ตอนที่ 40 : บ้านที่ยังไม่ปลอดภัย
คืนนั้น หลินซูเหยานอนหลับ ๆ ตื่น ๆ จนเกือบสว่าง
สองคำที่เห็นผ่านตาบนเอกสารยังวนอยู่ในความคิด
หญิงตั้งครรภ์
เธอยังไม่รู้ว่าข้อความนั้นหมายถึงเสิ่นชิงหลันหรือผู้หญิงคนอื่นแต่ยิ่งพยายามไม่คิด ภาพเสื้อเด็กตัวเล็กที่พบในหีบของพ่อก็ยิ่งชัดขึ้น
เสื้อตัวนั้นถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยทั้งที่ไม่เคยมีเด็กคนใดได้สวม
ก่อนหน้านี้หลินซูเหยาเคยมองมันเป็นของชิ้นหนึ่งที่พ่อแม่เก็บไว้หลังความสูญเสียเศร้า แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วนานมาก
คืนนี้กลับไม่เหมือนเดิม
ถ้าคำว่า “หญิงตั้งครรภ์” ในเอกสารเกี่ยวข้องกับแม่จริงความสูญเสียครั้งนั้นอาจไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุที่ไม่มีใครช่วยได้
หลินซูเหยาเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักหยิบสมุดบันทึกของพ่อออกมาได้ครึ่งเล่ม ก่อนจะหยุด
เธอรู้ดีว่าหากเปิดตอนนี้ตัวเองคงพลิกหาทุกบรรทัดที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ เรื่องยา เรื่องวันที่แม่ล้มและทุกคำที่อาจตีความได้
แต่ยิ่งอยากรู้มากเท่าไรเธอยิ่งต้องระวังไม่ให้ความกลัวพาไปไกลกว่าสิ่งที่มีอยู่จริง
หลินซูเหยาจึงดันสมุดกลับเข้าลิ้นชักช้า ๆ
“คืนนี้พอแล้ว” เธอบอกตัวเองเบา ๆ“พรุ่งนี้ค่อยรู้ว่ามันหมายถึงอะไร”
ห้องเงียบลงอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ความเงียบไม่ได้สงบ
...
เช้าวันถัดมาลู่ชิงเหอกลับไปตรวจเอกสารตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี
กระดาษที่มีคำว่า “หญิงตั้งครรภ์”ถูกนำมาเทียบกับบันทึกอีกหลายชุด ทั้งวันที่ รายการจ่ายเงินและข้อมูลการรักษาที่หาได้ในพื้นที่
หลังตรวจอยู่หลายรอบ ข้อเท็จจริงจึงค่อย ๆ แคบลง
ในช่วงเวลาที่เอกสารระบุมีเพียงเสิ่นชิงหลันที่เกิดเหตุระหว่างตั้งครรภ์จนต้องเข้ารับการรักษา
เอกสารอีกแผ่นลงวันที่ตรงกับวันเกิดเหตุ มีคำสั่งสั้น ๆ ว่าให้“ภรรยา” ของผู้รับงานพาเธอไปทางลานตากเก่า และอย่าให้คนอื่นตามไป
หลังจากนั้นมีการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหนึ่งงวดพร้อมข้อความว่าเรื่องหญิงตั้งครรภ์เรียบร้อยแล้ว
ไม่มีชื่อคนสั่ง ไม่มีชื่อผู้รับเงินงวดนั้นและไม่มีข้อความใดระบุว่า “ภรรยา” ในเอกสารคือใคร
แต่สิ่งที่ตรวจได้มากพอจะทำให้คำว่า “อุบัติเหตุ”ไม่น่าเชื่อเหมือนเดิมอีกแล้ว
เจ้าหน้าที่มองเอกสารตรงหน้า ก่อนถาม
“จะเรียกหลินต้าจวงกับภรรยามาถามเลยไหมครับ?”
ลู่ชิงเหอส่ายหน้า
“ยังไม่เรียก”
“เพราะยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่งหรือครับ?”
“เพราะถ้าเรารีบแตะคนที่อยู่ปลายทางคนที่อยู่ข้างหลังอาจรู้ว่าเส้นทางเงินถูกพบแล้ว”
ลู่ชิงเหอปิดแฟ้มลง
“บันทึกเฉพาะสิ่งที่พิสูจน์ได้ ส่วนชื่อที่ยังไม่มีหลักฐานอย่าเติมลงไปเอง”
ข้อมูลยังไม่ครบ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาตัดสินใจได้แล้ว
หลินซูเหยาควรรู้ว่าเหตุการณ์ของแม่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่เธอคิดมากไปเอง
...
หลังเลิกงานหลินซูเหยาเห็นลู่ชิงเหอยืนรออยู่ไม่ไกลจากทางออกของหน่วยผลิต
เพียงเห็นสีหน้าของเขาเธอก็รู้ทันทีว่าเอกสารเมื่อวานมีคำตอบบางอย่างแล้ว
หลินซูเหยาเดินเข้าไปหา
“เกี่ยวกับแม่ของฉันใช่ไหมคะ?”
ลู่ชิงเหอพยักหน้า
“ไปคุยกันทางโน้นเถอะครับ”
ทั้งคู่เดินไปหยุดตรงพื้นที่โล่งด้านหลังสำนักงานที่นั่นไม่มีคนงานเดินผ่านและมองเห็นทางเข้าออกได้ชัด
ลู่ชิงเหอไม่ได้อ้อมค้อม
“เอกสารที่คุณเห็นเมื่อวานเกี่ยวข้องกับแม่ของคุณ”
แม้เตรียมใจมาตลอดทั้งวันหลินซูเหยายังรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ
เธอกำมือแน่นอยู่ข้างลำตัว
“ตรวจสอบแน่ชัดแล้วใช่ไหมคะ?”
“วันที่ตรงกันและในช่วงเวลานั้นมีเพียงแม่ของคุณที่เกิดเหตุระหว่างตั้งครรภ์จนต้องรักษาตัว”
ลู่ชิงเหอเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อ
“มีเอกสารอีกแผ่นสั่งให้ ‘ภรรยา’ของผู้รับงานพาแม่ของคุณไปทางลานตากเก่าในวันเกิดเหตุ และไม่ให้คนอื่นตามไป”
หลินซูเหยานิ่งค้าง
“แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ?”
“มีการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหนึ่งงวดข้อความกำกับระบุว่าเรื่องหญิงตั้งครรภ์เรียบร้อยแล้ว และไม่มีคนถามต่อ”
ความเย็นแล่นจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงหัวใจ
หลินซูเหยาหลับตาลงเพียงครู่เดียว ก่อนภาพบางอย่างจะผุดขึ้นมา
ทางนั้น
พื้นลื่น
คนเดินอยู่ข้าง ๆ
เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง
“ก่อนหน้านี้หวังชุนฮวาเคยพูดกับฉันเองค่ะ”
ลู่ชิงเหอไม่ได้แทรก
หลินซูเหยาเล่าทีละประโยค ตั้งแต่คำพูดของเสี่ยวเป่าที่ว่าหากวันนั้นไม่ไปทางนั้นแต่แรกก็คงไม่เกิดเรื่องไปจนถึงวันที่หวังชุนฮวาพูดเองว่าแม่ของเธอรีบ พื้นลื่นและไม่ควรโทษคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ
“ตอนนั้นฉันยังไม่ได้ถามเลยว่าแม่ไปทางไหนหรือมีใครอยู่กับแม่”
ลู่ชิงเหอมองเธอนิ่งขึ้น
“เรื่องนี้คุณยังไม่เคยบอกผม”
“ตอนนั้นมันมีแค่คำพูดค่ะ ฉันไม่รู้ว่าควรเอาไปผูกกับอะไร”
“คุณทำถูกแล้วที่ยังไม่สรุป”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้หลินซูเหยาสบายใจขึ้น
ตรงกันข้าม มันยิ่งทำให้คำพูดของหวังชุนฮวาหนักขึ้นเพราะตอนนี้มีเอกสารอีกชุดวางอยู่ข้างมัน
“ผู้พันลู่คะ”
“ครับ”
หลินซูเหยาพยายามให้เสียงของตัวเองนิ่ง
“หลักฐานมากพอจะบอกได้ไหมว่า แม่ไม่ได้พลาดล้มเอง?”
ลู่ชิงเหอเงียบไปเล็กน้อย ก่อนตอบตรง ๆ
“มากพอจะบอกได้ว่ามีคนจงใจจัดให้แม่ของคุณไปอยู่ตรงจุดเกิดเหตุ และมีการจ่ายเงินหลังจากนั้น”
เขาไม่ได้พูดมากกว่าสิ่งที่เอกสารรองรับ
แต่เพียงเท่านั้นก็พอแล้ว
หลินซูเหยารู้สึกเหมือนความทรงจำหลายปีที่ไม่ใช่ของเธอแต่แรกกำลังไหลกลับมาพร้อมกัน
เสิ่นชิงหลันนั่งเย็บเสื้อผ้าด้วยสีหน้าอ่อนโยน
หลินจิ้นกั๋วจดรายการฟืน ผ้า น้ำตาลแดงและผ้าห่อตัวไว้ในสมุดอย่างละเอียด
พ่อแม่สองคนเคยรอเด็กคนหนึ่งด้วยกัน
เด็กคนนั้นมีเสื้อเตรียมไว้แล้ว มีผ้าห่อตัวเตรียมไว้แล้วและมีคนสองคนกำลังนับวันรอให้เขาเกิด
แต่สุดท้ายกลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะมีชื่อ
หลินซูเหยาเคยอ่านบันทึกเหล่านั้นด้วยความอบอุ่นเคยยิ้มให้ความจุกจิกของพ่อ และเคยนึกภาพบ้านหลังนี้ในวันที่ยังมีเสียงหัวเราะ
วันนี้เรื่องที่เคยอยู่เพียงในสมุดกับความทรงจำกลับกลายเป็นความสูญเสียที่เธอรู้สึกได้จริง ๆ
ถ้าเหตุการณ์วันนั้นถูกจัดไว้จริงความสูญเสียของครอบครัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคร้ายเพียงอย่างเดียว
มีใครบางคนเลือกให้มันเกิด
ดวงตาของหลินซูเหยาร้อนผ่าว
เธอก้มหน้าลง ไม่ได้อยากให้ใครเห็น แต่ยิ่งพยายามกลั้นความเจ็บตรงลำคอกลับยิ่งชัด
“แม่รู้ไหมคะ...” เสียงของเธอเบาลง“ว่าเรื่องวันนั้นไม่ใช่อุบัติเหตุ”
“ผมยังตอบไม่ได้”
“แล้วพ่อ...” หลินซูเหยาพูดได้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหยุดไปเอง
ในสมุด พ่อเขียนเพียงว่าแม่ยังอ่อนแรง กินได้น้อยและหมอมาอยู่หลายครั้ง ไม่เคยมีสักบรรทัดบอกว่าเขาสงสัยเหตุการณ์ในวันนั้น
พ่อเคยรู้ไหมนะ...ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับแม่อาจไม่ใช่อุบัติเหตุ
คำถามนั้นไม่มีคำตอบ ไม่ต่างจากคำถามก่อนหน้า
หากพ่อไม่เคยรู้เขาอาจใช้ชีวิตที่เหลืออยู่โดยคิดว่าตัวเองปกป้องภรรยาและลูกไม่ได้
หากแม่ไม่เคยรู้เธอก็อาจโทษตัวเองมาตลอดว่าเป็นเพราะวันนั้นเดินพลาดเพียงก้าวเดียว
หลินซูเหยากัดริมฝีปากแน่น
“หวังชุนฮวาใช่คนในเอกสารหรือเปล่าคะ?”
“ยังพิสูจน์ไม่ได้”
“แต่หล่อนน่าสงสัยขึ้นแล้วใช่ไหมคะ?”
“ใช่”
“แล้วคนสั่งต้องการให้แม่แท้งหรือเพียงต้องการพาแม่ไปที่นั่น?”
“ยังไม่ทราบ”
“ใครเป็นคนสั่ง?”
“ยังไม่ทราบ”
หลินซูเหยาพยักหน้าช้า ๆ
คราวนี้เธอไม่ถามต่อ
เพราะรู้แล้วว่ามีบางคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ในวันนี้
สิ่งที่เธอทำได้มีเพียงยอมรับความจริงเท่าที่มีอยู่ตรงหน้า
แม่ของเธอไม่ได้เพียงพลาดล้มในวันที่โชคร้าย
มีคนตั้งใจพาแม่ไปยังจุดนั้น และหลังจากเด็กในท้องจากไปมีเงินถูกจ่ายเพิ่ม
เพียงคิดถึงตรงนี้ น้ำตาหยดหนึ่งก็หลุดลงบนหลังมือ
หลินซูเหยาชะงักไปเอง
ตั้งแต่มาอยู่ในโลกนี้ เธอร้องไห้น้อยมาก
วันแรกเธอมัวแต่เอาชีวิตรอดวันที่ถูกแย่งบ้านเธอมัวแต่หาหลักฐานวันที่ได้บ้านคืนเธอมัวแต่คิดว่าต่อไปต้องทำอย่างไร
เธอไม่มีเวลามากพอจะถามตัวเองด้วยซ้ำว่าการรับความทรงจำของเด็กสาวคนนี้เข้ามาหมายถึงการรับความสูญเสียของครอบครัวนี้เข้ามาด้วยหรือไม่
ตอนนี้เธอรู้คำตอบแล้ว
มันเจ็บจริง ๆ
ไม่ใช่เพราะสมุดบอกว่าเธอควรเศร้าไม่ใช่เพราะความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบังคับให้รู้สึก
แต่เพราะคนเหล่านั้นค่อย ๆกลายเป็นพ่อกับแม่ของเธอไปแล้วโดยไม่รู้ตัว
ลู่ชิงเหอยืนอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา
เขาไม่ได้พูดว่าอย่าร้อง ไม่ได้บอกให้เธอเข้มแข็งและไม่ได้รีบหาคำปลอบที่ฟังแล้วไม่มีความหมาย
ผ่านไปพักหนึ่ง เขาจึงถามเบา ๆ
“คุณอยากอยู่คนเดียวไหม?”
หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้น
ในชีวิตก่อน เธอเคยชินกับการรับข่าวร้ายคนเดียวแก้ปัญหาคนเดียว และกลับบ้านคนเดียว
บางทีความเคยชินนั้นทำให้เธอลืมไปนานแล้วว่า เวลาเจ็บมาก ๆคนเราสามารถขอให้ใครสักคนอยู่ข้าง ๆ ได้
เธอมองลู่ชิงเหออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
“วันนี้...ไม่ค่ะ”
ลู่ชิงเหอพยักหน้าเพียงครั้งเดียว
“งั้นผมไปส่ง”
...
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน ทั้งคู่แทบไม่ได้พูดอะไร
ลู่ชิงเหอไม่ได้เดินช้าจนเหมือนกำลังประคองแต่จังหวะของเขาช้ากว่าปกติเล็กน้อย พอให้หลินซูเหยาเดินข้างกันได้โดยไม่ต้องเร่ง
มีเด็กวิ่งไล่ลูกข่างอยู่ข้างทางควันจากเตาอาหารลอยออกมาจากหลังคาบ้าน และมีเสียงคนเรียกกันกลับไปกินข้าวเย็น
ทุกอย่างธรรมดาจนน่าแปลกใจ
เมื่อครู่หลินซูเหยาเพิ่งรู้ว่าความสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัวอาจเกิดจากมือของใครบางคน
แต่โลกภายนอกยังคงเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความธรรมดานั้นกลับช่วยให้เธอหายใจได้ง่ายขึ้นเล็กน้อย
เมื่อถึงหน้าบ้าน ลู่ชิงเหอหยุดอยู่ข้างรั้ว
“คืนนี้ตรวจประตูเหมือนเดิม”
หลินซูเหยาพยักหน้า
“ค่ะ”
ลู่ชิงเหอมองใบหน้าที่แม้จะเช็ดน้ำตาแล้วแต่ยังเห็นรอยแดงรอบดวงตา
“แล้วก็กินข้าวด้วย”
หลินซูเหยาหลุดยิ้มจาง ๆ
“ผู้พันลู่เริ่มพูดเหมือนคนแก่แล้วนะคะ”
“ถ้าคุณยังกินน้อย ผมก็ต้องพูด”
“ฉันกินมากขึ้นแล้วค่ะ”
“ผมสังเกตเห็นแล้ว”
คำตอบง่าย ๆ ทำให้หลินซูเหยาเงียบไปนิดหนึ่ง
เขาจำได้
ไม่ใช่เพราะมันเกี่ยวกับงาน ไม่ใช่เพราะต้องเขียนลงรายงานแต่เพราะลู่ชิงเหอสังเกตเธอจริง ๆ
“ขอบคุณนะคะ”
คราวนี้เธอไม่ได้หมายถึงเพียงเรื่องเดินมาส่ง
ลู่ชิงเหอเหมือนเข้าใจ เขาไม่ได้ถามต่อ
“พักเถอะ”
หลินซูเหยาเปิดประตูเข้าไป ก่อนหันกลับมาลงกลอน
ลู่ชิงเหอยืนรอจนได้ยินเสียงกลอนเข้าที่แล้วจึงเดินจากไป
...
ภายในบ้านเงียบกว่าข้างนอกมาก
หลินซูเหยายืนพิงประตูอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวเดิมของพ่อ
บ้านหลังนี้กลับมาเป็นของเธอแล้ว
ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่า ขอเพียงได้มันคืน มีข้าวกิน มีงานทำและใช้ชีวิตให้ดีขึ้นทีละน้อย เท่านั้นก็คงพอ
เพราะสิ่งที่เธอต้องการจากชีวิตใหม่นี้ไม่เคยซับซ้อน
ในชีวิตก่อน หลินซูเหยามีเงิน มีงาน มีตำแหน่งและมีทุกอย่างที่คนจำนวนมากมองว่าน่าอิจฉา แต่ทุกครั้งที่กลับถึงบ้านไม่มีใครรอเธออยู่ข้างใน
ดังนั้นเมื่อได้โอกาสมีชีวิตอีกครั้ง สิ่งที่เธออยากได้จริง ๆจึงเป็นเพียงบ้าน
บ้านที่เมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วมีใครสักคนอยู่ข้างในบ้านที่เธอรู้ว่าตัวเองสามารถกลับมาได้เสมอ
แต่เมื่อเธอมาถึงโลกนี้ กลับไม่มีครอบครัวรออยู่แล้ว
พ่อกับแม่จากไป บ้านถูกคนอื่นยึดและสิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความทรงจำ สมุดบันทึก เสื้อเด็กตัวเล็กและคำถามที่ไม่มีใครตอบ
เธอใช้แรงไปไม่น้อยกว่าจะเอาบ้านหลังนี้กลับคืนมาได้
แต่คืนนี้หลินซูเหยาเพิ่งเข้าใจว่าการได้บ้านคืนไม่ได้หมายความว่าเธอจะอยู่ในบ้านหลังนั้นอย่างปลอดภัย
พ่อถูกคนจากปักกิ่งจ่ายเงินให้คนในพื้นที่คอยจับตาความเคลื่อนไหวมานานหลายปีแม่ถูกจงใจพาไปยังสถานที่เกิดเหตุ และหลังจากสูญเสียลูกยังมีเงินถูกจ่ายเพิ่มอีกหนึ่งงวด
คนที่อยู่เบื้องหลังยังไม่มีชื่อ
และเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่า หลังพ่อแม่เสียชีวิตคนเหล่านั้นหยุดมือไปแล้วจริงหรือไม่
หลินซูเหยาหันไปมองกลอนประตูที่เพิ่งลงไว้แน่น
กลอนประตูช่วยกันคนที่คิดจะเดินเข้ามาจากหน้าบ้านได้แต่ไม่อาจกันคนที่อยู่ไกลออกไป แล้วใช้เงินหรืออำนาจให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาแทน
ถ้ายังมีใครจับตาเธออยู่ ต่อให้บ้านหลังนี้เป็นของเธอตามชื่อเธอก็ไม่มีทางเรียกมันว่าบ้านที่ปลอดภัยได้เต็มปาก
เธอไม่อยากใช้ชีวิตต่อจากนี้ด้วยการคอยหวังว่าพรุ่งนี้จะไม่มีใครมาหาเรื่อง คอยหวังว่าคนที่อยู่เบื้องหลังจะลืมเธอไปแล้วหรือคอยหวังว่าทุกครั้งที่เกิดอันตรายจะมีใครมาช่วยทันเวลา
ชีวิตแบบนั้นไม่ใช่ชีวิตที่เธอต้องการ
หลินซูเหยาไม่ได้อยากมีอำนาจเหนือใครและไม่ได้คิดจะรีบไปปักกิ่งเพื่อล้างแค้นให้พ่อกับแม่ในวันพรุ่งนี้
แต่ถ้าเธอต้องการสร้างชีวิตของตัวเองขึ้นมาใหม่จริง ๆเธอก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมพอจะรับมือกับสิ่งที่อาจตามมา
เธอต้องมีแรงพอจะปกป้องบ้านที่สร้างขึ้นและมีสิทธิ์เลือกว่าจะเดินไปทางไหนเมื่อถึงวันที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริง
และถ้าวันหนึ่งบ้านหลังนี้มีคนที่เธอรักรออยู่ข้างในเธอก็ไม่ต้องการให้คนเหล่านั้นต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวเหมือนครอบครัวนี้เคยเผชิญมา
เธออยากสร้างครอบครัวที่ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองมีชีวิตที่ไม่มีใครยื่นมือเข้ามากำหนดหรือพรากสิ่งสำคัญไปได้ง่าย ๆ
ความคิดนั้นทำให้หลินซูเหยานั่งเงียบอยู่นาน
เธอยังไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหนก่อน
แต่รู้แล้วว่าตัวเองจะใช้ชีวิตเพียงเพื่อให้แต่ละวันผ่านไปเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไป
ถ้าอยากมีบ้านอย่างที่เคยฝันไว้เธอต้องเป็นคนทำให้บ้านนั้นปลอดภัยด้วยมือของตัวเอง
และตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปหลินซูเหยาจะเริ่มเตรียมตัวเพื่อชีวิตนั้นจริง ๆ