เมื่อทั้งสองคนมายืนอยู่ก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนตามที่โหยวเสี่ยวโม่คาดคิดแม้ครั้งนี้จะมีหลิงเซียวเพิ่มขึ้นมา
ตอนนี้เป็นเวลาอาหารค่ำของทัพพิภพเมื่อทั้งสองคนมาถึง โรงอาหารก็เต็มไปด้วยคนกว่าครึ่ง
เมื่อเห็นพวกเขา ยิ่งคนข้างๆ เขาซึ่งคือหลิงเซียวศิษย์พี่ท่านหนึ่งถึงขั้นสำลักข้าว เม็ดข้าวพุ่งไปติดหน้าคนตรงข้ามอีกฝ่ายก็ไม่ได้รีบเช็ดออกเพราะก็ตกอยู่ในสภาวะตกตะลึงเช่นเดียวกัน
ณ เวลานี้ทุกคนต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า ข่าวลือนั่นเป็นจริง
หลินเซียวแห่งแขนงการต่อสู้ถึงโผล่มากินข้าวที่โรงอาหารทัพพิภพได้ถ้าเป็นแต่ก่อนคงไม่มีใครเชื่อแน่
ตอนนี้กลับมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่แถมยังมาพร้อมกับโหยวเสี่ยวโม่ที่พึ่งมีข่าวลือกันไม่กี่วันก่อนทั้งยังถึงขั้นควงคู่สนิทชิดเชื้อมากินข้าวด้วยกันท่ามกลางฝูงชนถ้ายังมีคนบอกว่าเขาไม่รู้จักกันคงโดนด่าเละ
จากเสียงวุ่นวายราวกับตลาดนัดก็เงียบกริบอย่างน่าประหลาด
โหยวเสี่ยวโม่อยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาใช่ว่าเขาจะไม่เคยคัดค้าน เพียงแต่ต่อหน้าหลิงเซียว คำคัดค้านของเขาก็เหมือนลมผ่านที่ไม่ได้ผล
“ศิษย์พี่หลิน หรือเรากลับไปกินที่ห้องดีกว่า?” โหยวเสี่ยวโม่พูดอย่างระวัง
หลิงเซียวหันมามองเขาครู่หนึ่ง “ไหนๆก็มาแล้ว จะกลับห้องทำไม ไปตักกับข้าวมา ข้าจะหาโต๊ะรอ”
โหยวเสี่ยวโม่อยากอัดเขาให้ตายระหว่างทางเมื่อกี้ไม่ได้พูดเช่นนี้ คงอยากเห็นเขาหน้าเสียมากกว่าไม่ทันได้ถามเขาว่าชอบกินอะไรก็เดินไปหาโต๊ะแล้ว แต่ส่วนใหญ่โต๊ะในโรงอาหารมีคนจองไว้หมดแล้วฉะนั้นเขากลัวว่าหลิงเซียวจะหาโต๊ะว่างไม่ได้
เพราะไม่รู้ว่าเขาชอบกินอะไรโหยวเสี่ยวโม่จึงตักมาอย่างละหน่อย
ปรากฏว่าเขาตักอาหารมาถาดใหญ่และตรงไปยังหลิงเซียว ถึงรู้ว่าผิดหวังซะแล้ว
หลิงเซียวหาที่ว่างได้แล้ว แต่ไม่ใช่แค่โต๊ะว่างโต๊ะนั้นใหญ่มากนั่งได้ราวสิบคน แต่โต๊ะที่นั่งได้สิบคน ข้างตัวเขาก็มีคนนั่งอยู่มากกว่าสิบคนเกือบทั้งหมดล้วนเป็นหญิง ส่วนน้อยที่เป็นชาย
โหยวเสี่ยวโม่มองแวบเดียวก็เห็นเขาไม่อยากเห็นคงยาก พอไปถึงกลับไม่มีที่นั่งว่างสำหรับเขาเลย
หลิงเซียวเห็นเขาเดินมาจึงพูดกับหญิงที่นั่งด้านข้างประโยคหนึ่ง หญิงสาวก็ใช้มือปิดหน้าแล้วเดินหนีออกไปด้วยความเขินอาย
โหยวเสี่ยวโม่หมดคำจะพูดชายคนนี้นี่มันสัตว์ประหลาดซ่อนรูปชะมัด ทั้งๆที่ทำท่าทีโหดร้ายกับเขา ทั้งยังชอบรังแกเพื่อความสาแก่ใจ แต่พอกับศิษย์คนอื่นยิ้มแย้มแจ่มใส สุภาพอ่อนโยน
พอนั่งลงข้างหลิงเซียว โหยวเสี่ยวโม่ก็ได้ยินเสียงเขาลอยมา “ตักกับข้าวแค่นี้ชักช้าเสียจริง”
นี่ช้าเหรอ? เขาว่ามันเร็วแล้วนะตักจนหมุนซ้ายหมุนขวาเป็นพัลวัน
ราวกับได้ยินเสียงเล่าลือโรงอาหารคนยิ่งอยู่ยิ่งเยอะ บางคนกินเสร็จแล้วแต่ก็ยังวนกลับมาอีกรอบ
ผลคือ โหยวเสี่ยวโม่กินข้าวมื้อนี้อย่างอึดอัดเพราะสายตาคมกริบมองผ่านเขาไปไม่พ้นประมาณแปดร้อยคู่ได้ ชื่นชม อิจฉา ชิงชังปะปนกันไป
ทว่า หลิงเซียวก็คงเกลียดสถานการณ์แบบนี้ชั่วครู่เดียวก็กินเสร็จแล้วดึงโหยวเสี่ยวโม่ที่ยังไม่ทันกินเสร็จดีออกจากโรงอาหารไปนี่คือครั้งเดียวที่โหยวเสี่ยวโม่ไม่เคืองกับการกระทำตามใจของหลิงเซียว เขาเองก็อยากออกไปโรงอาหารก่อนนี้เป็นเพราะหลิงเซียว ตอนนี้กินไม่อิ่มก็ไม่เป็นไร
เมื่อกลับถึงห้อง หลิงเซียวไม่ได้เข้าไปเพียงแต่ขอยาส่วนของวันนี้จากโหยวเสี่ยวโม่แล้วก็กลับไป
โหยวเสี่ยวโม่เตรียมไว้ก่อนแล้ววันนี้ทั้งวัน นอกจากหลอมยาที่ส่งเรือนหญ้าทิพย์แล้วที่เหลือก็คือหลอมส่วนของหลิงเซียวนั่นเอง
ยาสำหรับพรุ่งนี้ไม่ขาดไม่เกิน นอกจากส่วนของหลิงเซียวที่เหลือก็ส่วนของเขาเองทั้งหมด
พอส่งหลิงเซียวเสร็จโหยวเสี่ยวโม่หยิบตำราหลายเล่มออกมา พร้อมตรงดิ่งไปยังหอคัมภีร์ถึงแม้ที่หลิงเซียวพูดจะถูกเรื่องคัมภีร์วิญญาณสวรรค์ นั้นเป็นอักษรโบราณนานมาแล้วแต่เขาก็อยากจะไปค้นหาเองอยู่ดี ดูสิว่าจะมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมหรือไม่