
...เช้าตรู่ แสงแดดสีทองยามเช้า อากาศอบอุ่น ณ ลานกลางเมือง วันนี้มีเด็กๆไปจนถึงวัยรุ่นหลายสิบคนยืนคุยกัน
พวกเขาเฝ้ารอท่านเซียนจากสำนักม่านเมฆาจะลงมาพาผู้มีรากิญญาเซียนไปคัดเลือกทีู่เาเซียน
แค่กๆ
ทุกคนหันมอง ผู้ที่เดินมาเป็เด็กชายอายุราวๆ 13 ปีสวมเสื้อผ้าหนาเก่าๆ ผิวขาวซีด ใต้ตาคล้ำจางๆเหมือนคนนอนน้อย มีแผลเป็จางๆที่คิวซ้าย รูปร่างสูงกว่าเด็กวัยเดียวกันแต่ก็ผอมมากด้วย เขาเอามือสีกันไปมาและใช้ปากเป่าไอร้อน ดูราวกับความหนาวฝังลึกอยู่ในกระดูก ทั้งๆที่อากาศเช้าวันนี้เย็นสบายกำลังดี
"ดูนั่นสิ ท่านมหาบัณฑิตหวังอี้มาแล้ว ฮ่าๆ"
"ไอ้ขี้โรคหนอนหนังสือเอ้ย!"
แล้วเด็กชายคนหนึ่งก็ยื่นเท้าขัดขาจนเขาล้มลง
"ฮ่าๆ ล้มๆแล้วๆ คนบ้ายังเดินไม่ล้มเลยว่ะ โง่ขนาดนี้ยังมาทำอวดฉลาด"
หวังอี้ค่อยๆลุกขึ้นปัดฝุ่น เขาหลับตายิ้มบางๆให้ แก้มมีลักยิ้ม นั่นทำให้มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก แม้ใบหน้าจะซีดเซียว แต่รอยยิ้มบางๆ กับลักยิ้มเล็กนั้นกลับทำให้ผู้คนยากละสายตา
คนแกล้งทำหน้าเขินๆโดยไม่รู้ตัว
"ข้าล้มเพียงครั้งเดียว แต่เ้ากลับเผยสันดานออกมาหมดแล้ว"
เด็กชายคนนั้นถูกเพื่อนๆหัวเราะใส่ ฮ่าๆ โดนไอ้หวังอี้สวนกลับแล้ว! เขาเลยโมโหใช้หมัดชกไปที่ใบหน้าหวังอี้
ผั่วะ!
หมัดนั้นซัดเข้าที่มุมปากหวังอี้เต็มแรง ร่างผอมสูงเซไปครึ่งก้าว เขาสูดลมหายใจลึกเหมือนพยายามกลั้นความเจ็บ ดวงตาสั่นไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนกลับมานิ่งดังเดิม
แววตานั่นทำให้เด็กที่ชกรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก มันนิ่งเกินไปแล้ว และด้วยความสูงที่ต่างกัน มันเหมือนหวังอี้มองเขาจากที่สูงลงหาเขาที่ต่ำกว่าเลย เด็กชายเริ่มมีอาการหวั่นเกรงนิดๆ
"ชิ! ก็แค่ตระกูลที่ล่มสลายไปแล้ว"
แล้วเขาก็เดินหนีไป หวังอี้เงียบไป นิ้วมือที่ซ่อนในแขนเสื้อกำแน่นขึ้นเล็กน้อย
ทันใดนั้นเอง เสียงกระบี่หวีดแหวกอากาศก็ดังขึ้นจากฟากฟ้า
ทุกคนเงยหน้ามอง ก่อนเห็นร่างหนึ่งเหาะลงมาบนกระบี่บิน
เขาเป็เซียนหนุ่มอายุราวๆ 25 ปีแต่มีแววตามุ่งมั่น เซียนพวกนี้ดูที่ใบหน้าไม่ได้ บางคนหน้าตาเด็กแต่มีอายุมาเกิน 100 ปีแล้ว
"เอาล่ะพวกเ้าต่อแถวกันทดสอบรากิญญาเซียนนะ"
จริงๆผู้มามีรากิญญาเซียนทุกคนอยู่แล้ว แต่ท่านเซียน้าแยกคุณภาพรากิญญามากกว่าเขาใช้ปราณสำรวจทีละคนๆ ถามชื่อ แล้วจดบันทึกไว้
หวังอี้เป็คนสุดท้าย ท่านเซียนเห็นสภาพเขาแล้วก็ถอนหายใจ แต่เพราะแววตาจริงจังของหวังอี้ท่านเซียนเลยสำรวจ แล้วเขาก็แปลกใจ
"นี่อะไร?"
เขาใช้ฝ่ามือส่งปราณสำรวจซ้ำอีกครั้ง หวังอี้ถอนหายใจและพูดว่า
"ข้ายังไม่มีรากิญญาเซียนขอรับ แต่ภายใน 1 ปีนี้หากข้าได้ศึกษาในสำนักท่าน ข้ามั่นใจว่าจะมีรากิญญาเซียนแน่!"
ท่านเซียนทำหน้างงๆ เขาส่ายหน้า
"เ้าหนู เป็ไปไม่ได้หรอก คนที่เกิดมาไม่มีรากิญญาไม่มีทางจะมีได้ในภายหลังหรอก"
"ท่านคิดว่าข้าเพ้อเจ้อหรือ?"
"ใช่"
หวังอี้ก้มลงหยิบหินที่พื้นขึ้นมา 2 ก้อน ก้อนหนึ่งเรียบงาม อีกก้อนแตกร้าวเต็มไปด้วยรอยบิ่น
เด็กชายยื่นหินทั้งสองให้ท่านเซียน และถามว่า
"ท่านคิดว่าก้อนไหนดีกว่า?"
"ก้อนเรียบงามย่อมดีกว่าสิ"
หวังอี้พยักหน้าเบาๆ แล้วโยนหินทั้งสองลงพื้น
หินเรียบงามแตกกระจายทันทีเมื่อกระทบพื้น ส่วนหินแตกร้าวกลับเพียงกลิ้งไปไม่กี่ตลบแล้วหยุดนิ่ง
"สิ่งที่ไร้รอยร้าว มักแตกสลายง่ายที่สุด"
"ส่วนสิ่งที่ผ่านแรงกระแทกมาแล้ว ย่อมรู้วิธีที่จะคงอยู่"
ท่านเซียนมองและพูดพร้อมกับหวังอี้ว่า
"เต๋าคือการยอมรับในความไม่สมบูรณ์"
เด็กๆคนอื่นหมั่นไส้พูดลอยๆออกมา
“พูดเก่งแล้วอย่างไร? ไม่มีรากิญญาก็เป็ได้แค่คนรับใช้”
แล้วท่านเซียนเองลึกๆก็คิดเช่นนั้น แต่ก็อดเห็นใจไม่ได้จึงพยักหน้า
"ได้! ข้าจะพาเ้าไปคัดเลือกด้วย เอ้า! ทุกคนไปกันได้แล้ว!"
แล้วท่านเซียนก็ใช้พลังปราณพาทุกคนเหาะไป
หวังอี้ได้กอดเอวท่านเซียนไป เขามองล่างแล้วหลับตาปี๋เพราะกลัวความสูง ภาพของผู้คนที่เหาะเหินเหนือฟ้าดินเช่นนี้ เด็กน้อยเฝ้าฝันถึงมันมานานแล้ว
ท่านเซียนแอบมองก็หัวเราะเบาๆ เด็กหนอเด็ก
.
...เหนือทะเลเมฆขึ้นไปสู่ยอดเขาสูงมีสำนักเซียนอยู่ท่ามกลางสายหมอก เด็กๆต่างมองด้วยสายตาประทับใจ ภาพนี้ช่างราวดินแดนที่มิใช่ของโลกมนุษย์ เสียงระฆังกังวาน มีสายลมและกลิ่นธูปจางๆโชยมาด้วย
"ใช้เมฆาเป็อาภรณ์ ใช้ฟ้าดินเป็มรรคา"
ท่านเซียนยิ้มให้กับคำพูดหวังอี้
"ใช่แล้ว! และที่นี่คือสำนักข้า ม่านเมฆา!"
เมื่อทุกคนลงสู่พื้นตรงลานหินหน้าสำนัก เซียนผู้เฒ่าที่ยืนรออยู่ ท่านเซียนที่พามาโค้งศรีษะคำนับ
"ทุกคนคำนับท่านเ้าสำนัก"
เ้าสำนักลูบเคราพูดว่า
"ยอดเขานี้มีทางเดินรอบสำนักม่านเมฆาของข้า ผู้ที่เดินวนรอบสำนักได้ 5 อันดับแรกจะผ่านการคัดเลือก"
"ไปได้!"
ทุกคนรีบวิ่งไปหมด เ้าสำนักและท่านเซียนมองตาม ทางเดินรอบยอดเขานั้นหาใช่ธรรมดาไม่ มันมีทั้งทางขาด มีทั้งสะพานไม้เก่าๆผุพัง บาง่ปีนผาสูง บางที่ก็แคบมากๆ อย่าลืมว่าที่นี่คือยอดเขาสูงเหนือเมฆ ลมธรรมดาก็ทำคนใจสั่น กลัวร่วงหล่นตกเขาลงไปได้
ทุกคนจึงค่อยๆย่างเดินอย่างไม่ประมาท
แล้วเ้าสำนักก็สังเกตเห็นเด็กชายผิวขาวซีดสวมเสื้อหนายังยืนนิ่งอยู่
"อ้าว! ทำไมเ้าไม่ไปล่ะ?"
หวังอี้ยิ้ม ผู้เฒ่าและท่านเซียนรู้สึกงงๆ
เวลาผ่านไปถึง 2 ชั่วยาม(4 ชม.) กว่าจะมีคนแรกวนกลับมาได้ในสภาพสุดโทรมและเหงื่อโชกตามเนื้อตัวมีรอยแผลรอยช้ำเล็กๆ
"คนที่ 1!"
เป็เช่นนี้ไปเรื่อยจนถึงคน 4 แล้วหวังอี้ก็จึงเดินวนรอบเ้าสำนักผู้เฒ่า 3 รอบ ผู้เฒ่ามองเขาแล้วลูบเครา
"เ้าทำอะไร?"
"แค่กๆ ท่านให้ข้าเดินวนรอบสำนักม่านเมฆา ข้าก็ทำตามคำสั่งท่านขอรับ"
"เพราะสำหรับข้าแล้วสำนักนี้ก็คือท่าน หาใช่เศษอิฐ,ไม้อาคารเ่าั้"
"และข้าถือวิสาสะเดินถวายท่านเพิ่มอีกสองรอบด้วยขอรับ"
ผู้เฒ่าลูบเคราและยิ้มบางๆ
"แล้วทำไมเ้าไม่เป็คนแรก"
"แค่กๆ ต้นไม้ที่สูงเกินป่า ย่อมรับแรงลมกระแทกมากขอรับ"
"ฮ่าๆ"
ผู้เฒ่าหัวเราะชอบใจมาก
คนที่มาถึงคนที่ 5 พูดด้วยความไม่พอใจที่ตัวเองอาจสอบตก
"ชิ! ก็แค่ไอ้เด็กบ้าที่อ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน เอาความคิด,คำพูดจากตำรามาทั้งนั้น”
"เ้าไม่มีรากิญญาเซียน!"
"แค่ตอนนี้ยังไม่มีเฉยๆขอรับ อีกไม่เกิน 1 ปีนี้ข้าจะมี แค่ขอข้าอ่านหนังสือในหอตำรา และรับใช้เซียนทุกท่านก็พอ"
ผู้เฒ่าหันไปมองเซียนที่พามา เขาก็ทำหน้าไม่รู้จะตอบยังไง
"เ้าชื่ออะไร?"
"แซ่หวัง ชื่ออี้ ขอรับ"
"โห่! สายเืสกุลหวัง ...คราสแห่งเซียนซะด้วย"
ผู้เฒ่าใช้ปราณเด็ดใบไม้มา 1 ใบแล้วใช้ 2 มือประกบไว้ ก่อนจะกำมือทั้ง 2 ข้างแยกกัน
"ขึ้นอยู่กับวาสนาเ้า ถ้าทายถูกว่าใบไม้อยู่ในมือข้างใด ข้าจะอนุญาตให้เ้าเข้าสำนักได้เป็กรณีพิเศษ"
หวังอี้นิ่งไปนาน จริงๆเขาเองก็ไม่แน่ใจในคำตอบ เหงื่อค่อยๆ ซึมออกจากขมับ
ในหัวเด็กชายพลันนึกถึงตำราเก่าๆ ที่เขาเคยอ่านในห้องหนังสือของปู่
แต่ไม่ว่าพลิกหาคำตอบจากความทรงจำอย่างไร เขากลับไม่พบคำอธิบายที่ตรงกับสถานการณ์ตรงหน้า
เด็กน้อยอาจมีวาสนาจริงๆ ชั่วขณะนั้นเมื่อเขามองสายลมที่พัดผ่านนิ้วมือผู้เฒ่า เด็กชายก็เหมือนเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา จึงพูดว่า
"ไม่มีอยู่ทั้งสองข้าง"
ผู้เฒ่าหรี่ตาลงเล็กน้อย
"เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น? เ้ากำลังหาว่าข้าโกงเ้าหรือ?"
หวังอี้มองใบหน้าชรานั้นนิ่งๆ ก่อนตอบว่า
"ผู้ศึกษาเต๋ามานานร้อยปีเช่นท่านคงไม่ใช้คำว่าวาสนาตัดสินเลือกลูกศิษย์กระมัง"
"จริงๆท่านถามหามรรคา(หนทาง)ของข้า"
เขาชี้ไปที่มือผู้เฒ่าที่ยังกำไว้แน่นทั้งสองมือ
"ใบไม้ถูกเด็ดออกจากกิ่งไปแล้ว สิ่งที่อยู่ในมือท่านเป็เพียงความยึดติดเท่านั้น"
นิ้วของผู้เฒ่าชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ คลายมือทั้งสองออก
ว่างเปล่า ไร้ซึ่งใบไม้ใดอยู่ภายใน ผู้เฒ่าหัวเราะเบาๆ และพูดว่า
"หากเต๋าถูกกำไว้ได้จริง…"
หวังอี้ยิ้มบางๆและต่อประโยคว่า
"มันก็คงไม่ใช่เต๋าอีกต่อไป"
แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะให้กันเบาๆ
สรุปหวังอี้ได้เข้าสำนักม่านเมฆา ท่านเซียนที่พามารู้สึกทึ่งมากๆ เพราะหวังอี้คือคนแรกและคนเดียวในรอบ 1,000 ปีั้แ่ก่อตั้งสำนักมาที่เป็ศิษย์ได้โดยไม่มีรากิญญาเซียน...