รถบัสแอร์เย็นฉ่ำของเอกชนราคาครึ่งพันจอดเทียบสถานีปลายทาง หลายคนมักเข้าใจว่าภาคเหนือนั้นหนาวเย็นกว่าภาคอื่น อาจจริงสำหรับหน้าหนาว แต่ฤดูอื่นก็ไม่ต่างกันนัก กลางวันพระอาทิตย์ตรงหัวแดดก็ร้อนเปรี้ยงเปลี่ยนคนให้กลายเป็ปลาตากแห้งได้เหมือนกัน
“เอิ้ว อยู่นี่ บ่ะจิ๋ว เอิ้ว เอิ้ว”
เสียงลุงจอมของเด็กๆ ในหมู่บ้านใส่เสื้อปุ๋ยสีแดงสด ยืนโบกผ้าขาวม้าอยู่ท้ายรถกระบะเก่าอายุเกือบยี่สิบปี แกะโเรียกลูกชายที่เพิ่งตื่นลงจากบัส ผมของเ้าจิ๋วชี้ไปคนละทาง หน้าตางัวเงีย ที่คอมีหมอนรูปร่างคล้ายงูรัดคออยู่ตัวหนึ่ง
จิ๋วยกมือประนมไหว้บิดามาแต่ไกล พอเดินเข้าไปใกล้ไม่ต้องพิสูจน์ดีเอ็นเอก็รู้ว่าพ่อลูกกัน ลุงจอมแกสูงแค่คิ้วลูกชายเท่านั้นเอง ตัวเล็กแต่กระฉับกระเฉง อายุย่างเข้าเลขห้า แต่ยังทำนาทำสวนแข็งขัน
“ป้อ หวัดดี”
“เออ ไหว้พระไหว้เ้าเต๊อะ ขึ้นรถๆ เดี๋ยวป้อจะไปบ้านอาวหนานต่อ เปิ้นว่าจะหารือเื่งานบุญปีนี้”
จิ๋วเปิดประตูรถสีน้ำเงินที่ทำสีมาไม่รู้กี่ครั้ง ซ้ำแอร์ยังพังอีก รู้งี้น่าจะเอาเงินซื้อห้องที่กรุงเทพมาซื้อรถใหม่ให้พ่อแทน
เดือนพฤษภาคมในยามเช้าเมืองน่านอากาศเย็นสบาย หน้าขาวใสอย่างคนทำงานออฟฟิศถูกลมตีจนแก้มโย้ มือถือยกถ่ายสตอรี่ลงแอปรุ้ง บอกให้เพื่อนที่ติดตามรู้กันว่าตนกลับบ้านแล้ว
“โอ้ยน่อ ไผสั่งไผสอนหื้อยื่นหัวออกนอกรถจะอั้นหา เดี๋ยวคอจะขาดเน่อ บ่านี้ห่อ” พ่อดุทีจิ๋วถึงหดหัวเข้ารถ
ดอกหญ้าข้างทางปลิวสไวยามต้องลม บ้านของเ้าจิ๋วนั้นอยู่อำเภอเมืองก็จริงแต่ห่างจากตัวเมืองไกลโข แถมยังต้องขึ้นไปบนดอย อยู่สุดซอยติดป่าช้าวัด สมัยเด็กๆ เวลาเล่นจนลืมเวลาปู่ย่าชอบหลอกผีจนเขาต้องวิ่งหัวซุกหัวซุนเข้าบ้าน ปัจจุบันพวกท่านก็จากไปกันหมดแล้ว ที่บ้านจึงเหลือกันอยู่สองคน แค่จิ๋วกับพ่อเท่านั้น
“เดี๋ยวแลงๆ ป้อปิ๊กเด้อ”
“คร้าบบบ”
ส่งจิ๋วลงรถได้พ่อก็ถอยรถเข้าซอง เปลี่ยนมาสตาร์ทมอร์เตอร์ไซค์บิดออกจากบ้านไปหาอาวหนาวปั๋นที่อยู่ถัดไปอีกหลายซอย จิ๋วไม่ได้ขนเสื้อผ้ามามากมาย มีเป้แค่ใบเดียว ข้าวของอะไรที่บ้านมีพร้อมหมดแล้ว
บ้านของจิ๋วเป็บ้านไม้กึ่งปูน ครัวไทยแยกออกมาอีกหลังหนึ่ง ห่างไปหน่อยมีเล้าไก่ หลังบ้านมีสวนผัก รอบบ้านปลูกผลไม้มีทั้งมะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ กับแอปเปิ้ลเมือง พื้นที่กว้างขวาง มุมหนึ่งข้างรั้วยังมีไผ่กองหนึ่ง คาดว่าบิดาคงจะเอามาทำเป็รั้วใหม่แทนรั้วเก่าที่เริ่มผุพัง
จิ๋วเดินขึ้นบ้าน ห้องของเขากับพ่ออยู่ชั้นบน แต่ก่อนตอนปู่ย่ายังอยู่ พวกท่านจะนอนห้องปูนชั้นล่าง ด้วยแข้งขาไม่ค่อยดีเหมือนคนหนุ่ม พอพวกท่านเสีย ห้องนั้นเลยกลายเป็ห้องเก็บของไป
จิ๋วเปิดห้องนอนที่ไม่ได้กลับมานานถึงสามปี มันไม่ได้ต่างจากตอนเขาเรียนมัธยมปลายนัก ดาบคู่สอดใส่ฝักแขวนไขว้อยู่หลังประตูฝุ่นจับจนขาว หลังเข้ามหาวิทยาลัย ชีวิตส่วนใหญ่ของจิ๋วอยู่แต่หอพัก หยุดยาวถึงกลับบ้านสักที พอทำงานก็ไม่ได้กลับมาเลย ห้องนี้จึงแทบไร้คนทำความสะอาด พ่ออยู่บ้านคนเดียว พอรู้ว่าเขาจะกลับจึงกวาดถูซักผ้าปูรอไว้ ทว่าพวกฝุ่นตามชั้นหนังสือยังคงจับแน่น
ด้วยความรักสะอาดจิ๋วอดไม่ได้ที่จะเก็บกวาดห้องใหม่ เคยได้ยินมาว่าถ้ารู้สึกแย่หรือชีวิตกำลังอยู่ใน่ขาลงให้ลุกขึ้นมาเก็บกวาดห้อง ทำให้สิ่งรอบตัวเป็ระเบียบแล้วชีวิตจะค่อยๆ เข้าที่เข้าทางเอง ไหนๆ ก็ว่าง เอาสักหน่อยแล้วกัน
มือขาวเลยขนเอาหนังสือการ์ตูนกองใหญ่ลงมาจากชั้น ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดชั้นหนังสือ ปัดกวาดเสร็จก็มานั่งคัดของสะสมตัวเอง แอทแทคออนไททันนี่ต้องจัดขึ้นหิ้งเหมือนเดิม ดาบพิฆาตอสูรเขาจำได้ว่าเพิ่งมาติดตาม่เรียนมหาวิทยาลัยและมียันเล่มพิเศษ ส่วนเชนซอว์แมนสมัยเรียนตามได้แค่ถึงเล่มที่ 11 ไม่ได้ตามต่อเพราะฝึกงาน ได้ข่าวว่าปีนี้เพิ่งจบ ถ้าได้เงินชดเชยคงไปซื้อเล่มที่เหลือเพิ่ม
สมัยเด็กจิ๋วเป็โอตาคุ หมกมุ่นอยู่กับมังงะ ยังดีที่ติดพวกตัวการ์ตูน2D งอมแงม เหล้ายา ผู้หญิงเลยไม่แตะ วัยรุ่นแถวบ้านหลายคนมีลูกเมียั้แ่อายุน้อย ส่วนเขาไปโรงเรียน เก็บหอมรอมริบเงินเพื่อซื้อการ์ตูน เพื่อนชวนเที่ยวเตร่ก็ไม่ไป สนิทสุดแค่ไอ้ไจ๋กับไอ้ม่อนที่ชวนมาเล่นที่บ้านบ่อยๆ ด้วยเป็โอตาคุเหมือนกัน ล่าสุดเห็นว่าทำงานอยู่เชียงใหม่โน่น
ตอนแรกจิ๋วก็นั่งเก็บของ ไปๆ มาๆ สมาธิเริ่มไขว้เขว ผ่าพิภพไททันเล่มแรกถูกเปิดอ่านอีกครั้ง จบเล่มหนึ่งก็ต่อเล่มสองทันที จากนั่งก็เริ่มนอนกับพื้น แดดร่มลมตก อ่านได้ถึงเล่มที่สิบห้าเสียงโหวกเหวกของบิดาจากชั้นล่างก็ดังแว่วมา
“ประตูห้องเช่า มีร้องเท้าสองคู่เคียงกัน คู่หนึ่งนั้นเป็รองเท้าเธอ พี่จำได้ดี” เพลงของสายัณห์ นิรันดร ถูกขับร้องออกมาทุกครั้งที่เมา
จิ๋ววิ่งลงมาเห็นอาปั๋น ลูกพี่ลูกน้องของบิดากำลังหิ้วปีกคนเมาอย่างทุลักทุเล เขาเลยเข้าไปช่วย
“เฮ้ย ลูกไผวะ มาอยู่นี่ได้จะใด” บิดาทำท่าสะดุ้งตอนเห็นหน้าเ้าจิ๋ว
“ลูกป้อก่ะ ไปฮับมาตอนเจ๊า ไหนบอกไปอู้เื่งานบุญกับอาวหนาน เป๋นหยังเมาขนาดนี้ หืม”
“ก็อู้แต้ๆ อู้ไปกินไป เปิ้นดีใจ๋ลูกปิ๊กมาอยู่โตยน่ะก่ะ” อาวปั๋นว่า
อาวหนานก็แก้ตัวให้พ่อแต่เด็กจนแก่ จิ๋วคร้านจะพูด “ปาป้อไปนั่งตี้โซฟาก่อนครับ” โซฟาไม้ที่มีทุกบ้าน
ตูดถึงไม้แกก็หงายหลังนอนร้องเพลงฮึมฮัมต่อ แถวนี้กินเหล้ากันทุกเทศกาล ฉลองกันได้ทุกวัน บางทีไม่มีงานอะไรก็ตั้งวงเม้ามอยประสาคนแก่ เปิดคาราโอเกะร้องประชันลูกคอ จิ๋วชินเสียแล้ว เขาหันไปไหว้ญาติผู้ใหญ่อีกคนที่ช่วยดูแลกันมาตลอด
“ขอบคุณหนาครับตี้มาส่ง”
“ก็ญาติปี้น้องกันทั้งนั้น บ่าต้องกึ๊ดนัก”
ยืนส่งแขกกลับบ้านได้ก็หันมามองพ่อตัวเอง เมาั้แ่หัววันเลยสิน่า ส่ายหน้าระอาใจแต่มือก็จัดท่านอนหาผ้าเปียกมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้แก แล้วก็ลากพัดลมมาเป่าให้ กันยุงหาม
ดูแลพ่อเสร็จจิ๋วที่หิ้วท้องว่างมาทั้งวัน เสียงท้องเริ่มร้องประท้วง ของกินตามบ้านนอกนั้นหาง่าย ผักไม้อะไรก็เอามาทำอาหารได้หมด ในครัวมีไข่กับผักสวนครัว จิ๋วเลยทอดไข่ ลวกผัก ตำน้ำพริกง่ายๆ เอามานั่งกิน กินไปก็ดูอนิเมะผ่านแท็ปเลตที่จ่ายรายเดือนไว้ เปลี่ยนมาใช้แบบไม่ถึงร้อยแต่จำกัดอุปกรณ์ ตามสภาพคล่องทางการเงิน
พระอาทิตย์ตกดินแสงสุดท้ายลาลับขอบฟ้า จิ๋วนั่งกระดิกเท้าอยู่ชั้นล่าง ดูอนิเมะจบไปสามตอนถึงเดินไปปิดประตูหน้าต่าง เขามองบิดาอย่างชั่งใจว่าจะเอาอย่างไรกับแกดี แบกคนเดียวจะไหวไหมนะ ไม่น่าไหวว่ะ ตัดสินใจได้เลยขึ้นไปเอาผ้าห่มให้แกสักผืน แล้วค่อยเข้าห้องนอนตัวเอง กะว่าจะอ่านหนังสือต่อ แต่ดันมีสายเรียกเข้าเสียก่อน
“มึงกลับน่านเหรอวะ” เสียงไอ้ไจ๋เพื่อนรักลอยมาพร้อมกับเสียงเพลงร็อกเบสหนัก แว่นตาหนาเตอะต่างจากสมัยเรียน ปัจจุบันไจ๋ทำงานเป็สถาปนิกให้กับบริษัทสิงคโปร์ในเชียงใหม่ แม้งานเป็แบบทำที่บ้าน แต่อีกฝ่ายเลือกจะอยู่ห้องพักที่เคยอยู่ั้แ่สมัยมหาวิทยาลัยแทนการกลับบ้าน
“เออ ตกงาน” พอเป็เพื่อนสนิท ก็ไม่มีอ้อมค้อม
“จริงๆ ก็ควรออกตั้งนานแล้ว สองผัวเมียนั่นประสาทแดกชิบหาย ทนมาได้ขนาดนี้ก็ยอดมนุษย์ละ แล้วมึงจะอยู่น่านนานไหมวะ”
“ไม่รู้ว่ะ รอเงินชดเชย ศาลตัดสินเมื่อไหร่ ค่อยว่ากัน”
“มึงขึ้นมาอยู่กับกูไหมล่ะ” ไอ้ไจ๋หาเพื่อน
“ยังก่อน อันที่จริงกูมีแพลนขึ้นไปตอนงานยี่เป็ง ซื้อบัตรไว้นานละ”
“เออๆ ตามใจ มาเมื่อไหร่ก็บอก ว่าแต่มึงมีโซโลเลเวลลิ่งถึงเล่มไหนวะจิ๋ว” นี่แหละจุดประสงค์ที่แท้จริง
“กูไม่ได้ตามมาหลายปีละค่ะ เดี๋ยวนะ” ตาเหลือบมองกองหนังสือ นั่งยองนับก่อนจะบอกจำนวนไป “สิบห้าว่ะ”
“เหรอวะ งั้นเดี๋ยวกูกดสั่ง เออ มึงรู้ปะไอ้โอมที่ลือกันว่าฆ่าคนตาย ตอนนี้แม่งออกจากคุกแล้วนะเว่ย กูเห็นแจนมันโพสต์รูป”
ในกลุ่มโอตาคุหลังห้องสมัยมัธยม หากถามว่าใครขี้เสือกที่สุดหนีไม่พ้นไอ้ไจ๋ มันรู้จักเขาไปทั่ว เื่ในโรงเรียนใครได้ใคร ใครมีปัญหากับใคร มันรู้หมด เวลาเขามีเื่กัน จิ๋วจะลากไอ้ม่อนวิ่งด้วยความเร็วสูงกลัวลูกหลง แต่ไอ้ไจ๋กลายเป็ไทยมุงแถวหน้าชมการวิวาทเก็บรายละเอียดแบบฟูลเอชดีคมชัดทุกมิติ โตมาถึงวัยทำงานในกลุ่มแอปฟ้าก็จะมีไอ้ไจ๋นี่แหละที่ส่งข้อมูลชาวบ้านเข้ามาประจำ แบบ ‘มึงๆ รู้เื่นี้ปะ’
ไจ๋เม้ามอยอยู่เป็ชั่วโมงกว่าจะวางสาย ส่วนใหญ่ก็เื่ไอ้โอมที่จริงๆ แล้วไม่ได้ฆ่าใครตายแต่ถูกจับเื่ยาเสพติด จิ๋วฟังไปก็ยกกองผ่าพิภพไททันที่อ่านค้างขึ้นเตียง เสียงจิ้งหรีดเรไรจากป่าช้าหลังบ้านดังระงม ตอนคว้าเล่มที่ 18 ขึ้นอ่าน ซองกระดาษแผ่นบางก็หล่นลงบนหน้าผาก ยังดีที่มันร่อนลงมาแปะบนหน้าผากเบาๆ ไม่เอามุมคมทิ่มตา
“เชี่ยไรวะเนี่ย”
มือเรียวจับซองจดหมายน้อยสีขาวปิดผนึกขึ้นส่อง คิ้วตรงย่นเข้าหากัน ไม่มีจ่าหน้าซอง พอส่องไฟเพดานก็เห็นกระดาษถูกพับไว้ข้างในอีกแผ่น
จิ๋วพลิกตัวนอนคว่ำ มือแกะซองลวกๆ จดหมายเรียกผู้ปกครองสมัยเรียนเหรอวะ เอาแอบพ่องี้เหรอ แต่สมัยเรียนเขาเป็เด็กดีจะตายชัก
มือขาวเอากระดาษออกจากซอง ตาตี่เบิกโตขึ้นทีละนิด ไม่ใช่จดหมายเรียกผู้ปกครองว่ะ…มันคือจดหมายสารภาพรัก
ถึงจิ๋ว
เรารักจิ๋วนะ แค่อยากให้รู้ไว้ ขอบคุณการมีอยู่ของจิ๋วที่ทำให้การย้ายมาเรียนที่นี่ไม่แย่เกินไป ถ้าทำให้ลำบากใจขอโทษด้วยนะ
วังเหนือ
ถ้อยความสั้นๆ แต่ทำเอาจิ๋วอึ้งกิมกี่ จะบ้าเหรอ ่มอปลายมีคนชอบตัวเองด้วย จริงดิ แต่เดี๋ยวนะ วังเหนือนี่ใครวะ? ชื่อมันแบบว่าไม่น่าใช่สาวน้อยใสๆ เห้ยๆๆ ผู้ชายเหรอวะ
โยนจดหมายรักในมือประหนึ่งของร้อน อุตส่าห์ดีใจ มันก็น่าดีใจอยู่หรอกจิ๋วไม่เคยัักับประสบการณ์รักหวานแหววมาก่อน สถานการณ์เมื่อกี้นี้ใกล้เคียงที่สุดแล้ว
ดวงตากลมใสเหลือบมองจดหมายที่ถูกปาทิ้งด้วยความรู้สึกซับซ้อน เอื้อมนิ้วไปคีบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาใหม่
‘ถ้าทำให้ลำบากใจก็ขอโทษด้วยนะ’ ประโยคท้ายจดหมายว่าอย่างนั้น อันที่จริงจิ๋วไม่เคยรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ เขาจะไปลำบากใจอะไร คนเขียนเองก็ไม่ได้ดื้อรั้นจะเข้ามาในชีวิตเขาเสียหน่อย แค่บอกให้รับรู้เท่านั้น แค่บังเอิญว่ามังงะเล่มนี้เขาอ่านจบพอดีเลยไม่ได้หยิบยกขึ้นมาอ่านต่ออีก จิ๋วคิดได้อย่างนั้นก็พับจดหมายสอดเข้าไปในหน้าแรกของหนังสือเล่มเดิม ไม่คิดสนใจมันอีก (เหรอ)
????
เสียงไก่ขันั้แ่ตีสี่ครึ่งปลุกจิ๋วให้สะดุ้งตื่นจากนิทรา เสียงรถกระบะถูกสตาร์ท จิ๋วชะโงกหน้าดูทางหน้าต่าง เป็บิดาที่ขนเอาผักในสวนไปขายที่ตลาดตอนเช้า
พอตื่นแล้วก็นอนไม่หลับ จิ๋วล้างหน้าแปรงฟันแล้วเดินลงมาชงกาแฟ มือกดโทรศัพท์เลื่อนดูไปเรื่อย แล้วก็ไพล่นึกถึงเื่เมื่อคืน
‘วังเหนือนี่มันใครวะ’ ต่อมอยากรู้อยากเห็นสั่นระริก ชื่อแซ่ไม่คุ้นหูสักนิด ถ้าเรียนด้วยกันอย่างน้อยน่าจะเคยได้ยินตอนขานชื่อกันบ้าง
คิดแล้วจิ๋วก็ลองหาชื่อเพื่อนในแอปฟ้าดู เจอจริงด้วยแฮะ
‘วังเหนือ เศวตมงคล’ ขาวตี๋คิ้วเข้มหน้าคมชัด หล่อเลยแหละ คุ้นๆ ว่าเป็เด็กที่ย้ายเข้ามากลางเทอมตอนมอสี่ทำสาวๆ ฮือฮากันยกใหญ่ คนนี้จริงดิวะที่ชอบเขา แปลกๆ ว่ะ หรือมันแค่แกล้งเล่น แต่ตอนนั้นจิ๋วไม่รู้ตัวงี้หรือเปล่านะ ถึงสงสัยอย่างนั้น แต่ข้อมูลในแอปฟ้าก็หยุดอัปเดตไปั้แ่เจ็ดปีก่อนแล้ว
จิ๋วไล่ดูโพสต์เดิมๆ ไม่กี่โพสต์ แล้วลองคลิกเข้าไปดูแอปสีรุ้งที่ลิ้งก์กันไว้ รูปส่วนใหญ่ถ่ายที่สนามหญ้าของโรงเรียนกับเด็กที่เล่นบอลด้วยกัน มุมนี้จิ๋วจำได้ดีเพราะเขากับเดอะแก๊งชอบจองม้านั่งใต้ร่มไม้ริมสนาม อีกฝ่ายดูเป็เด็กผู้ชายธรรมดาที่แค่หน้าตาดีกว่าเด็กวัยเดียวกัน และมักถูกไอ้โอมหาเื่ จนจิ๋วเคยพาลหงุดหงิดกับความไม่สู้คนของอีกฝ่าย
เขามีหนังสือรุ่นนี่หว่า พอคิดได้ก็วิ่งตึงตังขึ้นบ้าน เอาหนังสือรุ่นมานั่งเปิด สมัยเรียนจิ๋วกับเดอะแก๊งเรียนสายศิลป์ญี่ปุ่น ส่วนวังเหนือนั้นเรียนห้องพิเศษไออีพีที่เน้นใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนเป็หลัก ไม่แปลกที่จะไม่เจอกัน
ไม่เจอกันแล้วมันจะมาชอบเขาได้ไงวะ เอ๊ะแล้วเอ๊ะอีก สุดท้ายอดใจไม่ไหว โทรไปหาไอ้ไจ๋ผู้รอบรู้ั้แ่ไก่โห่
“เชี่ยจิ๋ว แม่มึงตาย โทรมาไมตอนนี้วะ”
“มึง วังเหนือนี่สมัยเรียนมันมีข่าวแปลกๆ บ้างไหมวะ”
สายเืนักเผือกต่อให้ง่วงงุ่นแต่พร้อมให้ข้อมูลเสมอของไอ้ไจ๋ดังลอดจากปลายสาย
“จะมีข่าวอะไรนอกจากที่มันเข้าโรงพยาบาลตอนปีสองวะ เหมือนจะไม่รอดด้วยนะ เดี๋ยวๆ มึงกลับบ้านไป คงไม่ได้เจอดีเข้าหรอกใช่ปะ แบบิญญาตามติด” ไจ๋เริ่มสร่าง คนกลัวผีขี้ขึ้นสมองเริ่มอยู่ไม่สุข
จิ๋วเม้มปากหัวคิ้วยับย่น…ตายไปแล้ว…เหรอวะ
????