มู่หลันฮวา

    ตอนที่ 36 ศัตรูที่มองไม่เห็น

          “เดี๋ยวหลันหลันเจ้าฟังข้าก่อน” ก่อนจะเดินเข้าไปกระชากแขนนางไว้ให้หันกลับมาคุยกับเขา


          “ให้ข้าฟังอะไร มีอะไรที่ข้าต้องฟัง” นางเอียงคอทำหน้าตาสงสัยทั้งที่ในใจนั้นแทบจะลงไปนอนขำกลิ้งอยู่กับพื้นคนผู้นี้ช่างน่าแกล้งเสียจริงๆ (แกล้งได้คงมีแต่เจ้านั่นแหละหลันฮวาหากเป็นคนอื่นป่านนี้คงได้ลงไปอยู่ปรโลกกันหมดแล้ว) หานซือเยว่จึงได้ดึงร่างบางเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด ความรู้สึกในตอนนี้มันช่างอบอุ่น อ่อนโยนและรู้สึกปลอดภัยในคราเดียวกัน

          แต่นางก็กลัวเหลือเกินว่าความรู้สึกเหล่านี้จะอยู่กับนางได้ไม่ยืนยาวกลัวว่ายิ่งนานวันมันก็จะจางหายไปตามกาลเวลาในโลกก่อนตัวนางไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องความรักแต่ตัวอย่างก็มักจะมีให้เห็นไม่น้อยยิ่งคิดก็ยิ่งหวั่นใจ แต่ก็ช่างเถอะเสียสุขภาพจิตเปล่าๆเอาเวลาไปแกล้งแหย่คนตรงหน้าดีกว่าเยอะ คิก คิก คิก ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับไปเรียบนิ่งเช่นเดิม


          "หลันหลันเจ้าฟังข้านะ" เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีหน้าตาที่ตึงเครียดนางก็อดไม่ได้ที่จะใจอ่อน


          "พอเถอะ..." ไม่ทันที่จะได้พูดต่อหานซือเยว่ก็รีบเอ่ยแทรกขึ้นมากลัวว่านางในดวงใจจะเข้าใจผิดยิ่งกว่าเดิม


          "แต่ข้ายังไม่ได้อธิบายให้เข้าใจเลยนะหลันหล้น"


          "เอ๊ะ...นี่ข้ายังพูดไม่จบนะท่านจะขัดทำไมนักหนา" นางเริ่มที่จะมีโทสะเมื่อคนตรงหน้าชอบพูดขัดอยู่ตลอดเวลา เลยหยิกเข้าให้ที่ชายโครงขวา


          โอ๊ย!


          "หลันหลันข้าเจ็บนะ" พลางทำหน้าตาออดอ้อนใส่


          "ท่านมีความรู้สึกกับเขาด้วยหรือ"


          "โถ่ ข้าก็มีเนื้อหนังดั่งเช่นคนทั่วไปนะ" 


          "ไหนข้าลองดูหน่อยซิว่าท่านมีความรู้สึกเจ็บปวดกับเค้าเป็นหรือไม่" พูดจบนางก็ได้ยื่นมือไปหยิกที่ช่วงเอวพร้อมทั้งบิดขยี้ไปมาจนเนื้อเขียว ในใจหานซือเยว่ตอนนี้นั้นได้ขบขันกับการกระทำของนางอยู่ไม่น้อยแม้ว่าภายนอกยังคงสีหน้าเรียบนิ่ง 'หึหึหึ แรงเท่ากับมดแค่นี้ไม่ระคายผิวเขาเลยสักนิด แต่เขาจะเล่นตามน้ำเพื่อนางแล้วกันก็ใครใช้ให้นางทำตัวน่ารักขนาดนี้'

          พลางมองไปที่นางด้วยสายตาหวานหยดย้อยราวกับว่าพร้อมจะกลืนกินนางเข้าไปทั้งตัวได้ในทุกสถานการณ์ รอให้ได้แต่งเจ้าก่อนเถอะข้าจะกินเจ้าไม่ให้เหลืออย่าหวังว่าจะได้ก้าวเท้าออกไปจากห้องหอเลยหากเขาไม่อนุญาต


          โอ๊ยยย~


          "ข้าเจ็บจังเลย" นัยน์ตามีแต่ความเจ้าเล่ห์จริงๆเลยคนผู้นี้ รอให้แต่งก่อนเถอะจะทำให้ไม่กล้าหือกับนางอีกเลย 


          "พอเถอะไม่เนียนเลย" นางได้แต่ส่ายหน้าไปมาก่อนทำหน้าเอือมๆส่งไปให้


          "เจ้ายืนอยู่นิ่งๆอย่าได้ขยับนะหลันหลัน" อยู่ๆหานซือเยว่เริ่มมีใบหน้าที่ตึงเครียดก่อนจะกวัดแกว่งดาบในมือพุ่งไปปลิดชีพแมลงพิษ ผู้ใดกันถึงกับกล้าส่งของพวกนี้มาเพื่อสังหารนาง มู่หลันฮวาเมื่อเห็นสิ่งที่เขาเพิ่งฆ่าไปก็แปลกใจไม่น้อยใครกันที่ต้องการสังหารให้สิ้นใจเห็นทีว่าครานี้คงจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นอีกครั้ง




          อีกด้าน


          "บัดซบ!"


          เพล้งงงง!


          "เวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้แล้วไยถึงหานางไม่เจอสักที"


          ถ้วยชาที่ถืออยู่ในมือนั้นเป็นอันต้องแตกละเอียดเมื่อโดนมือใหญ่เขวี้ยงทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดีบ่าวรับใช้ที่อยู่ต่างหวาดกลัวคนตรงหน้า คนผู้นี้ภายนอกดูเหมือนจะอ่อนโยนใจดีแต่เนื้อแท้นั้นช่างน่าหวาดกลัวและน่าสะอิดสะเอียนไม่น้อย


          "พวกเจ้าออกไปให้หมด ส่วนเจ้าอากู้เอาสุรามาให้ข้า"


          "ขอรับ ท่านเองก็ใจเย็นก่อนเถอะ"


          "เจ้าเองก็มาดื่มกับข้าสิ" จากนั้นทั้งคู่ก็ได้ยกจอกสุราจรดริมฝีปากปล่อยให้สุรารสเลิศไหลลงคออย่างช้าๆเพื่อดื่มด่ำกับรสชาติของมัน


          "ข้าว่าถึงเวลาต้องกลับไปยังหุบเขา"


          "อืม อีกฝ่ายยังคงไม่รู้ใช่หรือไม่ว่าท่าน..." คนผู้นี้ช่างรู้มากเกินไปเสียแล้ว


          "ข้าขอตัว" จากนั้นก็ขอตัวเพื่อเดินทางกลับหุบเขา


          "เหตุใดถึงต้องรีบร้อนในเมื่อทุกคนที่นั่นต่างก็เข้าใจว่าท่านเดินทางไปยังหุบเขาม่านหมอกเพื่อฝึกวิชาแม้ว่าแท้ที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น" 


          "หุบปากของเจ้าซะ หากรู้มากไปก็ใช่ว่าจะดีกับตัวเองนะข้าว่า" พูดจบก็พุ่งตัวเข้าไปบีบคอของอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร 


          "ทะ...ท่าน ปล่อยก่อนข้าหายใจไม่ออก"


          "อย่าได้สู่รู้ในสิ่งที่ข้าไม่ได้สั่ง" หลังจากที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดก็สะบัดอีกฝ่ายกระเด็นไปชนเสาจนกระอักเลือด ก่อนจะรีบคลานเข้ามาหมอบต่ำลงตรงหน้าด้วยร่างกายที่สั่นเท่า


          "ข้ารู้ ข้ารู้ โปรดท่านอย่าได้มีโทสะ"


          "หึ"




          ด้านมู่เหยียนชิงและมู่หลันจิง


          "ท่านพี่ข้าว่าเรากลับหุบเขาไปหาลูกๆก่อนดีหรือไม่"


          "ไยเจ้าต้องรีบร้อนเช่นนั้น"


          "ข้ารู้สึกว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับหลันเอ๋อร์และเฟยเอ๋อร์" ทำไมนางถึงรู้สึกไม่สบายใจเลยนะหรือว่าเป็นเพราะศิษย์พี่ยังมีชีวิตรอดอยู่เลยทำให้นางเป็นกังวล


          "หากเจ้าไม่สบายใจเช่นนี้เดี๋ยวพี่จะส่งจดหมายให้พวกอาฉี อาเฉินที่ตระกูลไปอยู่ดูแลหลันเอ๋อร์ก็แล้วกัน"


          "เจ้าคะ หากมีพวกเขาอยู่ดูแลข้าค่อยสบายใจหน่อยและอีกอย่างพวกเขาคงคิดถึงหลันเอ๋อร์กันไม่น้อย"


          "นั่นสิไม่ได้เจอหลันเอ๋อร์กันหลายปีส่วนเสิ่นเหลียงรายนั้นไม่ต้องเป็นห่วง" ได้ฟังสิ่งที่สามีพูดออกมาทำให้นางสงสัยไม่น้อย


          "เอ๊ะ! ทำไมเจ้าคะท่านพี่"


          "ก็รายนั้นนะแอบตามไปอยู่กับหลันเอ๋อร์ที่หุบเขาแล้วป่านนี้คงโดนนางจับได้แล้วกระมัง"


          "คิก คิก คิก ไม่รอดสายตาหลันเอ๋อร์ไปได้หรอกเจ้าคะรายนั้นยิ่งจำคนได้แม่นอยู่"


          "นั่นสิเรื่องความจำนี่ต้องยกให้นางเขาหละ"


          "หากเป็นเช่นนั้นเราก็ออกไปเดินทางท่องเที่ยวให้ทั่วยุทธภพดีหรือไม่ท่านพี่"


          "ก็ดีนะ ส่วนเรื่องถงหยินเราก็ตามไปจัดการเสียก่อนเพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ"


          "ถ้าอย่างนั้นข้าจะส่งจดหมายไปบอกพวกเขาก็แล้วกันจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง" แต่เหมือนนางจะหลงลืมบางสิ่งไป


          "ตามใจเจ้าเถอะพี่ยังไงก็ได้ขอให้เจ้ามีความสุขก็พอ ออกมา" ไม่นานก็มีเงาออกมารับคำสั่ง


          “ไปส่งให้ถึงมือ และเจ้าก็อยู่ดูแลหลันเอ๋อร์ด้วยส่วนฮูหยินเดี๋ยวข้าดูแลเอง" สิ้นเสียงก็ได้มีบุรุษก้าวออกมาจากมุมมืดก่อนจะยื่นจดหมายทั้งสองฉบับไปให้


          “เจ้าค่ะนายท่าน”




          ด้านตระกูลมู่


          ได้มีสตรีซ่อนตัวอยู่หลังม่านเพียงไม่นานก็ก้าวเดินออกมาเมื่อเห็นว่าคนเขาต้องการพบได้ปรากฏตัวออกมา


          "คารวะท่านลุงโจว"


          “เป็นเจ้าเองรึ?”


          “เจ้าค่ะ”


          “นายท่านกับฮูหยินสบายดีหรือไม่”


          “สบายดีเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง” ได้ยินแบบนั้นเขาค่อยสบายใจหน่อยจากนั่นก็ค่อยๆ เปิดจดหมายอ่านข้อความที่อยู่ด้านในทันที ‘อืม เจอคุณหนูแล้วอย่างนั้นหรือคราวนี้เขาคงได้โล่งใจจริงๆ สักที’ เมื่อได้อ่านเนื้อหาที่อยู่ด้านในจนครบถ้วนก็สงสัยไม่น้อย มีสิ่งใดกำลังจะเกิดขึ้นกับคุณหนูอย่างนั้นหรือถึงได้เร่งด่วนเช่นนี้


          “มีใครอยู่แถวนี้บ้าง”


          “ข้าเจ้าค่ะลุงโจว”


          “อาลั่วรึ? เจ้าไปตามอาหลง อาไห่ อาฟง อาเฟิง อาเฉิน อาฉีและอาลู่มาให้ข้าที”


          “รอสักครู่นะเจ้าคะข้าจะรีบไปตามให้เดี๋ยวนี้”


          “อืม” รอไม่นานทั้งเจ็ดคนก็เดินเข้ามาพร้อมกัน


          ด้วยใบหน้าที่ห่อเหี่ยวเพราะตลอดเวลาสองปีที่คุณหนูออกจากตระกูลไปทั่วทั้งเรือนก็เริ่มมีแต่ความเงียบเหงาพอนายท่านไปอีกคนก็ทำให้ยิ่งเงียบเข้าไปกว่าเดิม


          “ข้ามีเรื่องที่ต้องบอกพวกเจ้าทุกคน แต่พวกเจ้าต้องทำใจไว้ให้ดีๆ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคุณหนูที่พวกเจ้ารัก” ลุงโจวแกล้งตีหน้าเศร้าพร้อมกับบีบน้ำตาออกมาทั้งที่ภายในใจนั้นกำลังหัวเราะคนตรงหน้าอย่างบ้าคลั่งแต่ก็ต้องสงบเสงี่ยมรักษาภาพลักษณ์พ่อบ้านเอาไว้

          หากไม่เช่นนั้นเจ้าเด็กพวกนี้คงไม่เหลือความน่าเคารพให้เขาแน่นอน อีกอย่างตัวเขาเองก็คิดถึงคุณหนูไม่น้อยไปกว่าใคร ในเมื่อตัวเขาไปไม่ได้ก็ขอให้ได้แกล้งเจ้าพวกนี้เป็นการส่งท้ายก็แล้วกัน


          “คุณหนูเป็นอะไรลุงโจว” อาฉีที่เริ่มอยู่ติดเมื่อคิดว่าคุณหนูมีอันตรายและก็ไม่ต่างจากคนอื่นที่เริ่มระส่ำระส่ายหวั่นวิตกจนอยู่ไม่นิ่งเดินไปเดินมา


          “เกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูกันแน่”


          “ใช่ๆ ท่านรีบบอกพวกข้ามานะลุงโจว” ยิ่งได้เห็นลุงโจวมีน้ำตาไหลลงมาเป็นสายก็ยิ่งกังวลพาลทำให้ทุกคนเคร่งเครียดและร้อนใจ


          “ข้าว่าท่านรีบๆ บอกพวกเขาไปเถอะเจ้าค่ะ” เมื่อได้ยินเสียงสตรีดังขึ้นมาจากมุมห้องและปรากฏกายออกมาทำให้พวกเขาหวั่นวิตกเข้าไปยิ่งกว่าเดิม


          “อาจิว เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงไม่ใช่ว่าเจ้าต้องไปอยู่ข้างกายฮูหยินหรอกหรือ”


          “ก็ข้ามาส่งข่าวไง” ตอบด้วยใบหน้าที่ไม่ทุกข์ร้อนอะไร


          “ว่าไงลุงโจวท่านจะบอกได้หรือยัง”


          “คะ…คือว่า คุณหนู”