ทะลุมิติไปรวยในยุค 70 ด้วยห้างสรรพสินค้าส่วนตัว

    ตอนที่ 40 : บ้านที่ยังไม่ปลอดภัย

    ตอนที่ 40 : บ้านที่ยังไม่ปลอดภัย

    คืนนั้น หลินซูเหยานอนหลับ ๆ ตื่น ๆ จนเกือบสว่าง

    สองคำที่เห็นผ่านตาบนเอกสารยังวนอยู่ในความคิด

    หญิงตั้งครรภ์

    เธอยังไม่รู้ว่าข้อความนั้นหมายถึงเสิ่นชิงหลันหรือผู้หญิงคนอื่นแต่ยิ่งพยายามไม่คิด ภาพเสื้อเด็กตัวเล็กที่พบในหีบของพ่อก็ยิ่งชัดขึ้น

    เสื้อตัวนั้นถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยทั้งที่ไม่เคยมีเด็กคนใดได้สวม

    ก่อนหน้านี้หลินซูเหยาเคยมองมันเป็นของชิ้นหนึ่งที่พ่อแม่เก็บไว้หลังความสูญเสียเศร้า แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วนานมาก

    คืนนี้กลับไม่เหมือนเดิม

    ถ้าคำว่า “หญิงตั้งครรภ์” ในเอกสารเกี่ยวข้องกับแม่จริงความสูญเสียครั้งนั้นอาจไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุที่ไม่มีใครช่วยได้

    หลินซูเหยาเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักหยิบสมุดบันทึกของพ่อออกมาได้ครึ่งเล่ม ก่อนจะหยุด

    เธอรู้ดีว่าหากเปิดตอนนี้ตัวเองคงพลิกหาทุกบรรทัดที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ เรื่องยา เรื่องวันที่แม่ล้มและทุกคำที่อาจตีความได้

    แต่ยิ่งอยากรู้มากเท่าไรเธอยิ่งต้องระวังไม่ให้ความกลัวพาไปไกลกว่าสิ่งที่มีอยู่จริง

    หลินซูเหยาจึงดันสมุดกลับเข้าลิ้นชักช้า ๆ

    “คืนนี้พอแล้ว” เธอบอกตัวเองเบา ๆ“พรุ่งนี้ค่อยรู้ว่ามันหมายถึงอะไร”

    ห้องเงียบลงอีกครั้ง

    แต่ครั้งนี้ความเงียบไม่ได้สงบ

    ...

    เช้าวันถัดมาลู่ชิงเหอกลับไปตรวจเอกสารตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี

    กระดาษที่มีคำว่า “หญิงตั้งครรภ์”ถูกนำมาเทียบกับบันทึกอีกหลายชุด ทั้งวันที่ รายการจ่ายเงินและข้อมูลการรักษาที่หาได้ในพื้นที่

    หลังตรวจอยู่หลายรอบ ข้อเท็จจริงจึงค่อย ๆ แคบลง

    ในช่วงเวลาที่เอกสารระบุมีเพียงเสิ่นชิงหลันที่เกิดเหตุระหว่างตั้งครรภ์จนต้องเข้ารับการรักษา

    เอกสารอีกแผ่นลงวันที่ตรงกับวันเกิดเหตุ มีคำสั่งสั้น ๆ ว่าให้“ภรรยา” ของผู้รับงานพาเธอไปทางลานตากเก่า และอย่าให้คนอื่นตามไป

    หลังจากนั้นมีการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหนึ่งงวดพร้อมข้อความว่าเรื่องหญิงตั้งครรภ์เรียบร้อยแล้ว

    ไม่มีชื่อคนสั่ง ไม่มีชื่อผู้รับเงินงวดนั้นและไม่มีข้อความใดระบุว่า “ภรรยา” ในเอกสารคือใคร

    แต่สิ่งที่ตรวจได้มากพอจะทำให้คำว่า “อุบัติเหตุ”ไม่น่าเชื่อเหมือนเดิมอีกแล้ว

    เจ้าหน้าที่มองเอกสารตรงหน้า ก่อนถาม

    “จะเรียกหลินต้าจวงกับภรรยามาถามเลยไหมครับ?”

    ลู่ชิงเหอส่ายหน้า

    “ยังไม่เรียก”

    “เพราะยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่งหรือครับ?”

    “เพราะถ้าเรารีบแตะคนที่อยู่ปลายทางคนที่อยู่ข้างหลังอาจรู้ว่าเส้นทางเงินถูกพบแล้ว”

    ลู่ชิงเหอปิดแฟ้มลง

    “บันทึกเฉพาะสิ่งที่พิสูจน์ได้ ส่วนชื่อที่ยังไม่มีหลักฐานอย่าเติมลงไปเอง”

    ข้อมูลยังไม่ครบ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาตัดสินใจได้แล้ว

    หลินซูเหยาควรรู้ว่าเหตุการณ์ของแม่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่เธอคิดมากไปเอง

    ...

    หลังเลิกงานหลินซูเหยาเห็นลู่ชิงเหอยืนรออยู่ไม่ไกลจากทางออกของหน่วยผลิต

    เพียงเห็นสีหน้าของเขาเธอก็รู้ทันทีว่าเอกสารเมื่อวานมีคำตอบบางอย่างแล้ว

    หลินซูเหยาเดินเข้าไปหา

    “เกี่ยวกับแม่ของฉันใช่ไหมคะ?”

    ลู่ชิงเหอพยักหน้า

    “ไปคุยกันทางโน้นเถอะครับ”

    ทั้งคู่เดินไปหยุดตรงพื้นที่โล่งด้านหลังสำนักงานที่นั่นไม่มีคนงานเดินผ่านและมองเห็นทางเข้าออกได้ชัด

    ลู่ชิงเหอไม่ได้อ้อมค้อม

    “เอกสารที่คุณเห็นเมื่อวานเกี่ยวข้องกับแม่ของคุณ”

    แม้เตรียมใจมาตลอดทั้งวันหลินซูเหยายังรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ

    เธอกำมือแน่นอยู่ข้างลำตัว

    “ตรวจสอบแน่ชัดแล้วใช่ไหมคะ?”

    “วันที่ตรงกันและในช่วงเวลานั้นมีเพียงแม่ของคุณที่เกิดเหตุระหว่างตั้งครรภ์จนต้องรักษาตัว”

    ลู่ชิงเหอเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อ

    “มีเอกสารอีกแผ่นสั่งให้ ‘ภรรยา’ของผู้รับงานพาแม่ของคุณไปทางลานตากเก่าในวันเกิดเหตุ และไม่ให้คนอื่นตามไป”

    หลินซูเหยานิ่งค้าง

    “แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ?”

    “มีการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหนึ่งงวดข้อความกำกับระบุว่าเรื่องหญิงตั้งครรภ์เรียบร้อยแล้ว และไม่มีคนถามต่อ”

    ความเย็นแล่นจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงหัวใจ

    หลินซูเหยาหลับตาลงเพียงครู่เดียว ก่อนภาพบางอย่างจะผุดขึ้นมา

    ทางนั้น

    พื้นลื่น

    คนเดินอยู่ข้าง ๆ

    เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง

    “ก่อนหน้านี้หวังชุนฮวาเคยพูดกับฉันเองค่ะ”

    ลู่ชิงเหอไม่ได้แทรก

    หลินซูเหยาเล่าทีละประโยค ตั้งแต่คำพูดของเสี่ยวเป่าที่ว่าหากวันนั้นไม่ไปทางนั้นแต่แรกก็คงไม่เกิดเรื่องไปจนถึงวันที่หวังชุนฮวาพูดเองว่าแม่ของเธอรีบ พื้นลื่นและไม่ควรโทษคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ

    “ตอนนั้นฉันยังไม่ได้ถามเลยว่าแม่ไปทางไหนหรือมีใครอยู่กับแม่”

    ลู่ชิงเหอมองเธอนิ่งขึ้น

    “เรื่องนี้คุณยังไม่เคยบอกผม”

    “ตอนนั้นมันมีแค่คำพูดค่ะ ฉันไม่รู้ว่าควรเอาไปผูกกับอะไร”

    “คุณทำถูกแล้วที่ยังไม่สรุป”

    คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้หลินซูเหยาสบายใจขึ้น

    ตรงกันข้าม มันยิ่งทำให้คำพูดของหวังชุนฮวาหนักขึ้นเพราะตอนนี้มีเอกสารอีกชุดวางอยู่ข้างมัน

    “ผู้พันลู่คะ”

    “ครับ”

    หลินซูเหยาพยายามให้เสียงของตัวเองนิ่ง

    “หลักฐานมากพอจะบอกได้ไหมว่า แม่ไม่ได้พลาดล้มเอง?”

    ลู่ชิงเหอเงียบไปเล็กน้อย ก่อนตอบตรง ๆ

    “มากพอจะบอกได้ว่ามีคนจงใจจัดให้แม่ของคุณไปอยู่ตรงจุดเกิดเหตุ และมีการจ่ายเงินหลังจากนั้น”

    เขาไม่ได้พูดมากกว่าสิ่งที่เอกสารรองรับ

    แต่เพียงเท่านั้นก็พอแล้ว

    หลินซูเหยารู้สึกเหมือนความทรงจำหลายปีที่ไม่ใช่ของเธอแต่แรกกำลังไหลกลับมาพร้อมกัน

    เสิ่นชิงหลันนั่งเย็บเสื้อผ้าด้วยสีหน้าอ่อนโยน

    หลินจิ้นกั๋วจดรายการฟืน ผ้า น้ำตาลแดงและผ้าห่อตัวไว้ในสมุดอย่างละเอียด

    พ่อแม่สองคนเคยรอเด็กคนหนึ่งด้วยกัน

    เด็กคนนั้นมีเสื้อเตรียมไว้แล้ว มีผ้าห่อตัวเตรียมไว้แล้วและมีคนสองคนกำลังนับวันรอให้เขาเกิด

    แต่สุดท้ายกลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะมีชื่อ

    หลินซูเหยาเคยอ่านบันทึกเหล่านั้นด้วยความอบอุ่นเคยยิ้มให้ความจุกจิกของพ่อ และเคยนึกภาพบ้านหลังนี้ในวันที่ยังมีเสียงหัวเราะ

    วันนี้เรื่องที่เคยอยู่เพียงในสมุดกับความทรงจำกลับกลายเป็นความสูญเสียที่เธอรู้สึกได้จริง ๆ

    ถ้าเหตุการณ์วันนั้นถูกจัดไว้จริงความสูญเสียของครอบครัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคร้ายเพียงอย่างเดียว

    มีใครบางคนเลือกให้มันเกิด

    ดวงตาของหลินซูเหยาร้อนผ่าว

    เธอก้มหน้าลง ไม่ได้อยากให้ใครเห็น แต่ยิ่งพยายามกลั้นความเจ็บตรงลำคอกลับยิ่งชัด

    “แม่รู้ไหมคะ...” เสียงของเธอเบาลง“ว่าเรื่องวันนั้นไม่ใช่อุบัติเหตุ”

    “ผมยังตอบไม่ได้”

    “แล้วพ่อ...” หลินซูเหยาพูดได้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหยุดไปเอง

    ในสมุด พ่อเขียนเพียงว่าแม่ยังอ่อนแรง กินได้น้อยและหมอมาอยู่หลายครั้ง ไม่เคยมีสักบรรทัดบอกว่าเขาสงสัยเหตุการณ์ในวันนั้น

    พ่อเคยรู้ไหมนะ...ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับแม่อาจไม่ใช่อุบัติเหตุ

    คำถามนั้นไม่มีคำตอบ ไม่ต่างจากคำถามก่อนหน้า

    หากพ่อไม่เคยรู้เขาอาจใช้ชีวิตที่เหลืออยู่โดยคิดว่าตัวเองปกป้องภรรยาและลูกไม่ได้

    หากแม่ไม่เคยรู้เธอก็อาจโทษตัวเองมาตลอดว่าเป็นเพราะวันนั้นเดินพลาดเพียงก้าวเดียว

    หลินซูเหยากัดริมฝีปากแน่น

    “หวังชุนฮวาใช่คนในเอกสารหรือเปล่าคะ?”

    “ยังพิสูจน์ไม่ได้”

    “แต่หล่อนน่าสงสัยขึ้นแล้วใช่ไหมคะ?”

    “ใช่”

    “แล้วคนสั่งต้องการให้แม่แท้งหรือเพียงต้องการพาแม่ไปที่นั่น?”

    “ยังไม่ทราบ”

    “ใครเป็นคนสั่ง?”

    “ยังไม่ทราบ”

    หลินซูเหยาพยักหน้าช้า ๆ

    คราวนี้เธอไม่ถามต่อ

    เพราะรู้แล้วว่ามีบางคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ในวันนี้

    สิ่งที่เธอทำได้มีเพียงยอมรับความจริงเท่าที่มีอยู่ตรงหน้า

    แม่ของเธอไม่ได้เพียงพลาดล้มในวันที่โชคร้าย

    มีคนตั้งใจพาแม่ไปยังจุดนั้น และหลังจากเด็กในท้องจากไปมีเงินถูกจ่ายเพิ่ม

    เพียงคิดถึงตรงนี้ น้ำตาหยดหนึ่งก็หลุดลงบนหลังมือ

    หลินซูเหยาชะงักไปเอง

    ตั้งแต่มาอยู่ในโลกนี้ เธอร้องไห้น้อยมาก

    วันแรกเธอมัวแต่เอาชีวิตรอดวันที่ถูกแย่งบ้านเธอมัวแต่หาหลักฐานวันที่ได้บ้านคืนเธอมัวแต่คิดว่าต่อไปต้องทำอย่างไร

    เธอไม่มีเวลามากพอจะถามตัวเองด้วยซ้ำว่าการรับความทรงจำของเด็กสาวคนนี้เข้ามาหมายถึงการรับความสูญเสียของครอบครัวนี้เข้ามาด้วยหรือไม่

    ตอนนี้เธอรู้คำตอบแล้ว

    มันเจ็บจริง ๆ

    ไม่ใช่เพราะสมุดบอกว่าเธอควรเศร้าไม่ใช่เพราะความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบังคับให้รู้สึก

    แต่เพราะคนเหล่านั้นค่อย ๆกลายเป็นพ่อกับแม่ของเธอไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

    ลู่ชิงเหอยืนอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา

    เขาไม่ได้พูดว่าอย่าร้อง ไม่ได้บอกให้เธอเข้มแข็งและไม่ได้รีบหาคำปลอบที่ฟังแล้วไม่มีความหมาย

    ผ่านไปพักหนึ่ง เขาจึงถามเบา ๆ

    “คุณอยากอยู่คนเดียวไหม?”

    หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้น

    ในชีวิตก่อน เธอเคยชินกับการรับข่าวร้ายคนเดียวแก้ปัญหาคนเดียว และกลับบ้านคนเดียว

    บางทีความเคยชินนั้นทำให้เธอลืมไปนานแล้วว่า เวลาเจ็บมาก ๆคนเราสามารถขอให้ใครสักคนอยู่ข้าง ๆ ได้

    เธอมองลู่ชิงเหออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า

    “วันนี้...ไม่ค่ะ”

    ลู่ชิงเหอพยักหน้าเพียงครั้งเดียว

    “งั้นผมไปส่ง”

    ...

    ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน ทั้งคู่แทบไม่ได้พูดอะไร

    ลู่ชิงเหอไม่ได้เดินช้าจนเหมือนกำลังประคองแต่จังหวะของเขาช้ากว่าปกติเล็กน้อย พอให้หลินซูเหยาเดินข้างกันได้โดยไม่ต้องเร่ง

    มีเด็กวิ่งไล่ลูกข่างอยู่ข้างทางควันจากเตาอาหารลอยออกมาจากหลังคาบ้าน และมีเสียงคนเรียกกันกลับไปกินข้าวเย็น

    ทุกอย่างธรรมดาจนน่าแปลกใจ

    เมื่อครู่หลินซูเหยาเพิ่งรู้ว่าความสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัวอาจเกิดจากมือของใครบางคน

    แต่โลกภายนอกยังคงเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ความธรรมดานั้นกลับช่วยให้เธอหายใจได้ง่ายขึ้นเล็กน้อย

    เมื่อถึงหน้าบ้าน ลู่ชิงเหอหยุดอยู่ข้างรั้ว

    “คืนนี้ตรวจประตูเหมือนเดิม”

    หลินซูเหยาพยักหน้า

    “ค่ะ”

    ลู่ชิงเหอมองใบหน้าที่แม้จะเช็ดน้ำตาแล้วแต่ยังเห็นรอยแดงรอบดวงตา

    “แล้วก็กินข้าวด้วย”

    หลินซูเหยาหลุดยิ้มจาง ๆ

    “ผู้พันลู่เริ่มพูดเหมือนคนแก่แล้วนะคะ”

    “ถ้าคุณยังกินน้อย ผมก็ต้องพูด”

    “ฉันกินมากขึ้นแล้วค่ะ”

    “ผมสังเกตเห็นแล้ว”

    คำตอบง่าย ๆ ทำให้หลินซูเหยาเงียบไปนิดหนึ่ง

    เขาจำได้

    ไม่ใช่เพราะมันเกี่ยวกับงาน ไม่ใช่เพราะต้องเขียนลงรายงานแต่เพราะลู่ชิงเหอสังเกตเธอจริง ๆ

    “ขอบคุณนะคะ”

    คราวนี้เธอไม่ได้หมายถึงเพียงเรื่องเดินมาส่ง

    ลู่ชิงเหอเหมือนเข้าใจ เขาไม่ได้ถามต่อ

    “พักเถอะ”

    หลินซูเหยาเปิดประตูเข้าไป ก่อนหันกลับมาลงกลอน

    ลู่ชิงเหอยืนรอจนได้ยินเสียงกลอนเข้าที่แล้วจึงเดินจากไป

    ...

    ภายในบ้านเงียบกว่าข้างนอกมาก

    หลินซูเหยายืนพิงประตูอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวเดิมของพ่อ

    บ้านหลังนี้กลับมาเป็นของเธอแล้ว

    ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่า ขอเพียงได้มันคืน มีข้าวกิน มีงานทำและใช้ชีวิตให้ดีขึ้นทีละน้อย เท่านั้นก็คงพอ

    เพราะสิ่งที่เธอต้องการจากชีวิตใหม่นี้ไม่เคยซับซ้อน

    ในชีวิตก่อน หลินซูเหยามีเงิน มีงาน มีตำแหน่งและมีทุกอย่างที่คนจำนวนมากมองว่าน่าอิจฉา แต่ทุกครั้งที่กลับถึงบ้านไม่มีใครรอเธออยู่ข้างใน

    ดังนั้นเมื่อได้โอกาสมีชีวิตอีกครั้ง สิ่งที่เธออยากได้จริง ๆจึงเป็นเพียงบ้าน

    บ้านที่เมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วมีใครสักคนอยู่ข้างในบ้านที่เธอรู้ว่าตัวเองสามารถกลับมาได้เสมอ

    แต่เมื่อเธอมาถึงโลกนี้ กลับไม่มีครอบครัวรออยู่แล้ว

    พ่อกับแม่จากไป บ้านถูกคนอื่นยึดและสิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความทรงจำ สมุดบันทึก เสื้อเด็กตัวเล็กและคำถามที่ไม่มีใครตอบ

    เธอใช้แรงไปไม่น้อยกว่าจะเอาบ้านหลังนี้กลับคืนมาได้

    แต่คืนนี้หลินซูเหยาเพิ่งเข้าใจว่าการได้บ้านคืนไม่ได้หมายความว่าเธอจะอยู่ในบ้านหลังนั้นอย่างปลอดภัย

    พ่อถูกคนจากปักกิ่งจ่ายเงินให้คนในพื้นที่คอยจับตาความเคลื่อนไหวมานานหลายปีแม่ถูกจงใจพาไปยังสถานที่เกิดเหตุ และหลังจากสูญเสียลูกยังมีเงินถูกจ่ายเพิ่มอีกหนึ่งงวด

    คนที่อยู่เบื้องหลังยังไม่มีชื่อ

    และเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่า หลังพ่อแม่เสียชีวิตคนเหล่านั้นหยุดมือไปแล้วจริงหรือไม่

    หลินซูเหยาหันไปมองกลอนประตูที่เพิ่งลงไว้แน่น

    กลอนประตูช่วยกันคนที่คิดจะเดินเข้ามาจากหน้าบ้านได้แต่ไม่อาจกันคนที่อยู่ไกลออกไป แล้วใช้เงินหรืออำนาจให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาแทน

    ถ้ายังมีใครจับตาเธออยู่ ต่อให้บ้านหลังนี้เป็นของเธอตามชื่อเธอก็ไม่มีทางเรียกมันว่าบ้านที่ปลอดภัยได้เต็มปาก

    เธอไม่อยากใช้ชีวิตต่อจากนี้ด้วยการคอยหวังว่าพรุ่งนี้จะไม่มีใครมาหาเรื่อง คอยหวังว่าคนที่อยู่เบื้องหลังจะลืมเธอไปแล้วหรือคอยหวังว่าทุกครั้งที่เกิดอันตรายจะมีใครมาช่วยทันเวลา

    ชีวิตแบบนั้นไม่ใช่ชีวิตที่เธอต้องการ

    หลินซูเหยาไม่ได้อยากมีอำนาจเหนือใครและไม่ได้คิดจะรีบไปปักกิ่งเพื่อล้างแค้นให้พ่อกับแม่ในวันพรุ่งนี้

    แต่ถ้าเธอต้องการสร้างชีวิตของตัวเองขึ้นมาใหม่จริง ๆเธอก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมพอจะรับมือกับสิ่งที่อาจตามมา

    เธอต้องมีแรงพอจะปกป้องบ้านที่สร้างขึ้นและมีสิทธิ์เลือกว่าจะเดินไปทางไหนเมื่อถึงวันที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริง

    และถ้าวันหนึ่งบ้านหลังนี้มีคนที่เธอรักรออยู่ข้างในเธอก็ไม่ต้องการให้คนเหล่านั้นต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวเหมือนครอบครัวนี้เคยเผชิญมา

    เธออยากสร้างครอบครัวที่ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองมีชีวิตที่ไม่มีใครยื่นมือเข้ามากำหนดหรือพรากสิ่งสำคัญไปได้ง่าย ๆ

    ความคิดนั้นทำให้หลินซูเหยานั่งเงียบอยู่นาน

    เธอยังไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหนก่อน

    แต่รู้แล้วว่าตัวเองจะใช้ชีวิตเพียงเพื่อให้แต่ละวันผ่านไปเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไป

    ถ้าอยากมีบ้านอย่างที่เคยฝันไว้เธอต้องเป็นคนทำให้บ้านนั้นปลอดภัยด้วยมือของตัวเอง

    และตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปหลินซูเหยาจะเริ่มเตรียมตัวเพื่อชีวิตนั้นจริง ๆ

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปรวยในยุค 70 ด้วยห้างสรรพสินค้าส่วนตัว ที่คุณอ่าน