ลมหายใจมังกรที่ว่ากันว่าสามารถเป่าภูเขาให้หายไปได้ในพริบตาแต่มังกรสีขาวตัวนั้นกลับแช่แข็งมันแทน จากเปลวเพลิงที่ควรจะพ่นออกมากลายเป็นไอเย็นที่พร้อมแช่แข็งทุกสิ่ง
“มังกรเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดและถ้าว่ากันตามตรง...มันอาจจะแข็งแกร่งที่สุดจริง ๆ ก็ได้ ความสามารถในการทำลายล้างของมันสูงยิ่งกว่าเผ่าไหน ๆ แต่เพราะการปรากฏตัวและประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีเรื่องกับเผ่าอื่นก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องของมันนัก” ซึฮากิบ่นไปเรื่อยจนฟรานตาลอยไปแล้ว
“แล้วนี่ใช่สิ่งที่นายคิดไว้หรือเปล่า?” ฟรานตบหลังซึฮากิเรียกสติ
“ไม่ ทั้งเรื่องระเบิดเมืองแล้วก็เรื่องมังกร หลังจากเกิดระเบิดที่เมืองจู่ ๆ ก็มีคนที่แข็งแกร่งมาก ๆ โผล่ออกมาอย่างกับนัดกันไว้” ขณะที่กำลังคิดวิเคราะห์หาแผนขั้นต่อไปก็มีมือถือสั่นแจ้งเตือนว่ามีคนติดต่อมา
“พี่ซึฮากิครับพี่คาร์เตอร์บอกว่าระเบิดเกิดจากปืนใหญ่ของอาเธอร์”
“อาเธอร์เหรอ...ให้คาร์เตอร์หนีออกมาทางป่าตะวันออกเดี๋ยวจะให้หน่วยจู่โจมไปรับ”
“เอ่อ...พี่คาร์เตอร์เขาบอกว่าจะไปจัดการอาเธอร์”
ซึฮากิยืนคิดอยู่พักหนึ่งพลางมองการต่อสู้อันดุเดือดของมังกรและมอร์เดร็ดไปด้วย
“ถ้าอย่างนั้น...”
“พี่ครับ” คูเปอร์พูดขัดเสียก่อนได้ฟังจนจบ
“มีอะไรอีกเหรอคูเปอร์?”
สายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นกำลังจ้องมองเส้นทางอันเปล่าเปลี่ยวตรงหน้า “ให้ผมไปช่วยพี่คาร์เตอร์ด้วยนะครับ”
“แน่ใจใช่ไหม?”
“ครับ” คำตอบสั้น ๆ ของคูเปอร์ทำให้ซึฮากิยิ้มออกมาได้
“เอาสิแต่พี่จะส่งหน่วยจู่โจมไปด้วยก็แล้วกัน” ที่พยายามมาตลอดก็เพื่อการนี้สินะ ตัวเองก็คงรู้สึกว่าพึ่งพาพวกเราเยอะเกินไปจนเหมือนไม่ได้ทำอะไรด้วยตัวเอง
“กลับไปรับตัวคูเปอร์และให้เขาเป็นคนนำทาง”
“รับทราบครับ” เสียงตอบรับดังฟังชัดของหน่วยจู่โจมก่อนจะเคลื่อนพลหายไปอย่างรวดเร็ว
ขอให้ทำได้อย่างที่หวังก็แล้วกัน อย่างน้อยก็จะได้ไม่เสียใจที่ตัวเองได้แต่นั่งมองเฉย ๆ
“แล้วเราจะเอายังไงกับพวกเขาล่ะ?” ฟรานนั่งลูบหัวบลัดฮาวด์ทำอย่างกับสุนัขเลี้ยงไม่มีผิด
“ต่อให้ใช้เวทรักษาแต่สภาพร่างกายก็ยังไม่พร้อมลงสนามรบอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็พักอยู่ที่นี่ไปก่อนแล้วกัน”
มังกรสีขาวได้พาทีโอน่าและคนที่ยังมีชีวิตอยู่หนีมอร์เดร็ดไปให้ไกลที่สุดแต่ก็มีคลื่นมานาพุ่งปะทะกับเสริมกำลังที่ครอบคลุมร่างอันใหญ่โตพยายามลากมังกรให้ลงมาบนพื้นให้ได้
“ขี้ขลาดจริงๆ มังกรตัวนี้” มอร์เดร็ดแสยะยิ้มสนุกที่ได้ต่อสู้กับหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งและหายากที่สุด เมื่อเห็นว่ามังกรเริ่มทิ้งระยะห่างเขาก็ใช้เวทเสริมหลายรูปแบบเพื่อวิ่งตาม
มังกรตัวนั้นวางทีโอน่าและพรรคพวกไว้ใกล้ ๆ กับที่พวกซึฮากิอยู่พอดีและหันกลับไปหามอร์เดร็ดเพื่อจัดการให้สิ้นซาก
“มาแล้ว ๆ ขอลิ้มรสชาติของสิ่งที่เรียกว่ามังกรหน่อย...” พูดไม่ทันขาดคำก็โดนไอเย็นพ่นใส่แม้จะใช้เสริมกำลังป้องกันไว้ได้แต่แลกกับมานาจำนวนมาก
เมื่อการพ่นไอเย็นไม่ได้ผลมันจึงใช้แขนอันใหญ่โตคว้าร่างของมอร์เดร็ดขึ้นไปบนท้องฟ้าบินสูงขึ้นไปเหนือเมฆจนไม่มีใครมองเห็นได้ก่อนจะโยนมอร์เดร็ดลงมาทั้งอย่างนั้น
“สุดยอดไปเลย ! ข้างบนมันเป็นอย่างนี้นี่เอง” ดวงตาเบิกกว้างกวาดมองเมืองที่เละเทะด้านล่างเพียงเอื้อมมือออกไปก็เหมือนกับสิ่งเหล่านั้นอยู่ในกำมือเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่กำลังจะร่วงลงพื้นมอร์เดร็ดก็สร้างคลื่นลมพัดสวนลงพื้นสร้างแรงต้านอากาศทำให้ลงพื้นได้อย่างปลอดภัยแต่ไม่ทันได้พักหายใจมังกรก็พุ่งปะทะด้วยกรงเล็บอันคมกริบสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงซึฮากิ
พื้นดินแหวกแยกออกจากกันราวกับแผ่นดินไหวแม้จะสร้างบาดแผลให้มอร์เดร็ดไม่ได้แต่มันก็ทำให้เขาตกตะลึงเล็กน้อย
“ไม่คิดจะพูดอะไรบ้างเหรอเจ้ามังกร !” เขาสร้างฝ่ามือขนาดยักษ์เฉกเช่นเดียวกับเวทมนตร์ของทีโอน่าตบมังกรกระเด็นได้ในครั้งเดียว
“แกเป็นใครกันแน่ ! มอร์เดร็ดคนนั้นไม่น่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แท้ ๆ”
“อ้าว ๆ พูดได้นี่” มอร์เดร็ดกระโดดขึ้นไปบนหลังของมังกรใช้ดาบมานาแทงผ่านเกล็ดหนา ๆ แม้จะใช้มานาจำนวนมากแต่ก็แลกมากับเสียงกรีดร้องของมังกรก็ถือว่าคุ้มค่า
“ฉันนี่แหละมอร์เดร็ด เลรอซอง และอาณาจักรนอดจะต้องเป็นของพวกเราตระกูลเลรอซอง...” ขณะที่กำลังหลงละเลิงกับพลังมากมายก็โดนกรงเล็บเฉือนผ่านเสริมกำลังสามารถสร้างบาดแผลให้มอร์เดร็ดได้สักที
“พูดบ้าอะไรไร้สาระ” มังกรตัวนั้นพ่นไอเย็นอัดมอร์เดร็ดที่เสริมกำลังยังไม่คงที่ เพียงแค่เสี้ยวไอเย็นก็ทำให้ท้องของมอร์เดร็ดโดนแช่แข็งแต่ไม่นานนักเขาก็สร้างเสริมกำลังได้ใหม่
“เอามาอีกสิวะ !”
มอร์เดร็ดและมังกรสีขาวซัดกันไปมาเป็นภาพที่ไปเล่าให้ใครฟังก็ไม่มีทางเชื่อ ภาพที่มนุษย์คนหนึ่งกำลังต่อสู้ตัวต่อตัวกับมังกรเลเวลเก้าแถมยังเหมือนกำลังได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ
เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงที่การต่อสู้ของมังกรและมอร์เดร็ดดำเนินมาจนสนามรบเละเทะไปหมดและค่อย ๆ ขยับเขยื้อนไปเรื่อย ๆ ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นกองทัพ นักผจญภัยหรือพวกซึฮากิต้องหลีกหนีให้ห่างไม่เช่นนั้นก็อาจจะได้ลงไปอยู่ใต้ดินที่พวกเขายืนอยู่ก็ได้
“ให้เราไปช่วยไหมเจ้าลูกชาย?” ซึฮากิรับสายจากวิกตอเรีย ท่าทางเป็นห่วงของเธอสามารถรับรู้ได้จากเสียงแต่ซึฮากิกลับยิ้มอ่อนรู้สึกขอบคุณมากกว่าอยากให้ช่วย
“ผมคิดว่าทางนี้น่าจะรับมือไหวอยู่”
“แน่ใจใช่ไหม? ระดับพลังที่เราสัมผัสได้มันแข็งแกร่งกว่าเลเวลเก้าบางคนอีกนะ...แต่ถ้าเจ้ายืนยันเช่นนั้นเราก็จะไม่ยุ่ง”
“ครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง”
ทันใดนั้นคลื่นกระแทกจากการปะทะของมานาทั้งสองก็ส่งมาถึงตัวพวกซึฮากิแม้จะอยู่ไกลออกไปเป็นกิโลเมตรแต่กลับทำให้หวั่นเกรงได้ถึงเพียงนี้
“คิดอะไรดี ๆ ออกแล้ว” มอร์เดร็ดแสยะยิ้มวิ่งกระโดดข้ามทุ่งสงครามไปยังอาณาเขตราชวงศ์และลากเอามังกรสีขาวบินทะยานตามไปด้วย
“มาลบเชื้อพระวงศ์เก่าออกสักหน่อยเป็นยังไงล่ะ?” ไอเย็นจากการพ่นของมังกรพุ่งผ่านตัวมอร์เดร็ดไปยังพื้นที่ของราชวงศ์ เหล่าเชื้อสายราฟาต่างก็โดนแช่แข็งตายทันทีโดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น
“มอร์เดร็ด ! ไอ้สารเลว”
มอร์เดร็ดชี้หน้าหัวเราะลั่นจนน้ำตาเล็ด “ถึงจะเป็นมังกรแต่สมองก็ยังคิดถึงแต่การใช้กำลังอย่างเดียวสินะ ที่นี่มันก็ออกจะใหญ่ทำไมถึงไม่สังเกตล่ะ?”
“ไม่สนแล้วเว้ย !” เสียงร้องคำรามดังก้องไปทั่วก่อนจะบินโฉบเอาร่างของมอร์เดร็ดขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง
“จะเล่นท่าเดิมหรือยังไง? อย่าพยายามให้สูญเปล่าเลยแคทเทอรีน...” ขณะที่กำลังยิ้มเริงร่าเขาก็พยายามสลัดให้หลุดจากมือของแคทเทอรีนแต่ครั้งนี้เธอจับไว้แน่นมากกว่าครั้งไหน ๆ
เมื่อขึ้นไปสูงพอแคทเทอรีนก็พุ่งลงมาด้วยความเร็วมหาศาลพร้อมเอามอร์เดร็ดปะทะกับพื้นโลกให้แหลกเละ
เหมือนจะงานหยาบซะแล้ว มอร์เดร็ดเพ่งมานาสร้างดาบที่แข็งแกร่งที่สุดที่สร้างได้ตัดมือของแคทเทอรีนในครั้งเดียวแต่วินาทีที่เขากำลังจะเป็นอิสระก็โดนมืออีกข้างคว้าไว้แทน
“คิดว่าแค่นี้จะทำอะไรฉันได้เหรอ?” แม้จะพูดจาวางท่าแต่สีหน้าของเขาก็เป็นกังวลไม่น้อยกับเวลาอันน้อยนิดก่อนถึงพื้น
เสียงกระแทกดังก้องมาพร้อมแรงสั่นสะเทือนจนพื้นดินเป็นหลุมขนาดใหญ่โดยมีร่างของมอร์เดร็ดนอนนิ่งอยู่ตรงกลาง
“ไม่นึกเลยว่าแค่มานาก็สามารถลดแรงกระแทกได้ถึงเพียงนี้” มอร์เดร็ดยิ้มอย่างภาคภูมิใจลุกขึ้นยืนหน้าตาเฉย
“แกมันเป็นปีศาจไปแล้ว ระดับมานามากขนาดนั้นคงพอ ๆ กับเหล่าจอมมารเลยสินะ” หลังจากจับมอร์เดร็ดกระแทกลงพื้นมันก็ทำให้กระดูกแขนของเธอหักแต่ศัตรูตรงหน้ากลับไม่เป็นอะไรเลย
“แหม ๆ ไม่ขนาดนั้นหรอกคุณแคทเทอรีน” ทั้งสองต่างก็ยืนสบตาอยู่พักหนึ่ง
“แกทำได้ยังไง? มอร์เดร็ดผู้ถูกจองจำที่อยู่แต่ในคุกใต้ดินจะไปแข็งแกร่งแบบนี้ได้ยังไง ฉันจะถามอีกครั้ง...แกเป็นใครกันแน่?”
“เหอะ ๆ ฉันเนี่ยแหละมอร์เดร็ดตัวจริงเสียงจริงเลย แต่เธอไม่เคยเห็นพลังเดอะของฉันสินะถ้าได้ลงมาดูที่คุกใต้ดินก็อาจจะเข้าใจก็ได้”
“พลังเดอะงั้นเหรอ...อย่าบอกนะว่าเป็นสิ่งนั้น” แคทเทอรีนหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อนึกถึงบางสิ่งได้
“ถูกต้องแล้วล่ะแคทเทอรีน ในอดีตเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนมีฆาตกรต่อเนื่องที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่าห้าพันคน มีคำกล่าวไว้ว่าถ้าไม่ทุ่มทุกอย่างเพื่อจัดการตอนนี้ในอนาคตก็จะไม่มีทางหยุดเขาได้แล้ว”
“ทำไมพลังเดอะแบบนั้นถึงมาตกอยู่ในมือคนอย่างแกได้” แคทเทอรีนใช้เวทรักษาหยุดเลือดที่ไหลออกมาจากมือทั้งสองข้าง สภาพแขนที่กระดูกหักและมือที่ขาดสะบั้นทำให้ทรงตัวได้ยากลำบาก
มอร์เดร็ดส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยให้ “คงเพราะโชคชะตานั่นแหละ โชคชะตาที่เกิดมามีพี่ชายเก่งด้านการวางแผน โชคชะตาที่เกิดมาได้อยู่ในตระกูลที่มีเงินและอำนาจพอสมควร ทั้งหมดเหมือนพระเจ้าได้เลือกสรรมาแล้วว่าให้ฉันขึ้นไปอยู่จุดสูงสุด”
“ทั้งหมดเป็นแผนของพวกแกสินะ ทั้งเรื่องการวางกับดักดันเจี้ยน การยึดตำแหน่งจักรพรรดิ การจัดงานสังสรรค์ ลอบสังหารท่านเอเลและปลุกระดมกองทัพเพื่อตามล่าพวกฉัน...นั่นก็เพื่อสิ่งนี้ใช่ไหม?”
“ฉลาดดีนี่นึกว่าจะเป็นพวกไม่มีสมองซะอีก ทั้งหมดที่เธอพูดเป็นแผนที่พี่อาเธอร์วางไว้ตั้งแต่ที่ฉันบอกพลังเดอะให้กับเขา อย่ามัวแต่รออืดอาดยืดยาดอยู่เลยมาตัดสินกันดีกว่าแคทเทอรีน !”
เวรเอ๊ย มานาของมันเหลืออีกเท่าไรกันแน่ แคทเทอรีนในร่างมังกรสีขาวกระพือปีกบินขึ้นสูงจะได้ไม่ต้องใช้มือค้ำตัวไว้ ลมหายใจมังกรที่เป็นไอเย็นพ่นออกมาราวกับพายุหิมะแช่แข็งป่าแถบนั้นทั้งหมดแต่ก็ไม่อาจลบโล่มานาของมอร์เดร็ดได้เสียที
ขณะเดียวกันอาเธอร์ก็ได้เดินไปตามเมืองที่เละเทะแม้จะยิ้มแต่สายตากลับเศร้าหมองราวกับสับสนกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป ไม่นานนักก็มีกระสุนวายุยิงเข้าที่ไหล่สร้างความเจ็บปวดไม่น้อย
“เจอตัวสักทีอาเธอร์” คาร์เตอร์ยืนเด่นเป็นสง่าสอดสายตาโกรธแค้นมายังชายหนุ่มรูปงามตรงหน้า
“จัดการมันซะ” อาเธอร์ชี้นิ้วสั่งการจู่ ๆ ก็มีคนจากมุมมืดโผล่หัวออกมาพร้อมกับจู่โจมคาร์เตอร์อย่างรวดเร็วจนแขนที่เหลืออยู่ข้างเดียวป้องกันได้ไม่ทันและได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง
พวกมันมาจากไหนกันแน่ คาร์เตอร์กวาดสายตามองกลุ่มคนในชุดสีดำกลืนไปกับเงาค่อย ๆ ปิดล้อมตัวเขาไว้
คาร์เตอร์สร้างกำแพงหินเพื่อลดทิศทางการโจมตีและพุ่งเข้าไปจัดการทีละคน
พวกมันเลเวลไม่ต่างจากเรามากนักแต่ยังมีอีกคนที่เฝ้ามองอยู่ข้าง ๆ อาเธอร์ แค่เห็นก็สัมผัสได้ถึงมานาจำนวนมากต่างกับเราโดยสิ้นเชิง
“คาร์เตอร์...ทหารที่ตกลงไปในดันเจี้ยนพร้อมกับแคทเทอรีน ตอนแรกก็นึกว่าจะมีฝีมือถึงได้ตามติดจักรพรรดินีได้แต่ทำไมถึงอ่อนแอถึงเพียงนี้” อาเธอร์มองด้วยสายตาเวทนาก่อนจะหันหลังเดินจากไป
“จะหนีไปไหน !” ขณะที่สายตาจ้องมองแผ่นหลังของอาเธอร์ก็มีคมมีดพุ่งมาตรงหน้าและด้วยสัญชาตญาณเขาจึงยกมือขึ้นมาป้องกัน มีดปักทะลุฝ่ามือเกือบเข้าเบ้าตาและวินาทีนั้นก็มีศัตรูคนอื่นเข้าประชิดทุกทิศทาง
“[เสาเพลิง]” คาร์เตอร์สร้างกำแพงเพลิงลุกไหม้ล้อมรอบตัวเขาแม้ตัวเองจะร้อนทรมานจนหายใจลำบากก็ตาม
“[ธรณีสูบ]” ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยมานากดลงพื้นดินสร้างหลุมบ่อรอบด้านในรัศมีห้าเมตรทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นตกลงไปด้านล่าง
หลังจากนั้นเขาก็ใช้จังหวะนี้ทิ้งระยะห่างและเฝ้ามองหาตัวอาเธอร์ซึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินประกบไปด้วย แต่ไม่ทันได้ทำอะไรพวกมันก็กรูกันเข้ามาอีกครั้งแม้สภาพร่างกายของคาร์เตอร์จะไม่สู้ดีนักแต่ก็ต้องฝืนใช้เวทมนตร์ต่อ
บัดซบจริง ๆ ไอ้เราก็ดันประมาทเกินไป มานาอันน้อยนิดค่อย ๆ หมดลงไปราวกับความหิวโหยที่ไม่ได้เติมเต็มมาหลายสัปดาห์และขณะที่ทุกอย่างกำลังสิ้นหวังน้องชายของเขาก็ได้ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า
นี่คงเป็นภาพย้อนอดีตก่อนตายสินะ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคูเปอร์ที่โผล่มาให้เห็นคนแรก
“พี่คาร์เตอร์...” ภาพของคูเปอร์ที่ค่อย ๆ เดินเข้าหาพร้อมด้วยการเรียกชื่อมันทำให้คาร์เตอร์รู้สึกอบอุ่นปล่อยกายให้ไหลไปกับอารมณ์
ขณะที่กำลังปลดปล่อยสมองผ่อนคลายไม่สนว่าตัวเองจะตายยังไงก็มีฝ่ามือตบหน้าเสียงดัง
“นี่พี่ง่วงขนาดนั้นเลยหรือยังไงถึงจะมานอนอยู่แบบนี้” คูเปอร์เขย่าตัวช่วยเรียกสติ
“ไม่ใช่ภาพก่อนตายเหรอ...” คาร์เตอร์กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ยังคงไม่มั่นใจนัก
“ละแล้วพวกมันล่ะ?” คาร์เตอร์กล่าวต่อทันทีที่มองไม่เห็นพรรคพวกของอาเธอร์
“อ้อ...ถ้าเป็นพวกนั้นก็อยู่นั่นไงล่ะ” คูเปอร์ชี้ไปยังหน่วยจู่โจมที่กำลังตรวจสอบเศษชิ้นเนื้อที่โดนดาบฟันขาดไปคนละทิศคนละทาง
“ดูเหมือนจะเป็นพวกทหารรับจ้าง เลเวลอยู่ที่ประมาณสามไปถึงสี่มีการพกยาฆ่าตัวตายไว้ด้วยแสดงว่าเป็นมืออาชีพพอสมควร” หนึ่งในหน่วยจู่โจมรายงานระหว่างที่เก็บหลักฐานสำคัญ
“แล้วอาเธอร์ล่ะ? เราต้องจับตัวมันให้ได้” คาร์เตอร์ลากสังขารเดินไปตามเส้นทางที่พอจะจำได้แต่คูเปอร์ก็ดึงแขนห้ามไว้ก่อน
“พักให้หายเหนื่อยก่อนดีไหมพี่ ถ้าไปแบบนี้มีหวังได้ตายของจริงแน่ ๆ แถมผมก็เอามานาสำรองมาพอดีจะได้เตรียมตัวให้พร้อม”
ทั้งสองพักรักษาอาการบาดเจ็บและฟื้นคืนมานาพอให้สู้ไหว จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปตามการแกะรอยของหน่วยจู่โจมที่ได้รับการฝึกจากลุงโทลและซึฮากิ
“ก็ว่าทำไมพวกนั้นถึงไม่กลับมาสักทีที่แท้ก็โดนเล่นงานไปแล้วนี่เอง” ชายหนุ่มรูปลักษณ์สมส่วนดูเป็นสุภาพบุรุษกล่าว
“ทุกคนเตรียมรับมือ อีกฝ่ายเป็นผู้มีเลเวลเจ็ดและมีประสบการณ์ฆ่าคนมาหลายสิบปี” หัวหน้าหน่วยจู่โจมสั่งการทันทีที่เห็นหน้าชายผู้นั้น ทั้งคูเปอร์และคาร์เตอร์ต่างก็ตื่นตัวเตรียมต่อสู้กับศัตรูตรงหน้า
“โห่...เหมือนจะรู้จักฉันด้วยสินะ ถ้าอย่างนั้นก็คงรู้ใช่ไหมว่าไม่ควรหันดาบโง่ ๆ นั่นมาทางนี้” ขณะที่ทุกคนกำลังจดจ่อกับการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มตรงหน้าโดยไม่ได้สังเกตพื้นที่เหยียบอยู่เลยสักนิด
เพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็มีหอกแหลมพุ่งแทงจากพื้นทำให้คนที่ประสาทสัมผัสช้าโดนแทงเข้าที่คอทันทีแต่ก็มีคนที่หลบทันด้วยเหมือนกัน
“ติดต่อกลับไปหาคุณซึฮากิด่วน...” ไม่ทันได้หยิบมือถือขึ้นมาโทรก็โดนชายหนุ่มตัดแขนเสียก่อน
“เวรเอ๊ย ! ไม่นึกเลยว่าเลเวลเจ็ดจะรวดเร็วได้ถึงขนาดนี้” หน่วยจู่โจมเข้าปะทะกับชายหนุ่มแต่เขากับวิ่งหนีออกห่างแทน
“อย่าตามไปนะครับ !” คาร์เตอร์ตะโกนเตือนแต่พวกเขากลับเอาแต่มุ่งมั่นที่จะกำจัดชายผู้นั้นมากกว่า
ไม่ใช่แค่ความเร็วแต่เขายังใช้จุดบอดของคนและเคลื่อนตัวเข้าหาได้ถูกจังหวะ แถมการวิ่งตามแบบนั้นก็อาจจะโดนเวทมนตร์หอกแบบเมื่อกี้อีกก็ได้
“พี่จะไปดักทางอาเธอร์ส่วนคูเปอร์ก็ไปอีกฝั่ง” คาร์เตอร์วาดภาพรูปแบบการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มและเส้นทางที่อาเธอร์เดินไปทำให้รู้ว่าเขากำลังล่อให้ออกไปไกล ๆ
หลังจากใช้เวลาสักพักสองพี่น้องก็ตามอาเธอร์ได้ทันโดยที่เจ้าตัวกำลังคุ้ยซากปรักหักพังอยู่
อาเธอร์ถอนหายใจเมื่อได้ยินเสียงเท้าของทั้งสองคนก่อนจะกล่าวด้วยท่าทางเบื่อหน่าย “ทำไมสำนักมนตร์ดำถึงทำงานชุ่ยขนาดนี้กับแค่เด็กสองคนยังปล่อยให้หลุดมาได้”
“[วารีผกผัน]” คาร์เตอร์ร่ายเวทมนตร์วารีที่กำลังคุมร่างกายของอาเธอร์และบิดไปคนละทิศทางแต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นเขากลับยืนนิ่งไม่สะทกสะท้าน
“เข็มเดียวก็คงพอ” อาเธอร์สลัดคลื่นวารีทิ้งและพุ่งเข้าประชิดตัวคาร์เตอร์พร้อมด้วยหมัดอันหนักอึ้งที่แค่เห็นก็สั่นไปถึงนิ้วมือ
ตั้งสติไว้พี่คาร์เตอร์ คูเปอร์ขว้างหอกหินกระแทกร่างของอาเธอร์กระเด็นไปก่อนที่จะออกหมัด
อืม มาจบเรื่องนี้กันเถอะคูเปอร์ คาร์เตอร์สูดหายใจเต็มปอดจ้องมองอาเธอร์ตาไม่กะพริบ
ทันใดนั้นเวทมนตร์เพลิงของคาร์เตอร์ก็อ้อมล้อมตัวอาเธอร์ไว้เป็นจังหวะเดียวกับที่คูเปอร์กระหน่ำยิงกระสุนวายุติดต่อกันมากถึงยี่สิบนัด
สำเร็จไหมพี่? คูเปอร์พักหายใจแต่ก็ยังยืนเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องสองเข็มแล้วสินะ” เสียงของอาเธอร์พูดอยู่ในลำคอก่อนจะกระโจนเข้าใส่คูเปอร์โดยไม่สนเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ร่างกายอยู่
ก้มลงคูเปอร์ พวกเขาสื่อสารกันผ่านความสามารถของเดอะทำให้อาเธอร์คาดเดาการเคลื่อนไหวได้ยากยิ่ง วินาทีที่อาเธอร์กำลังจะได้ตัวคูเปอร์เขาก็ก้มหลบได้พอดีพร้อมกับหอกวายุจากคาร์เตอร์พุ่งเข้ากลางลำตัว
จังหวะนี้แหละ คาร์เตอร์ใช้ช่วงเวลาที่อาเธอร์เจ็บหนักเข้าประชิดตัวจากด้านหลังสร้างคมดาบมานาหวังตัดคอให้สิ้นและยังมีคูเปอร์ที่เตรียมอัดกระสุนวายุแนบเนื้ออยู่ด้านหน้า
“ยังไม่พอหรอก” อาเธอร์เอื้อมมือมาจับแขนของคาร์เตอร์ได้ก่อนที่จะลงดาบส่วนอีกข้างก็ใช้มันคว้าหัวของคูเปอร์ไว้ก่อนจะค่อย ๆ ยกสองพี่น้องขึ้นเหนือพื้น
“ระดับมานาของพวกนายยังไม่มากพอที่จะชนะฉันได้หรอก” อาเธอร์ขว้างสองพี่น้องขึ้นไปบนอากาศและออกหมัดชกอย่างรวดเร็ว
อาเธอร์เดินกลับไปคุ้ยหาอะไรสักอย่างที่ทำค้างไว้ทิ้งคาร์เตอร์และคูเปอร์ที่สภาพปางตายไว้เช่นนั้นทำเหมือนพวกเขาเป็นแค่เด็กน้อยไม่ต้องใส่ใจใด ๆ
เจอสักที อาเธอร์ยิ้มดีใจเมื่อเห็นประตูห้องใต้ดินหลังจากขุดคุ้ยเศษซากคฤหาสน์ของจักรพรรดินีอยู่พักหนึ่ง
พ่อหนุ่มรูปงามคนเดิมค่อย ๆ เปลี่ยนไปจากการใช้ยาพิเศษที่แลกมากับพละกำลังมหาศาลและออร่ามานาอันเข้มข้น อาเธอร์เดินลงไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ลึกลงไปไกลกว่าสามร้อยเมตรจนในที่สุดก็เจอห้องห้องหนึ่ง
“ที่นี่แหละมันต้องมีสิ่งนั้นแน่ ๆ บันทึกการปฏิวัติของเผ่ามนุษย์” อาเธอร์กล่าวกับตัวเองเหมือนการให้กำลังใจกับความตั้งใจที่ตามหามันมาตลอด หลังจากเปิดประตูเข้าไปก็จะพบกับเอกสารจำนวนมากรวมทั้งอุปกรณ์เวทมนตร์เก่า ๆ
อาเธอร์ค้นหาเอกสารที่จำเป็นและค่อย ๆ เปิดหน้ากระดาษอ่านทีละแผ่นอย่างทะนุถนอมยิ่งกว่าพ่อแม่แท้ ๆ แต่เมื่ออ่านไปได้สักพักเขาก็ตกผลึกความคิดขึ้นใหม่อีกครั้ง
แอสต้า พวกเขาเคยเจอกับพระเจ้าตัวจริงแถมยังเคยร่วมเดินทางไปด้วยกัน หรือจะเป็นเพียงคำยกยอให้คนที่แข็งแกร่งมากจนเหมือนพระเจ้ากันแน่
ทันใดนั้นก็มีแรงสั่นสะเทือนกระทบกับเศษซากข้างบนทำให้มันถล่มลงมาปิดทางเข้าออก
ให้ตายสิพวกนั้นสู้กันได้ถูกที่จริง ๆ อาเธอร์ไม่มีท่าทีกลัวแต่อย่างใดก่อนจะกลับไปหาบันทึกอ่านต่อ
ผู้เริ่มก่อตั้งกลุ่มปฏิวัติก็คือแอสต้าซึ่งเป็นหนึ่งในทาสเหมืองของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ แรกเริ่มเดิมทีเหล่ามนุษย์นั้นไม่มีพลังที่จะต่อกรเผ่าพันธุ์อื่นเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งท่านแอสต้าได้ค้นพบหินเวทที่สามารถเป็นสื่อนำมานาได้และเริ่มวางแผนเพื่อยึดอิสรภาพกลับคืนมา
“เสียเวลาจริง ๆ อ่านไปเท่าไรมันก็ไม่ต่างอะไรกับที่มีเลย”
หลังจากหลบหนีการจับกุมของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ได้สำเร็จพวกเขาก็ตั้งรกรากเพื่อหาทางต่อกรกับอมนุษย์รอบทิศและขณะที่ทุกอย่างกำลังสิ้นหวังจู่ ๆ ดาซาก็ปรากฏตัว แม้จะเป็นเด็กหนุ่มตัวน้อยที่ดูอ่อนแอแต่เขามากับหญิงสาวร่างเล็กสูงพอ ๆ กันซึ่งต่อมาเราก็จะเรียกเธอว่าพระเจ้า
“อย่าบอกนะว่าเด็กนั่นคือหนึ่งในร่างของพระเจ้าที่ใช้ลงมาหาผู้คน ร่างคนแก่ เด็กผู้หญิงหรือแม้แต่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่และยังมีอีกหลายรูปลักษณ์ที่เคยมีบันทึกไว้”
มอร์เดร็ดปะทะกับแคทเทอรีนในร่างมังกรจนเธอลนลานไม่เห็นหนทางชนะได้ แรงปะทะของมานามหาศาลของสองปีศาจทำเอาพื้นที่โดยรอบโดนซัดกระเด็นรวมทั้งสองพี่น้องคูเปอร์กับคาร์เตอร์และหน่วยจู่โจมที่กำลังต่อสู้กับชายหนุ่มจากสำนักมนตร์ดำ
“จากข้อมูลที่มีจึงวิเคราะห์ได้ดังนี้ พลังเดอะของชายที่ชื่อมอร์เดร็ดมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเดอะคิวเลอร์ที่ยิ่งฆ่าสิ่งมีชีวิตเท่าไรก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น”
“หา ! แบบนั้นก็ต้องเก่งสุด ๆ ไปเลยสิ” ฟรานตกใจตาโตเอามือปล่องปาก
“ใจเย็น ๆ น่าแล้วฟังให้จบก่อน เดอะคิลเลอร์สามารถเพิ่มพลังเมื่อสังหารสิ่งมีชีวิตก็จริงแต่ดูจากพฤติกรรมของมอร์เดร็ดแสดงว่ามันมีจุดอ่อนอยู่ เขาพยายามใช้พลังให้มากที่สุดตั้งแต่เกิดการระเบิดแถมบางครั้งก็ใช้มันฟุ่มเฟือยเกินไปซะด้วยซ้ำ และจุดสังเกตอีกหนึ่งอย่างก็คือทำไมถึงต้องรวมคนมาที่เมืองเอเธนและระเบิดทีเดียวทั้ง ๆ ที่อาจจะมีตัวแปรอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องได้เยอะแต่ถ้าค่อย ๆ ฆ่าทีละคนหรืออย่างการประหารนักโทษก็สามารถทำโดยไม่มีใครจับสังเกตได้ ถ้าจะให้สรุปก็คือพลังเดอะคิลเลอร์อาจจะมีเวลาจำกัดและการเก็บพลังมากเกินก็อาจจะมีผลต่อนิสัยไม่ก็เป็นผลเสียด้านอื่น”
เมื่อกวาดสายตามองก็จะเห็นใบหน้าเหี่ยวเฉาของฟรานและนักดมกลิ่นที่ได้แต่นั่งฟังคำอธิบายยาวเหยียดของซึฮากิ
“กิจัง...ขอฟังแผนเลยดีกว่า” ฟรานกวาดสายตามองคนอื่นได้แต่ยิ้มเจื่อนตอบรับ