“ใช่ใช่หากนายหญิงลั่วไม่ไว้ใจ พวกข้ายินดีลงนามรักษาความลับ”
“ถูกต้องพวกข้ายินดีลงนามในสัญญา”
ในเมื่อคนเหล่านี้ยินยอมมาเจรจาย่อมมาด้วยความจริงใจ เพียงแต่คนที่มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ ย่อมคิดเพียงอยากได้กำไรแต่ไม่ยอมขาดทุน
โจวย่าอวิ๋นกระซิบข้างหูชีเหนียงไม่กี่คำชีเหนียงก็พยักหน้าและลุกขึ้น “ดีในเมื่อเถ้าแก่ทุกท่านกล่าวเช่นนี้ หากข้ายังไม่พูดอะไร คงดูไม่จริงใจนักแต่ดั่งที่ทุกท่านกล่าวมา ข้าเองก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องระมัดระวัง”
พูดจบก็นำหนังสือคำมั่นที่เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ออกมา “นี่คือสัญญาปกปิดความลับหากเรื่องเจรจาการค้าในวันนี้หลุดลอดออกไปเช่นนั้นทุกท่านในที่นี้จะตกเป็นผู้ต้องสงสัย ส่วนข้าไม่ต้องการปรักปรำคนดีแต่ก็ไม่มีทางปล่อยคนไม่ดีลอยนวลแม้แต่คนเดียว
หากมีความในวันนี้ออกไปเพียงนิดเช่นนั้นทุกท่านในที่นี้ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อการพัฒนาของเรือนพักผ่อน”
โจวย่าอวิ๋นแจกจ่ายสัญญาให้กับเถ้าแก่ทุกคนหลังจากทุกคนได้มาไว้ในมือก็อ่านอย่างละเอียด มีเพียงชายที่สกุลจวงผู้เดียวที่ดูจะลุกลี้ลุกลน
เถ้าแก่เซี่ยกับคนอื่นๆอ่านเนื้อหาในสัญญาแล้วมองหน้ากัน ก่อนส่งสัญญาณให้เถ้าแก่เซี่ยไปถามเมื่อเลี่ยงไม่ได้ เถ้าแก่เซี่ยจึงชี้ไปยังเนื้อหาและถาม “หากเกิดสถานการณ์ที่ข้อมูลรั่วไหลเช่นนั้นพวกข้าทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ต้องจ่ายเงิน นี่หมายความเช่นไร?”
ชีเหนียงชี้ไปยังสัญญาและอธิบายอย่างจริงจัง “หากมีผู้ใดทำผิดสัญญาเช่นนั้นพวกข้าก็จะไม่ลังเลว่าผู้ใดคือคนทำ เช่นนั้นทุกคนก็ต้องร่วมกันชดใช้ค่าผิดสัญญาร่วมกัน”
นี่เป็นการลากไปติดร่างแหด้วยคนหนึ่งทำผิด คนอื่นต้องร่วมรับผิดชอบทั้งหมด ความหมายก็คือให้พวกเขาจับตาดูกันเองหากเรื่องเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ของตน คนทั้งหมดก็จะยิ่งรับผิดชอบอย่างจริงจังชีเหนียงต้องการมัดพวกเขาไว้รวมกัน
ชัดเจนว่าเถ้าแก่เซี่ยกับคนที่เหลือเข้าใจวัตถุประสงค์ของชีเหนียงแล้วเพียงแต่มีบางคนไม่อาจยอมรับ
“ข้อความบนนี้ข้าไม่อาจยอมรับได้ เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ถือเสียว่าข้าไม่เคยมา” หนึ่งในนั้นทิ้งกระดาษไว้และย่างเท้าจากไป
เมื่อมีหนึ่งคนจากไปก็มีคนที่สองตามมา ชายสกุลจวงที่อ่านอะไรไม่รู้เรื่อง เมื่อเห็นพวกเขาจากไป ก็คิดในใจว่าเนื้อหาในนี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่แต่เขารู้ตัวหนังสือไม่มาก ไม่ว่าอย่างไรก็อ่านเนื้อหาในนั้นไม่เข้าใจทั้งที่รู้ว่าในนี้น่าจะมีปัญหา แต่เมื่อนึกถึงเงินหนึ่งร้อยตำลึงไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องอยู่จนถึงตอนสุดท้ายให้ได้
เมื่อเห็นว่ายังมีคนเหลือแม้จะเพียงสามคนก็ตามซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงชายหนุ่มผู้นี้ด้วย
“เถ้าแก่เซี่ยเถ้าแก่หวัง รวมถึงตัวแทนสกุลจวง พวกท่านคิดอย่างไร?”
เถ้าแก่เซี่ยวางกระดาษลง “การกระทำของนายหญิงลั่วแม้จะสุดโต่งไปหน่อยแต่ในฐานะคนทำค้าขาย การทำงานให้รัดกุมเป็นเรื่องสมควร ข้า เซี่ยเฉิงกวงตื่นเต้นกับการร่วมงานในอนาคตอย่างยิ่ง” ขณะพูดเถ้าแก่เซี่ยก็ลงนามชื่อของตนเองบนกระดาษ
เถ้าแก่หวังที่อยู่ด้านข้างรับพู่กันต่อจากเขา “ข้าเหมือนกับพี่เซี่ยตื่นเต้นกับการร่วมงานในอนาคตอย่างยิ่ง”
ทั้งสองลงนามบนกระดาษเรียบร้อยขณะนั้นสายตาของคนทั้งหมดตกมาอยู่ที่ชายหนุ่มสกุลจวง ชายหนุ่มเดินหน้าสองก้าวอย่างหนักแน่นหยิบพู่กันและแต้มน้ำหมึก ลายมือที่หยาบกระด้างดูก็รู้ว่าเขียนหนังสือไม่เป็น
แต่ลายมือของชายผู้นี้แม้จะตวัดเหมือนหญ้า แต่กลับทิ้งอักษรคำว่า เจิ้งเฟิง ไว้อย่างไม่เป็นระเบียบนัก
โจวย่าอวิ๋นนำหนังสือสัญญาที่ลงนามแล้วมาเก็บไว้ชีเหนียงจึงพาพวกเขาไปยังห้องโถงใหญ่
“วันนี้สายมากแล้วมิสู้ทานข้าวกันก่อน หลังจากทานข้าวค่อยหารือเรื่องหลักกัน”
เถ้าแก่หวังที่คิดว่าการพูดคุยจะเริ่มแล้วพลันวาดหวังในใจเต็มเปี่ยม แต่พอได้ยินว่าทานข้าวความกระตือรือร้นบนใบหน้าก็ลดลงไปมาก “ทานข้าวอะไรกันมื้อนี้ไม่ทานก็ไม่เป็นไรหรอก”
แต่เถ้าแก่เซี่ยสะกิดแขนเถ้าแก่หวังหนึ่งที “พูดให้น้อยลงหน่อยเถอะใครๆ ก็บอกว่าอาหารของเรือนพักผ่อนเลิศรส หรือเจ้าไม่อยากลองชิมสักหน่อย?”
“เถ้าแก่เซี่ยของอร่อยแค่ไหน ทานมากไปก็ต้องเคยชิน แต่เรื่องหาเงินนั้นคือเรื่องใหญ่”
“เจ้าหนอเจ้าสมกับเป็นเถ้าแก่หวังนักล่าเงิน ใจคิดแต่จะหาเงินท่าเดียว”
ย้อนกลับไปตอนนั้นหวังเยวี่ยหลิน ซึ่งก็คือเถ้าแก่หวังครั้งแรกที่โจวย่าอวิ๋นไปหาเขาเพื่อคุยเรื่องร่วมงานกัน เขาสนใจอย่างมากทว่าเนื่องด้วยคนทั้งเมืองอันไม่มีผู้ใดร่วมงานกับพวกเขา เพื่อไม่ให้ถูกกีดกันเขาจึงไม่ได้ตอบรับทันที ต่อมาทุกคนรวมตัวกันอยากมาขอพบลั่วชีเหนียงเพื่อเจรจาการค้าเขาจึงเป็นคนที่เร็วกว่าผู้ใด
แต่ใครจะรู้ว่าเรื่องนี้กลับกลายเป็นว่ามีคนคิดไม่ซื่อใช้พวกเขามาบีบบังคับลั่วชีเหนียงและหาเรื่องเรือนพักผ่อนอันหยางตอนนั้นเขาแทบอยากจะตบหน้าตนเองสักสองที กลายเป็นว่าเขาอ่านวัตถุประสงค์ของคนเหล่านี้ไม่ออกแล้วยังลากพี่เซี่ยติดร่างแหไปด้วยกันอีก
โชคดีที่ต่อมารู้สึกถึงความไม่ปกติเขากับพี่เซี่ยจึงไม่ได้มาที่เรือนพักผ่อนอีก จากร้ายกลายเป็นดี พวกเขาได้รับโอกาสในการเจรจาร่วมงานกับเรือนพักผ่อนอีกครั้งโอกาสนี้ไม่ง่ายดายกว่าพวกเขาจะได้มา ย่อมอยากรีบทำให้มันเรียบร้อยยิ่งเร็วยิ่งดี
เมื่อเห็นเขาทอดถอนใจชีเหนียงก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
บนโต๊ะอาหารมีอาหารบ้านๆ ที่ถูกยกออกมาทีละจาน เถ้าแก่หวังไม่ได้ตื่นตาตื่นใจมากนักแต่จุดที่โดดเด่นอย่างมากคือ กลิ่นหอมของมันที่ทำให้คนรู้สึกถึงสิ่งพิเศษ
“ทุกท่านเราเริ่มทานกันเถอะ”
เพิ่งจะสิ้นเสียงของชีเหนียงเจิ้งเฟิงแทบทนรอต่อไม่ไหวและเริ่มคีบอาหารใส่ปาก หลังจากได้ชิมคำแรกก็ไม่อาจหยุดกินได้อีก
“อร่อยอร่อยเหลือเกิน! ผักกวางตุ้งนี้ ไฉนจึงรสเลิศเพียงนี้!”
คำชมของเจิ้งเฟิงทำให้เซี่ยเฉิงกวงกับหวังเยวี่ยหลินแตะตะเกียบทั้งสองคีบอาหารคำแรกเข้าปาก จากนั้นรสชาติที่สดอร่อยก็กระจายไปทั่ว คนทั้งสองสบตากันก่อนจะเริ่มชิมอาหารบนโต๊ะทั้งหมดพลันเผยความประหลาดใจบนใบหน้า
ในฐานะเจ้าของร้านเสบียงข้าวสารกับร้านขายของชำกับอาหารแห้งแล้วสำหรับความพิถีพิถันในเรื่องอาหารพวกเขาไม่อาจสู้เสิ่นว่านเหลี่ยงที่เปิดโรงเตี๊ยมสี่ฤดูได้ แต่รสชาติแสนพิเศษนี้กลับเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยลิ้มรสมาก่อน หลังจากเรือนพักผ่อนเปิดกิจการพวกเขาก็เคยแวะไปลองของกินที่ถนนสอยดาวกับโรงอาหาร แม้รสชาติจะพิเศษแต่ไม่พิเศษเท่าวันนี้
สายตาที่ทั้งสองมองชีเหนียงนั้นกระตือรือร้นกว่าเดิมนี่ทำให้ชีเหนียงรู้ว่าพวกเขาพบความแตกต่างในนั้นแล้ว หลังมื้ออาหารเถ้าแก่หวังกับเถ้าแก่เซี่ยสะกดความคาดหวังในใจแทบจะไม่ไหว ก่อนตามชีเหนียงกลับไปยังห้องโถงประชุมส่วนเจิ้งเฟิงแน่นอนว่าเขาเคลิบเคลิ้มและเมามายไปกับสุราอาหารชั้นดีแล้ว
“นายหญิงลั่วเมื่อครู่เหตุใดอาหารเหล่านั้นจึงมีรสชาติเลิศรสนัก รสชาติแบบนี้ ข้าไม่เคยลิ้มชิมรสมาก่อน” พอเข้าห้องเถ้าแก่หวังก็ทนไม่ไหวและถาม
ชีเหนียงเห็นเขาร้อนใจเช่นนี้จึงให้โจวย่าอวิ๋นนำของออกมา
“โอ๊ยนายหญิงลั่ว ถึงเวลานี้แล้ว ท่านยังทำลึกลับอะไรกันอีก?”
ไม่เพียงแค่เถ้าแก่หวังที่ไม่กระจ่างใจแม้แต่เถ้าแก่เซี่ยเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดนายหญิงลั่วจึงให้โจวย่าอวิ๋นถือถาดออกมาบนถาดมีขวดสีดำหนึ่งขวด ข้างๆ ยังมียำผักหนึ่งจาน
-----