หอสมบัติ ป้ายขนาดใหญ่แขวนไว้เบื้องหน้าของหอไม้อันสูงส่ง ตัวอักษรสีทองเปล่งประกายแสดงถึงอานุภาพที่ยิ่งใหญ่
แม้ว่าภายในจะไม่ได้เลิศล้ำดั่งหอมหาสมบัติ ทว่าสิ่งของล้ำค่าภายในที่กู่หยวนและจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งท่านอื่นเฟ้นหามาก็มีอยู่มากมาย และเลิศล้ำจนเมิ่งฝานคาดไม่ถึง!
สถานที่แห่งนี้ได้รับการคุ้มกันดูแลโดยผู้คุ้มกันแห่งอูเจิ้น ไม่ว่าผู้ใดที่เข้าไปภายในจะต้องผ่านการตรวจค้นอย่างละเอียดรวมถึงเมิ่งฝานและกู่ซินเอ๋อร์ด้วยเช่นกัน ชายฉกรรจ์หลายคนมองสำรวจพวกเขาด้วยสายตาก่อนจะยอมปล่อยให้เข้าไปภายใน
กู่ซินเอ๋อร์ในวันนี้ต่างไปจากเมื่อวาน นางเปลี่ยนมาสวมชุดรัดรูปที่สามารถมองเห็นรูปร่างได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็รวบเรือนผมงามขึ้นเป็นหางม้าอย่างน่ารัก
แต่เมื่อเมิ่งฝานเดินเข้าไปภายในหอสมบัติแล้วพบกับคนกลุ่มหนึ่งก็ขมวดคิ้วเข้ม
โดยปกติแล้วจะไม่ค่อยได้เห็นผู้ใดเข้ามาภายในหอสมบัติ ทว่าในวันนี้กลับได้เห็นจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นหลายคนอยู่ในแต่ละชั้นของหอสมบัติแห่งนี้
ทว่าของล้ำค่าภายในหาใช่สิ่งที่จะสามารถเอาออกไปได้ง่ายๆ ไม่ เพราะทุกจุดที่นำของล้ำค่าไปวางไว้ล้วนแต่มีพลังต้องห้ามอันแข็งแกร่งคอยคุ้มกันเอาไว้ทุกสิ่ง
พลังต้องห้ามนี้มีความแข็งแกร่งตามระดับของสิ่งล้ำค่าภายใน หากไร้ซึ่งพลังที่คู่ควร ก็ไม่อาจได้ของสิ่งนั้นไปครอบครอง ฉะนั้นแล้วถึงแม้ว่าจอมยุทธ์น้อยทั้งหลายจะสะดุดตากับสิ่งของหลายชิ้นแต่ก็อาจไร้ซึ่งหนทางที่จะเอามาครอบครอง
เมื่อคนเหล่านั้นเห็นว่าเมิ่งฝานเข้ามาภายในพร้อมกับกู่ซินเอ๋อร์ก็ต่างมองมาด้วยแววตาที่แสดงถึงความอิจฉาทันที เพราะผู้เดียวในหมู่บ้านอูเจิ้นนี้ที่ได้รับความสนิทสนมจากกู่ซินเอ๋อร์มีเพียงเมิ่งฝานเท่านั้น
เมื่อได้ยินว่ามีเสียงดังขึ้นที่ข้างกาย เมิ่งฝานเพียงแต่ยกยิ้มอย่างจนปัญญาเท่านั้น เขาเดินขึ้นไปชั้นบนพร้อมกับกู่ซินเอ๋อร์ ซึ่งยิ่งขึ้นไปสูงเท่าใดความแข็งแกร่งของพลังต้องห้ามก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ฉะนั้นแล้วจึงมีคนเพียงจำนวนน้อยที่ขึ้นมาจนถึงชั้นที่สาม
พวกเขามุ่งขึ้นมายังชั้นนี้โดยตรง ขณะที่เมิ่งฝานกำลังตามหาวิชายุทธ์พลันมีเสียงอันเยือกเย็นดังเข้ามาในหู
“เมิ่งฝาน เจ้ามานี่!”
เจ้าของน้ำเสียงนั้นก็คือกู่ฉิงนั่นเอง เมิ่งฝานเงยหน้าขึ้นมองไปยังจุดที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เมื่อได้เห็นเจ้าของร่างที่สวมชุดสีดำอย่างกู่ฉิง จึงทำได้เพียงย่นคิ้วแล้วเดินเข้าไปหานางอย่างจนปัญญา
เมิ่งฝานผายมือออกพร้อมทั้งเอ่ยออกมาเสียงเรียบ “มีสิ่งใดหรือขอรับคุณหนูกู่ ไม่ทราบว่าท่านมีสิ่งใดจะแนะนำหรือขอรับ!”
เมื่อเสียงของกู่ฉิงดังขึ้น สายตาของแทบทุกคนบนชั้นที่สามของหอสมบัตินี้จึงมองไปยังพวกเขา หนึ่งในนั้นก็คือเหลยหู่และคนอื่นๆ ที่มองมาด้วยแววตาที่แสดงถึความชอบใจเมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานกำลังตกที่นั่งลำบาก แม้ว่ายามนี้เมิ่งฝานจะมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างมาก แต่การมีเรื่องกับกู่ฉิงก็หาใช่สิ่งที่ดีหรือมีความสุขไม่ ฉะนั้นแล้วต่อให้นางน่าหลงใหลเพียงใดก็หาได้มีบุรุษผู้ใดอยากเข้าใกล้ไม่
หึ!
หลังจากที่กระตุกยิ้มอย่างเยือกเย็น กู่ฉิงจึงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เหตุใดเจ้าถึงมาพร้อมกับซินเอ๋อร์!”
เมิ่งฝานตอบกลับไปด้วยสีหน้าอันราบเรียบ “ขอร้องล่ะ เรื่องของข้ามันไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า ข้าก็แค่มาเป็นเพื่อนซินเอ๋อร์เท่านั้น แต่หากเป็นเจ้าละก็..ต่อให้คุกเข่าขอร้องข้าก็ไม่มา!”
กู่ฉิงกัดฟันแน่น จากนั้นจึงเลิกคิ้วสูงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “ต่อให้เจ้าเอาชนะตงฟางเฉินได้แล้วอย่างไร มาลองสู้กับข้าสักครั้ง!”
เมื่อนางพูดจบ ฝ่ามืองามทรงพลังนั้นก็พุ่งตรงเข้ามายังหน้าอกของเมิ่งฝานด้วยองศาที่เจ้าเล่ห์ นัยน์ตาของเมิ่งฝานพลันเปล่งประกายขึ้นพร้อมกับกางนิ้วทั้งห้าแล้วยื่นออกไปเบื้องหน้า หลังจากได้ฝึกบำเพ็ญตนด้วยลิ่มเจาะกระดูกทำให้ความเร็วของเมิ่งฝานเพิ่มขึ้นสูงกว่าคราก่อน จึงสามารถจับมือของกู่ฉิงเอาไว้ได้ในชั่วพริบตา
เมื่อนางเห็นว่าฝ่ามือของตนเองตกอยู่ในมือของเมิ่งฝานก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที นางนึกไม่ถึงเลยว่าความแข็งแกร่งของเด็กหนุ่มตรงหน้าจะก้าวหน้าขึ้นมากกว่าเดิมจนบางทีแม้แต่นางก็ยังยากที่จะเอาชนะได้!
เพียงชั่วพริบตาก็มีความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นในหัวใจของกู่ฉิง ทั้งสับสน เสียใจ ไม่ยอมจำนน รวมถึงความรู้สึกที่แม้แต่นางก็ยังยากที่จะอธิบายได้
จากนั้นนางจึงสะกดความรู้สึกทั้งหลายในหัวใจเอาไว้แล้วขยับต้นขาเรียวเพื่อเตรียมเข้าจู่โจมในครั้งต่อไป ทว่าเมิ่งฝานกลับเดินขึ้นหน้าไปหนึ่งก้าวแล้วเอ่ยว่า “กู่ฉิง เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าเคยรับปากสิ่งใดไว้กับข้า?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจ้าของใบหน้าที่เต็มไปด้วยโทสะก็ชะงักงัน นางจ้องเมิ่งฝานตาโตแล้วตวาดออกไปเสียงต่ำ “เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?”
เมื่อขยับร่างกายเข้าไปใกล้ เมิ่งฝานก็ได้กลิ่นหอมประจำกายของกู่ฉิงที่โชยมาแตะจมูก ซึ่งมันต่างไปจากกลิ่นหอมของกู่ซินเอ๋อร์โดยสิ้นเชิง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจับจ้องตนเองอยู่เมิ่งฝานจึงเอ่ยออกไปด้วยเสียงเยือกเย็น “เจ้าหาเรื่องข้าไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าใดแล้ว เรื่องของข้า ข้าสามารถจัดการให้มันดีได้ด้วยตนเอง หากเจ้ายังเอาแต่หาเรื่องหรือบงการข้าอยู่เช่นนี้เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าเงื่อนไขที่ข้าจะเอ่ยออกไปก็คือสั่งให้เจ้ามาทำเรื่องอย่างว่ากับข้า!”
ประโยคนั้นทำให้ใบหน้าเยือกเย็นของกู่ฉิงแข็งทื่อไปในทันที แล้วมีสีแดงก่ำปรากฏขึ้นมาแทนที่ การมีเด็กหนุ่มที่เพิ่งอายุได้สิบหกปีเอ่ยเรื่องอย่างว่ากับตนเองทำให้นางรู้สึกทำตัวไม่ถูก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเมิ่งฝานที่ยกตนข่มท่าน กู่ฉิงก็ร้อนรนจนทำตัวไม่ถูกอยู่ชั่วครู่ ต่อมาจึงยืดอกแล้วเอ่ยออกไปอย่างไม่สบอารมณ์นัก “เจ้ากล้างั้นหรือ!”
แม้ว่านางจะรู้สึกโอนเอนและกังวลในหัวใจ ทว่าคนอย่างกู่ฉิงก็หาได้ชอบการถูกผู้ใดข่มขู่ไม่ โดยเฉพาะการที่อีกฝ่ายคือเมิ่งฝาน
เมิงฝานกระตุกยิ้มเมื่อได้ยิน นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ในพริบตาพร้อมกับขยับร่างเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้ายิ่งกว่าเดิม แล้วฝ่ามือหนาของเขาก็สัมผัสลงไปบนสะโพกผายของกู่ฉิงอย่างแรง
เพี๊ยะ!
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นก็มิได้มีเพียงกู่ฉิงที่ชะงักงัน เพราะในขณะนี้บรรดาจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็มองมาด้วยแววตาตกตะลึงทั้งสิ้น ถึงอย่างไรกู่ฉิงก็เป็นสตรีที่อารมณ์ร้ายทั้งยังมีศักยภาพที่เหนือกว่าจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นทุกคน แม้แต่เหลยหู่ก็ยังมักถูกนางทำร้ายอยู่บ่อยครั้งจนลอบตั้งฉายาให้กับกู่ฉิงว่าแม่เสือสาว ทว่าในเวลานี้เมิ่งฝานกลับยื่นมือไปสัมผัสสะโพกผายของแม่เสือสาวตัวนั้นอย่างไร้ซึ่งความกลัว!
“เยี่ยมยอด!”
“ไม่เสียแรงที่เป็นเมิ่งฝาน!”
“ฮ่าฮ่า วันนี้ข้าไม่ได้มาเสียเที่ยวสินะ นี่น่าดูยิ่งกว่าของล้ำค่าในหอสมบัติแห่งนี้เสียอีก!”
เมื่อรอบข้างเต็มไปด้วยเสียงสนทนาจึงทำให้กู่ฉิงได้สติ สีหน้าของนางเปลี่ยนจากสีแดงก่ำเป็นซีดเผือดก่อนจะเปลี่ยนจากซีดเผือดเป็นเหนียมอาย สุดท้ายเจ้าของร่างกายที่เริ่มสั่นเทาก็เตรียมตัววิ่งหนี
มาถึงยามนี้กู่ฉิงก็รู้และเข้าใจดีว่าตนเองถูกเมิ่งฝานล่วงเกินมาแล้วเกือบทั้งตัว เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงทำให้นางแทบกลายเป็นบ้า
“เจ้ารนหาที่ตายหรือไรกัน เมิ่งฝาน!”
พริบตาต่อมาเมิ่งฝานก็ก้าวถอยหลังก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบ “หึหึ ถือว่าเป็นกำไรก็แล้วกัน หากเจ้าคิดจะทำร้ายข้าก็จำต้องใช้พลังปราณ แต่ก็อย่าลืมว่านี่คือที่ใด!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นร่างของกู่ฉิงก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ พร้อมทั้งกัดฟันแน่นจนแทบจะแตกสลาย กำไร? นางถูกอีกฝ่ายล่วงเกินอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าผู้คนมากมาย แต่กลับบอกว่าเป็นกำไรอย่างนั้นหรือ!
นางมองใบหน้าของผู้ที่กำลังหัวเราะออกมาเสียงเบาอย่างมีความสุขด้วยความรู้สึกที่อยากฉีกร่างของเขาให้ขาดออกเป็นชิ้นๆ ทว่ากู่ฉิงก็ไร้ซึ่งหนทางใด เพราะภายในหอสมบัติแห่งนี้ห้ามไม่ให้ทำการต่อสู้ หากพลังปราณแผ่ซ่านไปยังสิ่งของล้ำค่าทั้งหลายก็อาจจะทำให้พวกมันเสียหาย ดังนั้นหากมีผู้ใดทำผิดกฎก็คงจะถูกขับไล่ออกไปจากที่นี่และห้ามไม่ให้เข้ามาอีก
เมื่อคิดได้ดังนั้นกู่ฉิงจึงทำได้เพียงยืนอยู่กับที่ จะลงมือก็ไม่ใช่ จะหยุดระงับโทสะก็ไม่เชิง
เมิ่งฝานอาศัยจังหวะที่กู่ฉิงลังเล หัวเราะออกมาเสียงเบาแล้วหลบเลี่ยงออกไปอย่างรวดเร็วด้วยการจูงมือกู่ซินเอ๋อร์มุ่งไปยังจุดที่ลับตาคนของหอสมบัติแห่งนี้ เพียงไม่กี่อึดใจพวกเขาก็หายไปแล้ว ทิ้งให้กู่ฉิงยืนอยู่อย่างนั้นด้วยความเดือดดาล
พวกเขาทั้งสองไปยังจุดที่ลึกที่สุดของชั้นสามในหอสมบัติอย่างรวดเร็ว จากนั้นเมิ่งฝานจึงถอนหายใจออกมาเสียงเบา เขาคาดว่าที่นี่น่าจะเป็นส่วนที่ลึกที่สุดทั้งยังมีพลังต้องห้ามที่แข็งแกร่งที่สุดด้วย ต่อให้อยู่ในขั้นหลอมปราณก็อาจจะไม่สามารถทำลายมันได้โดยง่าย
ทว่าในยามนี้เมิ่งฝานก็รู้ดีว่าตนเองนั้นอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับเก้าแล้ว เมื่อมีวิชายุทธ์ทะลวงธาราอยู่กับตัวทำให้เขารู้ดีว่าวิชายุทธ์ธรรมดายากที่จะสะดุดตาตนเองได้ มีเพียงวิชายุทธ์ที่ดีกว่าเท่านั้นถึงจะเข้าตาเขา
กู่ซินเอ๋อร์มองไปยังเด็กหนุ่มก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงเบา “ดูเหมือนว่าท่านพี่เมิ่งฝานจะมีเรื่องกับท่านพี่ของข้าทุกครั้งที่พบหน้ากันเลยนะเจ้าคะ และยังเหมือนว่ามีความสัมพันธ์พิเศษบางอย่างอีกด้วย!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็ยิ้มแห้งก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา “เจ้าเองก็เห็นแล้วว่าพี่สาวของเจ้าทำเกินไปเพียงใด หากข้าไม่สั่งสอนนางเสียบ้าง นางก็มักจะหาเรื่องข้าอยู่ร่ำไป!”
“อย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
กู่ซินเอ๋อร์มองเมิ่งฝานด้วยแววตาความสงสัย ต่อมาจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์มากนัก “แต่ถึงอย่างไรข้าก็รู้สึกว่าท่านชอบพี่สาวของข้าอยู่บ้าง!”
“จะเป็นไปได้อย่างไร!”
เมิ่งฝานส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มออกมาในทันใด “ข้าน่ะหรือชอบนาง? ขอร้องล่ะ เจ้าช่วยดูนิสัยของนางด้วยซินเอ๋อร์ นางเหมือนสตรีเสียที่ใดกัน!”
แม้จะเอ่ยออกไปเช่นนั้น แต่เมิ่งฝานกลับรู้สึกเหมือนหัวใจของตนเองสั่นไหวเล็กน้อย ต่อมาก็รีบทำลายความรู้สึกนั้นไป ก่อนจะเดินหาของล้ำค่าภายในหอสมบัติแห่งนี้
“ข้าก็หวังไว้เช่นนั้น!”
เมื่อเห็นเมิ่งฝานเดินจากไปกู่ซินเอ๋อร์ก็ส่งเสียง ‘หึ’ ขึ้นมาเบาๆ จากนั้นนางจึงตามหาของล้ำค่าด้วยเช่นกัน ภายในได้รวบรวมวิชายุทธ์ชั้นเลิศของหมู่บ้านอูเจิ้นเอาไว้ และรวมถึงวิชายุทธ์ที่กู่หยวนทำการฝึกฝนอยู่ด้วย แต่ก็แน่นอนว่าหาได้รวมถึงวิชายุทธ์ลึกลับที่กู่ซินเอ๋อร์ฝึกฝนอยู่ไม่
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ในขณะที่มองไปยังของล้ำค่าทั้งหลายภายในบริเวณนี้ แต่แล้วไม่นานก็มีเสียงหัวเราะของกู่ซินเอ๋อร์ดังขึ้น พลางชี้ไปยังพลังต้องห้ามเบื้องหน้า
สิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะตัวนั้นก็คือม้วนคัมภีร์สีครามมีแสงส่องประกาย และมีคำอธิบายเขียนเอาไว้โดยรอบ
นิ้วปราณปรวน!
วิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับกลาง รวบรวมพลังปราณในร่างกายเอาไว้ในจุดเดียวแล้วปลดปล่อยออกไป ขอเพียงผู้ฝึกฝนมีพลังปราณมากมายและแข็งแกร่งก็จะทำให้ทุกจุดที่มันเคลื่อนตัวผ่านล้วนแต่เต็มไปด้วยการระเบิดพลังที่ทรงอานุภาพ
ทั้งยังมิได้มีวิธีการฝึกฝนที่ยากลำบากแต่ประการใด!
เมิ่งฝานหัวเราะออกมาเสียงเบาเมื่อรู้ถึงเหตุผลที่กู่ซินเอ๋อร์สะดุดตากับวิชายุทธ์นี้ แต่เขาก็หาได้ขัดแต่ประการใด เพราะถึงแม้ว่ากู่ซินเอ๋อร์จะอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับห้าแต่ก็มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญตนที่ดีเลิศ เพียงแต่นางมีนิสัยที่ค่อนข้างอ่อนโยนจึงไม่ได้รักในการบำเพ็ญตนเท่านั้น
และนิ้วปราณปรวนนี้ก็นับว่าค่อนข้างเหมาะสมกับนางไม่น้อย กู่ซินเอ๋อร์เดินขึ้นไปเบื้องหน้าพร้อมกับรวบรวมพลังปราณภายในกายทั้งหมดที่มีโจมตีพลังต้องห้าม
ตู้ม!
พลังของนางพุ่งเข้าใส่พลังต้องห้ามที่เบื้องหน้า แม้ว่านางจะฝึกวิชายุทธ์ที่มิได้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด ทว่าพลังของผู้ที่อยู่ในขั้นฝึกกายาระดับห้าอย่างนางก็หาใช่น้อยๆ ไม่
ฝ่ามืองามถูกกำเอาไว้แน่น ก่อนที่กู่ซินเอ๋อร์จะชกใส่พลังต้องห้ามเบื้องหน้าหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดจึงมีรอยร้าวที่แสดงว่าพลังต้องห้ามใกล้จะพังทลายปรากฏขึ้นมา
ชั้นสามของหอสมบัติสั่นสะเทือนไปครู่หนึ่ง ทั้งมีแสงสว่างเปล่งประกายเจิดจ้าแสดงถึงการที่มีใครบางคนได้รับวิชายุทธ์ระดับกลางไปครอง เพียงชั่วพริบตาก็มีเสียงตกตะลึงดังมาจากทั่วสารทิศ
พลังต้องห้ามของทุกสิ่งล้วนแต่มีลักษณะเฉพาะของตัวมันเอง ฉะนั้นแล้วหากกู่ซินเอ๋อร์ที่เป็นจอมยุทธ์ขั้นฝึกกายาระดับห้าสามารถทำลายมันได้ย่อมหมายความว่านางสามารถฝึกฝนมันได้ทันที
แต่ก็แน่นอนว่าไม่อาจนำมันออกไปที่ใดได้ ทำได้เพียงแค่จดจำมันเอาไว้ในหัวเท่านั้น ทว่านั่นก็นับว่ามากพอแล้ว!
เมื่อเห็นว่ากู่ซินเอ๋อร์ทำสำเร็จเมิ่งฝานก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันใด พริบตาต่อมานัยน์ตาของเขาก็วาวโรจน์เพราะสังเกตเห็นว่าภายในพลังต้องห้ามแห่งหนึ่งนั้นมีคำอธิบายที่ไม่ยาวสักเท่าใดอยู่
“ยาตราเซียนเหิน วิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับสูง เงื่อนไขในการฝึกฝนเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง ร่างกายของผู้ฝึกตนจะต้องมีความคล่องแคล่วว่องไวเป็นอย่างยิ่งจึงจะสามารถฝึกฝนวิชายุทธ์นี้ได้ นี่เป็นวิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งชนิดหนึ่งเพียงแต่ว่าเป็นฉบับที่ไม่สมบูรณ์ มีเพียงบทเดียวเท่านั้นแต่กลับสามารถทำให้ความว่างไวของผู้ฝึกตนรวดเร็วประหนึ่งเซียนที่เหาะเหินในอากาศ หนึ่งก้าวเยือนสวรรค์!”
มีร่างกายที่คล่องแคล่วว่องไว นั่นหมายความว่าจะต้องขจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายออกไปจนหมดสิ้นแล้ว เงื่อนไขนี้นับว่าไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถทำได้ง่ายๆ เพราะต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณก็อาจจะไม่สามารถบรรลุเงื่อนไขได้ด้วยซ้ำไป ฉะนั้นแล้วหลังจากที่กู่หยวนได้รับวิชายุทธ์นี้มา มันจึงถูกวางไว้ในที่แห่งนี้หามีผู้ใดฝึกฝนได้ไม่ แม้แต่ผู้คุ้มกันหมู่บ้านอูเจิ้นเหล่านั้นก็ยังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะฝึกฝน
แต่ในครั้งนี้เมิ่งฝานพลันสั่นสะท้านไปทั้งร่างก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก วิชายุทธ์เพิ่มความเร็ว ร่างกายที่คล่องแคล่วว่องไว พวกมัน...ล้วนแต่เหมาะสมกับเขาทั้งสิ้น!