ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่39 คุณชาย คุณหนู ตระกูลใหญ่

    บทที่39คุณชาย คุณหนู ตระกูลใหญ่


              “เฟยหลงๆข้าอยู่ทางนี้”


            เสียงของหยุนฟู่เรียกความสนใจจากผู้คนแถวนั้นแต่ไม่นานทุกอย่างก็เข้าสู่สภาวะปรกติผู้ฝึกยุทธ์ราวๆสี่หมื่นคนต่างมาชุมนุมกันที่หน้าประตูทางเข้าสำนักตงหยางเพื่อรอเวลาเข้ารับการทดสอบเป็นศิษย์สายนอก ย่อมต้องมีความโกลาหลวุ่นวายเป็นธรรมดาดังนั้นเสียงดังเอะจึงมีคนสนใจเพียงชั่วลมหายใจแล้วก็กลับไปสนใจเรื่องของตนต่อไป


              “หยุนฟู่ เป็นไงบ้างได้ข่าวน่าสนใจมาไหม”


            เมื่อทั้งสองเดินมาพบกัน จ้าวเฟยหลงก็ซักถามทันที


              “แล้วเจ้าจะต้องตกใจ
    !!”


            หยุนฟู่เดินนำเขาไปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมีผู้คนไม่กี่คนนั่งอยู่ก่อนหน้าแต่ด้วยความกว้างขวางของร่มไม้จึงไม่เป็นปัญหาในการหาที่นั่งเพื่อพักผ่อน


              หยุนฟู่พบพื้นที่ดีๆในการนั่งพักจึงชวนจ้าวเฟยหลงนั่งลงหลังจากดื่มน้ำแก้กระหายแล้วก็เริ่มเล่าเรื่องราวที่เขาได้รู้มา


              “ปีนี้นับเป็นปีแห่งความคึกคักเลยก็ว่าได้”เขาเปิดประเด็นสายตามองไปที่จ้าวเฟยหลงผู้ที่กำลังตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อจากนั้นจึงเล่าต่อ


              “เพราะว่าผู้คนที่มาสมัครเป็นศิษย์ของสำนักตงหยางมาจากทั่วทั้งอาณาจักรต้าตง”


              “แต่มันก็เป็นอย่างนั้นทุกปีไม่ใช่หรือ” จ้าวเฟยหลงแทรกขึ้นมา


              “นี่เจ้า
    !!ถ้ารู้ดีขนาดนี้จะให้ข้าเล่าต่อไหมฮะ”หยุนฟู่ทำเสียงไม่พอใจที่โดนขัดจังหวะ


              “ผู้น้อยผิดไปแล้วๆเชิญนายท่านเล่าต่อ” จ้าวเฟยหลงรีบขอโทษยกใหญ่


              “จริงอยู่ที่ผู้คนทั่วทั้งอาณาจักรมาสมัครเป็นศิษย์ทุกปีแต่ปีนี้พิเศษตรงที่บรรดาคุณชาย คุณหนู ที่มีชื่อเสียงทั้งหลายต่างก็มาสมัครเป็นศิษย์ของที่นี่เหมือนกันลือกันว่าผู้อาวุโสของสำนักตงหยางยิ้มกริ่มจนหุบปากไม่ได้เลยทีเดียว”


              ในตอนท้ายหยุนฟู่ต้องทำเสียงจนคล้ายเสียงกระซิบ


              “แล้วเจ้ามีข้อมูลของผู้โด่งดังทั้งหลายหรือไม่”จ้าวเฟยหลงเองก็อยากหาข้อมูลเอาไว้ให้มากที่สุดเช่นกัน


              หยุนฟู่ยืดอกขึ้น เชิดหน้าราวกับเป็นผู้ยิ่งใหญ่ “เมื่อหยุนฟู่ผู้นี้ออกโรงมีหรือจะไม่มีข้อมูลเหล่านั้น”


              “ครั้งนี้สามตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแคว้นหมิงโจวมีเพียงตระกูลมู่เท่านั้นที่ไม่ได้เข้าร่วมเกรงว่าคงไปสมัครเข้าสำนักดาบกระบี่ครองสวรรค์”ถึงตรงนี้ทำให้จ้าวเฟยหลง นึกถึงคนหนึ่งขึ้นมาได้


             “มู่หงเฉิง”ที่เขาซัดจนได้รับบาดเจ็บไป


              “ตอนนี้จึงเหลือเพียงตระกูลคังและตระกูลเซี่ยโดยอัจฉริยะที่พวกเขาส่งมาคือ คังจ้าน คุณชายสามของตระกูล ระดับจอมยุทธ์ขั้นสอง”


              “พรวด
    !!!”


            จ้าวเฟยหลงเมื่อได้ยินหยุนฟู่บอกว่าอัจฉริยะตระกูลคังคือคังจ้าน จึงสำลักน้ำที่กำลังดื่มออกมาเลอะจมูกเลอะปากจนทั่ว “เจ้าเป็นอะไรอีกละ”หยุนฟู่กล่าวถามแต่สายตาบ่งบอกได้ว่ากำลังไม่พอใจ


              “เปล่าๆ ข้าแค่สำลักน้ำเท่านั้นเชิญต่อได้” จ้าวเฟยหลงคิดในใจ


              “หากคังจ้านเป็นอัจฉริยะจริงก็คงต้องเป็นอัจฉริยะด้านการหนีเอาตัวรอดมากกว่าอื่นใด”


              “อัจฉริยะคนต่อไปนับเป็นคนที่ได้ชื่อว่าคุณชายอันดับหนึ่งแห่งสามตระกลูใหญ่ของแคว้นหมิงโจวระดับจอมยุทธ์ขั้นสาม คุณชายรองตระกูลเซี่ย เซี่ยหลี่เฉียง”


            ตอนนี้จ้าวเฟยหลงฟังอย่างตั้งใจหยุนฟู่ก็เล่าต่ออย่างอารมณ์ดี


              “ส่วนอัจฉริยะที่มาจากต่างแคว้นได้แก่คุณชายใหญ่ตระกูลจื่อ จื่อโม่ แห่งแคว้นซูโจว คนต่อไป
    โหย่วลี่จง คุณชายรองจากตระกูลโหย่ว แคว้นหยวนโจว ยังมีคุณหนูใหญ่ตระกูลอิงแคว้นผิงโจว อิงชิงหรู และสุดท้ายตระกูลเหยา คุณชายสามเหยาหมิงลู่ แห่งแคว้นเหิงโจว”


            หยุนฟู่หยุดเล่า ดื่มน้ำแก้คอแห้งแล้วเล่าต่ออย่างกับไม่รู้เหน็ดเหนื่อย


              “คนที่ข้าเล่ามาทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นอัจฉริยะของตระกูลอันดับหนึ่งของห้าแคว้นใหญ่แห่งอาณาจักรต้าตงพลังรบเหนือล้ำกว่าคนในระดับเดียวกัน ถึงแม้ตอนนี้ทุกคนอยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นสามแต่ว่ากันว่าพวกเขาสามารถเอาชนะจอมยุทธ์ระดับสี่ได้โดยไม่ยากเย็น”


              เมื่อเล่ามาถึงตอนนี้สีหน้าของหยุนฟู่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสในตัวของอัจฉริยะเหล่านั้นแต่หากเขาได้รู้ว่าคนที่นั่งข้างเขาเอาชนะได้แม้กระทั่งจ้าวยุทธ์เขาคงต้องตัวแข็งตาค้างเล่าเรื่องต่อไม่ได้เป็นแน่


              “แล้วแต่ละคนมีความสัมพันธ์เป็นอย่างไร”จ้าวเฟยหลงเอ่ยถาม


              “ข้าไม่แน่ใจ
    ! แต่ข่าวตอนนี้ที่ร้อนแรงที่สุดก็คือ...โหย่วลี่จงกำลังตามจีบอิงชิงหรูอย่างไม่ลืมหูลืมตาแล้วยังประกาศไปทั่งว่านางคือผู้หญิงของตนใครกล้าเข้าใกล้ต้องพบกับความโกรธของตระกูลโหย่ว”


              “ขนาดนั้นเลยเหรอ
    !! ดูท่าอิงชิงหรูผู้นี้คงสวยงามไม่น้อยเลยทีเดียว” จ้าวเฟยหลงพึมพำกับตนเอง


              “งามไม่น้อยอะไรล่ะนางนะงามหยาดฟ้าเลยล่ะ” หยุนฟู่แก้ไขให้จ้าวเฟยหลง


              “อืม...แล้วยังมีใครน่าสนใจอีกหรือไม่”จ้าวเฟยหลงเปลี่ยนเรื่อง


              “ก็พอมีบ้าง แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยโดดเด่นพวกเขาเป็นลูกหลานของตระกูลชั้นรองลงไปไม่ก็ผู้ฝึกยุทธ์อิสระที่ไม่มีกลุ่มอิทธิพลหนุนหลัง”


              “เหมือนเช่นพวกเรา”จ้าวเฟยหลงเสริมขึ้น


             “ใช่...เหมือนเช่นพวกเรา” หยุนฟู่เองก็สำทับลงไปอีกในใจก็เริ่มคิดกังวัลถึงความแตกต่างของตนกับเหล่าอัจฉริยะไม่ได้


              เมื่อเห็นหน้าตาที่ดูแล้วไม่สดชื่นของหยุนฟู่จ้าวเฟยหลงจึงเอ่ยชวน เราไปเดินเล่นตรงตลาดน้อยกันเถอะแม้จะได้ชื่อว่าตลาดน้อยแต่นั่นก็เป็นเพียงชื่อ แท้จริงแล้วนี่คือชุมชนขนาดใหญ่เชิงเขาเทียนอี้เคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวบ้านทั่วไปที่รับจ้างทำงานให้กับสำนักเมื่อนานวันเข้าจึงกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่มีโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางภัตตาคารหรูหรา ตลาดอันคึกคักสิ่งเหล่านี้ก็เป็นรายได้อีกทางหนึ่งของสำนักตงหยางเช่นกัน


              จ้าวเฟยหลงฉุดหยุนฟู่ลุกขึ้นเดินไปทางที่ตั้งของตลาดน้อย หนึ่งเค่อต่อมาพวกเขาทั้งสองคนยืนที่กลางตลาดน้อยบ้านเรือนสวยงาม ตลาดอันพลุกพล่านไปด้วยผู้คน การแสดงของคณะละครเร่ เมื่อได้เห็นสิ่งเหล่านี้ทำให้จิตใจที่หดหู่ของหยุนฟู่กลับมาเบิกบานอีกครั้ง


              แต่ความเบิกบานนั้นกลับมีอายุสั้นนัก


              “พวกเจ้าสองคน หยุดเดี๋ยวนี้
    !!”


              เสียงตะโกนดังลั่นทำให้จ้าวเฟยหลงและหยุนฟู่หันหน้าไปทางต้นเสียงเมื่อต้นเสียงเดินใกล้เข้ามาทั้งสองก็จำได้ทันที


              “มันคือ หลูไท่ลูกสมุนของคนตระกูลเซี่ย หัวหน้ากลุ่มที่มารบกวนพวกเราเมื่อคืนนี้”หยุนฟู่กระซิบบอกอย่างรวดเร็ว


              “อืม” เสียงตอบรับสั้นๆของจ้าวเฟยหลงทำให้หยุนฟู่หายใจได้ไม่ทั่วท้อง


              “ไอ้พวกสวะยังกล้ามาโพล่หน้าที่ตลาดน้อยทั้งที่ข้าหมายหัวเอาไว้ ช่างกล้าจริงๆนะ” หลูไท่ตวาดเสียงดัง


              “นึกว่าใคร...ที่แท้ก็คนขี้ขลาดที่ไม่กล้าก้าวขาหนีเมื่อคืนนี้ทำไมอยากเจออีกซักรอบอย่างนั้นหรือ”


              ได้ยินเสียงจ้าวเฟยหลงต่อปากกับหลูไท่หยุนฟู่ลมแทบจับเจ้าหมอนี่หลบนิดถอยหน่อยไม่เป็นหรือไง


              “แก
    !!! บังอาจลบหลู่ข้าอย่างนั้นเหรอคงจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วซิน่ะ”


            หลูไท่รวบรวมพลังลมปราณไว้ที่หมัดเตรียมจะซัดให้จ้าวเฟยหลงตายคาที่ในหมัดเดียวแค่นักยุทธ์ตัวเล็กๆหมัดของเขาหมัดเดียวก็สังหารปลิดชีพได้แล้ว ด้วยเหตุการณ์นี้หลายคนรอบๆทางเดินต่างคิดภาพของจ้าวเฟยหลงโดนหมัดซัดเละเทะไว้เรียบร้อยแล้ว


              “กล้าต่อยตีกันในตลาดน้อยต่อให้ตายชีวิตน้อยๆของพวกเจ้าก็ไม่พอให้ชดใช้หรอกนะ”


              เสียงดังประกาศชัดดังสะท้อนในตลาดน้อย


              “ใครกัน
    !! บังอาจมาขัดขวางการลงโทษคนที่กล้าหาเรื่องตระกูลเซี่ย”หลูไท่แผดเสียงเบ่งอำนาจ


              “เฮอะ
    ! ขี้ข้าตระกูลเซี่ยช่างยิ่งใหญ่จริงๆแต่ข้ากลับไม่รู้ว่าตระกูลเซี่ยของเจ้ามีอำนาจที่นี่ด้วย”


              ชายในชุดคลุมสีน้ำเงินเดินออกมาจากด้านข้างของถนน


              “เถ้าแก่จางเล่อจี้”หลายคนที่อยู่ในตลาดน้อยพูดขึ้น


              จางเล่อจี้หรือเถ้าแก่จางคือผู้ดูแลตลาดแห่งนี้เขาขึ้นตรงต่อสำนักตงหยางในตลาดน้อยนี้เขาคือคนที่มีอำนาจมากที่สุดชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้มีการบ่มเพาะระดับจ้าวยุทธ์ขั้นหนึ่ง ฐานะของเขาพอๆกับผู้อาวุโสสายนอกของสำนักทุกๆสิ่งในตลาดน้อยนี้ไม่อาจเล็ดลอดหูตาของเขาไปได้ รวมทั้งเรื่องที่มีคนบ้ากล้าบังอาจมาต่อยตีกันในตลาดน้อยของเขา
             
              เมื่อหลูไท่ได้ยินชื่อของจางเล่อจี้อาการหยิ่งผยอง หายวับไปโดยทันทีไม่หลงเหลือคราบของผู้ยิ่งใหญ่คงอยู่แม้แต่น้อย


              “นะ...นายท่านจางข้ายังไม่ได้ทำอะไรเขาเลยขอรับเพียงแค่อยากคุยด้วยเท่านั้นเอง”


              “ข้าไม่สนใจเรื่องที่พวกเจ้าต้องคุยกันแม้แต่นิดเดียวสิ่งที่ข้าสนใจคือหากมีคนฝ่าฝืนกฏของข้านั่นหมายถึงมันต้องได้รับโทษอย่างสาสม แล้วเจ้าคิดว่าจะรับไหวไหม”


              จางเล่อจี้ถามไปยังหลูไท่นี่ทำให้หลูไท่ถึงกับเข่าอ่อนหากเขาโดนหลูไท่ลงโทษหากแม้ไม่ตายก็ย่อมเหมือนตายตระกูลเซี่ยย่อมไม่เอาไว้แน่การผิดใจกับจางเล่อจี้ หมายถึงผิดต่อสำนักตงหยางแน่นอนว่าตระกูลเซี่ยไม่มีทางปกป้องเขาแล้วผิดใจกับสำนักตงหยางแน่นอน


              “นายท่านจาง...ข้าใจร้อนไปนิดหน่อยขอท่านสงสารให้อภัยแก่ข้าผู้น้อยด้วยเถอะขอรับ"


              จ้าวเฟยหลงกรอกตามองบน หลูไท่คนนี้ไม่มีศักดิ์ศรีเอาเสียเลยตอนนี้เกรี้ยวกราดดั่งเสือโคร่งตอนนี้เจอกับจางเล่อจี้กลายเป็นลูกแมวเชื่องไปซะได้


              “แล้วเจ้าละ”จางเล่อจี้ถามจ้าวเฟยหลง


              “ดั่งที่ท่านเห็นข้าไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ได้ต่อยตีอันใด”


            จางเล่อจี้ อดประหลาดใจไม่ได้ เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ธรรมดาไม่มีใครกลุ่มอิทธิพลคอยสนับสนุนกล้าเผชิญหน้ากับเขาโดยไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อยต่างจากเจ้าคนก่อนหน้าที่กลัวจนสติแตกไปแล้ว


              “ดี...จงแยกย้ายไปทำธุระของตนเสีย”


            เมื่อสิ้นเสียงของจางเล่อจี้ หลูไท่รีบประสานคารวะแล้วก้าวเดินออกจากตลาดน้อยอย่างรวดเร็วก่อนไปยังกระซิบบอกจ้าวเฟยหลง


              “ออกจากตลาดน้อยเมื่อไหร่เจ้าตายแน่”


              จ้าวเฟยหลงไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ยืนยิ้มอย่างขบขันอยู่คนเดียว


              “ระดับจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งนี่น่ะจะฆ่าเขาน่าตลกเสียจริง” เสร็จแล้วก็ชวนหยุนฟู่ออกมาจากบริเวณนั้น


              “เหตุใดเจ้าจึงกล้าพูดเช่นนั้นกับเถ้าแก่จางเจ้าอยากตายงั้นรึ” หยุนฟู่เอ็ดจ้าวเฟยหลง


              “แล้วทำไมต้องกลัวข้าไม่ได้ทำอะไรผิด เจ้าหลูไท่ต่างหากที่ทำผิดไม่เห็นเหรอ วิ่งหางจุกตูดหนีไปโน่นแล้ว”


            จ้าวเฟยหลงไม่ได้สนใจคำพูดของหยุนฟู่โดยสิ้นเชิง


              แต่ขณะทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้นเสียงโวกเวกก็ดังขึ้นมาอีก


              “ขโมย...ขโมย!!! จับมันทีมันจะหนีไปแล้ว”


            พ่อค้าสมุนไพร กำลังวิ่งตามเด็กน้อยคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว ออกมาจากร้านแต่โดยไม่คาดคิดเด็กคนนั้นวิ่งตรงมาที่จ้าวเฟยหลงอย่างรวดเร็วและก่อนจะถึงตัวของจ้าวเฟยหลงเด็กน้อยคนนั้นกลับสะดุดขาของตนเองล้มลงต่อหน้าจ้าวเฟยหลง

              “ฮ่าๆๆ เสร็จข้าล่ะเจ้าหัวขโมยแบบนี้ข้าจะส่งเจ้าให้เถ้าแก่จางดูซิว่าเจ้าจะได้รับโทษอย่างไรแต่ข้าว่าสถานเบาก็ต้องตัดมือออกข้างหนึ่งแบบนี้ถึงจะเหมาะสมกับการขโมยของเจ้า”


              เด็กน้อยดิ้นรนพยายามจะหลบหนีจากเงื้อมมือของพ่อค้าคนนั้นเมื่อเริ่มคุมตัวของเด็กไม่ได้พ่อค้าสมุนไพรจึงทำการทุบตีอย่างรุนแรง


              ตุบ
    ! ตุบ! ตุบ! เสียงทุบทีดังลั่น


              “ดี...ดี ไม่ร้องใช่ไหมข้าจะได้ฟาดให้หนักขึ้น”ฝ่ามือของพ่อค้าถูกยกขึ้นและฟาดลงมาที่ใบหน้าของเด็กน้อยด้วยความเร็ว


              “เพี๊ยะ”


            เสียงกระทบของฝ่ามือและใบหน้าในความคิดของคนที่มองเหตุการณ์ดังขึ้นมาในหัวแล้วแต่ว่าตอนนี้มือของพ่อค้าสมุนไพรยังค้างอยู่บนอากาศและถูกมือของจ้าวเฟยหลงจับเอาไว้


              “พอแล้ว มันมากเกินไปแล้ว”จ้าวเฟยหลงพูดด้วยความสงบตอนนี้เขากำลังโมโหที่เห็นเด็กน้อยโดยทำร้าย


              “เจ้าเป็นใครมายุ่งเกี่ยวอะไรกับเด็กนี่ อ๋อคงเป็นพี่น้องกันซินะถึงได้มาช่วยกัน”พ่อค้าเสียงดังมากขึ้น


              “หากเจ้ายังปากไม่มีหูรูดอีกข้ารับรองว่าเจ้าจะไม่มีฟันกินข้าวอีกต่อไป”


            สายตาของจ้าวเฟยหลงมีพลังกดดันจนพ่อค้าสมุนไพรเกิดความรู้สึกกลัวต้องหลบสายตาของจ้าวเฟยหลง


              “เด็กนี่เอาอะไรไปจากเจ้า ราคาเท่าไหร่”จ้าวเฟยหลงถามด้วยสายตาเย็นเฉียบ


              “มันเอาสมุนไพรถอนพิษของข้าไปราคาหนึ่งพันหินปราณขั้นต้น” พ่อค้าสมุนไพรตอบ


              จ้าวเฟยหลงโยนถุงหินปราณให้พ่อค้า“เอาหินปราณนี่แล้วก็ไปซะ”


              “หึ” พ่อค้าสมุนไพรส่งเสียงในลำคอแล้วปล่อยเด็กน้อยหันหลังเดินกลับร้านของเขาไป


              “เฟยหลง
    !! เจ้ามีเงินมากขนาดนี้ตั้งแต่ตอนไหนทำไมไม่บอกข้าบ้าง ข้าหมดเงินของข้าเพื่อซื้อข่าวสารมาบอกเจ้าไปมากโขเลยน่ะ”หยุนฟู่โอดครวญ


              “เจ้าไม่เคยถามนี่”จ้าวเฟยหลงพูดสั้นๆ แต่หยุนฟู่ปวดร้าวจนพูดอะไรไม่ออกก็ใครมันจะไปรู้ว่าเจ้าคนบ้านนอกจะมีทรัพย์สินมากขนาดนี้


              “เจ้าหนูเจ้ามีชื่อไหม” จ้าวเฟยหลงพูดกับเด็กน้อยที่เขาพึ่งช่วยไว้


              “ข้าชื่อว่าไช่ฉีขอบคุณพี่ชายมากโอกาสหน้าข้าต้องตอบแทนบุญคุณท่านแน่นอนแต่ข้าต้องรีบไปแล้วพี่สาวของข้าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว”


             จ้าวเฟยหลงเข้าใจได้ทันทีถึงเรื่องราวพี่สาวของเด็กน้อยไช่ฉีถูกพิษและไม่มีเงินซื้อยาถอนพิษจึงได้มาขโมยสมุนไพรที่ร้านนี้ทว่าถูกจับได้เสียก่อน


              “พาข้าไปหาพี่ของเจ้าบางทีข้าอาจช่วยได้” จ้าวเฟยหลงบอกไช่ฉี
             
              ไช่ฉีคิดเพียงชั่วพริบ


              “ได้...ท่านเป็นผู้มีพระคุณของข้าท่านคงไม่ทำร้ายพี่สาว ข้าจะพาท่านไปพบพี่สาวของข้า”


            จากนั้นไช่ฉีจึงเดินนำจ้าวเฟยหลงกับหยุนฟู่ออกจากตลาดน้อยผ่านทุ่งกระโจมนับหมื่น จนมาถึงชายป่าที่มีลำธารเล็กๆไหลผ่านมีเนินดินขึ้นสูงบังตา ต้องเดินอ้อมจนมาถึงด้านหลังของเนินดินนั้น