ตอนที่ 36 ผัดกะเพรา
เจ้าโปริ่งที่รำคาญเสียงโวยวายของมาร์คัส ก็พลันกระโดดขึ้นไปบนอากาศ มันลอยตัวสูงเหนือหัวของเหล่าผู้คนที่อยู่เบื้องล่าง ก่อนจะเริ่มพ่องตัวขยายร่างของมันให้ใหญ่มากพอจะครอบคลุมผู้คนทั้งหมดได้
‘โอ้โห...เล่นใหญ่เหมือนกันนะ’
ไลท์เหมือนจะชินกับพลังของเจ้าโปริ่งมาบ้างแล้ว จึงได้พูดหยอกล้อกับสัตว์เลี้ยงของตนเอง ที่กำลังจะโชว์พลังที่มันมี
สิ้นเสียงหยอกล้อ...เจ้าโปริ่งก็ทิ้งร่างของมันลงใส่ศีรษะของทุกคน เหมือกสีชาดอันเหนียวข้นที่เป็นผิวหนังของสไลม์ตนนี้ ได้ครอบทุกคนเอาไว้ภายใน
แน่นอนการถูกสไลม์ใช้ร่างกายครอบคลุมร่างเอาไว้เช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่เคยพบเคยเจอกันมาก่อน
ดั่งเช่นมาร์คัส ที่ร้องโวยวายจนน่ารำคาญมากขึ้นกว่าเดิม ‘ออกไปจากตัวฉัน ไอ้สไลม์ชั้นต่ำ!’ พลางตีอกชกตัว หมายจะฉีกร่างของเจ้าโปริ่งออกเป็นชิ้นๆ
ส่วนทางด้านของคุณตาเกล โทมัสและจิม ทั้งสามคนเลือกที่จะอยู่เฉยๆ ตามไลท์ที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ เนื่องด้วยทั้งสามคนนั้นค่อนข้างไว้วางใจในตัวของ เชฟหนุ่มผู้นี้อยู่มาก และในฉับพลันทันใดนั้นเอง หลังจากที่เจ้าโปริ่งจัดการแผ่ร่างกายของมันจนครอบคลุมทุกคนเอาไว้จนเสร็จสิ้นสมบูรณ์
‘พลังถ่ายทอดเนตรนัยน์ตา’
ก็ถูกเรียกใช้งานออกมา ภาพนิมิตหลายต่อหลายภาพที่เจ้าโปริ่ง เดิน กินและนอน อยู่รอบๆ ร้านอาหารสามเวลา เมื่อหลายวันก่อนได้ปรากฏขึ้นในหัวของทุกคน ซึ่งนั้นก็รวมไปถึงภาพการทำพันธสัญญาเท่าเทียมต่อไลท์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อีกด้วย
ทั้งนี้ภาพถูกเล่าผ่านไปจนถึงตอนที่ ป่าดาราฉาย เกิดเสียงอึกทึกโวยวาย...แน่นอนทุกคนจดจำเสียงอึกทึกนี้ได้เป็นอย่างดี มันคือเสียงตะโกนของ เท็ดดี้ ที่กำลังไล่ตามโทมัสและจิม อย่างเอาเป็นเอาตายและเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้นั่นเอง
ร่างของโทมัสและจิมที่เข้าปะทะกับเท็ดดี้ด้วยความรวดเร็ว ถูกถ่ายทอดบอกเล่าออกมาจนหมดสิ้น
ไลท์ปรายตามองดูทั้งสองคนด้วยความอึ้งและทึ่งบ้างเช่นกัน ถ้าไม่นับนิสัยของทั้งสองคนที่ออกจะกาวๆ หรือคิดเองเออเอง ไปสักหน่อย สองคนนี้นี่แหละคือ อุดมคติของบุรุษเพศในนิยายแฟนตาซีเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ทุกคนๆ ที่ได้เห็น ‘พลังถ่ายทอดเนตรนัยน์ตา’ ของเจ้าโปริ่งเป็นครั้งแรก ยังคงทำตัวสบายๆ เหมือนกับไลท์ไม่ได้
ทุกคนต่างแสดงออกทางสีหน้าถึงความวิตกกังวล ที่ไม่คาดฝันว่าสไลม์ สัตว์อสูรชั้นต่ำในวงศ์วานอสูร จะแข็งแกร่งและมีพลังที่ลึกลับได้ถึงเพียงนี้
‘พลังถ่ายทอดเนตรนัยน์ตา’ ยังคงแสดงภาพเหตุการณ์ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ของโทมัส จิมที่จัดการเท็ดดี้ไปได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการต่อสู้กับกลุ่มของร็อคและมาร์คัสในลำดับถัดมา
ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปดั่งที่โทมัสและจิม ได้บอกเอาไว้...พวกเขาทั้งสองคนไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวมาร์คัสเลยแม้แต่นิดเดียว
มาร์คัสสะดุดหกล้มไปเอง ก่อนจะสลบเหมือดไปในที่สุด...จากภาพนี้เองทำให้ มาร์คัสที่เกาะอยู่บนหลังของคุณตาเกล เกิดหน้าแดงขึ้นมาด้วยความเอียงอาย มันทั้งอายที่พูดโกหก อายที่สะดุดหกล้มจนขาหักไปเอง
มันมีไม่คิดมาก่อนเลยว่า สไลม์ตัวนี้จะเห็นทุกเรื่องราวและยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่มันเจ็บแค้นมากที่สุด ก็คงเป็นการที่มันถูกเหล่าเพื่อนพ้องทอดทิ้งให้มันนอนสลบอยู่ในป่าเพียงลำพัง ทั้งๆ ที่เท็ดดี้และร็อคต่างก็มาตรวจสอบดูอาการของมันด้วยตัวเอง!!
‘ไอ้พวกชั่ว พวกแกตั้งใจทิ้งฉันให้ตาย!’ มาร์คัสกัดฟันกรอด มันแค้นใจเป็นอย่างมาก ที่มันอุตส่าห์ยอมละทิ้งศักดิ์ศรียอมเป็นเบ๊รับใช้ให้กับเพื่อนๆ ในกลุ่ม แต่กระนั้นคนที่มันคิดว่าเป็นเพื่อน กลับไม่เคยเห็นค่าของมันเลยสักนิด
“พ่ออย่าไปเชื่อนะ ไอ้สไลม์ชั้นต่ำนี้มันต้องสร้างภาพลวงตาขึ้นมาแน่ๆ” อย่างไรก็ตาม แม้มาร์คัสจะเจ็บแค้นที่ถูกทอดทิ้งมากแค่ไหน
แต่ลำพังตอนนี้มันจำเป็นต้องแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปให้ได้เสียก่อน...มันร้องตะโกนพลางด่ากราดใส่ เจ้าโปริ่งที่คืนกลับขนาดเดิม ด้วยความลนลาน
ยอมแม้กระทั่งกล่าวหาว่า สไลม์ที่พูดไม่ได้สร้างภาพลวงตาขึ้นมา การกระทำของมาร์คัสสร้างความอัปยศให้กับคุณตาเกลเป็นอย่างมาก
ชายชราแทบจะน้ำตาตกใน อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก ชายชราไม่เคยคิดมาก่อนว่าลูกชายของตนจะมีทัศนคติและตรรกะที่บิดเบี้ยวได้ถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่ก็มีหลักฐานให้เห็นอยู่ทนโท่ว่าสไลม์ตัวนี้นั้นเห็นทุกอย่างจริงๆ
“พอเถอะมาร์คัส...เลิกโกหกได้แล้ว” คุณตาเกล พูดประโยคนี้ออกมาด้วยความอึดอัดใจ
“อย่าบอกนะว่าพ่อเชื่อพวกมัน” มาร์คัสยังคงดื้อแพ่ง ไม่ยินยอม
“ใช่...พ่อเชื่อสไลม์ตัวนี้ เพราะมันได้บอกเล่าความจริงออกมาทุกประการ!!” คุณตาเกลนั้นเชื่อสิ่งที่เจ้าโปริ่งแสดงให้ดูอย่างสนิทใจ
เพราะนอกจากเหตุการณ์การต่อสู้ระหว่างกลุ่มของมาร์คัส เจ้าสไลม์ตัวนี้ยังได้บอกเล่าเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่ร้านอาหารของพวกเขานั่นเอง
คุณตาเกลแม้จะแก่ชรา แต่ก็ไม่ได้ขี้หลงขี้ลืมถึงขนาดจำเรื่องราวของวันก่อนๆ ไม่ได้ ชายชรานั้นเห็นภาพของตัวเองและร้านอาหารสามเวลา ผ่านมุมมองของสไลม์ที่เฝ้ามองดูตนเองกำลังนั่งชะเง้อมองไปยังภายนอกของร้านด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย
ซึ่งคุณตาเกล ล้วนจำได้ดีว่านั้นคือสิ่งที่ตนเองเคยทำและไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าชายชรานั้นรู้สึกเช่นไร? ที่ร้านอาหารของตนเองนั้นไม่มีลูกค้าเลยแม้แต่คนเดียว
“. . .” มาร์คัสเองก็ชะงักไปเช่นกัน เดิมทีหากตนเองพูดอะไร พ่อและแม่ก็มักจะยอมฟังและตามใจอยู่เสมอ
ไฉนเลยวันนี้กลับตาลปัตรจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้ มาร์คัสนั้นไม่เข้าใจและไม่รู้จะทำเช่นไรต่อไปดี
มันได้แต่ก้มหน้าลงกับพื้นด้วยความเงียบงัน เฝ้ามองดูโทมัส จิม ไลท์และพ่อของมันช่วยกันลากเข็นมันออกจากป่า โดยที่ไม่มีใครพูดอะไรกันแม้แต่คำเดียว
ใช่เวลาเพียงไม่นาน ทุกคนก็กลับมายังร้านอาหารสามเวลาอีกครั้ง โดยที่ยังพอจะมีแสงจากดวงดาวในยามค่ำคืนเป็นเครื่องชี้ทาง
“ขอบคุณท่านทั้งสองมากที่ช่วยเหลือพวกเรา” เมื่อมาถึงหน้าร้านอาหาร คุณตาเกลก็หันไปขอบคุณโทมัสและจิม ด้วยความสำนึกขอบคุณ
“เออ...ไม่เป็นไรครับ” โทมัสยิ้มแห้งๆ ด้วยความสัตย์จริง โทมัสไม่ได้อยากจะช่วยเหลือมาร์คัสเลยสักนิด เพียงแต่เพราะทนเห็น ไลท์ ผู้ที่ตนเองเคารพนับถือลำบากไม่ได้จึงยื่นมือเข้าช่วย
เฉกเช่นเดียวกับไลท์ที่ทนเห็นคุณตาเกล ลำบากลากมาร์คัสไม่ได้เหมือนกัน!!
“มาร์คัส!!” เสียงร้องตะโกนด้วยความตกใจของคุณยายเฮลีย์และยูริผู้เป็นภรรยาของมาร์คัส ต่างร่ำร้องออกมา เมื่อพบเห็นมาร์คัสที่กำลังบาดเจ็บ
“มันเกิดอะไรขึ้น...ตาแก่?!” คุณยายเฮลีย์พยายามไถ่ถาม แต่ทางด้านของคุณตากลับส่ายหน้า “เอาไว้ฉันค่อยเล่าให้ฟังทีหลังก็แล้วกัน ตอนนี้เธอไปดูแลมาร์คัส ลูกชายของเราก่อนเถอะ”
ชายชราพยุงร่างลูกชายของตัวเอง กลับเข้าไปยังบ้านตั้งที่อยู่ด้านตรงข้ามกับร้านอาหารสามเวลา โดยมีคุณยายเฮลีย์ ยูริและมาร์วิน เดินติดตามกันเข้าไป เหลือก็แต่เพียงไลท์ โทมัสและจิม ที่เสมือนเป็นคนนอก ยืนกันอยู่ตามลำพัง...ไม่สิ ยังมีเจ้าโปริ่งอีกหนึ่งตัวด้วย!!
“หิวหรือเปล่า?” หลังจากที่ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ จู่ๆ ก็มีเสียงสวรรค์ของไลท์ เอ่ยทักขึ้นมา
แน่นอนคำถามนี้ไม่ต้องเดาคำตอบกันให้ยากโทมัสและจิม รีบตอบกลับในทันที
“หิวครับ!”
‘?’ ไลท์หันมาตามเสียงของโทมัสและจิมที่ประสานสายตากับเขา ด้วยสายตาที่เว้าวอน
ทั้งๆ ที่จริงแล้ว คำถามว่าหิวหรือเปล่าที่ไลท์เอ่ยถามไปเมื่อครู่ มันคือประโยคคำถามที่เขาถามเจ้าโปริ่งที่กระโดดเด้งไปมาต่างหาก
“อ้อ งั้นไปนั่งรอในร้านก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันทำอะไรมาให้กิน” ไลท์ทนสายตาที่เหมือนกับหมาน้อยของทั้งสองคนไม่ได้
สุดท้ายจึงเดินเข้าไปในครัว พร้อมกับเริ่มต้นทำอาหาร ที่ตั้งใจจะทำมาตั้งแต่ตอนบ่ายของวันนี้ เมนู ‘ผัดกะเพรา!’
ว่าแต่คนในโลกนี้ เขากินเผ็ดกันได้มากน้อยแค่ไหน? ไลท์รู้สึกเป็นกังวลกับเรื่องปริมาณความเผ็ดของเมนูนี้เป็นอย่างมาก
เนื่องด้วย อาหารของโลกใบนี้ นั้นเป็นอะไรที่ล้าหลังกว่าโลกก่อนของเขาชนิดที่ว่า ยังแทบจะไม่รู้จักไข่เจียว การจะให้เขาทำอาหารตามแบบฉบับของโลกก่อนโดยที่ไม่ไตร่ตรองดูให้ดี
อาจทำให้ คนที่กินเข็ดขยายกับรสชาติของมันไปเลยก็ได้ ยิ่งกะเพราที่มีรสชาติโดดเด่นในเรื่องของ สมุนไพรและความเผ็ดที่เป็นหัวใจสำคัญของเมนูนี้ด้วยแล้ว มันจึงไม่ใช่เมนูที่กินง่ายทานง่ายสำหรับคนที่ไม่คุ้นชินกับรสชาติประมาณนี้มาก่อน
‘ลดความเผ็ดเป็นระดับ 1 ก็แล้วกัน’ ปริมาณการวัดระดับความเผ็ดนั้นค่อนข้างเริ่มแผ่หลายในต่างประเทศกันบ้างแล้ว
โดยระดับที่ว่านี้มีตั้งแต่ 0-5 ไล่เรียงจากไม่เผ็ดเลย ไปจนถึงเผ็ดแบบหูดับตับไหม้ ซึ่งก็คือเลเวล 5
ทั้งนี้ปริมาณความเผ็ดที่คนไทยส่วนใหญ่มักชอบรับประทานก็จะอยู่ที่ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับปานกลางหรือก็คือ อาหารมีรสชาติเผ็ด แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นต้องเผ็ดจนกลบรสชาติอื่นๆ เว้นก็แต่อยากได้ความเผ็ดแบบถึงใจที่มักจะอยู่ในเมนูประจำภาคนั้นๆ เช่น ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ เป็นต้น
ส่วนความเผ็ดที่ไลท์ตั้งใจทำให้กับโทมัสและจิม ก็ถือเป็นการทดลองไปในตัวด้วยเลย ว่าความเผ็ดระดับหนึ่งนั้น ทั้งสองคนจะรับมือได้มากน้อยกันแค่ไหน
พูดจบไลท์ก็เริ่มตั้งเตา หลังจากใช้เวลาจัดเตรียมวัตถุดิบไปชั่วครู่ กระเทียมและพริกถูกนำไปผัดลงบนกระทะที่เริ่มร้อน
ฉ่าห์~!
เสียงของน้ำมันที่คลุกเคล้ากับกระเทียมและพริก เริ่มส่งเสียงร้อง ก่อนที่เวลาต่อมาภายในร้านอาหารที่ซึ่งมีโทมัสและจิม นั่งรอจดจ่อด้วยความคาดหวังว่าจะได้กลิ่นหอมของข้าวไข่เจียวหรือข้าวผัดที่หอมกรุ่น
แต่ทว่า กลิ่นที่ลอยมาในครั้งนี้กับทำลายความฝันของทั้งสองลงอย่างสิ้นเชิง ‘ฮัดชิ้ว~!’
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ตารางการลงนิยายทุกวันเวลา 18.00
(ในอนาคตอาจมีการปรับตารางลงใหม่เพื่อให้ตัวผู้แต่งมีเวลาพัก ขอบคุณครับ)