อภินิหารเทพปฐมภพ

    เล่มที่ 1 บทที่ 49 ลู่พั่ง หมิงจื่อ

    โคมไฟบนเพดานส่องลงมาเห็นเป็นเงาของเจ้าของเรือนพักแห่งนี้ที่กำลังเดินร่อนไปมายังโต๊ะด้านในสิบสองโต๊ะที่ถูกลู่พั่งเหมาจอง ดูนางอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
    เจ้าของสถานที่นี้กลับเรียกตนเองว่า'เขียววจี' ที่เป็นสตรีวัยกลางคนรูปร่างสะสวยที่รู้จักสนทนาปราศรัยกำลังเรียกลูกน้องคนงานมาปัดเช็ดดูแลโต๊ะที่ถูกจองวุ่นวาย โดยราคาที่พักแรมและค่าอาหารแพงเอาการอยู่ลูกค้าจึงน้อยยิ่งกว่าน้อย
    นางพอรู้ว่ามีผู้มาจับจองห้องพักและจองโต๊ะที่เหลือจนหมดสิ้น เมื่อครู่นี้ที่ยังมาดูแลโต๊ะที่พวกของหมิงเย่านั่งอยู่  ก่อนหน้านี้ขนาดหมิงจื่อสั่งขนมหนวดมังกรที่เรือนพักนี้ไม่มี เขียววจียังดีใจมีน้ำใจสั่งให้ลูกน้องไปซื้อหาจากตรอกตลาดที่อยู่ระแวกใกล้เคียง
    พอมีลูกน้องมารายงานว่ามีผู้ลูกค้ารายใหญ่มาก็ผละจากไปไม่สนใจใยดีอันใดอีก นางเดินผ่านโต๊ะของหมิงเย่าไปมา เตรียมรับรองลูกค้ามือเติบที่มิรู้ขนเงินมาด้วยกี่เล่มเกวียน เมื่อนางเดินผ่านหลังหมิงเย่าไป ก็พอดีเขาเอ่ยขึ้นว่า " ทวนพายุบินเจ็ดตระการตระกูลหมิงนี้เจ้าย่อมไม่รู้จัก เป็นบิดาของพ่อปู่ของเจ้าทิ้งไว้ก่อนจากไป "  " ท่านปู่? " คำท่านปู่คำนี้ หมิงจื่อไม่ค่อยเอ่ยออกจากปากแม้แต่น้อยปานเป็นคำแปลกประหลาดคำหนึ่ง " หมิงจื่อเจ้าย่อมไม่เคยพบท่านปู่ สักวันเขาคงกลับมา " " ท่านปู่ไปที่ใด? ไฉนลูกไม่เคยได้ยินท่านพ่อพูดถึงเรื่องของท่านมาก่อน " ประโยคนี้ของหมิงจื่อพอกล่าวจบก็ทำให้หมิงเย่านิ่งเงียบขรึมไปชั่วขณะหนึ่ง ส่วนหมิงเฉินก็มีอาการที่ไม่แตกต่างกัน น้ำชาที่เขาจะเพิ่งจะหยิบขึ้นมาจิบก็ถึงกลับวางลงไปที่เดิม   หมิงเย่ามองบุตรีอย่างมีความหมาย ก่อนกล่าวช้าๆว่า "  ปู่ของเจ้าเดินทางไปในที่อันไกลแสนไกล พ่อหวังว่าเมื่อถึงเวลาท่านต้องกลับมา " คล้ายยังไม่ถึงเวลาที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้ หมิงเย่ารีบเปลี่ยนมาพูดเรื่องทวนสั้นที่อยู่ด้านหลังเพียงสั้นๆต่อไปว่า " ส่วนทวนนี้มีอาถรรพ์อยู่บ้าง พ่อจึงไม่ใคร่นำออกมา " ความจริงเขาจะบอกว่ามันร้ายกาจเกินกว่าที่จะคาดคิดยิ่งนัก เพียงไม่อยากเอ่ยคำนี้ออกไป เหตุผลที่เขานำออกมาเพราะรู้สึกถึงสถานการณ์ผิดปกติอยู่หลายอย่างจึงนำทวนสั้นเล่มนี้ติดตัวมาด้วย หากไม่ใช่หมิงจื่อบุตรสาวเขาเป็นจอมดื้อดึง เขาคงไม่ให้นางมาด้วยแต่แรกแล้ว หลังขนมหนวดมังกรที่เด็กของเรือนพักนี้ไปซื้อจากตลาดข้างนอกมาให้หมดหน้าตักไป หมิงจื่อชอบขนมชนิดนี้นักตอนไปเที่ยวมณฑลใหญ่ประจิมครั้งก่อน ขากลับยังแวะซื้อจากข้างนอกเอาไปฝากป้าเหลียนของนางเสียหลายห่อ แต่พอให้จริงๆเพียงห่อเดียว  สนทนากันอีกไม่นานหมิงจื่อยืนยันว่าจะไปซื้อขนมหนวดมังกรมาทานอีก แต่คงต้องออกไปซื้อเองเพราะโต๊ะของพวกนางตอนนี้คล้ายโต๊ะที่ไม่มีผู้ใดนั่งอีกต่อไป
    หมิงเย่าเห็นนางทานขนมหวานมากเกินจึงพูดขึ้นมา" หมิงจื่อหากเจ้าทานขนมหวานมากๆ ตอนค่ำคืนจะมีปีศาจมาขโมยฟันของลูกรู้หรือไม่?"
    หมิงเฉินพอได้ยินสำทับต่อทันที
    " ใช่แล้วหลานจื่อหากฟันขาวเรียงสวยของเจ้าหายไปสักซี่ หากเจ้าด่าผู้ใดคงไม่มีผู้ใดเกรงกลัวเจ้าอีก "
    เด็กน้อยพอฟังกลับร่ำร้องว่า
    " มีท่านพ่อ ท่านอาเฉินอยู่ปีศาจเห็นพวกท่านครั้งเดียวก็ไม่กล้ากลับมาตอแยอีก "
    กล่าวเสร็จยังทำท่าทางยกโป้งให้ทั้งสองตนละข้างชวนน่ารักน่าเอ็นดู จนหมิงเย่า หมิงเฉินต่างหัวร่อออกมาอย่างมาความสุข
    " หมิงเฉินพาหลานของท่านไปเถิด อย่าปล่อยให้นางไปตอแยผู้ใดเข้าอีกเล่า ข้าคงไปรอทางด้านบน" หมิงเย่ายิ้มแย้มส่ายหน้าขึ้นมาทีหนึ่ง คิดถึงครั้งก่อนคนรับใช้ถูกนางด่าเปิงจนร่ำไห้มาหาเขาทีหนึ่ง ป้าหลานก็ยกยอปอปั้นกันจนเขาได้แต่ส่ายหัว ก่อนจะกลับขึ้นไปรอยังห้องพัก เนื่องเพราะเขาไม่นิยมเดินชมตลาดของกินเช่นเด็กๆ เมื่อบิดาเดินขึ้นชั้นบนออกไปแล้ว หมิงจื่อก็รีบเร่งวิ่งออกไป จนหมิงเฉินร่ำร้องว่า
    " หลานจื่ออย่าได้รีบร้อน"
    ก่อนจะค่อยๆ ลุกติดตามนางออกไป ที่ตอนนี้วิ่งถึงทางออกเรือนพักไปแล้ว                         ...................................... ขณะลู่พั่งกำลังจูงมือธิดาจะเข้าประตูเรือนพักกลับมีเด็กหญิงผู้หนึ่งวิ่งผ่านซูไฉ ลู่เก่ยลี่และผู้คนที่เพิ่งเข้าไปออกมา ไม่ทันเห็นเขาและธิดาจนแทบพุ่งชน เขาเห็นเด็กที่พุ่งออกมาดวงตากลมโต หน้าตาพื้นเพ ปานลูกสาวคนแบกเกี้ยวที่บิดาแบกเกี้ยวมาหลายวันเพิ่งมีเงินซื้อชุดใหม่ให้ลูกสาวสวมใส่ เขาจึงเอ็ดไป" เจ้ามีตารึไม่ ! ไม่เห็นพวกเรากำลังเดินเข้า " เสียงนี้นับว่าดังมิน้อย สำหรับลู่พั่งนอกจากลูกสาวและลูกค้ารายใหญ่แล้ว ไหนเลยเคยเกรงอกเกรงใจผู้ใด อย่าว่าแต่เด็กหญิงที่เหมือนลูกสาวคนแบกเกี้ยวหรือลูกคนแบกปูผักปลาในตลาดที่ไม่มีราศีเช่นนี้ เขาไหนเลยมีวาจาดีกล่าวออกจากปาก เหมือนคนในป้อมปราการยุทธ์มังกรบินที่โดนเขาด่าทีนอนหลับฝันร้ายไปหลายวัน   ซูไฉ ลู่เก่ยลี่และผู้คนอื่นที่เดินเข้าไปก่อนคล้ายไม่สนใจเรื่องเพียงเล็กน้อยนี้จึงเดินต่อไปรอด้านใน ส่วนที่หมิงจื่อหยุดยั้งร่างแทบไม่ทันก็เพราะทั้งสองคนที่อยู่ตรงข้างหน้าล้วนตัวต่ำเตี้ยยิ่ง จึงถูกผู้อื่นตรงประตูที่จะเดินเข้าไปในเรือนพักบังไว้หมดสิ้นนางไหนเลยมองเห็น ผู้ใดให้พวกเจ้าเกิดมาตัวเตี้ยเช่นนี้ โดยเฉพาะผู้ที่อ้วนเตี้ยปานอึ่งอ่างถึงกลับกล้าดุนางเสียงดัง ความรู้สึกไม่ถูกชะตาแปล๊บขึ้นมาทันที หมิงจื่อกวาดมองชายร่างอ้วนเตี้ยและเด็กหญิงที่วัยไล่เลี่ยกับนางที่อยู่ตรงหน้าไปมาหลายรอบ ส่งเสียงแหลมแทงประสาทขึ้น" เป็นเช่นไร รึขาแข้งหักไปถ้วนหน้า ก็ยังเห็นยืนกันปกติสุขดี ข้ามีตาหรือไม่? รึพวกท่านไม่มีปัญญามองดู " ลู่พั่งเพียงฟังเสียงเล็กแหลมก็เริ่มควันลอยออกขึ้นหัวผุดๆ คำพูดระคายหูที่น้อยครั้งจะได้ยินกลับมาได้ฟังออกจากปากเด็กหญิงผู้นี้" เจ้าเป็นผู้ใด กล้ามาโต้เถียงระคายหูเช่นนี้ " หมิงจื่อสวนคำออกไป" ข้าเป็นผู้ใดหรือต้องรายงานพวกท่าน ข้าเป็นลูกสาวคนแบกเกี้ยว ลูกสาวเง็กเซียนฮ่องเต้จำเป็นต้องรายงานพวกท่านด้วย " หมิงจื่อเห็นอึ่งอ่างอ้วนเตี้ยผู้นี้ถึงกลับกล้ามาต่อว่านาง ไหนเลยปล่อยเขาไว้" แล้วท่านเป็นใครหรือเป็นอึ่งอ่างอ้วนเตี้ยเมื่อชาติที่แล้ว ถึงกลับกล้ามาพองลมร่ำร้องแถวนี้ " พอฟังปานถูกเด็กน้อยนี้กระโดดขึ้นตบหน้าไปฉาดหนึ่ง ลู่พั่งตะลึงไปชั่วขณะ" จะ..เจ้าเด็กร้ายกาจ เจ้าถึงกลับกล้าด่าข้าจริงๆ" " มิใช่คำด่ารึจะเป็นคำชมก็แล้วแต่ท่าน "หมิงจื่อสวนกลับไปทันควัน
    บริวารที่ยืนเฉยอยู่รายรอบถึงกลับไม่เข้ามาห้ามเด็กหญิงผู้นี้หรือเห็นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไร้สาระกับเด็กผู้หญิงธรรมดาผู้หนึ่งจึงไม่สนใจหรือแอบสะใจน้อยๆที่เห็นเขาโดนเด็กน้อยผู้นี้ด่าก็ไม่อาจรู้ได้    ยืนเฉยๆ ยังพอทำเนาปรากฎบริวารที่อยู่ด้านหลังคนหนึ่งชื่อหวังฮากลั้นหัวเราะไม่อยู่ส่งเสียงคิกคักออกมาอย่างไม่รู้ตัว ขนาดเขาเอามือกุมปิดปากไว้ยังมีเสียงคิกคักเล็ดลอดออกมา ลู่พั่งเหลียวดู คนผู้นั้นก็เงียบเสียงแล้วทำท่ามองไปทางผู้อื่น ลู่พั่งจึงตวาดบอกลู่เตี้ยนที่กำลังยืนอึ้งกิมกี่อยู่เช่นกัน" ผู้ใดกล้าหัวเราะเมื่อครู่ คนอยู่ข้างๆยังไม่รีบหยุดยั้งมัน ลู่เตี้ยนตัดเงินค่าจ้างพวกมันลงครึ่งหนึ่ง " บริวารที่ได้ยินถึงกลับทำหน้าเหยเกแทบจะขย้ำคอหวังฮาที่หลงหัวเราะออกมาเมื่อครู่ เมื่อลู่พั่งหันมามองหมิงจื่อ ใบหน้าลำคอเขาแดงขึ้นมา ปกติเขาไหนเลยเคยหน้าแดง คราวนี้ถึงกลับหน้าแดงระเรื่อด้วยความอับอาย เป็นครั้งแรกที่ถูกผู้คนด่าออกมาเช่นนี้ อย่างมากตอนเด็กก็ถูกพี่น้องหัวเราะเยาะ นานครั้งอาจมีโต้เถียงกับลูกค้าที่ต่อราคาแต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้เขาไปทุกครั้ง ส่วนลู่เตี๋ยที่ยืนหน้าขาวซีดขึ้นก็เพิ่งเคยเห็นเด็กหญิงที่กริยาท่าทางดุร้ายเช่นนี้รีบกุมมือบิดานางไว้แน่น ลู่พั่งสุดท้ายแทบเหลือทนร่ำร้องเสียงขุ่นเคือง" เจ้าๆ ประเสริฐยิ่ง ช่าง ช่าง.." เขาคลั่งแค้นจนกล่าววาจาไม่ออก นับว่าเสียเหลี่ยมพ่อค้าใหญ่นัก ไม่นึกว่าวันนี้ถึงกลับถูกลูกคนแบกเกี้ยวด่าต่อหน้าบริวารและลูกสาวของเขา หมิงจื่อพึมพำ "เราว่าแค่นี้ ท่านยังโมโหหน้าแดงถึงเพียงนี้ หากเราด่ามากกว่านี้ ท่านใยไม่ร่ำร้องจนเสียสติไป ซึ่งตอนนี้ลู่พั่งก็ใกล้เสียสติแล้ว เขาไหนเลยเคยโมโหถึงขั้นลมออกหูเช่นนี้มาก่อน ขณะลู่พั่งจะสั่งสอนเด็กหญิงผู้นี้ให้รู้จักอ้วนเตี้ยแซ่ลู่เสียบ้าง ก็เป็นชายร่างสูงในชุดสีม่วงรีบเดินออกมาจากเรือนพักห้ามทัพไว้ " หลานจื่อไฉนเสียมารยาทเช่นนี้ " หมิงเฉินมองดูผู้ที่หลานของเขากำลังทุ่มเถียงด้วย คล้ายชายร่างเตี้ยผู้นี้จะถูกหลานของเขาตอบโต้จนหน้าแดงก่ำขึ้นมา แม้ไม่ได้ยินหมดสิ้นก็รู้ว่าหมิงจื่อที่ไม่เคยกลัวผู้ใดคงทุ่มเถียงจนชายผู้นี้กลายเป็นไฟกองหนึ่งขึ้นมา " ข้าหมิงเฉิน ขออภัยแทนหลานของข้าผู้นี้นัก ขอท่านโปรดอย่าได้ถือสาเด็กน้อยที่ไม่รู้ความ " ลู่พั่งที่ถูกด่าจนหัวร้อนหน้าแดง หลานที่ไม่รู้ความอันใด นางด่าว่าเขาจนบริวารเขาหัวเราะคิกคักขึ้นมา " หลานของท่าน ใยไม่สั่งสอนให้ดีกว่านี้ นางจะวิ่งชนพวกเรายังไม่รู้จักขอโทษ หากเป็นป้อมปราการของข้า เด็กไม่รู้จักความเช่นนี้ ให้พ่อแม่โบยตียังไม่สาแก่ใจ ต้องเอาไม้หนีบผ้าหนีบปากทิ้งไว้ราวตากผ้าสักสองสามวัน " หมิงจื่อพอฟังว่าอึ่งอ่างอ้วนเตี้ยผู้นี้จะเอาไม้หนีบผ้าหนีบปากนางก็ฉุนกึกขึ้นมาทันที นางไหนเลยยินยอมให้ผู้คนข่มเหงรังแกได้ตามใจแม้จะเป็นเพียงคำพูดก็ตามที " เจ้าอึ่งอ่างอ้วนเตี้ยยังกล้าพองลมปล่อยคำเหม็นๆออกจากปากอีก ยังโดนด่าไม่พอหรือไม่? " " หมิงจื่อหยุด ! "คราวนี้หมิงเฉินตวาดเสียงดัง หลานของเขาใยลามปามดุร้ายปานนี้ หากไม่หยุดนางไว้คงได้เห็นเด็กผู้ใหญ่คู่นี้วางมวยกันขึ้นมา " ขอโทษท่านลุงผู้นี้เสีย ยัง..ยังช้าอีก "  หมิงเฉินรู้สึกว่าหลานของเขากล่าววาจาล่วงเกินคนผู้นี้ไป หากไม่ดุว่านางบ้างยังจะล่วงเกินชายร่างอ้วนเตี้ยไปมากกว่านี้ สุดท้ายหมิงจื่อก็ยอมกล่าวขอโทษด้วยกริยาหน้าง้ำหน้างอ " ข้าและหลานสาวเพิ่งเดินทางมาถึง และพักที่นี้ขออภัยจริงๆ ที่ทำให้พวกท่านวุ่นวายไม่สบายอารมณ์ "  หมิงเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมประกอบกับบุคลิกท่าทางที่จริงใจและการแต่งกายที่ภูมิฐาน ที่ดูแล้วย่อมมิใช่คนธรรมดา แต่ลู่พั่งคร้านจะทำความรู้จักด้วย สุดท้ายเมื่อหมิงจื่อกล่าวขอโทษ ลู่พั่งก็ย่นจมูกฟึดฟัดปล่อยผ่านให้พ้นๆไป สักพักหมิงจื่อก็เดินหน้าง้ำหน้างอเลี้ยวขวาออกไปริมทางทันที หมิงเฉินจึงร่ำร้องรีบติดตามไปกลัวนางจะก่อเรื่องอันใดขึ้นอีก " หลานจื่อรออาด้วย "  หมิงเฉินรีบเดินตามนางออกไป หลานของเขาก็เดินไวยิ่ง " หลานจื่อ " เงียบ " หลานจื่อ " เงียบ ผู้คนบนท้องถนนก็หันมามองคนทั้งสอง หมิงจื่อมองไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวก็เป็นตรอกตลาดที่ผู้คนเดินจับจ่ายซื้อของกันขวักไขว่ กลิ่นหอมหวนของขนมของกินนานาชนิดลอยมาจากร้านขายของกินที่มีหลายร้าน บนโต๊ะจัดวางเกี้ยวทอด ขนมปุยฝ้าย ขนมหวานนานาชนิด ยิ่งตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ผลไม้จึงมีหลายชนิด แตงโม องุ่นพวงโตถูกแม่ค้าหลายคนนำมาวางขายหน้าร้าน สักพักหมิงเฉินก็เดินตามมาทันหลานของเขาที่กำลังยืนมองแม่ค้าร้านหนึ่งกำลังดึงเส้นแป้งยืดยาวเป็นเส้นเล็กๆและนำมาคลุกกับไส้ขนมหนวดมังกรอย่างคล่องแคล่ว ห่างออกไปก็มีอีกสองสามร้านที่ขายขนมหนวดมังกรนี้ ร่างสูงในชุดสีม่วงจึงเอ่ยขึ้น  " ถือว่าอาไถ่โทษที่ดุว่าเจ้าไป ขนมหนวดมังกรมีกี่ร้านจะเหมาให้หมดสิ้น " หมิงจื่อพอฟังก็ยิ้มแฉ่งขึ้นมา หมิงจื่อความจริงเป็นผู้ที่โกรธง่ายหายไว เห็นว่าผู้เป็นอาติดตามมางอ แล้วนางก็ผิดอยู่บ้างที่ไม่กล่าวขอโทษอึ่งอ่างอ้วนเตี้ยผู้นั้นแต่แรก ไม่แล้วเรื่องราวคงไม่บานปลายทุ่มเถียงด่าทอสิ้นเปลืองพลังกันเช่นนี้ ' เช่นนั้นต้องหาสิ่งใดมาทดแทนพลังที่เสียไปเสียหน่อย' นางคำนึงขึ้น หลังแกล้งเงียบไปสักพักหนึ่งพอเป็นพิธีก็ยิ้มแย้มเอ่ยขึ้น " ขนมหนวดมังกรหมดตลาดกินทีเดียวก็ฝืดคอแย่แล้ว ย่อมต้องมีน้ำหวานลูกบ๊วยมากินเคียงคู่ด้วย แล้วหากกินน้ำหวานลูกบ๊วยติดตามย่อมมีรสเปรี้ยวหวานในลำคอก็ต้องกินขนมเตียวเอี่ยวก้วยติดตามลงไปอีกวุ่นวายยิ่งนัก " [ขนมเตียวเอี่ยวก้วยเป็นขนมแป้งห่อไส้ทอดคล้ายกระหรี่ปั๊ป ] "  เรื่องวุ่นวายเพียงเท่านี้ หลานจื่อของอาย่อมเก่งกล้าสามารถ อาเฉินของเจ้าวันนี้ต่อให้ต้องสิ้นเนื้อประดาตัวก็ต้องเลี้ยงเจ้าจนอิ่มหนำสำราญ" " เรื่องสำคัญเยี่ยงนี้ไฉนชักช้าได้ ตีเหล็กย่อมตียามร้อน " หมิงจื่อหันขวับมาทางแม่ค้าที่ได้ฟังอาหลานคู่นี้พูดคุยกันที่ฉีกยิ้มกว้างจนแทบหยิบกระดาษมาห่อรอแล้ว " คุณหนูเหมาหมดสิ้นเลยหรือไม่" หมิงจื่อก็ฉีกยิ้มเช่นกัน'อึ่งอ่างอ้วนเตี้ยนับว่านำลาภปากอันประเสริฐมาอยู่บ้าง' ก่อนลืมเลือนเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไปสิ้น เตรียมรับมือต่อสู้กับกองทัพขนมหนวดมังกรเป็นด่านแรก                                      .................................... ลู่พั่งที่ยืนอยู่กับลู่เตี๋ยตรงประตูทางเข้าเรือนพัก ยังคงมีควันหลงหาที่ระบายเมื่อมองเห็นกลุ่มบริวารที่มีคนผู้หนึ่งส่งเสียงคิกคักออกมาเมื่อครู่ พวกมันต่างกำลังขนสัมภาระ เขารอให้พวกมันขนเข้ามาใกล้ๆ เสียงดังปานหูจะแตกก็ถูกตะเบ็งออกมา " มารดาเจ้าเถอะ ขนเข้าไปหาผู้ใด บิดายังมิได้สั่ง " " อะอ้าวท่านประมุข มิใช่..? "บริวารพวกนี้ร่ำร้องขึ้นมา บริวารเหล่านี้ได้ยินว่าเขาจะพักที่นี้คืนนี้จึงตระเตรียมกันจะขนสัมภาระที่จำเป็นติดตามเข้าไป พอฟังว่าลู่พั่งยังมิได้สั่งก็งุนงงขึ้นมา มองไปทางลู่เตี้ยนที่ยืนทำหน้าเลิ่กลั่กเช่นกัน " เจ้าหูแตกหรือไรเก็บของขึ้นรถลาก เรือนพักเล็กๆ ผู้คนวุ่นวายเช่นนี้ยังจะพักทำไมกัน " ลู่พั่งเหลียวมองเข้าไปในเรือนพักเห็นซูไฉ ลู่เก่ยลี่และคนที่เหลือล้วนไปนั่งโต๊ะด้านในรอจนเหงือกแห้งแล้ว " ลู่เตี้ยนไปเชิญอาจารย์ซูไฉออกมา  บอกว่าข้าเปลี่ยนใจไปพักที่แห่งอื่น พวกเจ้าส่งคนล่วงหน้าออกไปจับจองที่พักอื่นข้างหน้าไว้ " พวกบริวารของเขาปานรู้ว่าเขากำลังคุกรุ่นอยู่ใยกล้ากล่าววาจาใดอีก  วิ่งวุ่นวายเข้าไปประตูเรือนพักยกเลิกการจองที่พักและโต๊ะนั่ง ดีว่ายังไม่สั่งอาหารอันใดมา เจ้าของสถานที่ที่เป็นสตรีวัยกลางคนที่เรียกเขียววจีถึงกลับร่ำร้องออกมา ลูกค้ามือเติบผู้นี้ไฉนอยู่ดีๆ เปลี่ยนใจไม่พักแทบเป็นลมจับแต่เห็นเงินที่ลู่เตี้ยนจำยอมควักมาจ่ายชดเชยให้ก็เย็นลงอาการดีขึ้นบ้าง  ลู่พั่งพอรู้ว่าเด็กปากมหาภัยพักที่นี้ มีหรือจะมีกระใจพักที่เดียวกับนาง เขาอยากออกจากที่นี้ยิ่งไวยิ่งดี จึงชักชวนลู่เตี๋ยขึ้นไปรอบนรถลาก  ลู่พั่งไหนเลยจะคาดคิดว่า นี้ไม่ใช่ครั้งเดียวที่จะได้เจอเด็กปากมหาภัยผู้นี้ อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะได้เจอกันอีก
    และภายภาคหน้าลู่พั่งยิ่งจะแทบกระอักเลือดออกมาเมื่อรู้ว่าเด็กหญิงที่น่าตาปานลูกสาวคนแบกเกี้ยวนี้ ถึงกับเป็นศัตรูหัวใจตัวฉกาจของลู่เตี๋ยบุตรีของตนที่นับวันนางจะสวยสะคราญยิ่งกว่าเทพธิดาบนสวรรค์ชั้นฟ้า ดั่งมารดาของนาง....
    ลู่เตี๋ยและหมิงจื่อที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวยิ่งเติบโตยิ่งเห็นความแตกต่าง  แต่หมิงจื่อกลับจะเป็นเหวที่แม้นแต่ฟ้ายังอิจฉา                                   .................................

    คล้ายกับเรื่องอภินิหารเทพปฐมภพ ที่คุณอ่าน