ตอนที่46 สงครามใต้รอยยิ้มองค์หญิง
หลังชัยชนะเหนือแคว้นจ้าวและเว่ยเพียงไม่กี่เดือน
ข่าวการผงาดขึ้นของแคว้นหานสะเทือนถึงราชสำนักทางตะวันตก
“ฉิน” ผู้ปกครองด้วยกำลังและอำนาจ เริ่มหวั่น
และในที่สุด ก็ส่ง “คณะทูตแห่งไมตรี” เดินทางมาถึงหานหลง
แต่ทุกคนรู้ —
ในถ้อยคำว่า ไมตรี ของฉิน
แฝงคมดาบที่ซ่อนอยู่ในปลอกทองคำ
ขบวนม้าสีดำล้วนกว่า 200 ตัวแล่นเข้าสู่เมืองหลวง
ผืนธงฉินที่ปักลายมังกรดำสะบัดเหนือหัว
ชาวเมืองต่างมองด้วยความตะลึงและหวาดกลัว
หัวขบวนคือหญิงสาวบนหลังม้าเผือก
สวมชุดคลุมม่วงเข้มปักมังกรทอง
แววตาคมแต่มีรอยยิ้มสงบ
องค์หญิงฉินอวี้เหม่ย (秦玉媚)
พระขนิษฐาของฉินอ๋องอู่หลาง
หญิงผู้ได้รับฉายา “จิ้งจอกม่วงแห่งตะวันตก”
นางนำคณะทูตเข้าพบด้วยตนเอง
ข้างกายมีราชครูและบัณฑิตรวมถึงนักรบชั้นยอดติดตาม
ราชครูมู่เทียนจิ้ง (穆天靖) — ปราชญ์อาวุโสผู้วางแผนสงครามให้ฉินมาสามรัชกาล
บัณฑิตหลิวเซียง (劉翔) — อัจฉริยะด้านตัวเลขผู้ได้รับฉายา “คณิตศึก”
องครักษ์หานหลิง (韓凌) — ดาบอันดับหนึ่งแห่งชายแดนฉิน
สตรีปิดหน้าชื่ออวี้เยียน (玉煙) — นางกำนัลผู้เงียบงันแท้จริงคือสายลับของเสนาธิการมู่หลิง
เข้าเฝ้าฮ่องเต้
ท้องพระโรงหลวงหานหลงในวันนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เข้มข้น
ขุนนางบุ๋นบู๊และเหล่าแม่ทัพต่างมาชุมนุมเพื่อดู “ไมตรีจากฉิน”
เสียงประกาศก้องดัง
“องค์หญิงฉินอวี้เหม่ยแห่งฉินหลงไท่กง ขอเข้าเฝ้า!”
องค์หญิงก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มงดงามน้อมถวายคารวะ
“ข้าน้อย อวี้เหม่ยแห่งฉิน
นำราชสาส์นจากพี่ข้า ฉินอ๋องอู่หลาง มาถวายแด่ฝ่าบาทหานเต๋อหรง
เพื่อแสดงไมตรี และขอให้สองแคว้นร่วมเป็นพันธมิตรแห่งสันติ”
ฮ่องเต้หานเต๋อหรงพยักหน้าอย่างสุขุม
“ไมตรีจากตะวันตกข้าชื่นชมยิ่ง
แต่ในใต้หล้านี้ สันติที่แท้ มักแลกมาด้วยดาบมิใช่หรือ?”
องค์หญิงยิ้ม
“ฝ่าบาทตรัสถูกนัก
แต่ดาบของฉิน... มักคมกว่าใครในแผ่นดิน”
เสียงฮือฮาทันที
ขุนนางฝ่ายบู๊บางคนขมวดคิ้ว
แม่ทัพลู่เฟิงที่อยู่แถวหน้าเอ่ยขึ้นเสียงดัง
“แคว้นหานอาจเล็กกว่าแต่เราก็ไม่เคยหวั่นแคว้นใด!”
ราชครูมู่เทียนจิ้งหัวเราะเบา ๆ
“ขออภัยท่านแม่ทัพ
แต่ข้ากลัวเพียงว่าท่านจะยังไม่รู้ว่า
‘ม้าฉินหนึ่งตัว สามารถล้มทัพสิบของหานได้’”
เสียงอื้ออึงเริ่มดังขึ้นทั่วท้องพระโรง
องค์หญิงฉินมองรอบ ๆ ด้วยแววตาเยือกเย็นแต่ไม่หยิ่ง
รอยยิ้มที่ปรากฏ...เหมือนดอกไม้แย้มท่ามกลางเปลวไฟ
“ข้ามาเพื่อสันติมิใช่เพื่อโอ้อวด
แต่เพราะท่านแม่ทัพทั้งหลายดูจะไม่เชื่อในเกียรติของฉิน
เช่นนั้น... จะให้ข้าพิสูจน์ไหมเล่า?”
ศึกศักดิ์ศรีกลางราชสำนัก
ขุนนางหลายคนเริ่มกระซิบเสียงต่ำ
“นางกล้าท้ากลางท้องพระโรงเช่นนี้!”
“ช่างเป็นสตรีที่ไม่เกรงอำนาจเลยจริง ๆ”
ฮ่องเต้เลิกพระขนงเล็กน้อย
“องค์หญิงหมายความว่าอย่างไร?”
“เพียงแต่ข้าอยากเสนอ‘การประชันไมตรี’
เพื่อให้ทั้งสองแคว้นได้แลกเปลี่ยนความรู้และฝีมือ
หากฉินมีนักปราชญ์ หานก็มีบัณฑิต
หากฉินมีนักรบ หานก็มีแม่ทัพ”
เสียงปราชญ์และแม่ทัพหานพร้อมใจกันขานรับ
“ขอให้เป็นเช่นนั้น!”
องค์หญิงหันมามองรัชทายาทที่ยืนอยู่ข้างฮองเฮา
สายตาของเธอเต็มไปด้วยความท้าทายและความสนใจ
“ท่านรัชทายาทแห่งหาน...จะทรงร่วมพิสูจน์หรือไม่?”
หานอวี้จินยิ้มบาง ยกมือขึ้นประสาน
“ไมตรีจากฉินยิ่งใหญ่ข้าคงไม่อาจปฏิเสธ
แต่ในเมื่อองค์หญิงกล่าวเองว่า ‘เพื่อพิสูจน์’
เช่นนั้น ข้าก็ยินดีเป็นผู้ตอบรับ”
การประชันคณิตศาสตร์
วันรุ่งขึ้น ณ ลานหินหน้าหอปราชญ์
ราชครูมู่เทียนจิ้งเขียนโจทย์คำนวณลงบนกระดานหิน
“มีทหาร 3 กอง รวมกัน 1,515 นาย
เมื่อแบ่งตาม 5, 7 และ 9 เหลือเศษ 1, 3 และ 5
จงหาจำนวนทหารแต่ละกอง”
หลิวเซียงแห่งฉินยิ้มเยาะ
“นี่คือโจทย์ที่ข้าทดลองใช้กับราชบัณฑิตในฉิน
ไม่มีใครตอบได้ภายในสองวัน”
แต่หานอวี้จินกลับเพียงหลับตา
นิ้วข้างขวาเขียนตัวเลขลงบนพื้นหินอย่างสงบ
“คำตอบคือ 721,784 และ 10 นาย”
ราชครูตาเบิกโพลง
หลิวเซียงถึงกับเผลอทำปากอ้า
“ตรวจสอบได้ทุกค่าที่กล่าวไว้”
องค์หญิงฉินปรบมือเบา ๆ
“ใต้หล้า... ยังมีผู้ที่คิดเร็วกว่าข้าเคยเห็นเสียอีก”
การประชันบทกวี
เมื่อความเงียบสงบกลับมา
องค์หญิงลุกขึ้นพร้อมถือพู่กันในมือ
“ในฉินบทกวีคือกระจกของจิตใจ
หัวข้อ — ไฟและน้ำ”
เธอร่ายอย่างงดงาม
“ไฟหลอมเหล็กให้เป็นดาบ
น้ำหล่อเลี้ยงชีวิตให้คงอยู่
เมื่อสองสิ่งบรรจบ — กำเนิดโลกทั้งปวง”
เสียงชื่นชมดังก้อง
แต่หานอวี้จินเพียงเอ่ยเบา ๆ ขณะเขียน
“ไฟส่องสว่างในรัตติกาล
น้ำหล่อเย็นในเพลิงร้อน
หากใจคนรู้สมดุล
ย่อมดับไฟแห่งสงครามด้วยสายน้ำแห่งปัญญา”
องค์หญิงนิ่ง เงยหน้ามองเขา —ดวงตาฉายแววอ่อนโยนเป็นครั้งแรก
“บทของท่าน...ข้าขอจำไว้”
การประชันดาบ
จากปัญญา สู่กำลัง
องค์หญิงส่งสัญญาณให้ “หานหลิง” ก้าวออกมา
“ท่านรัชทายาทหากข้าไม่ขอประชันคมดาบด้วย
เห็นทีฉินจะถูกดูแคลน”
หานอวี้จินพยักหน้า
“ไป๋เหิงเซินเจ้าเป็นมือขวาของข้าในศึกเหนือ
เจ้าจงแสดงให้พวกเขาเห็น ว่าดาบของหานมีไว้ปกป้อง ไม่ใช่โอ้อวด”
เสียงดาบดัง แกร๊ง!
เพียงสามกระบวนท่า — หานหลิงถูกผลักถอย
แรงปะทะทำให้เกราะของเขาแตก แต่ของไป๋เหิงเซินกลับไม่มีรอยบุบ
“นี่มัน...ดาบเหล็กกล้าอะไรกัน?”
“ของสำนักยุทธศาสตรา” — ไป๋เหิงเซินตอบเรียบ ๆ
องค์หญิงลุกขึ้น ยกมือห้ามองครักษ์ของตนไม่ให้สู้ต่อ
“ข้า...ขอคารวะในฝีมือและปัญญาแห่งหาน”
คืนนั้น ในตำหนักพักของคณะทูต
อวี้เยียนคุกเข่ารายงาน
“ข้าให้คนของเราลอบเข้าไปในสำนักยุทธศาสตราแล้ว
อีกไม่นานจะได้สูตรดินไฟและแบบหล่อปืนใหญ่”
องค์หญิงอวี้เหม่ยมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นแสงไฟจากหอหลอมเหล็กไกล ๆ
รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้า
“ดี...หากข้าไม่อาจชนะเขาในที่แจ้ง
ข้าจะชนะในเงาเอง”
แต่ลึกในใจ —
เสียงของรัชทายาทหานอวี้จินยังดังก้อง
“ไฟที่แท้มิได้เผาเพื่อทำลาย... แต่มอบแสงให้ผู้หลงทาง”
รอยยิ้มของเธอค่อย ๆ จางลง
ภายในสำนักยุทธศาสตรา
หานอวี้จินมองรายงานจากไป๋หงเหวินในมือ
“ท่านรัชทายาท —มีคนลอบเข้าเขตตีเหล็กเมื่อคืน
แต่กลับถูกกับดักที่ท่านวางไว้ขัดขวางได้ทันเวลา”
หานอวี้จินยิ้มบาง
“ไมตรีของฉินช่างร้อนแรงเสียจนต้องรับด้วยเกราะเหล็กเสียแล้ว”
เขามองไปยังท้องฟ้าที่ถูกกลืนด้วยเมฆหนาทางตะวันตก
“ดูเหมือน...พายุลูกใหม่กำลังเดินทางมา”