ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 96 ทรายดูดและอุโมงค์สำริด

            เจียงจืออวี๋ตัดสินใจโดยไม่ได้ปรึกษากับไป๋ฉางเซิงก่อน

            ทว่าไป๋ฉางเซิงย่อมเข้าใจดีว่าเธอคิดจะทำอะไร

            ลำพังแค่สมุนไพรวิญญาณในแดนเร้นลับแห่งนี้ก็มีมูลค่ามากกว่าหมื่นล้านเหรียญแล้วหากสามารถหา 'รัง' ของพวกมันพบมูลค่าของที่นั่นย่อมสูงเกินกว่าสมุนไพรเหล่านี้จะเทียบติด

            ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าการตามหลังหุ่นเชิดมนุษย์ตัวนี้ไปสักระยะจะนำไปสู่ผลตอบแทนมหาศาลใครเล่าจะอดใจไหว?

            แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้เช่นกันว่าการตามไปครั้งนี้สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าอาจเป็นกองทัพหุ่นเชิดมนุษย์ที่ดาหน้าเข้ามาดั่งคลื่นหลาก

            เพราะจากข้อมูลที่มีตอนนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่หุ่นเชิดมนุษย์ตัวนี้จะเป็นเพียงตัวเดียวที่มีอยู่

            หากถูกหุ่นเชิดมนุษย์จำนวนมหาศาลรุมโจมตีเข้าจริงๆอย่าว่าแต่พวกเขาที่เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามเลย ต่อให้เป็นแม่ทัพยุทธ์หรือแม้แต่โหวแห่งยุทธ์ ก็มีสิทธิ์ดับสูญภายใต้การโจมตีแบบพลีชีพของพวกมันได้

            มนุษย์ย่อมมีวันสิ้นแรงหากยังไม่ถึงระดับราชันยุทธ์และยังไม่กุมกฎเกณฑ์กลยุทธ์คลื่นมนุษย์ย่อมใช้ได้ผลเสมอ

            ความแตกต่างระหว่าง'ผู้กล้าที่มีความสามารถ' กับ 'คนบ้าบิ่น'อยู่ที่ว่ามีฝีมือถึงระดับนั้นจริงๆ หรือไม่

            แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นข้อสันนิษฐานทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานที่อธิการบดีได้ใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบทั่วทั้งแดนเร้นลับแล้วว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาระดับสูงหลงเหลืออยู่

            "รุ่นน้องเจียง"

            ซินซวงได้ยินคำพูดของเจียงจืออวี๋ก็รู้ทันทีว่าเธอวางแผนอะไรจึงตั้งใจจะเอ่ยเตือน

            เพราะเมื่อพิจารณาจากพลังรบของหุ่นเชิดที่เพิ่งเผชิญหน้าไปลำพังแค่ตัวเดียวก็ตึงมือขนาดนี้ หากโผล่มาพร้อมกันหลายตัว คงไม่รู้ว่าจะตายยังไง

            ยิ่งไปกว่านั้นของที่ได้จากการเดินทางครั้งนี้ก็มากพออยู่แล้ว

            ขอเพียงกลับไปได้อย่างปลอดภัยเงินที่หาได้ก็เพียงพอต่อการฝึกฝนไม่มีความจำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อลาภลอยเลยสักนิด

            ทว่าเมื่อสบตาเข้ากับเจียงจืออวี๋ซินซวงก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป

            เพราะเธออ่านแววตาของเจียงจืออวี๋ออกและรู้ดีว่าเจียงจืออวี๋จะไม่มีวันฟังคำทัดทาน

            จะว่าไปตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันเจียงจืออวี๋ก็กล้าใช้พลังของผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งเข้าร่วมปฏิบัติการล้อมล่าราชันหมาป่ากระดูกเหล็กแล้วเรื่องแค่นี้มีหรือที่เธอจะไม่กล้า

            บางทีอาจเป็นเพราะสภาวะจิตใจเช่นนี้เองที่ทำให้เส้นทางวิถียุทธ์ของเจียงจืออวี๋ราบรื่นไร้อุปสรรค

            หากพูดถึงจุดนี้ทั้งเธอและจางสิงยังห่างชั้นกับเจียงจืออวี๋อยู่มากนัก

            "ถ้าอย่างนั้นก็ระวังตัวด้วยนะ"

            "สมุนไพรพวกนี้พี่จะส่งมอบให้ทางมหาวิทยาลัย ส่วนแบ่งของเธอพี่จะเก็บไว้ให้รอจนกว่าเธอจะกลับมา"

            ซินซวงไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้นเธอเพียงยื่นมือไปกอดเจียงจืออวี๋เบาๆ

            แม้แต่จางสิงเองก็เอ่ยปากอวยพรขอให้เธอกลับมาอย่างปลอดภัย

            หลังสวมกอดกันสั้นๆเจียงจืออวี๋ก็กระชับหอกแล้วเรียกไป๋ฉางเซิง ก่อนจะแยกตัวจากกลุ่มของซินซวงทันที

            แม้หุ่นเชิดมนุษย์จะล่วงหน้าไปได้พักใหญ่แล้วแต่เจียงจืออวี๋ได้ใช้สัมผัสเทวะล็อกตำแหน่งของมันไว้ตั้งแต่แรกเธอจึงไล่ตามไปติดๆ โดยรักษาระยะห่างไว้ที่สองถึงสามร้อยเมตรเสมอ

            ไป๋ฉางเซิงกลับเข้าไปอยู่ในถุงกักวิญญาณแล้ว

            สายฟ้าสองระลอกซ้อนทำเอาพลังจิตวิญญาณของเขาเกือบเหือดแห้งโชคดีที่ได้ดื่มยาฟื้นฟูพลังจิตเข้าไปขวดหนึ่งจึงสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังจิตกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

            ในเมื่อตอนนี้เป็นแค่การเดินทางไป๋ฉางเซิงจึงถือโอกาสหลับตาพักผ่อน รอจนกว่าจะถึง 'รัง'ของหุ่นเชิดค่อยออกมา

            สองชั่วโมง...สี่ชั่วโมง... หกชั่วโมง...

            จากฟ้ามืดจนฟ้าสว่าง

            เดิมทีไป๋ฉางเซิงตั้งใจจะแค่หลับตาพักชั่วครู่แต่เวลาในการเดินทางครั้งนี้กลับยาวนานเกินคาด จนเขาสัปหงกแล้วเผลอหลับไปจริงๆ

            เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพวกเขาก็ออกจากป่าเขาเข้าสู่เขตทะเลทรายแล้ว

            สุดลูกหูลูกตามีเพียงทรายสีทองละเอียด

            ยากจะจินตนาการว่าในแดนเร้นลับที่ขนาดไม่ได้ใหญ่โตนักแห่งนี้จะมีภูมิประเทศที่แตกต่างกันสุดขั้วอย่างภูเขาสูง ป่าไม้ ทุ่งหญ้าและทะเลทรายอยู่รวมกันได้

            ไป๋ฉางเซิงเริ่มสงสัยแล้วว่าที่นี่จะมีทะเลสาบหรือพื้นที่ชุ่มน้ำด้วยหรือไม่

            เพราะแม้พวกเขาจะอยู่ในแดนเร้นลับนี้มาเจ็ดวันเต็มๆแต่ก็ยังสำรวจไม่ทั่ว การที่มองไม่เห็นไม่ได้หมายความว่าไม่มี

            แสงสว่างวาบขึ้นไป๋ฉางเซิงออกมาจากถุงกักวิญญาณ

            ร่างของเขาสัมผัสลงบนทรายละเอียดให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มและมีความร้อนจางๆ แฝงอยู่ทำให้สัตว์เลือดเย็นอย่างเขารู้สึกอุ่นสบายขึ้นมาบ้าง

            อืม...อุ่นกำลังดี สบายตัวใช้ได้เลย

            "ยังไม่ถึงอีกเหรอ?"

            ไป๋ฉางเซิงเอ่ยถามเจียงจืออวี๋เหลือบมองไป๋ฉางเซิงที่ยังมีท่าทางงัวเงียพลางตอบรับในลำคอ

            "แต่น่าจะใกล้แล้ว ป้ายไม้ส่องแสงกะพริบมาสองครั้ง"

            "ครั้งล่าสุดที่กะพริบคือเมื่อยี่สิบนาทีก่อน"

            เจียงจืออวี๋พูดจบก็พลันชะงักฝีเท้าคิ้วเรียวขมวดมุ่น

            "หุ่นเชิดมนุษย์นั่นหายไปไหนแล้ว?"

            หือ?

            ไป๋ฉางเซิงกวาดสายตามองไปรอบๆพบว่าหุ่นเชิดที่เคยอยู่ข้างหน้าประมาณสองร้อยเมตรหายวับไปตอนไหนก็ไม่รู้

            มันหายไปเร็วมากเร็วเสียจนแค่เขาและเจียงจืออวี๋เบือนหน้าไปแวบเดียว ร่องรอยก็อันตรธานไปสิ้น

            ทว่ารอบกายกลับไม่มีกลิ่นอายผิดปกติใดๆราวกับมันหายไปในอากาศธาตุจริงๆ

            จะมีก็เพียงรอยเท้าบนผืนทรายที่เป็นหลักฐานว่าเมื่อครู่มันเคยยืนอยู่ตรงนั้น

            "สัมผัสเทวะขาดช่วงไป หาที่อยู่ของหุ่นเชิดนั่นไม่เจอแล้ว"

            ดวงตาของเจียงจืออวี๋เป็นประกายวาววับแต่ไร้ซึ่งอาการตื่นตระหนกเธอเพียงจ้องเขม็งไปยังผืนทรายห่างออกไปสองร้อยเมตรนั้น ก่อนจะพึมพำออกมาว่า"ถึงแล้ว!"

            หายไปกะทันหันแม้แต่สัมผัสเทวะก็ถูกปิดกั้น

            คำตอบเดียวที่เจียงจืออวี๋คิดออกคือหุ่นเชิดตัวนั้นเข้าไปยังอีกมิติหนึ่งหรือไม่ก็เคลื่อนย้ายพริบตาออกไปไกลเกินระยะสัมผัสเทวะของเธอ

            และไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์แบบไหนมันย่อมเกี่ยวข้องกับผืนทรายที่มันเพิ่งเดินผ่านไปอย่างแน่นอน

            "เสี่ยวไป๋ เข้ามา"

            เจียงจืออวี๋ตบถุงกักวิญญาณเบาๆไป๋ฉางเซิงรู้ใจทันที เขากลับเข้าไปข้างในอีกครั้ง

            แม้จะไม่รู้ว่าใต้ผืนทรายนั่นมีอะไรแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับมิติอื่นย่อมต้องระวังไว้หลายชั้นหากผืนทรายนั่นสามารถเคลื่อนย้ายคนไปยังที่อื่นได้ทันทีก็มีโอกาสที่เขาและเจียงจืออวี๋จะถูกส่งไปคนละทิศคนละทาง

            เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้วเจียงจืออวี๋ก็ถีบเท้าพุ่งทะยานข้ามผืนทราย ตรงไปยังจุดที่หุ่นเชิดมนุษย์หายตัวไป

            ทันทีที่ฝ่าเท้าแตะลงบนพื้นทรายแรงดึงดูดมหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่ ยึดเท้าทั้งสองข้างของเจียงจืออวี๋ไว้แน่น

            ในเวลาเดียวกันผืนทรายรอบตัวก็เริ่มเคลื่อนไหว หมุนวนกลายเป็นภาพคล้ายน้ำวนทราย

            เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงนี้เจียงจืออวี๋ไม่ได้ขัดขืน เธอปล่อยให้ทรายดูดพาร่างจมลึกลงไปจนกระทั่งทรายท่วมมิดศีรษะ ทัศนวิสัยก็พลันมืดมิดลงทันที

            โชคดีที่ผ่านไปเพียงสองสามวินาทีเจียงจืออวี๋ก็รู้สึกเหมือนลอยคว้างกลางอากาศครู่หนึ่งก่อนที่เท้าจะสัมผัสลงบนพื้นแข็ง

            เบื้องหน้าคืออุโมงค์สำริดกว้างสามเมตรสูงห้าเมตร ซึ่งไม่รู้ว่าทอดยาวไปถึงไหน

            บนผนังมีไข่มุกส่องสว่างติดอยู่เป็นระยะแสงสีขาวหม่นที่ติดๆ ดับๆ ช่วยให้พอมองเห็นสภาพแวดล้อมได้บ้าง

            เบื้องหลังเป็นทางตันแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกเขามีเพียงเส้นทางเดียวที่ไปได้คือข้างหน้า

            อย่างไรก็ตามเจียงจืออวี๋ก็ยังไม่บุ่มบ่าม เธอเรียกไป๋ฉางเซิงออกมาอีกครั้งแล้วเอ่ยว่า"เสี่ยวไป๋ ลองดูซิว่ารอบๆ นี้มีกลิ่นอะไรแปลกๆ ไหม"

            ส่วนตัวเธอเองเดินไปที่ผนังสำริดไม่ได้ยื่นมือไปสัมผัสเพียงแค่ยืนพิจารณาลวดลายอันซับซ้อนบนผนังจากระยะครึ่งเมตรด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความระแวดระวัง

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน