นี่หรือหญิงสาวอ่อนแอไร้พลังที่เ้าบอกไว้ก่อนหน้านี้”
สายลมหนาวพัดผ่าน ร่างของเซียวจิ่วเอ๋อร์ยืนโดดเด่นอยู่กลางลมกระโชก นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวที่ตอนนี้กลับถูกย้อมเป็สีแดงด้วยเื ใบหน้าของนางงดงามราวกับภาพวาด ทว่าไอสังหารที่แผ่รอบตัวกลับทำให้ผู้คนรู้สึกขวัญผวา
สายตาของเซียวจิ่วเอ๋อร์ที่มองไปยังศัตรูนั้นมืดมน นางมิใช่ผู้ที่มีจิตเมตตา และไม่คิดจะประพฤติตนเป็ผู้มีเมตตาธรรม
ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่หมายจะเอาชีวิต นางก็มีเพียงความคิดเดียว นั่นคือการสังหารอีกฝ่ายให้สิ้นซาก
เหล่าสัตว์อัญเชิญทั้งสามตัวต่างพุ่งโจมตีเข้ามาพร้อมกัน นางหลบหลีกการโจมตีได้อย่างรวดเร็วราวกับภูตผี นางไม่คิดเสียเวลาไปกับการต่อกรกับพวกมัน แต่กลับพุ่งเป้าไปที่เ้าของของพวกมันโดยตรง
การโจมตีของนางเฉียบขาดและหนักหน่วง ทำให้เหล่านักฆ่าทั้งหมดถูกซัดถอยร่นไปติดๆ กัน
หากตอนแรกพวกเขายังสงสัยในพลังของหญิงสาวผู้นี้ ตอนนี้พวกเขากลับเสียใจที่รับงานนี้เข้าเสียแล้ว เพราะสิ่งที่พวกเขาเผชิญอยู่ไม่ใช่เหยื่อที่ไร้ทางสู้ แต่เป็มัจจุราชที่มาทวงชีวิต!
แต่เมื่อคิดดูอีกที ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกขึ้นไปในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่นี้มีอยู่แค่นับนิ้วได้ พวกเขาแทบไม่มีหวังจะเจอ
และเป้าหมายของพวกเขาครั้งนี้คือคุณหนูตระกูลเซียวที่ถูกกล่าวขานว่าเป็ขยะไร้ค่า แต่เหตุใดจากขยะถึงได้แปรเปลี่ยนเป็หญิงวิปลาสที่ดูคล้ายมือสังหารเสียยิ่งกว่าพวกเขาเองไปได้!
เซียวจิ่วเอ๋อร์ลงมืออย่างเหี้ยมโหด เพียงไม่เกินสามกระบวนท่าก็สังหารไปหนึ่งราย
ท้ายที่สุดนางเหยียบชายที่เหลือรอดเพียงคนเดียวไว้ใต้ฝ่าเท้า ก้มหน้ามองเขาแล้วเอ่ยเสียงเย็น
“มาหาข้าเพื่อเล่นสนุกดึกๆ ดื่นๆ ตอนนี้พวกเ้าเล่นพอหรือยังล่ะ”
เซียวจิ่วเอ๋อร์แย้มยิ้มบาง ริมฝีปากแดงระเรื่อชวนหวาดหวั่น นางใช้ปลายกระบี่เกี่ยวหน้ากากบนใบหน้าชายคนนั้นออก แล้วถามต่อ
“คนที่จ้างพวกเ้า้าให้พวกเ้าทำอะไรกับข้า”
ชายคนนั้นนอนจมกองเืหมดเรี่ยวแรงที่จะขัดขืน เขาหวังเพียงรอดชีวิต จึงโยนกฎเกณฑ์ของยุทธภพและข้อบังคับขององค์กรทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
“นางให้พวกเรา...ให้พวกเราสังหารเ้า ควักไส้พุงของเ้าออกมา”
“แค่นั้นหรือ” เซียวจิ่วเอ๋อร์เลิกคิ้วแสดงความสงสัย
หากเพียงแค่จะฆ่านาง ไม่จำเป็ต้องส่งคนมาถึงห้าคน และที่สำคัญ เซียวหรันคงไม่มีวันปรานีนางเพียงแค่ให้ตายง่ายๆ แบบนี้แน่
“ใกล้ตายแล้วยังไม่ยอมพูดความจริงอีก ดูท่าข้าจะใจอ่อนไปหน่อย”
เซียวจิ่วเอ๋อร์พึมพำอย่างนึกตำหนิตัวเอง นางสะบัดมือเพียงครั้งเดียว เส้นเอ็นที่มือของชายคนนั้นก็ถูกตัดขาด เสียงร้องโหยหวนดังก้องออกมาทันที ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเื
“ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล ข้ามีเวลาเล่นกับเ้ามากมาย แต่จะว่าไป การควักไส้พุงนี่ก็เป็งานฝีมืออย่างหนึ่ง ข้าอยู่มาจนป่านนี้ยังไม่เคยลองเลย เช่นนั้น...ใช้เ้าลองดูดีหรือไม่”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ทำหน้าจริงจัง ดวงตาเย็นเยียบกวาดมองผ่านหน้าท้องของชายคนนั้นคล้ายกำลังมองหาจุดที่จะลงมือ
ชายคนนั้นสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความหวาดกลัวจนควบคุมไม่ได้ ร้องครวญครางออกมาเสียงดัง
“อย่า! ข้าจะพูด! ข้าจะพูดทุกอย่าง! นางให้พวกเราข่มขืนเ้าก่อนฆ่า ควักไส้พุงของเ้า และสลักคำว่า ‘หญิงชั้นต่ำ’ ลงบนหน้าผากของศพ จากนั้นให้เอาศพเปลือยเปล่าของเ้าแขวนไว้ที่ประตูเมือง!”
ซูย่างและกู้เหยียนที่อยู่ไม่ไกลออกไปได้ยินคำพูดทั้งหมดชัดเจน พวกเขาต่างขมวดคิ้วพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาไม่เข้าใจว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์ไปทำอะไรให้ผู้ใดแค้นเคืองถึงเพียงนี้
การกระทำเช่นนี้ สำหรับหญิงสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนนั้นช่างโหดร้ายเกินทน
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่หนักอึ้งนั้น ใบหน้าของเป่ยมู่หานยังคงเรียบเฉยราวกับไม่ได้ยินสิ่งใด เขาเพียงจ้องมองเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างเงียบงัน ดวงตาสีดำลึกล้ำแฝงไว้ด้วยความเ็าและเหินห่าง บางครั้งก็มีประกายร้อนแรงที่ถูกเก็บซ่อนอย่างมิดชิดวาบผ่าน
เซียวจิ่วเอ๋อร์ฟังสิ่งที่มือสังหารพูดโดยไม่มีท่าทีแปลกใจใดๆ นางเหมือนจะคาดไว้แล้วว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น ใบหน้างดงามของนางปรากฏรอยยิ้มเ้าเล่ห์ราวกับจิ้งจอกเ้าแผนการ
“คิดจะมานอนกับข้า? พวกเ้าควรส่องกระจกดูก่อนไหม ไม่ใช่ว่าข้าจะดูถูก แต่หากพวกเ้ามีหน้าตาแบบ…”
คำพูดของเซียวจิ่วเอ๋อร์หยุดชะงักลงเมื่อภาพของบุรุษบางคนผุดขึ้นในหัวของนาง บุรุษผู้ที่นางเรียกในใจว่า ‘ไอ้หมาบ้า’
แค่นึกถึงเพียงชั่วขณะ รอยยิ้มที่มุมปากของนางพลันแข็งค้างไป และนางก็หมดความสนใจจะต่อปากต่อคำกับคนตรงหน้า
เมื่อรอยยิ้มของนางหายไป นางก็แทงกระบี่ยุติชีวิตชายที่อยู่ใต้เท้าในทันที และในขณะเดียวกัน กระบี่ยาวในมือของนางก็หายวับไป สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่ยืนมองเหตุการณ์จากระยะไกลไม่น้อย
การใช้พลังิญญาห่อหุ้มอาวุธและการใช้พลังิญญาสร้างเป็อาวุธิญญานั้นเป็สองสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
แม้การใช้พลังิญญาสร้างอาวุธิญญานับเป็หนึ่งในกระบวนท่าที่พบเห็นได้บ่อย แต่ไม่ใช่เื่ง่ายอย่างที่ใครหลายคนคิด เพราะผู้ใช้ต้องรวบรวมพลังิญญาให้เป็รูปร่างด้วยจิตมุ่งมั่นแน่วแน่ และต้องส่งพลังเข้าสู่อาวุธอย่างต่อเนื่อง
การรักษาความเสถียรในกระบวนการนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แม้แต่เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ที่ถูกขนานนามว่าเป็อัจฉริยะยังต้องฝึกฝนอย่างหนักอยู่หลายเดือนกว่าจะทำให้อาวุธิญญาคงรูปร่างและใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในการต่อสู้
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองไปยังศพที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น พลันเกิดความคิดขึ้นในใจ
นางกำลังจะย้ายศพเหล่านี้ไปไว้ที่อื่น แต่แล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง
สุนัขพวกนี้ยังมีกำลังเสริมอีกหรือ
ดวงตาของเซียวจิ่วเอ๋อร์วาววาบด้วยแววสังหาร นางหมุนตัวกลับไปเตรียมรับมือ แต่เมื่อเห็นใบหน้าทั้งสามที่ดูคุ้นเคย นางก็พลันถอนหายใจยาว ความระแวงที่พุ่งขึ้นมาจนถึงคอหอยสลายไปในทันที
“เป่ยมู่หาน?”
สู้ไม่ได้
ยอมแพ้แล้ว
เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอพวกเขาในสถานการณ์แบบนี้ นางที่เปื้อนเืไปทั้งตัว แม้จะพยายามแก้ตัวว่าตนเป็เพียงผู้บริสุทธิ์ที่ผ่านมาบังเอิญก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะเชื่อ
เมื่อคิดเช่นนั้น นางจึงตัดสินใจไม่สนใจอะไรอีก มองดูพวกเขาที่เดินตรงเข้ามาหา ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“มีธุระอะไรหรือ”
แม้สีหน้าของเซียวจิ่วเอ๋อร์จะเรียบเฉย แต่ซูย่างกลับเหมือนเห็นคำว่า ‘ไม่ต้อนรับ’ ‘ข้าอารมณ์ไม่ดี’ และ ‘รีบไสหัวไปซะ’ เขียนอยู่บนหน้าผากของนาง
เขากลืนน้ำลายลงคอด้วยความอึดอัด พยายามคิดหาคำพูดเริ่มบทสนทนา แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร ก็ได้ยินเสียงเย็นเยียบของเป่ยมู่หานพูดขึ้นตรงๆ
“ยาแก้พิษ”
“ยาแก้พิษอะไร” เซียวจิ่วเอ๋อร์แกล้งทำไม่รู้เื่ พลางกวาดตามองอีกฝ่ายั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย
‘ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับเขาเลยหรือ ทั้งที่คืนนั้นข้า...’
“นี่ๆ เ้าอย่าแกล้งทำเป็ไม่รู้เื่เลย!” กู้เหยียนที่อยู่ไม่ไกลเดินเข้ามายืนขวางหน้าเป่ยมู่หาน ก่อนดึงคอเสื้อของตัวเองลงให้เห็นผื่นแดง
“ข้าทรมานมาตลอดทั้งวันจนกินข้าวไม่ได้เลย!”
“ข้าไม่รู้ว่าเ้าพูดถึงเื่อะไร” เซียวจิ่วเอ๋อร์เบือนหน้าหนีอย่างไม่ใส่ใจ “พบหน้าก็ถอดเสื้อตัวเองต่อหน้าคนอื่น ไม่คิดเลยว่าพ่อครัวใหญ่อย่างเ้าจะมีรสนิยมเช่นนี้ ถือเป็บุรุษที่ไร้คุณธรรมโดยแท้!”
“เ้า…”
กู้เหยียนถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความขุ่นเคือง
“คุณหนู ข้าไปทำอะไรให้เ้าโกรธนักหนา”
เขามั่นใจว่าไม่เคยพบเจอนางมาก่อน และไม่เคยทำอะไรให้นางขุ่นเคือง
ดังนั้น การที่นางลงมือวางยาพิษเขา มันไม่ไร้เหตุผลไปหน่อยหรือ