ยอดยุทธชุดชมพู

    85.ไป๋หลงหวนคืน

                “เจอเสียทีค่ายกลสกปรกที่เผ่ามารนำมาติดตั้ง ในพื้นที่ของเผ่าเก้าหางของข้า!” ไป๋หลงกล่าว หลังจากนำทางทุกคนมา พบบริเวณที่ตั้งของค่ายกล

                 แท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งเป็นวงกลม พื้นดินมีลวดลายขีดเขียนอักขระ ที่กำลังเปล่งแสงสีดำ ไอมารพวยพุ่งขึ้นฟ้า ในวงกลมค่ายกล กลับมีร่างที่ยังมีชีวิตของเผ่ามาร ทั้งเด็ก ผู้หญิง คนชรา คนหนุ่มโดดเดี่ยวกรรจ์ นับร้อยคน ถูกค่ายกลตรึงเอาไว้ พวกเขาถูกรีดพลังเพื่อนำใช้ขับเคลื่อนค่ายกล

                 “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าค่ายกลอยู่ที่นี่” เฮยหลงกล่าวขณะมองค่ายกลตรงหน้า ที่กำลังรีดพลังเวทของมารฝันไปใช้เพื่อขับเคลื่อนค่ายกลหลอกหลอน เหล่าเทพที่ถูกกักขังให้เกิดจิตมาร

                  “เพราะที่แห่งนี้มีวิญญาณมืดน้อยที่สุด เนื่องจากว่าบริเวณค่ายกลมักถูกปกป้องไม่ให้มีสิ่งรบกวน ไม่เช่นนั้นค่ายกลจะทำงานผิดพลาดหรืออาจจะไม่ทำงาน ดังนั้นจุดที่กำหนดให้มีวิญญาณมืด จึงมักเป็นบริเวณทางเข้าค่ายกล ซึ่งอยู่ห่างจากค่ายกลหลักพอสมควร ยิ่งเข้าใกล้ค่ายกล หลักมากเท่าไหร่ วิญญาณเหล่านั้นจะยิ่งลดน้อยลง

                   ไป๋หลง ทำสีหน้าเคร่งเครียด ขณะกวาดสายตามองคนของเผ่ามาร แต่ละคนรูปร่างงดงาม ผิวพรรณผ่องใส องค์ประกอบบนใบหน้าสมส่วน หาที่ติไม่ได้ น่าจะเรียกได้ว่า ตั้งแต่เด็กจนถึงคนชรา ต่างมีลักษณะงดงาม น่าหลงใหล

                  “อ่า...ข้านึกออก พวกเขาคือมารฝัน” ไป๋หลงพึมพำ หวนนึกถึงมารฝันตนนั้นที่เคยพบเจอ กล่าวกันว่าเขาคือมารตนสุดท้ายที่เหลืออยู่ เป็นมารที่เคยสู้กับโพธิสัตว์กวนอิม

                   “เดิมทีทุกคนเข้าใจว่ามารฝันได้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปแล้ว และเหลือรอดมาได้เพียงตนเดียว แต่กลายเป็นว่า พวกเขายังมีชีวิตอยู่ หนำซ้ำยังถูกใช้เป็นเครื่องสังเวยให้ค่ายกลมารอีก...”

                  “ที่แท้ความร้ายกาจของค่ายกลดักเซียน ก็มาจากฝันร้ายที่มารฝันสร้างขึ้นนี่เอง ฝันร้ายที่แม้แต่เทพเซียนก็ยากจะเอนะได้” เฟยหานตงกล่าว ขณะหวนนึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับมารฝัน หากถูกมารฝันเล่นงาน คนส่วนใหญ่มักจะติดอยู่ในฝันนั้น ไม่มีทางตื่นขึ้นมาได้

                  “ร้ายกาจจริงๆ จอมมาร ถึงกับใช้คนในเผ่าตนเองมาสังเวยให้ค่ายกล” เฮยหลงบ่นพึมพำ “

                   “ดูเหมือนวิธีทำลายค่ายกลครั้งนี้จะไม่ยุ่งยากแล้วละ” ไป๋หลงแสยะยิ้ม รอยยิ้มของไป๋หลงเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมยามจับจ้องไปยังมารฝัน

                    “ทำลายอย่างไร” เฮยหลงขมวดคิ้ว คาดว่าใช้พลังโจมตีโดยตรง ก็คงทำลายค่ายกลไม่ได้ หนำซ้ำอาจก่อให้เกิดอันตรายกับพวกเขาเอง เพราะค่ายกลส่วนใหญ่มักมีผู้พิทักษ์ หักถูกโจมตี ต้องมีตัวอะไรกระโจนเข้ามาทำร้ายพวกเขาแน่

                    "ฮึฮึ” ไป๋หลงหัวเราะชั่วร้าย “อย่าลืมสิว่าตอนนี้ข้ามีทั้งความสามารถของ จิ้งจอก และมังกร ตอนนี้ข้าเป็นนายของเขตแดนเผ่าเก้าหาง ดังนั้นค่ายกลกระจอกนี้อย่าหวังว่าข้าจะเกรงกลัว!”

                     ‘อวดดีสมเป็นไป๋หลงจริงๆ!’ เฮยหลงค่อนแคะในใจ “อย่ามัวแต่ขี้โม้ ลงมือเสียทีเถอะ รีบทำลายค่ายกล เจ้าจะได้รับไปเก็บกวาดจอมมารที่อาละวาดอยู่ข้างนอกนั่น” เฮยหลงบ่นงึมงำด้วยความหมั่นไส้

                    ถ้าเทียบระหว่างจิ้งจอกขาวกับไป๋หลง นางชอบจิ้งจอกขาวมากกว่า เพราะจิ้งจอกขาวแบกภาระไว้ตั้งแต่เกิด ถูกฝึกให้เป็นผู้นำ มีนิสัยสุขุม อดทน ในฐานะผู้ถูกเทิดทูนไว้อย่างสูงส่ง นางวางตัวได้สง่างามสมฐานะตน แต่ไป๋หลง มังกรขาว ผู้นี้มีนิสัยอันธพาล เลือดร้อน อวดดี หลงตัวเอง เอาแต่ใจ สารพัดจะนิสัยเสีย ทั้งคู่อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันนิสัยจึงต่างกันราวฟ้ากับเหว...

                     มังกรขาวกำเนิดอย่างสูงส่ง เป็นที่เคารพหวั่นเกรง พลังอำนาจมากล้น ถูกตามใจเอาอกเอาใจเสมอ ขณะที่จิ้งจอกขาวแม้กำเนิดมามีพลังอำนาจมากล้น แต่แบกภาระหนักอึ้งเอาไว้ นางในฐานะผู้นำของเผ่า ทำสิ่งใดต้องระมัดระวัง ไม่สามารถอาละวาดได้ตามใจ หาไม่จะเกิดภัยอันตรายแก่เผ่าจิ้งจอก ที่สำคัญ เผ่าจิ้งจอกในสายตาเหล่าเทพ เป็นได้ทั้งเทพและมาร หากแข็งกร้าวทำตามมากเกินไป อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นเผ่ามารแล้วถูกเหล่าเทพ สังหารยกเผ่า...

                    “เบิกตารอชมได้เลย ข้ามีวิธีทำลายค่ายกลแล้ว” ไป๋หลงยักคิ้ว อย่างคนอวดดี ขณะยื่นมือขึ้นฟ้า ใช้เวทเรียกสิ่งของ ทันใดนั้น แสงสีแดง พลันพุ่งลงจากฟ้า มุ่งตรงมาหาไป๋หลงผู้เรียกมันมา

    สิ่งที่หล่นจากฟ้า คือนกเฟิ่งหวง นกหงส์เพลิงตัวหนึ่ง มันแปลงร่างเป็นหญิงสาวที่พวกเขาคุ้นหน้าเป็นอย่างดี

                     “เป่าเล่อ? เจ้าเข้ามาในค่ายกลดักเซียนได้อย่างไร” เฮยหลงงุนงง ที่ได้เห็น อาวุธวิเศษของประมุขสวรรค์ เข้ามาในค่ายกลดักเซียนได้ ทั้งๆ ที่ประตูค่ายกลถูกปิดลงแล้ว

    ผู้สถิตในอาวุธวิเศษ นกหงส์เพลิง ยิ้มเบิกบาน อารมณ์ดี

                   “เพราะว่าเดิมทีข้าถูกไป๋หลงส่งให้ไปช่วยจัดการสัตว์อสูรที่คลุ้มคลั่ง แต่เมื่อข้าสัมผัสได้ว่าพลังของนางเปลี่ยนไป ข้าจึงคอยติดตามอยู่ห่างๆ สุดท้ายจึงได้แอบเข้ามาในค่ายกลแห่งนี้.. พร้อมๆ กับ คนผู้นี้ ข้าคิดว่าเขาน่าจะมีประโยชน์” เป่าเล่อกล่าว ขณะชี้ไปที่ว่างข้างกาย ที่พลันปรากฏเป็นร่างชายหนุ่มรูปงาม ลักษณะเย้ายวน ชวนเคลิ้มฝัน งามจนยากจะเมินได้

    เฟยหานตงจ้องมองชายหนุ่มด้วยแววตาไม่เป็นมิตร ‘หน้าตาแบบนี้ รูปร่างแบบนี้ ฮึ!’ คิดขณะหันไปมองไป๋หลงที่ทำแววตาหวานเยิ้ม ผู้ชมชอบคนรูปงาม

                  “มารฝัน!” ไป๋หลงพึมพำ “โชคดีจริงที่เจ้ามาพร้อมเป่าเล่อ...หาไม่ชั่วชีวิตคงไม่มีทางได้พบคนในเผ่าอีก” ไป๋หลงว่าพลางผายมือไปทาง เผ่ามารฝันที่ถูกใช้เป็นเครื่องสังเวยค่ายกล

    มารฝันตนสุดท้ายบนโลก เมื่อพบว่าในค่ายกลนั้น มีคนในเผ่านับร้อยชีวิต ชั่วขณะเขาดีใจที่ตนยังมี เผ่าพันธุ์เดียวกันหลงเหลือ เมื่อความดีใจผ่านไป ก็กลายเป็นความตกใจ ที่คนทั้งเผ่าถูกใช้เป็นเครื่องสังเวยค่ายกล

    เคยได้ยินมาว่า ค่ายกลนี้เป็นอาวุธลับของเผ่ามาร ต้องใช้มารฝันเป็นเครื่องสังเวย จึงจะสามารถควบคุมให้ติดอยู่ในฝันร้าย จนจิตใจอ่อนแอ ถูกด้านมืดควบคุม หากตื่นขึ้นจากฝันไม่ได้ จะต้องติดอยู่ในฝันไปตลอดกาล ไม่ได้เวียนว่ายตายเกิด

    สาเหตุที่เขาต้องหนีจากเผ่ามารก็เพราะค่ายกลนี้เช่นกัน เดิมทีเขาคิดว่าคนทั้งเผ่าตายหมดแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่า นี่จะทรมานยิ่งกว่าตาย ค่อยๆ ถูกสูบพลังชีวิตในทุกๆ วัน ถูกกักขังทั้งกายและวิญญาณ

    ขณะที่มารฝันยืนหน้าซีด ตกใจกับสิ่งที่เห็น ไป๋หลงก็กล่าวขึ้น

                  “อย่ามัวแต่ยืนเหม่อลอย” ไป๋หลงเรียกสติขอมารฝันให้กลับคืนมา

                  “ตอนนี้ข้ามีวิธีทำลายค่ายกลนี้ แต่ว่าต้องอาศัยพวกเจ้าทุกคนร่วมมือกัน” ไป๋หลงกล่าว ขณะมองสบตาทุกคน “ข้าจะเทศนาธรรมข้อหนึ่งให้ฟังก็แล้วกัน!”

                  "เทศนา? นี่มันใช่เวลามานั่งเผยแผ่ธรรมะไหมเนี่ย!” เฮยหลงมังกรดำ ผู้ไม่ชื่นชมธรรมะ โวยวายทันที “เจ้าคิดจะทำอะไร มานั่งเผยแผ่ธรรมในเวลาเช่นนี้”

    ทุกคนต่างมองไป๋หลงด้วยความสงสัย

                  “ฟังที่ข้าจะกล่าวให้ดี” ไป๋หลงกล่าว “ค่ายกลนี้เลียนแบบการเกิดขึ้นของขันธ์ 5 ก็คือร่างกาย คือตัวตน ซึ่งการจะเกิดขันธ์5 ต้อง ประกอบ ไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ และวิญญาณ เมื่อเกิดสิ่งนี้ขึ้น วิญญาณ จะถูกกักขังไว้ในร่างกาย เกิดเป็นตัวตน เกิดเป็นการยึดติด” ไป๋หลงเทศนาธรรม ขณะที่ทุกคนตั้งใจฟัง เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง

                  “พูดง่ายๆ ก็คือ ธาตุทั้ง5 รวมตัวกันก่อให้เกิดเป็น ร่างกาย ค่ายกลตรงหน้าใช้หลักการเดียวกัน คือใช้ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟมาทำเป็นค่ายกล และใช้จิตวิญญาณของเผ่ามารฝัน มาเป็นเครื่องสังเวย ทำให้ค่ายกล ครบ5 ธาตุ

    ดังนั้นหากจะทำลายต้องทราบก่อนว่า ร่างกายของมนุษย์ หากไร้ลม หรือลมหายใจ วิญญาณก็จะอยู่ในร่างไม่ได้ เมื่อ ไร้ลม ธาตุทั้งหมด ที่เคยทำงานร่วมกันในการประคองร่างกายให้คงอยู่ ก็จะพลันแยกย้ายกันไป ทำให้ร่างกายดับสูญ ในที่สุด

    เมื่อค่ายกลเลียนแบบร่างกาย จึงต้องทำให้ค่ายกลนี้ไร้ลม เมื่อไร้ลม เผ่ามารฝันที่เป็นตัวแทน ของธาตุวิญญาณ ก็จะหลุดออกจากค่ายกลได้เอง ตามธรรมชาติ

                ความพิสดารของค่ายกลนี้คือ หากพวกเจ้าทำลายผิดตำแหน่ง ผิดธาตุ คนในค่ายกลทั้งหมดจะตายทันที!” ไป๋หลงอธิบายหลักการทำงานของค่ายกลอย่างคร่าวๆ ให้พวกเขาฟัง

               “แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าทิศไหนคือลม แล้วจะทำลายอย่างไร?” มารฝันถามด้วยความสงสัย

              “เจ้าถามข้าเนี่ยนะ!” ไป๋หลงชี้หน้าตัวเอง “วิชาค่ายกลของมนุษย์ข้าพอจะทำลายได้ แต่นี่เป็นวิชาค่ายกลของมาร... บอกตามตรง ข้าไม่รู้เหมือนกัน!”

             “เจ้าไม่รู้! แล้วที่พูดมาทั้งหมดนั่นมันเชื่อได้ไหมเนี่ย!” มารฝันร้องด้วยความตกใจ ขณะที่ทุกคนจ้องมองไป๋หลงด้วยความงุนงงกับคำพูดของนาง

            “ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องรู้ทิศทางลม ก็สามารถทำลายค่ายกลได้” ไป๋หลงกล่าว คราวนี้เฟยหานตงเหมือนจะเข้าใจจึงกล่าวขึ้น

              “เข้าคิดจะเปลี่ยนแปลง ค่ายกล บังคับทิศทางลมหรือ” เฟยหานตงกล่าว

              ไป๋หลงได้ยินดังนั้นก็พลันเลิกคิ้วขึ้น แววตาเปล่งประกายอย่างถูกใจ “ถูกต้อง ข้าจะเปลี่ยนแปลงทิศทางลม! ค่ายกลเหล่านี้ซับซ้อนหาก คิดจะทำลายตามตำรา ข้าว่าอีกพันปีก็ไม่รู้จะทำลายได้สำเร็จไหม เพราะในหมู่พวกเราไม่มีใครเคยเรียนค่ายกลนี้มาก่อน... ดังนั้นใช้วิธีง่ายๆ ก็แล้วกัน!”

            “ไม่เสี่ยงเกินไปหรือ หากมีผิดพลาด มารฝันทั้งหมดนั่น อาจถูกค่ายกลทำลาย!” มารฝันทักท้วงด้วยความเป็นห่วง

             “แล้วเจ้าวิธีอื่นหรือ” เป่าเล่อ อาวุธพัดหยกของประมุขสวรรค์กล่าวขึ้น “คนพวกนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ของเจ้า เลือกเอาเองก็แล้วกัน ระหว่างปล่อยพวกเขาทิ้งไว้แบบนี้ หรือ ยอมเสี่ยงช่วยพวกเขา แม้อาจจะต้องตายหมดนี่...” เป่าเล่อไม่ให้เวลาอีกฝ่ายได้คิด ก็กล่าวสนับสนุนข้อแรก “อย่าลืมว่าพวกเขาอยู่แบบนี้มาหลายหมื่นปีแล้ว วิญญาณไม่อาจไปไหนได้ ร่างกายไม่อาจขยับได้ เจ้าทนเห็นพวกเขาทรมานแบบนี้ต่อไปได้หรือ หรือเจ้าจะยอมเสี่ยง อย่างน้อยหากพวกเขาตายวิญญาณก็ยังถูกปลดปลอย ไม่ต้องทรมานอีกต่อไป”

            คำพูดของเป่าเล่อ สหายสนิท ทำให้มารฝัน ถอนหายหงส์ดีใจที่ได้พบหน้าคนในเผ่า อยู่ได้เพียงแค่ครู่เดียว เขารู้ดีว่าสิ่งที่นางกล่าวนั้น น่ากลัวเพียงใด ถูกขังไว้ในค่ายกล ไม่ใช่เรื่องดี แต่ทว่าตัวเขาที่โดดเดี่ยวมาหลายหมื่นปี ก็ทรมานไม่แพ้กัน เขาอยู่บนโลก โดยคิดว่าตนไม่เหลือใคร โดดเดี่ยวแปลกแยก มีแต่คนจ้องจะนำความสามารถของเขาไปใช้ประโยชน์ แทบไม่เคยมีใครเห็นเขาเป็นสหาย จริงใจต่อเขาเลยสักคน ยกเว้นเป่าเล่อหญิงสาวผู้นี้

            “เจ้าเลือกเอาเอง อย่างน้อยก็ใช้เวลาคิดให้ดีๆ” เป่าเล่อตบบ่าเป็นการปลอบโยน แต่เหตุผลของนาง เป็นการชี้นำว่าเขาเลือกกำจัดค่ายกล ไม่ว่าคนพวกนี้จะตายหรือไม่ก็ตาม

               มารฝัน ถอนหายใจ ก่อนจะกล่าว “ลงมือเถิด มีเพียงทำลายค่ายกลเท่านั้น พวกเราถึงจะออกไปจากที่นี่ได้ แล้วที่ข้ากับเป่าเล่อเข้ามาในนี้ก็เพราะตั้งใจจะมาช่วยพวกเจ้าด้วย ดังนั้น... ลงมือ!”

                ได้ยินดังนั้น ไป๋หลงก็แสยะยิ้ม เรียกให้ทุกคนล้อมค่ายกลไว้ ลงมือร่ายเวท สร้างกำแพงดักทิศทางลม ทุกทิศทางเว้นไว้แต่ด้านบน ทิศทางลมค่ายกล พลันเกิดการเปลี่ยนแปลง ลมที่เข้าสู่ค่ายกลได้พลันน้องลง มีเพียงลมที่มาจากด้านบนเท่านั้น เมื่อกระแสลมเปลี่ยนทิศ ค่ายกลพลันปั่นป่วน ลมในค่ายกลเข้าได้น้อย และเมื่อไป๋หลง สั่งให้เป่าเล่อร่ายเวทปิดทิศทางลมเบื้องบน ทันใดนั้น ลมไม่อาจเข้าสู่ค่ายกลได้ เสมือนลมหายใจขาดห่วง พวกเขารอค่ายกลเกิดการเปลี่ยนแปลงอยุ่พักใหญ่ รอจนคนว่าคงไม่สำเร็จ แต่แล้ว หินที่ตั้งรอบค่ายกล พลันเกินสั่นไหว ทั่วทั้งค่ายกลสั่นสะเทือน หินทั้งหลายทำท่าจะล้มทับ ร่างของเผ่ามารฝันที่นอนอยู่ในค่ายกล

                 ชายหนุ่มแห่งเผ่ามารฝันพลันหน้าซีดตกใจ พุ่งตัวเข้าหาค่ายกล คิดจะเข้าไปช่วยปกป้องร่างของเผ่ามารฝัน ทว่าเป่าเล่อกลับกอดเอวเขา รั้งตัวเขาเอาไว้สุดแรง ไม่ให้เขากระโจนเข้าสู่ค่ายกล ขณะที่ไป๋หลงก็ร้องห้าม เยี่ยนเฟยใช้กำแพงเวท ขังมารฝันเอาไว้ แม้แต่เฮยหลงเองก็ช่วยร่ายเวทอีกครั้ง กลัวเจ้าคนผู้นี้จะทำให้เสียเรื่อง

                  “อย่าได้เข้าไป ค่ายกลกำลังสลาย หากเจ้าเข้าไปรบกวนในเวลานี้ ค่ายกลนี้จะหันมาทำร้ายพวกเราแทน!!!” ไป๋หลงร่ายเวทยันพลังเอาไว้ไม่ให้กำแพงเวทกันสายลม พังลง “พวกเจ้ารีบช่วยกันยันกำแพงเวทค่ายกลไว้! ข้าต้านคนเดียวไม่ไหว" ไป๋หลงสั่งขณะที่รู้สึกถึงพลังคุกคามมหาศาลของค่ายกล นางรู้สึกเหมือนหน้าอกถูกกดทับอย่างรุนแรง พลังเวทของ่ายกลกำลังต่อต้าน มันหาทางให้สาลลมเข้าไปในค่ายกลของมัน!

                  “พรวด!” ไป๋หลงกระอักเลือดออกมา เมื่อพลังสายหนึ่งโจมตีมาทางนางที่ยันกำแพงเวทเอาไว้

    ทุกคนเห็นดังนั้นพลันประจำตำแหน่ง รีบช่วยกันยันพลังเวทไว้ แม้แต่มารฝันเองก็พลันได้สติรีบช่วยทุกคน

    ในเวลานี้เขาคงไม่สามารถช่วยให้คนในเผ่ารอดชีวิตไปได้ แต่เขาต้องช่วยทุกคนทำลายค่ายกลให้สำเร็จ! ถึงอย่างไรเวลาที่ผ่านมาเกือบทั้งชีวิต คนทั้งเผ่าสำหรับเขาก็เป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น!

                  แต่ทว่าการที่ยืนมอง ร่างที่นอนในค่ายกล ค่อยๆ ถูก ค่ายกลกัดกร่อน จนกลายเป็นเศษผง เศษดินช้าๆ ช่างเจ็บปวด บีบหัวใจเหลือเกิน เสมือนเขามายืนมอง คนในเผ่าค่อยๆ สลาย ตายไปต่อหน้า โดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้ เขาอยากจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด อยากจะร่ำไห้ ให้สุดเสียง ทว่า เขาไม่มารถทำได้ เขาต้องกล้ำกลืนฝืนทน ความเจ็บปวดทั้งหมดเอาไว้ เวลานี้เขาต้องทุ่มสมาธิให้กับพลังเวท หาไม่เขาจะเป็นคนที่ตามตายคนทั้งเผ่าไป!

                   ค่ายกลนี้ร้ายกาจนัก พวกเขายืน ทุ่มเทพลังเวท รักษากำแพงเวทป้องกันลมเอาไว้หลายชั่วยามจนพลังแทบจะเหือดแห้งไปทั้งตัว ในที่สุด หินรอบๆ ค่ายกล และร่างเผ่ามารฝันในค่ายกล ก็กลายเป็นฝุ่นผงไปหมดสิ้น วงแหวนค่ายกลก็หายไปเช่นกัน ค่ายกลถูกทำลายลงในที่สุด จนเหลือเพียงความว่างเปล่า

                  ทุกคนรอดูอยู่ครู่หนึ่ง จนแน่ใจว่าค่ายหมดฤทธิ์แล้ว พวกเขาก็พลันทรุดร่างลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า หมดแรง พลังเวทของแต่ละคนเหือดแห้ง จนแทบใช้พลังต่อไปไม่ได้แล้ว ทุกคนสลายกำแพงเวท ขณะนั่งหมดสภาพกับพื้น

    เฟยหานตงแม้จะเหนื่อยเพียงใด เขายังลากสังขารอันหนักอึ้ง อ่อนล้าของตน เพื่อมาดูไป๋หลงที่ตอนนี้ หน้าซีด หมดแรง นางกระอักเลือดไปหลายครั้ง จิตของนางบาดเจ็บอย่างหนัก จากการใช้พลังมหาศาล

                   ไออุ่นจากร่างของเฟยหานตงที่กำลังกอด ไป๋หลงที่ตาปรือลงจนแทบจะปิดสนิท นางง่วงเหลือเกิน ร่างของนางเย็นเหมือนน้ำแข็ง ไออุ่นจากร่างอีกฝ่ายทำให้นางซุกตัวเข้าหาอีกฝ่ายให้มากที่สุด

                   "แค่กๆ” นางไอ ขณะที่เลือดออกมาด้วย ขณะพึมพำ “ดูเหมือนข้าจะบอบช้ำอย่างหนัก การฝืนใช้พลังของข้า ทำให้ข้าบาดเจ็บอีกแล้ว...แค่กๆ” ไป๋หลงพูดไปขณะกระอักเลือดไป

                    ทุกคนมองไป๋หลงด้วยความห่วงใย สภาพของนางเหมือนคน อาการ หนักใกล้ตาย! สภาพอ่อนแอจนน่ากลัว

    ขณะที่ทุกคนกังวลอยู่นั้น จู่ๆ พื้นดินพลันสั่นสะเทือน ทุกคนรีบร่ายเวทป้องกันตามสัญชาตญาณ แม้พลังจะเหลือไม่มาก แต่ยังพอป้องกันตัวได้

    บริเวณเดิมของค่ายกล พลันปรากฏแสงสว่างพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า วิญญาณของเผ่ามารฝันนับร้อยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างของพวกเขาโปร่งแสง มีแสงสว่างในตัวเอง ร่างของพวกเขาพลันเด่นชัดขึ้น กลายเป็นร่างสมบูรณ์ปกติ ดูเหมือนวิญญาณของพวกเขาหลุดพ้นจากค่ายกลนี้แล้ว และกลับคืนสู่ร่างเดิม

    มารฝันพลันร่ำไห้เสียงดัง ร้องไห้โฮ เหมือนเด็กน้อย ดีใจจนร้องไห้ เขาคิดไม่ถึงว่าเมื่อค่ายกลนี้สลาย เหล่าดวงวิญญาณของเผ่ามารฝันก็ถูกปลอดปล่อย ซ้ำยังกลับมามีชีวิตปกติ

                  เสียงร่ำไห้ ทำให้เหล่าคนในเผ่ามารฝันหันมามอง คนเหล่านั้นยิ้มอย่างยินดีกับการพบกันครั้งนี้ หลายคนโบกมือทักทายเขา ขณะที่ร่างของพวกเขาลอยเหนือท้องฟ้า คนทั้งเผ่าร่ายเวท ทำลายพลังอำนาจของฝันร้าย ที่ควบคุมดินแดนแห่งนี้เอาไว้ เวทที่ถูกค่ายกลเอาไปใช้ทำเรื่องชั่วร้าย หลอกหลอนเหล่าเทพเซียนให้ตกสู่ฝันร้าย กลายเป็นวิญญาณมืด

                   อักขระเวทลอยเกลื่อนท้องฟ้า ฝนสีทองแห่งพลังเวทของมารฝันนับร้อย ตกลงมาชะล้างความมืดทั้งปวง ปลุกให้เหล่าวิญญาณมืดตื่นจากฝัน ดวงวิญญาณทั้งหลาย พลันกลับคืนสู่ร่างเดิม

                   ความมืดทั้งดินแดนถูกชะล้างจนสิ้น ฝันร้ายทั้งหมดได้จบลง เหล่าเทพที่ฟื้นตื่นจากความฝัน ต่างงุนงงสับสนกันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะยิ้มให้กัน เข้าสวมกอดกัน เมื่อรู้ว่าตนได้หลุดพ้นจากพลังอันชั่วร้าย ฝนแห่งการชำระล้าง ยังคงตกอย่างต่อเนื่อง เหล่าเทพที่ได้รับการช่วยเหลือมีจำนวนมากมาย จนนับไม่ถ้วน พวกเขามุ่งหน้า มาหากลุ่มคนที่ช่วยพวกเขาเอาไว้ รับรู้ได้ว่า คนกลุ่มนี้คือคนที่มาช่วยตน

                    กองทัพมหาศาลของเหล่าเทพ ดูเป็นระเบียบ น่าเกรงขาม กำลังเคลื่อนพลมาเต็มท้องฟ้า ล้อมรอบ คนของเผ่ามารและ กลุ่มของไป๋หลงเอาไว้ แสงสว่างของเหล่าเทพเรืองรอง จนชวนแสบตา บัดนี้เทพเหล่านี้ได้เลื่อนขั้นตบะขึ้นไปอีกระดับชั้น เวลานับหมื่นปีที่ถูกค่ายกลเล่นงาน ถือเป็นวิบากกรรมหนึ่งที่ขัดเกลาพวกเขา ทำให้เมื่อหลุดพ้นได้จึงเลื่อนขั้นในลำดับสูงขึ้น

    การถูกกองทัพเทพล้อมเอาไว้ เป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดกดดันเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับมาร เช่นกลุ่มของเผ่ามารฝัน พวกเขากลืนน้ำลายลงคออันแห้งผาก รู้สึกครั่นคร้ามหวั่นเกรงกองทัพเทพ ตรงหน้า หันไปทิศใดก็มีแต่เทพล้อมรอบเอาไว้ รู้สึกตนเหมือนตัวเองเป็นมด ตัวเล็กๆ ท่ามกลางยักษ์มากมาย...

                   เผ่ามารฝันเป็นกลุ่มที่อ่อนแอที่สุดในเผ่ามาร พวกเขาทนแรงกดดันจากรัศมีเทพได้น้อยมาก แต่ทว่าพลังเวทของพวกเขามหาศาล จนเป็นที่หวั่นเกรง ดังนั้นมารฝันในสายตาของเหล่าเทพเป็นกลุ่มคนที่น่ากลัวมาก

                   ไป๋หลงเห็น มารและเทพเผชิญหน้ากันด้วยความอึดอัด แม้จะไม่มีฝ่ายใดลงมือสู้กัน แต่สัญชาตญาณเดิมของพวกเขา มักไม่สามารถเชิญได้อย่างสนิทใจ โดยเฉพาะ การที่เหล่าเทพตกอยู่ในฝันร้ายก็เป็นฝีมือของมารฝันทั้งเผ่า...

                   “ค่ายกลนี้ถูกทำลายลงได้ พวกเจ้าทุกคนต้องขอบใจมารฝันผู้นี้” ไป๋หลงที่ถูกพยุงให้ยืนขึ้นไประกาศเสียงดัง โดยเฟยหานตงใช้เวทช่วยขยายเสียงให้ทุกคนได้ยินทั่วถึง นางผายมือไปทางชายหนุ่ม ที่มาช่วยเธอ แล้วกล่าว

                   “หากไม่ได้คนผู้นี้ การทำลายค่ายกลคงจะไม่สำเร็จลงได้ เพราะลำพังพลังของพวกข้า ไม่อาจค้ำยันค่ายกลเอาไว้ได้ ดังนั้นพวกเจ้าจงขอบคุณเขาเสีย รวมทั้งคนเผ่ามารฝัน ก็ได้ช่วย ร่ายเวท ชะล้าง ปลุกพวกเจ้าคืนสู่ความจริง ทำให้พวกเจ้าหลุดพ้น จากวิบากกรรม แล้วเลื่อนขั้นเป็นเทพในระดับสูงขึ้นไปอีก!” ไป๋หลงรีบกล่าวความจริง ก่อนที่จะมีเทพองค์ใด เกิดนึกแค้นใจ อยากคิดบัญชีกับเผ่ามารฝัน

                   แม้พวกเขาจะไม่ได้เต็มใจทำให้เกิดค่ายกลดักเซียน ทว่าพลังชั่วร้ายนี้ก็มาจากความสามารถของพวกเขาจริงๆ ... ดังนั้นหากจะมีเทพองค์ใดนึกแค้นใจขึ้นมาก็ไม่นับว่าแปลกอะไร

                   เหล่าเทพชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเทพองค์หนึ่ง ร้องตะโกน “ขอบคุณมารฝัน ขอบคุณท่านเทพทุกท่าน”

                    เมื่อมีคนหนึ่งเริ่มร้องตะโกน เสียงต่อไปพลันดังขึ้น และดังมากขึ้นเป็นทอดๆ จนเสียงกระฮึ่มไปทั้งเขตแดน เหล่ามารฝันตกใจกับการขอบคุณมากมายมหาศาลนี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่พวกเขาจะโค้งรับคำขอบคุณ และกล่าวขออภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหล่าเทพทั้งหมด

                    ความตึงเครียด ที่มีพลันสลายหายไป เทพและมารต่างยิ้มแย้มให้กัน กลายเป็นความปรองดองอันแปลกประหลาด ที่หลายหมื่นปีไม่ได้มีให้เห็นมานานแล้ว เหล่าเทพเคลื่อนพลไปรอบริเวณทางออกของค่ายกล ขณะที่กลุ่มของไป๋หลงยังอยู่ที่เดิม นั่งรับฝนแห่งการชำระล้าง ฝนสายนี้ไม่ได้ทำให้เปียก แต่เติมพละกำลังให้กับเทพทั้งหลาย ได้ฟื้นฟูพละกำลังกลับมาอย่างช้าๆ ชำระล้างความรู้สึกมืดมน ความเหนื่อยล้าที่มี

    เมื่อฝนหยุดลง ก็เป็นเวลาที่ต้องไปจากค่ายกลแห่งนี้ ถึงเวลาที่ต้องจากลาเฮยหลง ไป๋หลงเดินเข้าไปกอดน้องสาวของตน ขณะกล่าว

                   “เจ้าอยู่ที่นี่ จงเรียนรู้และฝึกฝนจิตใจตนเองให้ดี หนึ่งเดือนสำหรับข้างนอกเท่ากับเวลาร้อยปีของที่นี่ เจ้าจงอยู่ฝึกฝนตน ร้อยปีนี้ จงเรียนรู้การควบคุมพลังให้ดี ถึงเวลา ข้าจะมารับเจ้า พร้อมความสำเร็จของเจ้า ขอให้วันนั้นเป็นวันที่เจ้าได้เกิดใหม่ เป็นเวลาที่เจ้าสลัด เงามืดในใจออกไปได้” ไป๋หลงกล่าวกับเฮยหลง น้องสาวของนาง ทว่าเฮยหลงกลับขมวดคิ้ว

                   “ข้าอยู่ที่นี่คนเดียว จะฝึกฝนได้อย่างไร...” เฮยหลงมองบรรยากาศที่วังเวงที่เต็มไปด้วยต้นไม้ อยู่ที่นี่คนเดียวร้อยปี เกรงว่านางคงเป็นบ้าตายก่อน แม้แต่สัตว์สักตัวยงไม่มีให้เห็น

                  “ให้เจ้าฝึก ก็หมายความว่ายังมีคนอื่นอยู่ด้วย” ไป๋หลงผายมือไปด้านหลังของตน ทันใดนั้น กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็เดินออกมาจากป่าด้านหลังนาง

                    พวกเขาคือกลุ่มของเหล่าจิ้งจอกขาวที่อาศัยอยู่ในเขตแดนนี้ ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองที่นี่ มาตลอดหลายหมื่นปี เป็นเผ่าเก้าหาง ที่ไม่เคยก้าวออกไปจากที่แห่งนี้มาตลอดหลายหมื่นปี พวกเขาคอยป้องกัน ไม่ให้วิญญาณมืดลุกล้ำเข้าไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าเก้าหาง ที่สร้างขึ้นเพื่อทดสอบจิตใจคนในเผ่า ยังมีจิ้งจอกเก้าหาง ที่ถูกขังไว้ในที่แห่งนี้เพราะจิตใจที่มีโอกาสกลายเป็นมาร พวกเขาจึงถูกขังเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป แม้พวกเขาจะสามารถออกไปได้ แต่กลับไปไม่จากไป พวกเขาพบรัก กับคนที่เข้ามาในที่แห่งนี้ เกิดการแต่งงาน สร้างครอบครัวขึ้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่ควรมีไว้กักขังคน แต่มาบัดนี้ มันกลายเป็นดินแดนหนึ่งของเผ่าเก้าหาง เป็นเมืองขนาดใหญ่ ของพวกเขา

                    “ยินดี ต้อนรับสู่เมืองของเผ่าเก้าหาง ท่านเทพจิ้งจอกดำ” เสียงกล่าวต้อนรับดังจากชายชรา หัวหนเาของคนกลุ่มนั้นดังขึ้น ขณะที่ทุกคนในกลุ่ม ยิ้มต้อนรับจิ้งจอกดำด้วยความยินดี

                    เฮยหลง ผู้ถือเคยกำเนิด เป็นทั้งจิ้งจอกดำ และมังกรดำ พลันน้ำตาร่วงหล่น รู้สึกตื้นตันจากใจ นางเกิดมา ไม่เคยได้รับการยอมรับ และต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นนี้มาก่อน สายตา สีหน้าของคนที่รู้ว่านางคือ จิ้งจอกดำ หรือมังกรดำ มักมองนางด้วยแววตาหวาดกลัว ไม่ก็รังเกียจ ในพลังชั่วร้ายที่ติดตัวนางมา ไม่เคยมีใครมองที่ตัวตนของนาง ยินดีต้อนรับนางเช่นนี้มาก่อน

                   เทพจิ้งจอกดำร่ำไห้เหมือนเด็กน้อย นางปล่อยโฮ ร้องไห้สุดเสียง ความทรมานหลายภพชาติของนาง คล้ายไหลไปกับน้ำตาสายนี้ ความอึดอัด คับข้องใจพลันถูกระบายออกมาพร้อมน้ำตา

                   ไป๋หลงโอบกอดน้องสาวอันเป็นที่รัก ยืนเอามือลูบหลังปลอบโยน ขณะกล่าว “บนโลกใบนี้ไม่สมควรมีคนที่ถูกรังเกียจ ไม่สมควรมีคนที่ต้องโดดเดี่ยว ไม่สมควรที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความเกลียดชัง”

                   เฮยหลงกอดตอบพี่สาวแน่นยิ่งกว่าเดิม แม้ไป๋หลงจะชอบใช้ความรุนแรงและปากร้ายกับนางเสมอ ทว่าบนโลกใบนี้ มีเพียงคนผู้นี้ที่เป็นรักแท้ของนาง เป็นครอบครัวเพียงหนึ่งเดียว ที่คิด ที่ทำทุกอย่างเพื่อนาง ให้ความรัก ความห่วงใยแก่นาง ปกป้องนาง ในเวลาที่คนทั้งโลกชี้หน้านางด้วยความรังเกียจ และในเวลานี้ก็มีคนของเผ่านาง คนที่เข้าใจว่า ความชั่วร้ายคือสิ่งใด เข้าใจว่าจิ้งจอกดำไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายที่สมควรตาย

                   “ไปเถิด ไปหาพวกเขา จงเรียนรู้การได้รับความรัก และการให้ความรัก จากคนในเผ่า ให้พวกเขาสอนว่าควรใช้ชีวิตด้วยความรัก ด้วยความเข้าใจเช่นไร ให้เจ้าได้ค้นพบว่าจิตใจของเจ้าแข็งแกร่งเพียงไร ท้ายที่สุดเจ้าจะรู้ว่า ด้านมืดของจิตใจเจ้า ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด มันไม่อาจมีอำนาจเหนือเจ้าได้ หากว่าเจ้าเข้าใจอย่างท้องแท้ ว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร!”

                  ไป๋หลงเช็ดน้ำตาให้กับสาวน้อยตรงหน้า ลูบหัวนางเป็นครั้งสุดท้าย ดันหลังให้เฮยหลงไปยังทิศทางของคนเผ่าจิ้งจอก

                   “แล้วเจอกัน” เฮยหลงหันมาพูดกับไป๋หลงเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเดินเข้าไปหาคนในเผ่า ที่หันมากอดต้อนรับนางด้วยความเต็มใจ คนเผ่าเก้าหางที่นี่ล้วนเป็นผู้ที่ถูกทดสอบจิตใจด้านมืดมาแล้วทั้งสิ้น พวกเขารู้ดี จิ้งจอกดำไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย และไม่ควรตาย นางแค่เกิดมามีพลังมากกว่าจิ้งจอกทั่วไป มากพอๆ กับจิ้งจอกขาว เพียงแต่พลังที่นางมีเป็นพลังด้านมืด กลืนกินชีวิต ทำลายล้างผู้คนอย่างน่ากลัว ทว่าหากผู้เป็นนายของพลังนี้ มีจิตใจเข้มแข็งไม่อ่อนน้อมไปด้านมืด พลังนี้ก็ไม่อาจควบคุมจิตใจผู้เป็นเจ้าของได้

                       แต่กว่าจะฝึกฝนได้ถึงขั้นนั้น เจ้าของพลังต้องถูกเคี่ยวกรำเป็นเวลาร้อยปี... ถูกทรมานจิตใจมากมายจนกว่าผ่านด่านไปได้ เวลานับจากนี้ คือขุมนรกของจิ้งจอกดำ เป็นขุมนรกอันแสนสุข ที่นางจะได้เรียนรู้การควบคุมจิตใจ และเรียนรู้ว่าตนเองก็ถูกยอมรับ แม้จะมีพลังชั่วร้ายติดตัวมาตั้งแต่เกิด นางจะได้รับความรัก ได้รับการยอมรับ เป็นผู้ที่ถูกรัก อย่างที่ควรจะเป็น ไม่ต้องรู้สึก โดดเดี่ยวแปลกแยกอีกต่อไป...

    ไป๋หลงมองร่างของน้องสาวที่หายลับไป ขณะกล่าว

                       “หวังว่าบนเส้นทางเซียนของนางจากนี้ จะมีแต่ความราบรื่น บรรลุเส้นทางเซียน หลุดพ้นจากพลังมืดที่ตามหลอกหลอนนางมาหลายภพชาติ” ไป๋หลงกล่าว ขณะที่พิงไหล่เฟยหานตงด้วยความอ่อนเพลียเล็กน้อยที่ยังเหลืออยู่ ยังดีที่สายฝนชำระล้าง ช่วยฟื้นพลังให้นาง มากพอจะออกไปจัดการเรื่องวุ่นวายนอกค่ายกล ที่จอมมารทำไว้

    กลุ่มของไป๋หลง และเผ่ามารฝัน ไปรวมตัวกับกองทัพเผ่าเทพ พวกเขาร่วมกันร่ายเวทเปิดประตูเขตแดนของเผ่าจิ้งจอก เข้าสู่โลกมนุษย์ พลังมหาศาลจากเหล่าเทพและมารฝันพุ่งกระแทกประตูมิติให้เปิดออก พวกเขาถูกเคลื่อนย้ายเข้าสู่โลกมนุษย์ในชั่วพริบตา....

    ณ โลกมนุษย์ ที่ลานของสำนักพยัคฆ์ทมิฬ

    ท้องฟ้าที่กำลังปั่นป่วนดำมืดอีกครั้ง จากการที่จอมมารเริ่มเล่นลูกไม้ เรียกกำลังเสริมมาช่วยปั่นป่วนเหล่าเทพเซียน มันกำลังยิ้มอย่างชะล่าใจ คิดว่าคราวนี้ตนต้องหลุดออกไปได้แน่นอน เมื่อมีลูกน้องมาช่วยขัดขวางเทพเซียน เพราะแม้กระทั่งเยี่ยนเฟยเองก็ยังถูกโจมตีจนไม่มีเวลามาเล่นงานตน...

                       ทว่ารอยยิ้มของจอมมารพลันแข็งทื่อลง เมื่อพบว่าจู่ๆ ท้องฟ้าที่กำลังดำมืดด้วยพลังกองทัพมาร ที่เป็นทัพเสริมมาช่วยตน กลับปรากฏกองทัพของเหล่าเทพขึ้นบนท้องฟ้า กองทั้งมหึมา ที่มากมายจนท้องฟ้าแน่นขนัด แสงบารมีของเทพกองทัพนี้ น่าเกรงขาม สว่างไสว ยิ่งกว่ากองทัพเทพใดๆ ที่เคยมีมา...

    บารมีของกองทัพเทพนี้ มากล้นจนเหล่าเทพเซียนทั้งหลาย ต่างรู้สึกว่าตนต่ำต้อยเทียบบารมีของพวกเขาไม่ได้เลยแม้เพียงนิด...

    และตรงหน้ากองทัพเหล่าเทพนั้น พลันปรากฏหญิงสาวผู้หนึ่งที่ทุกคนขึ้นหน้าเป็นอย่างดี หญิงสาวผู้ที่กำลังมองลงมาที่จอมมารด้วยรอยยิ้ม อย่างผู้เหนือกว่า

                     จอมมารพลันหน้าซีด รับรู้ได้ว่าไป๋หลง มังกรขาวกลับมาแล้ว ซ้ำนางยังแข็งแกร่งกว่าเดิม และมีกองทัพเทพที่หลุดพ้นจากค่ายกลดักเซียนมาเสริมทัพด้วย! หายนะที่แท้จริงได้มาเยือนจอมมารแล้ว!

                      “สังหารพวกมันให้หมด!” ไป๋หลงออกคำสั่ง ขณะที่กลายร่างเป็นมังกรขาว พุ่งเข้าโจมตีจอมมารที่หลุดจากค่ายกลออกมาพอดี

    ขณะเดียวกัน เฟยหานตงกลายร่างเป็นมังกรฟ้า พัดหยกหลายร่างเป็นหงส์เพลิง ชายจากเผ่ามารฝัน โยนฝันร้ายเข้าใส่จอมมารให้เขาได้เห็นภาพ จุดจบอันอนาถของตนในวาระสุดท้ายที่จะเกิดขึ้น!

                    ยังมีเยี่ยนเฟยที่สลัดหลุดจากเหล่ามาร จากการช่วยเหลือของเหล่าเทพ เขากลายร่างเป็นมังกรสีน้ำเงินเข้ม พุ่งเข้าโจมตีจอมมารเช่นกัน จอมมารผู้มีพละกำลังถอดถอยลง ไม่ได้มากล้นเหมือนเมื่อครั้งในอดีต ถูกเทพทั้งหลายโจมตีอยู่ครู่ใหญ่ ก็ไม่อาจต้านทานได้ ท้ายที่สุด มันถูกทำลายร่างมารจนแหละสลาย เหลือแต่วิญญาณ ที่ไร้พละกำลัง ไร้พิษสง

    ยมทูติขาวดำที่รออยู่นานแล้ว โยนบ่วงคล้องจับวิญญาณของจอมมารได้อย่างง่ายดาย เตรียมลากจอมมารลงสู่ขุมนรก เพื่อรอการลงทัณฑ์อย่างสาสมกับกรรมที่เขาทำมาทั้งชีวิต...

                     “ฮึ...สุดท้ายทำกรรมใดไว้ก็ต้องได้รับผลของกรรมนั้น!” ไป๋หลงแสยะยิ้ม เยาะเย้ยจอมมาร ที่ดูเหมือนจะยอมรับกับผลที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ มันยิ่งใหญ่มาตลอด มีพลังอำนาจมากมาย แต่สุดท้ายกลับเหลือเพียงความว่างเปล่า และกรรมที่ติดตัวไป ต้องไปชดใช้สิ่งที่เคยกระทำมาทั้งหมด จึงไม่ได้ตอบโต้ไป๋หลง มันไม่สนใจสิ่งอื่นใด

                       จอมมารกำลังตกสู่ห้วงคิดของตน ทรมานกับความจริงที่สุดท้ายสองมือของมันกลับว่างเปล่าไร้พละกำลัง สู้ไม่ได้แม้กระทั่งเชือกเส้นเดียวที่มัดวิญญาณมันเอาไว้ จิตใจของมันกำลังถูกโจมตีจนแหลกสลาย ความโอหัง ความอวดดีที่มันเคยมี ถูกทำลายจนสิ้น พลังอำนาจที่มันเคยลำพอง ผยอง ทุกอย่างว่างเปล่า...

                       ท่าทางของจอมมาร เหมือนวิญญาณแก่ๆ ที่สิ้นไร้ทุกสิ่ง กลายเป็นวิญญาณที่ไร้พิษสง ท่ามกลางเสียงก่นด่าสมน้ำหน้าของเหล่าเทพเซียนทั้งหลาย

                      ยมทูติดำ ฉุดกระชากเชือกให้วิญญาณอดีตจอมมาร เดินตาม ขณะกล่าวพึมพำ “ไม่ว่าจะเป็นใคร ยิ่งใหญ่เพียงใด สุดท้ายแล้ว ผลแห่งกรรม ต้องย้อนกลับมาหาผู้กระทำไม่ช้าก็เร็ว เพราะ...กฎแห่งกรรม มักยุติธรรมเสมอ!”

    คล้ายกับเรื่องยอดยุทธชุดชมพู ที่คุณอ่าน