.....เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน....
“ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รองพวกท่านจะไปไหน” ซิงเซี่ยนวิ่งกระหืดกระหอบจากห้องปรุงโอสถมาหาเฉิงอัน เมื่อได้ยินเสียงระฆังตีดังขึ้นหลายครั้งเป็สัญญาณที่พบพวกปีศาจและรวมพลเพื่อไปปราบปีศาจ
“พวกข้าจะไปปราบปีศาจที่แดนมนุษย์ เหล่าเซียนเ้าที่ที่ดูแลแดนมนุษย์แจ้งว่ามีมนุษย์หายสาญสูญไปหลายร้อยคนในคราเดียวกันหลายหมู่บ้าน ข้ากับหลี้จิ้งจะไปตรวจสอบดู ส่วนพวกเ้าคอยคุ้มกันทางนี้ให้ดี” เฉิงอันพูดเสียงเข้มออกคำสั่งบรรดาศิษย์น้องทั้งหลาย
“ศิษย์พี่ใหญ่ข้าจะไปกับท่านด้วย” ซิงเซี่ยนพูดเกาะแขนอ้อนใส่เฉิงอัน
“ไม่ได้ที่นั่นมันอันตรายมาก เ้าอยู่ที่นี่แหละร่ำเรียนวิชาเซียนให้เก่งกว่านี้ ไว้คราวหน้าข้าค่อยพาเ้าไปด้วย” เฉิงอันไม่ยอมใจอ่อนให้ครั้งนี้เพราะรู้ว่าสถานที่ที่จะไปนั้นไม่ได้เหมือนดินแดน์ ทั้งยังมีพวกปีศาจที่ก่อความวุ่นวายอีก หากเ้าจิ้งจอกน้อยจอมซนตัวนี้ดันตกไปเป็เหยื่อของพวกปีศาจคงหามีชีวิตรอดได้ไม่
“ศิษย์พี่ใหญ่สัญญานะว่าคราหน้าต้องพาข้าไปด้วยนะ ศิษย์พี่ใหญ่ท่านต้องรีบกลับมานะ” เสียงบอกสัญญาระหว่างกันจนกระทั่งอีกฝ่ายเหินลงไปแดนมนุษย์จนลับตา
“ท่านอาจารย์ขอรับ ท่านอาจารย์” เสียงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องโถงใหญ่ขณะที่เหยี่ยนโย่วกำลังยกน้ำชาให้เหล่าซือมู่ผิงอยู่
“ศิษย์น้องเล็กสำรวมกิริยาหน่อยวิ่งเข้ามาเช่นนี้ได้อย่างไร” เหยี่ยนโย่วตำหนิศิษย์น้องเล็กที่ทะเล่อทะล่าวิ่งเข้ามา
“ขออภัยด้วยขอรับท่านอาจารย์ ศิษย์พี่สี่” ซิงเซี่ยนรู้ตัวจึงกล่าวคำขอโทษ
“เ้ามีเื่รีบร้อนอันใด” เหล่าซือมู่ผิงเอ่ยถามพลางยกถ้วยน้ำชาขึ้นสูดดมก่อนดื่ม
“ศิษย์มีเื่ข้องใจอยากสอบถามท่านอาจารย์ขอรับ” ซิงเซี่ยนโค้งคำนับแล้วพูดบอก
“ว่ามาสิ” เหล่าซือมู่ผิงพูดอนุญาต
“เกิดเหตุอันใดที่แดนมนุษย์หรือขอรับ เหตุใดผู้คนถึงสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย ในเมื่อหายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วทราบได้อย่างไรว่าเป็การกระทำของเหล่าปีศาจ เหตุใดพวกศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองต้องลงไปที่แดนมนุษย์ด้วยขอรับ” ซิงเซี่ยนสอบถามด้วยความสงสัยอย่างเด็กน้อยไม่หยุด
“ท่านเซียนเ้าที่หลายหมู่บ้านแถบเชิงเขาตรวจพบว่าพวกผู้คนหายสาญสูญไปอย่างไร้ร่องรอยแต่เมื่อทำการตรวจสอบพบว่าได้กลิ่นไอปีศาจและกลิ่นคาวเืของเหล่ามนุษย์ด้วยเช่นกันจึงได้เร่งรุดแจ้งดินแดน์ให้ส่งกองทัพ์ลงไปจัดการปัญหานี้”
“ส่วนพวกศิษย์พี่เ้าทั้งสองนำไพร่พลตำหนักโอสถคอยเป็กำลังเสริมในด้านการแพทย์ให้กับเหล่าทหาร์” “เ้ายังมีเื่สงสัยอันใดอีกหรือไม่” เหล่าซือมู่ผิงพูดพลางจับเครายาวสีขาวด้วยท่าทางถูกใจในความกระตือรือร้นของศิษย์คนเล็กในครั้งนี้
“ต้องมีความสามารถเยี่ยงไรถึงจะสามารถลงไปช่วยมนุษย์ได้ขอรับ ศิษย์อยากช่วยเหลือพวกมนุษย์เ่าั้ขอรับท่านอาจารย์” ซิงเซี่ยนกล่าวถามอีก
“ต้องมีปราณเซียนไม่น้อยกว่าหมื่นปี วิชาเทพเซียนในการรบอย่างน้อยขั้นห้าความสามารถในด้านการแพทย์ต่อลมปราณและรักษาไม่ต่ำกว่าระดับหก ทั้งหมดที่กล่าวมายังหาได้มีในตัวเ้าสักข้อไม่” เหล่าซือมู่ผิงกล่าวอีก
หลังจากได้ฟังคำกล่าวของเหล่าซือมู่ผิงก็ครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วจึงเอ่ยพูดเชิงถามต่อ
“ตอนนี้ตัวข้าน้อยมีพลังปราณเซียนเพียงพันปี หากข้าใช้ลูกแก้วเสริมปราณเพิ่มปราณเซียนในการฝึกตนต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามพันปี วิชาเทพเซียนในการรบของข้าอยู่ขั้นหนึ่ง วิชาการแพทย์ต่อลมปราณและรักษาของข้าอยู่ระดับห้า หากต้องฝึกคงต้องใช้เวลารวมกันแล้วอย่างเร็วที่สุดก็สามพันปี แบบนี้ข้าจะไปร่วมรบกับเหล่าศิษย์ได้อย่างไร มีวิชาอะไรที่ทำให้ข้าน้อยมีความสามารถครบทุกอย่างผ่านในเวลาที่รวดเร็วกว่านี้หรือไม่ขอรับ” ศิษย์ตัวน้อยเอ่ยถามสีหน้าจริงจัง
“การฝึกวิชาและบำเพ็ญเพียรทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลาในการฝึกฝนตน ซึ่ง่ระยะเวลาในการฝึกฝนนั้นจะช่วยชำระจิตใจให้บริสุทธิ์เปี่ยมไปด้วยปราณที่ทรงอานุภาพยิ่งแต่หากเร่งรีบจนเกิดไปอาจทำให้ถูกธาตุไฟเข้าแทรกได้จากผลดีจะกลายเป็ผลร้ายต่อตนเอง”
“อาเซี่ยนเอ๋ย! อาจารย์รู้ว่าเ้าเป็ห่วงพวกศิษย์พี่ของเ้าแต่การกระทำทุกอย่างย่อมมีเหตุและผลของตัวมันเอง เวลาและความเหมาะสมก็เช่นกัน จงอย่าได้วู่วามทำการใดให้เป็ภัยต่อตนเอง” เหล่าซือมู่ผิงลูบหัวศิษย์คนเล็กด้วยความเอ็นดูและตักเตือนไปด้วย
“ศิษย์รับทราบแล้ว งั้นศิษย์ขอตัวลาท่านอาจารย์ไปศึกษาตำราแพทย์และวิชาเทพเซียนให้เก่งมากกว่านี้นะขอรับ” ซิงเซี่ยนเสียงอ่อนลงเดินคอตกออกจากห้องโถงไป
“เหยี่ยนโย่วเ้าคอยจับตาดูศิษย์น้องเล็กของเ้าไว้ให้ดีอย่าให้คลาดสายตา ท่าทีเช่นนี้อาจารย์อดกังวลใจไม่ได้เกรงว่าจะบุ่มบ่ามทำอะไรเกินตัวจนต้องเกิดเื่ขึ้นอีก” เหล่าซือมู่ผิงสั่งเหยี่ยวโย่วให้คอยติดตามดูแลซิงเซี่ยน
“ขอรับท่านอาจารย์” เหยี่ยนโยว่โค้งคำนับรับคำสั่งของเหล่าซือมู่ผิง ในใจก็คิดเฉกเช่นเดียวกับอาจารย์ว่าศิษย์น้องเล็กจะก่อเื่อันใดให้ปวดหัวอีกหรือเปล่าจึงติดตามออกไปไม่ให้อีกคนรู้ตัว
ซิงเซี่ยนที่เดินกลับที่หอคัมภีร์ในใจรู้สึกขัดแย้งกับคำสอนของอาจารย์ แม้คำพูดของท่านอาจารย์จะเป็จริงว่าการเร่งรัดการฝึกฝนตนอาจทำให้ได้รับาเ็แต่หากไม่เร่งฝึกแล้วเมื่อไรตัวเค้าจะได้ออกร่วมรบกับพวกศิษย์พี่ทั้งหลายสักที แล้วทำไมพวกบรรดาเทพเซียนบางคนถึงมีฝีมือก้าวะโล้ำหน้า อย่างพี่ชายของเค้า “ไป๋เฟิงหลิว” ที่ฝึกตนไม่นานก็บรรลุพลังเทพเซียนไปขั้นเก้า ทั้งยังมีความสามารถรอบด้านซึ่งแตกต่างจากน้องชายอย่างเค้าโดยสิ้นเชิง ไม่แน่ที่หอคัมภีร์นี้อาจจะมีความลับในการบรรลุวิชาได้อย่างง่ายดายก็เป็ได้ คิดได้ดังนั้นก็ลงมืค้นตำราวิชาเทพขึ้นมาได้หลายเล่ม
“ทำไมตัวหนังสือมันเยอะและอ่านยากยิ่งนี้ โอ๊ย...แบบนี้ใครมันจะไปฝึกได้เอาเล่มใหม่ดีกว่า” ซิงเซี่ยนอ่านตำราพิชัยาไปได้ไม่ถึงสองบรรทัดก็รู้สึกปวดหัวจึงหยิบเล่มใหม่ขึ้นมาอ่านได้ไม่นานก็โยนทิ้งและหยิบเล่มใหม่ขึ้นอีกหลายรอบ
“โอ๊ย! ปวดตาจริงทำไมตามันหนักอย่างนี้ นอนพักสักครู่คงจะดีขึ้น” “คร่อก คร่อก” เมื่อโดนตัวหนังสือเล่นงานไม่นานก็ผล็อยหลับบนกองหนังสือส่งเสียงกรนและน้ำลายไหลย้อยออกมาจากมุมปากอย่างไม่รู้ตัว
“ศิษย์น้องเล็กค้นคว้าตำราวิชาเทพในหอคัมภีร์อย่างจริงจัง แต่...เออ” เหยี่ยนโย่วที่ตามออกไปสอดส่องพฤติกรรมของซิงเซี่ยนกลับมารายงานเหล่าซือมู่ผิง
“ว่ามาสิ อาเซี่ยนทำอะไรเกินตัวหรือไม่” เหล่าซือมู่ผิงเห็นศิษย์คนที่สี่ท่าทางอึกอักแล้วกังวลใจห่วงศิษย์คนเล็ก
“ไม่ขอรับท่านอาจารย์อย่าได้กังวลใจไป คือว่าศิษย์น้องเล็กค้นหาตำราเทพมากมาย สุดท้ายเปิดไปได้ไม่ถึงสองหน้าก็หลับคากองตำราขอรับ” เหยี่ยนโย่วเล่าพลางจะหลุดขำออกมา
“ข้าจะดีใจหรือเสียใจดี เฮ้อ...เ้าศิษย์คนนี้ท่าดีท่าเหลวเสียจริง” “เอาเถอะอย่างน้อยก็วางใจได้สักหน่อย เอาล่ะเหยี่ยนโย่วอย่างไรก็ฝากดูแลสั่งสอนศิษย์น้องเ้าคนนี้แทนอาจารย์อีกแรงละกัน อย่างน้อยก็ยังพอมีสามารถด้านการแพทย์ที่ดูจะมีอนาคต ส่วนเื่อื่นๆ เฮ้อ!” เหล่าซือมู่ผิงได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจกลัดกลุ้มกับความเกียจคร้านของศิษย์คนเล็กคนนี้
ซิงเซี่ยนที่เผลอหลับไปนาน ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เลยเป็เวลาพลบค่ำเสียแล้ว เค้าลุกขึ้นจากกองหนังสือพะเนินเทินทึกจึงเก็บเรียงตำราแต่ละเล่มให้เข้าที่ ระหว่างที่กำลังหยิบตำราเล่มหนึ่งเก็บเข้าชั้น ดันเหลือบไปเห็นตำราไม้ไผ่ที่หลบอยู่ในมุมชั้นหนังสืออย่างเร้นลับจึงสงสัยรีบหยิบออกมาทันที
“แค๊ก แค๊ก” “ฝุ่นหนาชะมัด” เค้าปัดฝุ่นที่หนาเตอะบนตำราออกและเห็นตัวอักษรเขียนไว้ว่า “สามเทพั”
“เหตุใดจึงกล่าวว่าสามเทพั ดินแดน์มีแค่สองเทพัที่์ชั้นเก้ามิใช่หรือ” ด้วยความสงสัยใคร่รู้จึงรีบเปิดตำราอย่างสนอกสนใจ
[นับจากาที่ถือกำเนิดขึ้นสามภพสามดินแดนได้ถูกปกครองด้วยเผ่าพันธุ์จากเทพัทั้งสามที่อุทรมาจากฟ้าดินพร้อมกัน ัสีทองแห่งความรุ่งโรจน์สร้างสรรค์ทุกสรรพสิ่งนามว่า "หลงเฟย" ัสีขาวแห่งความเมตตารักษาเยียวยาทุกสรรพสิ่งนามว่า "หลงไป๋" และัสีดำแห่งการทำลายล้างทุกสรรพสิ่งนามว่า "หลงฮุ้ย" ผู้อยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวง ทั้งสามต่างทำหน้าที่ในการดูแลสรรพสิ่งบนทั้งสามภพสามแดน ในดินแดน์ มนุษย์และปีศาจอย่างสงบสุขเป็เวลายาวนานนับแต่า
เทพัทั้งสามเปรียบเสมือนความรุ่งเรือง ความสงบสุขและความแข็งแกร่งหาใดเปรียบเทียบได้ในสามภพ
เหล่าเทพัทั้งสามมีดวงจิตบริสุทธิ์เหนือสรรพสิ่ง กายหยาบและกายบริสุทธิ์ของเทพัทั้งสามไม่มีวันดับสูญ ซึ่งดวงจิตบริสุทธิ์นี้จะถูกกักเก็บในลูกแก้วัภายในร่างของเทพั ไม่มีอาวุธใดสามารถทำร้ายสังหารเหล่าเทพทั้งสามได้ เนื่องจากเกล็ดัที่หลอมรวมกับพลังปราณบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนอยู่บนตัวเทพัมีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าสรรพสิ่งใดในทั่วสามแดน
กระทั่งหากเทพัถอดเกล็ดของัของตนออกแต่ละเกล็ดสามารถเป็ยาฟื้นฟูร่างกายให้แก่ทุกสรรพสิ่ง นอกจากนี้ยังสามารถแปรเปลี่ยนเป็พลังปราณบริสุทธิ์ได้มากกว่าหมื่นปี สามารถเพิ่มพูนสติปัญญาในการเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ดังนั้นเกล็ดัจึงเสมือนสิ่งล้ำค่ายิ่งในสามภพสามแดน]
“มีเื่เยี่ยงนี้ด้วยหรือเป็เื่จริงหรือนิทานกันแน่ ประหลาดจริงเท่าที่ข้าจำได้ดินแดน์มีเพียงท่านเทพัสองคน ท่านเทพัหลงเฟ่ยและท่านเทพัหลงไป๋เท่านั้น แล้วเทพัที่ชื่อหลงฮุ้ยนี่เกิดมาไม่เห็นจะเคยได้ยินชื่อนี้เลย”
“แต่เกล็ดันี่จะช่วยเพิ่มปราณเซียนได้จริงเหรอ แล้วถ้าข้าจะไปขอจากท่านเทพัทั้งสองแล้วจะยอมให้เหรอเนี่ย ท่าจะเป็นิทานหลอกเด็กเสียมากกว่า แย่แล้วนี่มันจะเลยยามซวี (19.00 - 20.59น.)
เดี๋ยวอดกินข้าวพอดี ไปกินข้าวก่อนดีกว่าไว้วันหลังค่อยมาอ่านต่อละกัน” ซิงเซี่ยนวางตำรานิทานปรำปราเล่มนี้เก็บเข้าที่เดิมก่อนเดินออกจากหอคัมภีร์ไป
......หลายวันผ่านไป.....
เนื่องจากศิษย์ทั้งสองได้พาศิษย์ร่วมสำนักจากไปหลายสิบวันและไม่ส่งข่าวคราวกลับมา ทำให้เหล่าซือมู่ผิงรู้เป็เป็กังวลร้อนใจเป็ห่วงอย่างมากจึงได้ส่งหิ่งห้อยิญญาติดต่อเรียกตัวศิษย์เอกของตำหนักเทพโอสถ “ไป๋เฟิงหลิว” พี่ชายของซิงเซี่ยนเป็การเร่งด่วน
ไป๋เฟิงหลิวเป็จิ้งจอกเก้าหางสีฟ้ารูปร่างงามสง่าทั้งยังเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊สามารถสำเร็จวิชาเทพเซียนในตำหนักโอสถเพียงแค่ร่ำเรียนไม่กี่พันปีและมีความเป็ผู้นำสูงสามารถปกครองเหล่าบรรดาผู้คนในเผ่าจิ้งจอกได้อย่างมีระเบียบจึงถือเป็คนหนุ่มที่มากความสามารถและเป็ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำเผ่าจิ้งจอกเก้าหางรุ่นถัดไป จึงเป็ที่นับหน้าถือตาของบรรดาเหล่าเทพเซียนทั้งหลาย
“คำนับศิษย์พี่เฟิงหลิว ท่านอาจารย์รออยู่ที่เรือนผิงอันขอรับ เชิญศิษย์พี่ด้านนี้ขอรับ” เหยี่ยนโย่วที่ยืนรอคอยต้อนรับเฟิงหลิวผายมือและเดินนำไปหาเหล่าซือมู่ผิงทันที
“นั่นมันพี่ใหญ่นั่นน่า” “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่” ซิงเซี่ยนที่ไม่ได้พบกับพี่ชายมานานหลายสิบปีตื่นเต้นดีใจะโร้องเรียกเฟิงหลิวแต่ด้วยระยะทางที่ห่างไกลและอีกฝ่ายมัวแต่มุ่งจะไปหาเหล่าซือมู่ผิงจึงไม่ทันได้ยินเสียงของน้องชาย
ซิงเซี่ยนแปลกใจกับสีหน้าที่เคร่งเครียดของพี่ชายและเหยี่ยนโย่ว จึงเร่งฝีเท้าเดินตามทั้งสองไปแต่ก็ยังคงไม่ทัน ทั้งสองเข้าไปที่เรือนผิงอันไปแล้วโดยมีศิษย์พี่ที่เป็เวรยามเฝ้าอยู่หน้าประตู
“ศิษย์พี่ทั้งสองเมื่อครู่ข้าเห็นพี่ใหญ่คงจะมาขอพบท่านอาจารย์ ข้าขอเข้าไปหาพี่ใหญ่ของข้าสักครู่ ช่วยเปิดทางให้ข้าด้วยนะศิษย์พี่” ซิงเซี่ยนเอ่ยบอกศิษย์พี่ทั้งสอง
“คงไม่ได้ศิษย์น้องเล็ก นี่เป็คำสั่งท่านอาจารย์ที่เชิญศิษย์พี่เฟิงหลิวมาปรึกษาหารือเื่สำคัญจึงไม่อาจปล่อยให้เ้าเข้าไปก่อกวนได้” ศิษย์พี่ที่ยืนคุมหน้าประตูคนหนึ่งเอ่ยบอกพร้อมผายมือขวางซิงเซี่ยนที่กำลังจะก้าวขาเข้ามา
“ทำไมละศิษย์พี่ ข้าเพียงแค่้าจะเข้าไปหาพี่ใหญ่ของข้า ข้าไม่ได้พบกับเค้ามาหลายสิบปีแล้ว ตอนนี้พี่ข้ามาอยู่ที่นี่แล้วข้าก็อยากจะพบจะพูดคุยด้วยสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ” ซิงเซี่ยนแอบบ่นว่าสีหน้าน้อยใจใส่ศิษย์พี่ทั้งสอง
“ศิษยน้องเล็กเ้าอย่าทำให้พวกข้าต้องถูกลงโทษเลย ถ้าศิษย์พี่เฟิงหลิวปรึกษาหารือกับท่านอาจารย์เสร็จแล้ว ข้าจะบอกท่านตอนออกมาว่าเ้ารอพบท่านอยู่ที่ลานฝึกเยี่ยงนี้จะเป็การดีต่อทุกฝ่าย” ศิษย์พี่อีกคนบอกซิงเซี่ยนที่กำลังทำสีหน้าเศร้าอยู่
“ก็ได้” ซิงเซี่ยนพยักหน้ารับคำแต่ในใจแอบสงสัย [เื่สำคัญอะไรกันหนักหนาถึงไม่สามารถให้ข้าไปฟังด้วยได้ ไม่ได้การอย่างนี้ข้ายิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่ไม่ให้เข้าทางประตูหน้า อย่าคิดว่าข้าจะหาทางอื่นไม่ได้นะ]
ซิงเซี่ยนที่คิดได้ดังนั้นเดินเลี่ยงไปทางด้านหลังของเรือนผิงอันที่ล้อมรอบไปด้วยสระบัวพร้อมเด็ดก้านบัวเพื่อใช้หายใจใต้น้ำแล้วค่อยๆ หย่อนตัวลงดำน้ำใต้สระบัวไปหยุดอยู่ใจกลางใต้เรือนผิงอันแล้วผุดศีรษะขึ้นมาเพื่อแอบฟังผู้คนด้านในว่ามีเื่อะไรกัน
“คำนับท่านอาจารย์ เกิดเหตุอันใดถึงได้เรียกตัวศิษย์มาอย่างเร่งด่วนเยี่ยงนี้” เฟิงหลิวเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าวิตกกังวลของเหล่าซือมู่ผิง
“เหล่าศิษย์น้องของพวกเ้าที่ลงเขาไปเมื่อหลายสิบวันก่อน ตอนนี้ยังไม่ส่งข่าวคราวใดๆ มาเลย อาจารย์รู้สึกเป็ห่วงเกรงว่าพวกศิษย์น้องของเ้าจะเกิดเหตุร้ายอันใด”
“บริเวณนั้นมีกลิ่นไอปีศาจรุนแรงทั้งยังเป็จุดที่กักท่านผู้นั้นอยู่” เหล่าซือมู่ผิงกล่าวด้วยสีหน้าวิตกเป็อย่างยิ่ง
“ท่านอาจารย์หมายถึงัตนนั้นหรือ” เฟิงหลิวใถามกลับ
“ศิษย์พี่เนื่องจาก่นี้ไอปีศาจทวีความรุนแรงแถมพวกมนุษย์หายสาบสูญไปหลายร้อยคนในละแวกนั้น ท่านอาจารย์เกรงว่าจะเกี่ยวกับัตนนั้น” เหยี่ยนโยวพูด
“ท่านอาจารย์ไม่ต้องเป็กังวล ข้าจะเร่งไปตรวจตราและหากพบความเคลื่อนไหวใดๆ จะรีบส่งข่าวทันที” เฟิงหลิวกล่าวก่อนโค้งคำนับเหล่าซือมู่ผิงทันที
ซิงเซี่ยนที่แอบฟังอยู่ใต้เรือน เมื่อได้ยินคำสนทนาของอาจารย์และพี่ใหญ่ของเขาก็ตื่นเต้นดีใจที่ได้ยินคำว่า “ั” [ยังมีัอยู่ที่แดนมนุษย์ด้วยมีัจริงๆ ดีละ ข้าต้องลงไปแดนมนุษย์ไปเอาเกล็ดัมาสักสองสามเกล็ดหรือเอาสักสิบดีเอามาทำเป็ยาบำรุงให้ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ด้วยยิ่งดี”
เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงรุดขึ้นจากสระบัวรีบรุดกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกปอนและรีบเก็บเสื้อผ้าในห้องพัก
“อาเซี่ยน! เ้าจะเก็บเสื้อผ้าไปไหน” เฟิงหลิวที่ออกจากเรือนผิงอันได้ยินว่าน้องชายรอพบอยู่ที่ลานฝึกแต่เมื่อไปหาที่ลานฝึกกลับไม่พบผู้ใดจึงเดินมาหาน้องชายที่ห้องพัก
“พี่ใหญ่!” ซิงเซี่ยนใเมื่อเห็นพี่ชายที่ยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดัน
.
.
....เอาแล้วสิแบบนี้อาเซี่ยนน้อยจะทำอย่างไร...จะได้ไปตามหาัหรือไม่มาเอาใจช่วยอาเซี่ยนน้อยกันเถอะคะ