ฉินเฟิงเก็บขวดยาพิษหนึ่งใบเข้าแขนเสื้อ
ส่วนสมุดบัญชียังคงซ่อนอยู่
จากนั้นจึงเดินตรงไปยังเรือนกลาง
เมื่อมาถึงบริเวณเรือนพ่อบ้านลู่ มีคนอยู่มากกว่าสิบคน
ศพถูกนำออกมาวางบนเสื่อ
หมอประจำตระกูลกำลังตรวจาแ
ฉินซ่งไห่ยืนอยู่ด้านหนึ่ง สีหน้ามืดครึ้ม
ฉินซวนเฮ่ออยู่ด้านหลังปู่
ฉินเจิ้งเหอเองก็มาถึงแล้ว
เมื่อฉินเฟิงเข้ามา ผู้าุโสามหันมามองทันที
“เฟิงเอ๋อร์ เมื่อคืนเ้าอยู่ที่ใด”
คำถามแรกถูกยิงตรงมาที่เขา
คนรอบข้างหันมองพร้อมกัน
ฉินเฟิงประสานมือให้ผู้าุโตามมารยาท
“หลังค่ำข้าอยู่ในเรือนฝึกสมุนไพรตามที่อาจารย์สั่ง ต่อมาข้าออกมาเดินในจวน่หนึ่ง แล้วจึงกลับไปพักขอรับ”
ฉินซ่งไห่ถามต่อ
“มีผู้ใดยืนยันได้หรือไม่”
“ไม่มีขอรับ”
ฉินเหว่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกลหัวเราะเบา ๆ
“ช่างบังเอิญจริง”
ฉินเฟิงหันไปมอง
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”
“เมื่อวานพ่อบ้านลู่หายตัว คืนเดียวกันเขาถูกฆ่า เ้าเองก็บอกว่าออกมาเดินในจวน แต่ไม่มีผู้ใดเห็น”
ฉินเฟิงถามกลับ
“แล้วเ้ามีผู้ใดเห็นข้าฆ่าเขาหรือ”
ฉินเหว่ยพูดไม่ออกชั่วขณะ
ผู้าุโสามกล่าว
“ไม่มีผู้ใดกล่าวว่าเ้าเป็คนฆ่า เพียงแต่เื่นี้เกี่ยวข้องกับชีวิตคนในตระกูล ทุกคนต้องตอบตามความจริง”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ข้ายินดีตอบทุกคำถาม”
เขาเดินเข้าใกล้ศพพ่อบ้านลู่
หมอประจำตระกูลห้าม
“คุณชายสาม อย่าแตะต้องศพ”
“ข้าเพียง้าดูาแ”
ฉินซ่งไห่ถามทันที
“เ้าดูเป็หรือ”
ฉินเฟิงตอบ
“อาจารย์สอนข้ามาบ้าง”
เมื่อคำว่าอาจารย์ถูกกล่าวอีกครั้ง คนหลายคนเริ่มมีสีหน้าแตกต่างกัน
ฉินซ่งไห่มองเขานาน ก่อนกล่าว
“ให้เขาดู”
ฉินเฟิงนั่งลงข้างศพ
เมื่อคืนเขาเป็ผู้ลงมือเอง ย่อมรู้สภาพาแดีที่สุด
แต่สิ่งที่เขากำลังตรวจไม่ใช่รอยมีด
เขาสังเกตสีเล็บ ลิ้น และผิวบริเวณคอ
ผงชาเส้นเอ็นที่ใช้เมื่อคืนสลายไปมากแล้ว แต่ยังเหลือร่องรอยบางส่วน
ฉินเฟิงยกแขนศพขึ้นดู
ทันใดนั้นสายตาก็หยุดลงตรงข้อมือ
มีรอยสีม่วงเล็ก ๆ สามจุด
ไม่ใช่ฝีมือของเขา
เขาเหลือบมองใบหน้าพ่อบ้านลู่อีกครั้ง
ริมฝีปากคล้ำกว่าตอนที่เสียชีวิตเมื่อคืน
ความคิดหนึ่งเกิดขึ้นทันที
ศพถูกจัดการหลังจากเขาจากไป
มีคนมาที่ห้องนี้อีกครั้ง
และคนผู้นั้นใช้พิษบางอย่างกับศพ
เพราะเหตุใด?
ฉินเฟิงยังไม่ทันสรุป เสียงหมอประจำตระกูลก็ดังขึ้น
“แปลก…”
ชายชราก้มตรวจข้อมือเช่นกัน
“มีอะไร” ฉินซ่งไห่ถาม
หมอใช้เข็มเงินจิ้มบริเวณผิวศพ
เมื่อดึงออก ปลายเข็มกลับเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ
คนรอบข้างใ
“มีพิษ!”
ฉินเฟิงเงียบอยู่
ฉินซ่งไห่หันมามองเขาทันที
“เมื่อคืนเ้าเพิ่งบอกบิดาว่าตนถูกวางพิษที่หอบุปผาแดง วันนี้พ่อบ้านลู่กลับตายด้วยพิษ เ้าอธิบายเื่นี้ได้หรือไม่”
บรรยากาศรอบบริเวณเปลี่ยนไปทันที
ฉินเจิ้งเหอก้าวออกมา
“ผู้าุโสาม เื่ยังไม่มีหลักฐาน อย่าเพิ่งกล่าวราวกับเฟิงเอ๋อร์มีส่วนเกี่ยวข้อง”
ฉินซ่งไห่ตอบ
“ข้าเพียงถาม”
ฉินเฟิงลุกขึ้นช้า ๆ
เขามองเข็มเงินในมือหมอ
จากนั้นกล่าวขึ้น
“พิษนี้ไม่ได้ฆ่าพ่อบ้านลู่”
หมอประจำตระกูลหันมามอง
“เ้าว่าอย่างไร”
ฉินเฟิงชี้ไปที่ลำคอ
“สาเหตุการตายคือเสียโลหิตจากาแที่คอ หัวใจหยุดก่อนพิษเข้าสู่ร่าง”
หมอขมวดคิ้ว
“เ้ารู้ได้อย่างไร”
“ถ้าพิษเข้าสู่ร่างขณะยังมีชีวิต สีม่วงจากพิษจะกระจายตามหลอดเืจากข้อมือขึ้นแขน แต่ตอนนี้รอยพิษมีเพียงบริเวณปลายนิ้วกับข้อมือ”
ฉินเฟิงจับแขนศพพลิกให้ทุกคนดู
“หมายความว่ามีคนใส่พิษหลังเขาตายแล้ว”
คนรอบข้างเงียบลง
หมอรีบตรวจอย่างละเอียด
ไม่นาน สีหน้าก็เปลี่ยน
“จริง…”
เขาเงยหน้าขึ้น
“โลหิตบริเวณเหนือข้อศอกไม่มีการเปลี่ยนสี พิษเข้าสู่ร่างหลังหัวใจหยุดเต้นแล้วจริง ๆ”
ทันใดนั้น คนหลายคนหันมองกันเอง
มีคนพยายามจัดฉากศพ
เื่นี้มิใช่การฆ่าธรรมดาอีกต่อไป
ฉินซ่งไห่เองมีสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
ฉินเฟิงมองทุกคนก่อนกล่าวอย่างช้า ๆ
“คนที่ใส่พิษหลังพ่อบ้านลู่ตาย ้าให้ผู้ตรวจพบคำว่า ‘พิษ’ เป็สิ่งแรก”
“และในจวนตอนนี้ คนที่เพิ่งถูกกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับพิษก็คือข้า”
ฉินเหว่ยะโขึ้น
“เ้าหมายความว่ามีคนใส่ร้ายเ้า?”
ฉินเฟิงหันมอง
“ข้ายังไม่ได้กล่าวถึงผู้ใด เหตุใดเ้าจึงรีบร้อนแทนคนที่ลงมือ”
สีหน้าฉินเหว่ยเปลี่ยนทันที
“ข้าเพียง—”
“พอ!”
ฉินซ่งไห่ตวาด
ฉินเหว่ยรีบเงียบ
ฉินเฟิงไม่ได้พูดต่อ
แต่ในใจกลับชัดเจนขึ้นหลายส่วน
หลังเขาฆ่าพ่อบ้านลู่ มีคนไปตรวจห้องใน่กลางคืน
คนผู้นั้นน่าจะพบว่าช่องลับถูกรื้อค้น
จึงรู้ทันทีว่าบางสิ่งหายไป
มันไม่รู้ว่าใครเป็คนเอาไป
แต่เมื่อพ่อบ้านลู่เคยเกี่ยวข้องกับการลอบฆ่าฉินเฟิง ตัวเขาย่อมเป็ผู้ต้องสงสัยอันดับแรก
ดังนั้นจึงนำพิษใส่ศพเพื่อสร้างเส้นทางให้คนอื่นสงสัยเขา
แผนไม่เลว
น่าเสียดายที่คนวางแผนไม่รู้ว่า ผู้ที่้าใส่ร้ายด้วยพิษกลับเคยเป็เทพโอสถอันดับหนึ่งแห่งแดนเทพ
ฉินเฟิงมองฉินซวนเฮ่อชั่วครู่
อีกฝ่ายยืนเงียบกว่าปกติ
ไม่พูดสักคำ
สายตาทั้งสองพบกัน
ฉินซวนเฮ่อยิ้มบาง
ฉินเฟิงไม่แสดงท่าทีใด
แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเื่นี้ยังไม่จบ
ผู้อยู่เื้ัเริ่มเคลื่อนไหวจริง ๆ
และนั่นเป็สิ่งที่เขา้า
ฉินซ่งไห่สั่งเสียงหนัก
“ปิดจวนชั่วคราว ตรวจรายชื่อคนเข้าออกเมื่อคืนทั้งหมด ผู้ใดออกจากเขตเรือนหลังยามสามให้เรียกมาสอบถามทีละคน”
จากนั้นหันไปหาหมอ
“ตรวจศพอีกครั้ง ข้า้ารู้ว่าพิษมาจากสิ่งใด”
หมอพยักหน้า
ขณะทุกคนกำลังแยกย้าย ฉินเฟิงกลับกล่าวขึ้น
“ผู้าุโสาม ข้ามีข้อเสนอหนึ่ง”
ฉินซ่งไห่หันกลับมา
“ว่ามา”
“อย่าเพิ่งประกาศเื่พิษที่ถูกใส่หลังพ่อบ้านลู่ตายออกไป”
“เพราะเหตุใด”
“คนที่ทำเื่นี้ย่อม้าดูว่าพวกเราตรวจพบหรือไม่ หากปล่อยให้เขาคิดว่าแผนสำเร็จ เขาอาจเคลื่อนไหวอีกครั้ง”
ฉินซ่งไห่นิ่งคิด
ฉินเจิ้งเหอมองบุตรชายด้วยความประหลาดใจ
ท้ายที่สุดผู้าุโสามจึงกล่าว
“ทำตามที่เฟิงเอ๋อร์ว่า ข่าวภายนอกให้ประกาศเพียงว่าพ่อบ้านลู่ถูกฆ่า ส่วนเื่พิษห้ามผู้ใดพูดออกไป”
คนทั้งหมดรับคำ
ฉินเฟิงกำลังจะพาบิดากลับ แต่หมอประจำตระกูลกลับเรียกไว้
“คุณชายสาม”
“ท่านหมอมีเื่ใดหรือ”
ชายชรามองเขาอย่างสนใจ
“วิธีตรวจพิษหลังความตายที่เ้าพูดเมื่อครู่ อาจารย์ของเ้าเป็ผู้สอนหรือ”
“ขอรับ”
หมอถอนหายใจ
“อาจารย์ของเ้าคงเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถที่มีความรู้สูงมาก หากมีโอกาส ข้าอยากขอพบสักครั้ง”
ฉินเฟิงประสานมือ
“หากวันใดอาจารย์ยินดีพบผู้คน ข้าจะเรียนท่านให้ทราบถึงความตั้งใจของท่านหมอ”
ชายชราพยักหน้าอย่างพอใจ
หลังจากพาบิดากลับเรือน ฉินเฟิงจึงเดินกลับที่พักของตน
แต่ก่อนถึงประตู เขากลับพบคนหนึ่งรออยู่
เสี่ยวอวี่ สาวใช้ของมู่ชิงหลัน
เมื่อเห็นเขา นางก็รีบเข้ามา
“คุณชายฉิน คุณหนูให้ข้ามาเชิญท่านไปพบเ้าค่ะ”
ฉินเฟิงมองท้องฟ้า
ยังไม่ถึงเที่ยง
“เกิดอะไรขึ้น”
เสี่ยวอวี่มีสีหน้าประหลาดใจปนยินดี
“หลังกลับเรือนรับรอง คุณหนูลองทำตามวิธีที่ท่านบอกเมื่อเช้า”
“แล้ว?”
“อาการเย็นที่แขนขวาซึ่งเป็มาหลายเดือน…หายไปเกินครึ่งแล้วเ้าค่ะ”
ฉินเฟิงพยักหน้าอย่างไม่ประหลาดใจ
“นางอยู่ที่ใด”
“สวนไผ่ด้านตะวันออกเ้าค่ะ”
ฉินเฟิงจึงเดินตามไป
สิ่งที่เขาไม่รู้คือในเวลาเดียวกันนั้น บนหลังคาอาคารสูงแห่งหนึ่งนอกจวนตระกูลฉิน มีหญิงสาวชุดขาวผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางสายลม
ผ้าบางสีขาวปิดใบหน้าส่วนล่าง
มีเพียงดวงตาที่มองเห็นได้
นางยืนอยู่บนกระเื้ัคาโดยไม่มีเสียงใด แม้ลมพัดแรง ชายเสื้อกลับเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย
ด้านหลังมีหญิงวัยกลางคนคุกเข่าอยู่
“ท่านเ้าตำหนัก เราตรวจพบแล้ว มู่ชิงหลันพักอยู่ในจวนตระกูลฉิน”
หญิงชุดขาวพยักหน้าเบา ๆ
“สายเืเหมันต์ของนางเริ่มตื่นแล้วหรือ”
“ยังไม่สมบูรณ์เ้าค่ะ แต่หากได้เข้าตำหนักและฝึกคัมภีร์ของเรา ไม่เกินสิบปีน่าจะขึ้นเป็หนึ่งในศิษย์รุ่นใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุด”
หญิงชุดขาวมองไปยังจวนฉิน
“อีกสองวัน ข้าจะพบนางด้วยตนเอง”
หญิงวัยกลางคนกำลังจะรับคำ แต่ทันใดนั้นคนเบื้องหน้ากลับเงียบไป
ดวงตาของหญิงชุดขาวมองผ่านกำแพงจวนไปยังสวนไผ่
ตรงนั้นมีชายหนุ่มชุดขาวกำลังเดินตามสาวใช้ผู้หนึ่ง
นางมองเพียงชั่วครู่
เดิมคิดจะละสายตา
แต่เมื่อชายหนุ่มเดินผ่านต้นไผ่ พลังอ่อนบางจากร่างเขาทำให้ดวงตาของนางหยุดลงอีกครั้ง
“เด็กคนนั้นเป็ใคร”
หญิงวัยกลางคนมองตาม
“ดูเหมือนจะเป็ฉินเฟิง คู่หมั้นของมู่ชิงหลันเ้าค่ะ”
“คนที่กล่าวกันว่าไม่สามารถฝึกปราณได้?”
“ใช่เ้าค่ะ”
หญิงชุดขาวเงียบไปชั่วครู่
สายลมพัดชายผ้าปิดหน้าให้เคลื่อนไหวเบา ๆ
“ข่าวของพวกเ้าอาจเก่าไปแล้ว”
หญิงวัยกลางคนใ
“ท่านหมายความว่า…”
“เขามีพลังปราณ”
ดวงตาของหญิงชุดขาวยังคงมองไปยังฉินเฟิง
“แม้ยังอ่อนแอมาก แต่เส้นทางการหมุนเวียนพลังของเขาไม่เหมือนวิชาพื้นฐานของตระกูลฉิน”
หญิงวัยกลางคนมองอีกครั้ง แต่ด้วยระยะห่างและพลังของฉินเฟิงที่ยังต่ำ นางไม่อาจตรวจพบรายละเอียด
“ให้ข้าส่งคนไปสืบหรือไม่เ้าคะ”
หญิงชุดขาวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ยังไม่ต้อง”
นางหันตัว
“เป้าหมายของเราคือมู่ชิงหลัน”
กล่าวจบ ร่างของหญิงชุดขาวก็หายจากหลังคาไปโดยแทบไม่มีเสียง
หญิงวัยกลางคนรีบตามไป
ไม่มีผู้ใดในจวนฉินรู้เลยว่า ผู้มีพลังสูงส่งซึ่งแม้แต่ผู้าุโใหญ่ของตระกูลยังไม่อาจเทียบได้เดินทางมาถึงเมืองชิงหลานแล้ว
และยิ่งไม่มีผู้ใดรู้ว่า เพียงเพราะมองฉินเฟิงผ่านระยะไกลเพียงครั้งเดียว ชายหนุ่มผู้เคยถูกเรียกว่าสวะกลับทิ้งร่องรอยเล็ก ๆ ไว้ในความสนใจของหญิงสาวผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของแดนระดับต่ำแห่งนี้แล้ว
ส่วนฉินเฟิงในเวลานี้เพิ่งเดินเข้าสู่สวนไผ่
มู่ชิงหลันยืนรออยู่ใต้ต้นไผ่สีเขียว
เมื่อเห็นเขามาถึง นางไม่ได้กล่าวคำทักทายตามมารยาทเหมือนก่อน
คำแรกที่ออกจากปากกลับเต็มไปด้วยความสงสัยที่แม้นางจะพยายามซ่อนไว้ก็ยังเห็นได้ชัด
“ฉินเฟิง…ท่านรักษาอาการของข้าได้จริง ๆ”
ฉินเฟิงหยุดอยู่ห่างจากนางสามก้าว
“ข้าบอกแล้วว่าอาการของเ้ายังไม่หนัก”
มู่ชิงหลันมองชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง
ก่อนวันนี้ นางเคยคิดว่าการแต่งงานตามคำสัญญาของบิดาคือสิ่งที่ต้องยอมรับด้วยหน้าที่
แต่บัดนี้เป็ครั้งแรกที่นางเริ่มอยากรู้ว่า ชายผู้เป็คู่หมั้นของตนเองซ่อนสิ่งใดเอาไว้อีก
และในอีกสองวัน…
เมื่อการประลองชิงสามสิทธิ์เข้าสู่สำนักเมฆาฟ้าเริ่มขึ้น นางจะได้เห็นกับตาว่า การเปลี่ยนแปลงของเขามีเพียงความรู้ด้านโอสถ
หรือรวมถึงเส้นทางยุทธ์ด้วยเช่นกัน