รอยบาป ซ่อนรัก

    ตอนที่ 30: รอยตรานิรันดร์ (The Indelible Stamp)

    เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปอีกครึ่งปีอย่างสงบเงียบงัน ลมหนาวบางเบาของช่วงปลายปีพัดพาเอาความทรงจำอันโหดร้าย พายุอารมณ์ และวิกฤตชีวิตในอดีตให้ค่อย ๆ เจือจางจางหายไป ทิ้งไว้เพียงประสบการณ์ชีวิตและรอยแผลเป็นเตือนใจถึงความผิดบาปที่ทุกคนต่างเรียนรู้และปรับตัวยอมรับมันอย่างเป็นผู้ใหญ่


    ณ สตูดิโอวาดเขียนรูปบ้านไม้สองชั้นหลังเล็กของ 'เจตน์' ย่านชานเมือง บรรยากาศยามเช้าเงียบสงบอบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟคั่วบดอุ่น ๆ ที่โชยมาจากเหยือกต้มน้ำร้อนบนโต๊ะไม้กลม และกลิ่นหอมสะอาดอ่อน ๆ ของลาเวนเดอร์ผสมผสานกับน้ำมันสนสำหรับผสมสีน้ำมัน แสงแดดอุ่นสีทองยามเช้าสาดส่องลอดผ่านม่านผ้าฝ้ายสีขาวนวลลงบนแป้นคีย์เปียโนไม้โอ๊คสีเข้มตัวเล็กมือสองที่ตั้งอยู่อย่างประณีตข้างขาตั้งวาดภาพสีน้ำมันของเจตน์ เสียงเพลง Clair de Lune ของ Debussy แว่วดังแผ่วเบาพลิ้วไหวอย่างอ่อนโยนไปทั่วสตูดิโอจากปลายนิ้วมือแกร่งของ 'อนล' ที่บรรจงกดไล่เรียงตัวโน้ตดนตรีด้วยสายตาเปี่ยมรัก


    เปียโนตัวนี้ อนลจำได้ดีว่าเป็นตัวแทนแห่งความทรงจำแสนอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวในวัยเยาว์ของเขา อนลหัดเรียนเปียโนเพลงนี้จากคุณแม่ของเขาใต้แสงอาทิตย์อัสดงยามเย็นในตอนที่ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ คุณแม่คอยจับมือน้อย ๆ กดแป้นคีย์และฮัมเพลงเคียงข้างกันอย่างอบอุ่น ทว่าทันทีที่คุณแม่จากไปด้วยอาการตรอมใจจากความบ้างานและผลประโยชน์ของคุณพ่อ อนลก็ปิดฝาครอบคีย์เปียโนลงและไม่ยอมเล่นมันอีกเลยตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาปล่อยให้ความฝันด้านดนตรีตายจากไปเพื่อสวมหน้ากากนักธุรกิจผู้เย็นชาทำตามใจบิดา จนกระทั่งเขาได้พบเจอกับเจตน์ที่ช่วยทลายพันธนาการหนาวเหน็บและคืนดนตรีแห่งชีวิตนี้กลับคืนมาให้เขาอีกครั้ง การได้พรมปลายนิ้วกดโน้ตเพลงนี้ในยามเช้าจึงเปรียบเสมือนการบำบัดรักษาบาดแผลใจวัยเยาว์อย่างถ่องแท้


    เจตน์ยืนอยู่หน้าบอร์ดขาตั้งจับพู่กันและจานสีวาดภาพของตนเอง บนผืนผ้าใบแคนวาสขนาดใหญ่ เจตน์กำลังลงสีน้ำมันวาดภาพทิวทัศน์ที่ดินริมแม่น้ำโครงการประมูลคลังสินค้าในอดีต ทว่าในภาพนั้นไม่มีอาคารเหล็กและกระจกโรงงานของบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ตั้งอยู่เลย มีเพียงสวนหย่อมต้นไม้สีเขียวขจี ท่าเทียบเรือไม้หลังเล็กที่แสนร่มรื่น และเงาร่างสลัวของชายหนุ่มสองคนกำลังยืนกอดคอเฝ้ามองดูตะวันตกดินอยู่ริมตลิ่ง เจตน์ตั้งใจวาดภาพนี้ขึ้นมาเพื่อประจักษ์ถึงความฝันชิ้นใหม่ของเขาและอนลที่ร่วมกันปลดปล่อยพื้นที่โล่งใจผืนนี้จากความละโมบของธุรกิจ


    ขณะที่อนลกำลังพรมปลายนิ้วเล่นดนตรี อนลหันมาพูดคุยเล่าเรื่องราวเด็กนักเรียนกับเจตน์ด้วยน้ำเสียงทุ้มเบา "เจตน์รู้ไหมจ๊ะ วันนี้มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังฝึกเพลง Bach แต่สองมือน้อย ๆ ของเขาเอื้อมไม่ถึงแป้นคีย์ระยะคู่แปด เขาพยายามเอื้อมนิ้วสั้น ๆ ของเขาอย่างตั้งใจสุดความสามารถจนหน้าแดง... มันทำให้พี่นึกถึงตัวเองในอดีตเลยครับ พี่พยายามไขว่คว้าเอื้อมมือไปคว้าเป้าหมายตำแหน่งใหญ่โตและอำนาจตามที่พ่อคาดหวัง ทั้งที่มันใหญ่เกินตัวและทำให้พี่เหนื่อยล้าเจ็บปวด... ทว่าในวันนี้ พี่มีความสุขสงบดีเหลือเกินที่ได้เล่นดนตรีเฉพาะท่วงทำนองโน้ตที่พี่เอื้อมถึงในแบบธรรมดา ๆ เคียงคู่กับเจตน์ตรงนี้ครับ..." เจตน์วางพู่กันก้าวเดินตรงมาประจุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากกว้างของอนลเพื่อแทนความอุ่นใจซาบซึ้ง


    เจตน์ส่งรอยยิ้มละมุนสายตาคอยจดจ้องมองใบหน้าคมคายและอากัปกิริยาอันผ่อนคลายของอนลพรางตวัดปลายพู่กันเขียนภาพพอร์เทรตของคนรักอย่างตั้งอกตั้งใจ ทั้งสองคนสบประสาทตากันและส่งรอยยิ้มหวานให้อย่างอบอุ่นใจ ความสุขอันแสนเรียบง่ายที่ปราศจากความโลภและอำนาจเงินตราของตระกูลส่องสว่างนำทางชีวิตใหม่ของพวกเขาได้อย่างงดงามหมดจด


    ---


    ในส่วนของ 'มารุต' หลังจากเขาตัดสินใจลงประกาศขายคฤหาสน์หรูหราหลังใหญ่โตทิ้งไปเพื่อตัดใจจากซากปรักชีวิตสมรสเดิม เขาก็ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์ขนาดกะทัดรัดสองชั้นริมน้ำใกล้ ๆ โซนคลังสินค้าของเขาอย่างสมถะ ทุก ๆ เช้า มารุตจะตื่นขึ้นมายืนพิงระเบียงเหล็กเฝ้ามองดูเรือยนต์ลากจูงขนส่งทรายและสินค้าแล่นผ่านไปมาในแม่น้ำอย่างช้า ๆ มารุตนึกย้อนรำลึกไปถึงประวัติศาสตร์การสร้างตระกูลที่ปู่ของเขาเริ่มต้นจากเรือไม้แจวเพียงลำเดียว ค่อย ๆ สร้างขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อหยดแรง มารุตตระหนักแล้วว่าบริษัทขนส่งได้สูญเสียจิตวิญญาณแห่งความขยันหมั่นเพียรไปในช่วงที่ครอบครัวกังวลถึงแต่ตัวเลขมูลค่าหุ้นในตลาดและการแต่งงานเชื่อมโยงผลประโยชน์สังคมหรูหรา การได้มาทำงานร่วมกับพนักงานระดับล่างอย่างใกล้ชิดและจริงใจ กินข้าวราดแกงในโรงอาหารริมตลิ่งพลางคุยเรื่องสัพเพเหระฟุตบอลและครอบครัวกับคนงาน รับฟังปัญหาสารพัดชีวิตครอบครัวและการศึกษาของลูก ๆ พนักงานกรรมกร ช่วยแบ่งเบาและจัดระบบสวัสดิการของบริษัทใหม่เพื่อเกื้อหนุนลูกน้องอย่างเป็นธรรม ทำให้มารุตค้นพบความหมายที่แท้จริงของการดำเนินชีวิตว่าความยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เงินทองหรือตำแหน่งเกียรตยศ และเพื่อไถ่โทษรอยบาปในอดีต มารุตได้โอนเงินช่วยเหลือบริจาคให้แก่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ 'พราว' เคยไปทำกิจกรรมช่วยเหลือเป็นประจำทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ มารุตและเจตน์ได้กลับมาเชื่อมโยงเยียวยาความสัมพันธ์พี่น้องให้กลับมาแน่นแฟ้นและอบอุ่นใจดั่งเดิม


    ---


    ส่วนพราวและดาริน ตอนนี้เธอกำลังศึกษาต่อและทำงานออกแบบตกแต่งภายในอย่างรุ่งเรืองอยู่ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทั้งคู่ร่วมกันเปิดสตูดิโอออกแบบเสื้อผ้าและที่พักอาศัยย่านโซโห พราวได้เขียนส่งจดหมายกระดาษลายการ์ตูนน่ารักฉบับหนึ่งข้ามทวีปมาจากห้องพักอพาร์ทเมนท์ส่วนตัวหลังกะทัดรัดโทนสีพาสเทลที่นิวยอร์ก เธอเล่าระบายความในใจบรรยายถึงความสุขสงบล้ำลึกกับการได้จูงมือดารินเดินเล่นในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์กท่ามกลางหิมะโปรยปราย พราวเขียนบรรยายเล่าเรื่องราวชีวิตใหม่ไว้ว่า


    'มารุตคะ... ที่นี่ท้องฟ้ากว้างใหญ่และเสรีเหลือเกินค่ะ พราวเริ่มเรียนรู้ที่จะรัก ถนอมอารมณ์ และให้เกียรติชีวิตส่วนตัวของพราวอย่างแท้จริงในอ้อมอกอันอบอุ่นของพี่ดาริน พราวเพิ่งได้รับคัดเลือกผลงานเสื้อผ้าไปจัดแสดงในงานนิวยอร์กแฟชั่นวีค และขอยินดีพร้อมให้อภัยความผิดพลาดในอดีตของมารุตจากใจจริงนะคะ หวังว่าทุกคนจะมีความสุขในเส้นทางของตัวเองค่ะ'


    แม้พราวจะตัดสินใจตั้งรกรากและทำงานสร้างชื่อเสียงของตัวเองอยู่ที่นิวยอร์กโดยไม่ย้อนกลับมาเมืองไทย แต่จิตใจของเธอก็ได้รับการเยียวยารักษาจนหายสนิทและเข้มแข็งอย่างภาคภูมิใจเคียงคู่ดาริน


    ขณะที่ 'แพรว' ชู้รักในอดีตผู้เคยมีส่วนร่วมมือกันก่อสร้างรอยบาปมลทินชิ้นใหญ่หลวง บัดนี้เธอได้ย้ายหนีไปใช้ชีวิตส่วนตัวเงียบ ๆ คอยทำงานประจำในฐานะพนักงานขายปลีกประจำร้านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแฟชั่นสตรีแบรนด์เนมแห่งหนึ่งในย่านควีนส์ มหานครนิวยอร์ก แพรวได้รังสรรค์เขียนจดหมายส่งมากราบขอโทษต่อทุกสิ่งอย่างส่งตรงมาถึงเจตน์และมารุต โดยเล่าถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตประจำวันแสนเรียบง่ายประหยัดมัธยัสถ์ของเธอ แพรวตระหนักรู้แจ้งชัดแก่ใจตนเองแล้วว่าความอยากได้ใคร่มีกิเลสตัณหาราคะสะเพร่าในอดีต ได้ย้อนกลับมาพรากสิ่งสำคัญไปจากเธอจนเกลี้ยง ทว่าการอดทนตั้งหน้าตั้งตายอมรับชะตากรรมก้มหน้าไถ่บาป และลงมือสร้างชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยหยาดเหงื่อและสองมือหยาดน้ำพักน้ำแรงของตนเองในต่างถิ่นต่างแดน กำลังมีส่วนช่วยฟื้นฟูจิตวิญญาณเยียวยาจิตใจและสติศีลธรรมของเธอให้กลับคืนมา แพรวเล่าเปิดใจในจดหมายว่า ตอนนี้เธอกำลังลงทะเบียนหัดวาดภาพระบายสีน้ำทิวทัศน์ยามค่ำคืนในชั้นเรียนศิลปะชุมชนเพื่อขัดเกลาจิตใจ และยืนหยัดจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเมนท์รายเดือนด้วยน้ำพักน้ำแรงอันบริสุทธิ์ของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินทองของผู้ชายคนไหนอีกต่อไป


    ---


    เสียงเพลงเปียโนค่อย ๆ จบลงอย่างนุ่มนวล อนลลุกขึ้นจากเก้าอี้เปียโนและก้าวเดินตรงมาสวมกอดเจตน์จากทางด้านหลังอย่างแผ่วเบา สองมือหนาโอบประสาทกอดรัดรอบเอวบางอย่างรักใคร่ เจตน์เอนแผ่นหลังบางพิงแนบชิดกับอกแกร่งพรางหมุนใบหน้าสบตาคนรัก


    "พี่อนลเล่นเพลง Clair de Lune เพลงนี้เพราะจับใจมากเลยครับจ๊ะคนดี" เจตน์เอ่ยพูดเสียงหวานละมุน


    อนลจุมพิตแผ่วเบาลงบนเส้นผมสลวยของเจตน์พรางกระซิบตอบ "เพราะมีเจตน์เป็นแรงบันดาลใจและคอยอยู่เคียงข้างพี่ตรงนี้เสมอไงครับ... ขอบคุณนะเจตน์ที่ยอมเปิดใจและเดินก้าวไปหาหัวใจของตัวเอง ขอบคุณที่ให้โอกาสผู้ชายผิดบาปคนนี้ได้มาดูแลเจตน์อย่างแท้จริง"


    เจตน์หันกลับมาประจันหน้า สวมกอดคล้องคออนลแน่น สบสายตาคมกริบของคนรักที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์เสน่หาบริสุทธิ์ใจ ทั้งสองคนสบประสานตากันลึกซึ้งก่อนจะเลื่อนริมฝีปากบดเบียดจูบกันอย่างแผ่วเบา เนิ่นนาน และเปี่ยมไปด้วยความอุ่นรัก


    หลังจากถอนจูบ อนลเอื้อมมือไปรินน้ำชาอุ่นสองแก้วมายื่นส่งให้เจตน์ ทั้งคู่พากันเดินก้าวไปนั่งพักผ่อนดูดดื่มชมพระอาทิตย์อัสดงสีทองที่ระเบียงสตูดิโอ อนลพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม "สุดสัปดาห์นี้เราชวนพี่มารุตมาทานมื้อค่ำฝีมือเราสองคนกันดีไหมครับเจตน์?" เจตน์ยิ้มหวานหัวเราะเบา ๆ พยักหน้ารับ "ดีเลยครับพี่อนล พี่มารุตเพิ่งโทรหาผมเมื่อเช้า บอกว่าจะซื้อปลาสด ๆ จากตลาดท่าเรือและไวน์มาทำกับข้าวกับพวกเราด้วยครับ"


    ชีวิตของพวกเขาทั้งสี่คนเปรียบเสมือนรอยแผลเป็นที่เด่นชัด รอยบาปและความผิดพลาดทางศีลธรรมที่เกิดขึ้นในอดีตจะยังคงหลงเหลือเป็นแผลเป็นจารึกเตือนใจเตือนสติการใช้ชีวิตไปตลอดกาล ทว่าภายใต้รอยแผลเป็นแห่งรอยบาปอันเจ็บปวดเหล่านั้น พวกเขาต่างก็ได้ค้นพบความรักแท้จริงใจที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกซึ้ง ซึ่งบัดนี้ได้รับการเปิดเผยและปลดปล่อยพันธนาการโอบกอดภายใต้แสงแดดอุ่นและแสงสว่างแห่งความจริงอย่างงดงามชั่วนิรันดร์

    นิยายแนะนำ