จอมยุทธ์เจ้ายุทธจักร (จบแล้ว)

    ตอนที่ 42 เคราะห์กรรมซ้ำหรือวาสนาซ้อน

    ตอนที่42

    เคราะห์กรรมซ้ำหรือวาสนาซ้อน

            “ท่านสองคนเห็นบุรุษผู้นั้นแล้วใช่หรือไม่?”

            “นายน้อยข้าพเจ้าทั้งสองเห็นคนผู้นั้นแล้วนายนายมีคำสั่งใดจะกล่าวแก่เราทั้งสองถูกต้องหรือไม่?”            

            จางจิ้งเป็นผู้กล่าววาจาสอบถาม ด้วยน้ำเสียงเชิงรู้ว่าเยิ่นหว่อถิงคิดการกระไรอยู่เยิ่นหว่อถิงกล่าววาจาต่อคนทั้งสองว่า

            “ท่านทั้งสองแจ้งข่าวต่อทุกคนหากพบบุรุษผู้นั้นอีกให้ลงมือสังหารเสียอย่าให้มันมีชีวิตสืบไปมิฉะนั้นมันจะเป็นดั่งเสี้ยนหนามตำเท้าข้าพเจ้าและท่านทั้งสองให้คนสืบดูด้วยว่าสตรีกับบุรุษคู่นั้นเป็นผู้ใด? โดยเฉพาะสตรีนางนั้นหากพบพานกับนางจงรีบแจ้งข่าวต่อข้าอย่าได้ผิดพลาด”            

            เยิ่ยเหว่ยกับจางจิ้งรับคำสั่งของเยิ่นหว่อถิงโดยพร้อมเพรียงคนทั้งสองเป็นมือดีของสำนักอสูรโลกันตร์ครั้งก่อนถูกศิษย์ทั้งสามของพรรคไผ่หลิวใช้วิชาหลิวชมจันทร์เล่นงานมันทั้งสองถูกกระบี่หยกไผ่หลิวทำร้ายจนสูญเสียดวงตาข้างขวาไปทั้งสองคนความแค้นนี้ทั้งสองคิดจะทวงคืนแก่พรรคไผ่หลิวให้จงได้            

            จากนั้นเยิ่นหว่อถิงจึงหันมากล่าวต่อเหนียงเอ๋อกับเจียวเอ๋อว่า

            “ท่านทั้งสองรีบกลับที่พักกับข้าพเจ้าแล้วช่วยปรนนิบัติต่อข้าพเจ้าพร้อมกับหายามาประคบใบหน้าให้กับข้าพเจ้าด้วยน่าเจ็บใจยิ่งนักสตรีชุดแดงนางเป็นผู้ใดกัน วิชาฝีมือสุดพิสดารนักพบกับอาจารย์ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะต้องเรียนถามให้กระจ่างว่ารู้จักนางดั่งที่นางกล่าวหรือไม่?”            

            จากนั้นทั้งหมดจึงเดินทางกลับที่พักไปลับหลังคนทั้งหมดไม่นานนักร่างหนึ่งจึงปรากฏกายขึ้นพร้อมกับหน้ากากอสูรปกปิดใบหน้าแม้จะไม่เห็นใบหน้าของคนผู้นี้แต่กลิ่นอายของความชั่วร้ายรังสีอำมหิตแห่งการฆ่าฟันแผ่กระจายออกมาอย่างรุนแรง            

            คนผู้นี้หยุดยืนอยู่เพียงครู่เดียวแล้วผละร่างจากไปโดยไม่ทราบแน่ชัดว่าจากไปยังทิศทางใดและเรื่องราวที่คนผู้นี้คิดจะกระทำต่อไปคือเรื่องราวใด แต่พอคาดเดาได้ว่าคงมิใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน

            ทางด้านสตรีชุดแดงนางหิ้วร่างจ่านจือวิ่งตะบึงไม่ยั้งหยุด สถานที่ใดมีสิ่งกีดขวางทะยานร่างกระโดดโลดแล่นไปในอากาศคล้ายดั่งเซียนวิเศษก้าวย่างอยู่กลางนภาฉะนั้นชั่วไม่กี่อึดใจร่างทั้งสองกินระยะทางล่วงเลยมาร่วมร้อยลี้ไม่นานนักเห็นดงป่าทึบที่หนึ่งไม่ไกลนักมิรอช้าสตรีชุดแดงโถมร่างลงไปทันทีโดยมีร่างของจ่านจือถูกหิ้วลงไปด้วยเมื่อเท้าสัมผัสพื้นรีบปล่อยมือให้จ่านจือเป็นอิสระ

            ในดงป่าทึบจ่านจือทอดสายตามองสำรวจไปโดยรอบไม่ห่างจากที่ยืนอยู่เท่าใดนักเห็นมีปากถ้ำที่หนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขาไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใด สตรีชุดแดงจึงพาเขามายังสถานที่แห่งนี้ดังนั้นจึงหันหน้ามาทางสตรีชุดแดงแล้วเอ่ยถามขึ้นว่า

            “เรียนถามอาวุโสมิทราบว่าท่านพาข้าพเจ้ามาสถานที่นี้ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าจ่านจือกระทำสิ่งใด? ก่อนอื่นข้าพเจ้าต้องกล่าวขอบคุณต่ออาวุโสยิ่งนักที่มีกุศลเจตนาอันดีต่อข้าพเจ้าหากท่านมีสิ่งใดให้กระทำโปรดบอกกล่าวออกมาอย่าได้เกรงใจ”

            สตรีชุดแดงพิศมองใบหน้าจ่านจืออยู่ครู่หนึ่งหลังจากนั้นจึงเอ่ยปากกล่าวต่อเขาว่า

            “เจ้าหนุ่มก่อนอื่นเราขอทราบชื่อแซ่ของเจ้าอีกสักครั้งครั้งก่อนที่เจ้าช่วยเหลือเราไว้เรามิได้ตั้งใจจดจำว่าเจ้าได้บอกกล่าวชื่อแซ่แล้วหรือไม่ แล้วปีนี้เจ้ามีอายุเท่าใด? จงรีบบอกกล่าวต่อเราออกมาอย่าได้ปกปิดหลังจากนั้นเราจะบอกต่อเจ้าว่าเราพาเจ้ามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อันใด”

            จ่านจือได้ยินเช่นนั้นรีบกล่าวบอกออกไปต่อสตรีชุดแดงว่า

            “ข้าพเจ้าแซ่จ้าวมีชื่อว่าจ่านจือปีนี้ข้าพเจ้ามีอายุย่างเข้ายี่สิบปีแล้วไม่ทราบว่าอาวุโสต้องการทราบชื่อแซ่และอายุไปเพื่อสิ่งใด? แล้วนามอันสูงส่งของท่านจะกรุณาบอกต่อข้าพเจ้าให้รับทราบอีกครั้งได้หรือไม่?”              

            สตรีชุดแดงทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งหลังจากนั้นหันมากล่าวต่อจ่านจือว่า

            “ปีนี้เจ้ามีอายุย่างเข้ายี่สิบปีคิดแล้วน่าจะไล่เลี่ยกับลูกของเราแต่น่าเสียดายเราเองเป็นมารดาที่โง่งมไร้สามารถเพียงให้กำเนิดลูกน้อยยังมิทันได้ชื่นชมแม้แต่ทารกเป็นเพศชายหรือหญิงเรายังมิทันได้ทราบกระจ่างชัดอีกทั้งชื่อแซ่ของลูกน้อยเรายังไม่มีโอกาสได้ตั้งให้ยี่สิบปีที่ผ่านมานี้เราเฝ้าออกติดตามเสาะหาแต่ไร้วี่แววไม่พบเบาะแสของลูกเราแต่อย่างใดเมื่อเราได้พบหน้าเจ้าครั้งแรกกลับรู้สึกถูกชะตายิ่งนัก”

            จ่านจือตั้งใจฟังสตรีชุดแดงกล่าววาจาออกมาดูจากดวงตาที่สตรีชุดแดงเอ่ยถึงลูกที่พลัดพรากจากกันสายตาของนางแม้คล้ายสิ้นหวังแต่วูบหนึ่งคล้ายมีประกายความหวังบางอย่างขึ้นมา เขาเพิ่งจะเพ่งมองใบหน้าของสตรีนางนี้ชัดๆ พบว่าแม้ทั่วทั้งใบหน้าจะมีแต่ร่องรอยบาดแผลจนทั่วดูแล้วอัปลักษณ์เป็นที่น่ารังเกียจต่อผู้พบเห็นยิ่งนัก

            แต่สำหรับกับจ่านจือแล้วกลับมีความรู้สึกว่าสตรีนางนี้มีอะไรบางอย่างที่ซ่อนเร้นปิดบังอำพรางเอาไว้แม้นใบหน้านางจะดูอัปลักษณ์ถึงแม้ดวงตาของนางบ่งบอกว่านางมีความทุกข์แสนทรมานแต่เขาหาคาดเดาออกว่านางปิดบังซ่อนเร้นสิ่งใดไว้เขาเองไร้ซึ่งบิดามารดามาตั้งแต่จำความได้ 

            หลังจากแม่บุญธรรมคือป้าหนิวเก็บเขามาชุบเลี้ยงอบรมสั่งสอนจนบัดนี้ท่านมาเสียชีวิตไปเขาไม่มีใครเป็นญาติผู้ใหญ่เช่นกัน ที่จะพอมีเพียงเจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนผู้เป็นอาจารย์กับพี่สาวอีกสองคนเท่านั้นพอได้ทราบว่าสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้านางน่าสงสารยิ่งนักที่เฝ้าติดตามหาลูกน้อยมาถึงยี่สิบปีความรู้สึกเหล่านี้จ่านจือเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดีจึงส่งเสียงกล่าวต่อสตรีชุดแดงออกไปว่า

            “อาวุโสข้าพเจ้าจ่านจือเข้าใจในความทุกข์ของท่านการที่ท่านต้องลำบากติดตามหาลูกที่สูญหายนับว่าสร้างความทุกข์มรมานแสนสาหัสข้าพเจ้าเองไม่มีบิดามารดาด้วยเช่นกันตั้งแต่เล็กได้มารดาบุญธรรมอบรมเลี้ยงดูมาบัดนี้ท่านมาลาจากข้าพเจ้าไปแล้วหากว่าท่านอาวุโสมิรังเกียจข้าพเจ้าจ่านจือเพื่อทำให้ท่านคลายความคิดถึงลูกของท่านได้บ้างท่านสามารถเรียกหาข้าพเจ้าเสมือนเป็นลูกของท่านได้แล้วข้าพเจ้าจะช่วยท่านสืบหาเบาะแสอีกแรงหนึ่ง ท่านมีความเห็นว่าเช่นไร?”

            สตรีชุดแดงทอประกายสายตายินดีขึ้นวูบหนึ่งแม้ใบหน้านางจะอัปลักษณ์แต่มิอาจซ่อนเร้นอาการดีใจบนใบหน้าเอาไว้ได้นางส่งสายตาเอ็นดูต่อจ่านจือแล้วกล่าววาจาว่า

            “เจ้าหนุ่มเรามองออกแต่แรกที่เจอเจ้าว่าเจ้าเป็นคนมีน้ำใจเรารู้สึกเอ็นดูเจ้าตั้งแต่แรกเห็นหากเจ้าไม่รังเกียจที่เราเองมีหน้าตารูปร่างอัปลักษณ์จนมีคนตั้งฉายาให้กับเราว่าอัปลักษณ์อาภรณ์แดงแต่ส่วนตัวเราแล้วบอกตามตรงว่าชื่นชอบฉายานี้ยิ่งนักเจ้าเองสามารถเรียกเราเป็นมารดาของเจ้าได้เช่นกันเรามีนามว่าเซียวเหยาเซิงเป็นเพียงหญิงทอผ้าธรรมดาหากเจ้าไม่กลัวอับอายขายหน้าต่อชาวยุทธ์ทั้งหลายหากว่าพวกเขารู้ว่าเจ้าเรียกหาเราเป็นมารดาส่วนตัวเราแล้วกลับรู้สึกยินดีเป็นยิ่งนัก”

            จ่านจือมิรอช้ารีบคุกเข่าลงพร้อมกับโขกศีรษะต่อสตรีชุดแดงหนึ่งครั้งเมื่อเงยหน้าขึ้นมารีบส่งเสียงกล่าวต่อสตรีชุดแดงว่า

            “ข้าพเจ้าจ่านจือบัดนี้ไร้ซึ่งบิดามารดาให้ทดแทนคุณวันนี้นับว่าสวรรค์ยังปรานี ที่ท่านให้ความเมตตาเอ็นดูต่อข้าพเจ้า ต่อไปข้าพเจ้าจ่านจือจะเรียกหาท่านว่าท่านแม่ตลอดไป”

            สตรีชุดแดงได้ยินเช่นนั้นดวงตาเปล่งประกายอย่างมีความหวังรู้สึกมีความสุขจนบรรยายออกมามิได้ความทุกข์ทั้งหมดที่สั่งสมมาคล้ายมลายหายไปจนหมดสิ้นรีบก้มลงประคองร่างจ่านจือให้รีบลุกขึ้นแล้วกล่าวกับเขาว่า

            “รีบลุกขึ้นเถอะเด็กน้อยอันประเสริฐต่อไปมารดาจะเรียกเจ้าว่าเซี่ยวจือส่วนที่เจ้าถามมารดาว่าพาเจ้ามาสถานที่นี้มีจุดประสงค์ใด? มารดาขอบอกต่อเจ้าตามตรงวิชาฝีมือของมารดาส่วนหนึ่งได้รับการชี้แนะจากคนผู้หนึ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่เหลือเกิดจากความแค้นแสนสาหัสกับความขมขื่นทรมานยากบรรยายมารดาได้รวบรวมจนกลายเป็นวิชาชุดหนึ่งออกมาพอเจอหน้าเจ้ามารดาคิดเอาไว้ว่าจะถ่ายทอดวิชาชุดนี้ให้กับเจ้าดูแล้วเจ้ามีพรสวรรค์ในเชิงยุทธ์ค่ำคืนนี้เจ้ากับมารดาอาศัยถ้ำด้านหน้าพักผ่อนแล้วมารดาจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาทั้งหมดให้กับเจ้าจนหมดสิ้น”

            จ่านจือรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นยิ่งนักรีบกล่าวคำขอบคุณต่อสตรีชุดแดงหลังจากนั้นทั้งสองพากันตรงไปยังถ้ำที่อยู่เบื้องหน้าเมื่อเข้ามายังด้านในเป็นผนังถ้ำสีเขียวดั่งมรกตภายในมีแสงสะท้อนไปมาของก้อนหินเรืองแสงทำให้ภายในถ้ำแห่งนี้มีแสงสว่างเกิดขึ้นโดยมิต้องจุดชุดไฟแต่อย่างใด หลังเลือกหาสถานที่มุมหนึ่งภายในถ้ำได้แล้วสตรีชุดแดงบอกกล่าวให้จ่านจือนั่งลง

            เมื่อทั้งสองนั่งลงบนแผ่นหินราบเรียบขนาดเท่าสามถึงสี่คนสามารถนั่งได้แล้วสตรีชุดแดงมิได้เอ่ยปากซักถามว่าวิชาฝีมือของจ่านจือเป็นผู้ใดถ่ายทอดให้เพียงกล่าวต่อเขาว่า

            “อันว่าวิชาฝีมือในใต้หล้าล้วนคิดค้นขึ้นด้วยมนุษย์แทบทั้งสิ้นปรมาจารย์รุ่นก่อนถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังสืบทอดกันมาหากผู้ใดมีความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องสามารถพลิกแพลงแต่งเติมเสริมต่อจนกระทั่งเด่นล้ำยิ่งกว่าบางคนสามารถพัฒนาฝีมือตนเองจนสูงส่งกว่าคนรุ่นก่อนที่ถ่ายทอดให้แต่บางคนยิ่งฝึกกลับยิ่งอ่อนด้อยถอยหลังฝึกปรือเท่าไหร่มิอาจก้าวหน้าทั้งหมดที่กล่าวมาอาจขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ด้วยส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งขึ้นอยู่ความพากเพียรหมั่นฝึกฝนมิยอมท้อถอยหรือแม้แต่บางคนอาจได้พบเจอกับวาสนาปาฏิหาริย์อาจสำเร็จเป็นยอดคนได้เช่นกัน ที่มารดากล่าวมาทั้งหมดเจ้าเข้าใจหรือไม่?”

            “ท่านแม่ข้าพเจ้าจ่านจือเข้าใจในคำพูดของท่านแต่ข้าพเจ้ามิได้มุ่งหวังที่จะสำเร็จเป็นยอดยุทธ์ไร้เทียมทานขอเพียงสามารถใช้วิชาฝีมือของข้าพเจ้าช่วยเหลือผู้อื่นได้เพียงพอแล้วในยุทธภพล้วนมีผู้เยี่ยมยุทธ์มากมายข้าพเจ้าแม้เพียงออกท่องยุทธภพได้ไม่นานนักยังมีโอกาสได้พบพานกับยอดฝีมือหลายท่านแต่ละท่านล้วนมีฝีมือสูงส่งข้าพเจ้ามิอาจเปรียบเทียบได้กับยอดฝีมือเหล่านั้น”

            เมื่อจ่านจือกล่าวจบสตรีชุดแดงแสดงสีหน้าพึงพอใจที่เขาไม่มีความคิดทะเยอทะยานคิดจะเหนือล้ำกว่าผู้อื่น ดังนั้นจึงกล่าววาจาต่อเขาว่า

            “วิชาฝีมือของมารดาคิดค้นขึ้นมาจากการทอผ้าเดิมทีมารดาเองคิดว่าในชีวิตนี้มิอาจก้าวหน้าได้แต่ด้วยความเพียรพยายามพร้อมได้รับคำชี้แนะภายหลังพบว่าฝีมือของมารดาก้าวหน้าขึ้นมาจนน่าตระหนกวิชาชุดนี้มารดาเรียกว่า กระสวยฟ้าตาข่ายด้ายแดง มิทราบว่าเจ้ายังจำกระบวนท่าที่มารดาใช้ออกได้หมดหรือไม่?”

            “ข้าพเจ้าจดจำกระบวนท่าที่ท่านแม่ใช้ได้มิตกหล่นเพียงแต่มิทราบถึงเคล็ดความเปลี่ยนแปลงอันพิสดาร มิทราบว่าท่านแม่กระทำได้เช่นไร?”

            “วิชาของมารดาช่วงแรกเน้นความอ่อนไหวนุ่มนวลตอนหลังพอได้รับการชี้แนะจากคนผู้หนึ่งจึงได้เพิ่มความแข็งแกร่งเข้าไปเคล็ดลับความเปลี่ยนแปลงอาศัยความรวดเร็วเคลื่อนไหวไร้ช่องโหว่ลมปราณต่อเนื่องสายตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ กระบวนท่าคล้ายจริงคล้ายหลอกไม่ยึดติดเคลื่อนไหวคือสงบนิ่ง สงบนิ่งคือเคลื่อนไหว คล้ายดั่งสายน้ำที่เชี่ยวกรากใต้ผืนน้ำที่สงบราบเรียบส่วนเคล็ดการเดินลมปราณเจ้าจงตั้งใจจดจำไว้ให้ดี เริ่มจากกำหนดลมหายใจเข้าออกศูนย์กลางท้องน้อยดุจท้องมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล...”

            เวลาล่วงเลยผ่านไปสองวันในที่สุดวันที่ชาวยุทธ์ทั้งหลายต่างตั้งตารอคอยก็มาถึงวัดเส้าหลินเช้าวันนี้เกณฑ์บรรดาลูกศิษย์เร่งทำความสะอาดลานวัดกันแต่ฟ้ายังไม่สางเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือเรียกประชุมศิษย์และผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานชุมนุมชาวยุทธ์ในวันนี้ดังนั้นรุ่งเช้าทุกคนต่างแยกย้ายตระเตรียมงานโดยมิชักช้ายังไม่ทันฟ้าสางทุกอย่างล้วนเรียบร้อยพร้อมสำหรับการจัดงานชุมนุมชาวยุทธ์ในวันนี้

            เมื่อฟ้าเริ่มสางเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือจึงเดินออกมาคอยต้อนรับบรรดาชาวยุทธ์ทั้งหลายผู้ที่เดินติดตามเจ้าอาวาสออกมาทางด้านหลังได้แก่หลวงจีนเต้าเฉียนไต้ซือซึ่งดำรงตำแหน่งรองเจ้าอาวาสถัดมาเป็นหลวงจีนเทียนเกาไต้ซือหลวงจีนทั้งสองด้านฝีมือเพียงเป็นรองเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือเจ้าอาวาสเพียงขั้นเดียวนับได้ว่าสูงส่งสมกับเป็นสำนักอันดับหนึ่งในขณะนี้

            ถัดมาเป็นหลวงจีนซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มรูปหนึ่งได้แก่ถู่ฝูอายุราวสามสิบปีใบหน้าหลวงจีนรูปนี้ดูเคร่งขรึมดุดันประกายสายตาคมกริบดุจอินทรีรูปร่างสูงใหญ่กำยำตลอดร่างอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อด้วยลักษณะรูปร่างที่เห็นสิ่งที่เด่นชัดขมับสองข้างนูนเด่นบ่งบอกถึงความแก่กล้าของวิชาฝ่ามือหลวงจีนรูปนี้เป็นศิษย์เอกของเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือนั่นเอง

            ส่วนอีกสองรูปมีอายุมากกว่าถู่ฝูอยู่หลายปีหนึ่งรูปมีนามว่าฝู่เสียงเป็นศิษย์ของหลวงจีนเต้าเฉียนไต้ซือลักษณะรูปร่างสูงใหญ่กำยำเช่นกันแต่สีหน้าท่าทางบ่งบอกถึงความเมตตาถัดมาอีกรูปหนึ่งมีนามว่าฝ่าเสียงเป็นศิษย์ของหลวงจีนเทียนเกาไต้ซือลักษณะท่าทางไม่ต่างจากฝู่เสียง 

            หลวงจีนทั้งสามถูกปลูกฝังให้ศึกษาพระธรรมคำสอนและได้รับการถ่ายทอดวรยุทธ์จนแตกฉานแต่มีเพียงศิษย์ของเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือนามว่าถู่ฝูซึ่งอ่อนวัยกว่าศิษย์อีกสองรูปที่มีความสามารถฝ่าด่านสิบแปดมนุษย์ทองคำได้สำเร็จ

            นอกจากนั้นถู่ฝูยังได้รับการสั่งสอนจากหลวงจีนสี่อาวุโสผู้คุมกฎอีกด้วยจึงนับได้ว่าถู่ฝูมีพลังฝีมือที่เทียบเท่ากับเจ้าสำนักชั้นแนวหน้าได้เลยก็ว่าได้ส่วนหลวงจีนชราผู้คุมกฎวัยน่าจะล่วงเลยร้อยกว่าปีเข้าไปแล้วแต่ท่านทั้งสี่มิเคยปรากฏกายออกมายังอารามด้านนอก ได้แต่เก็บตัวอยู่ในสถานที่เงียบสงบด้านหลังยกเว้นว่ามีพระในวัดรูปใดกระทำความผิดร้ายแรงจนต้องให้ท่านเป็นผู้ตัดสินจึงจะปรากฏกายออกมาครั้งหนึ่งมีเพียงถู่ฝูที่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบกับท่านเดือนละสี่ครั้งเพื่อถ่ายทอดวิชาให้นั่นเอง

            ไม่นานนักขบวนของขอทานพเนจรหวงเกาฉือเดินทางมาถึงวัดเส้าหลินเป็นขบวนแรกท่านมาพร้อมด้วยผู้เฒ่าเก้าทิกว่อซึ่งบัดนี้หายจากอาการบาดเจ็บเรียบร้อยแล้วด้านหลังยังติดตามมาด้วยผู้เฒ่ารักษากฎทั้งสองผู้เฒ่าโอ่วกับผู้เฒ่าลู่ส่วนขอทานคนอื่น ๆ จะทยอยเดินทางติดตามมาในภายหลัง

            นอกจากนั้นในขบวนประกอบไปด้วยเจ้าสำนักใหญ่ฝ่ายธัมมะอันได้แก่เจ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณเหิงปี้ไป่พร้อมกับศิษย์ทั้งสองคือหนานตี้กับกุ้ยโส่วถัดมาเป็นเจ้าสำนักหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวมู่ชิวป้าพร้อมศิษย์สตรีทั้งสองได้แก่ซื่อเหมี่ยนกับเอวี้ยอี้เซินอีกสี่คนเป็นพรรคไผ่หลิวประกอบไปด้วย ประมุขพรรคเฉิงปู้กงพร้อมศิษย์ทั้งสามอันได้แก่เหวินมู่กับอวี้หว่อและเทียนจิ้ง

            เมื่อทั้งหมดทักทายแนะนำตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือให้ศิษย์ทั้งสามเชิญแขกทั้งหมดไปนั่งยังโต๊ะที่จัดเตรียมเอาไว้เพื่อให้แขกทุกคนได้ดื่มน้ำชาดับกระหายหลังจากเดินทางมาถึงเหนื่อย ๆ  ไม่นานนักอีกขบวนหนึ่งจึงเดินทางมาถึงบริเวณจัดการชุมนุมเจ้าอาวาสต้าทงไต้ซือรีบพาศิษย์ทั้งหมดออกไปต้อนรับโดยทันที

            ผู้ที่เดินนำหน้ามาเป็นลามะชราสองรูปได้แก่เส่าเทียนเต็กกับทิเทียนเต็กซึ่งเพิ่งเดินทางมาจากทิเบตส่วนด้านหลังเป็นต๊กม้อเต็กจากทิเบตเช่นกันแต่ว่าพำนักอยู่ที่หมู่ตึกกระเรียนฟ้าเนิ่นนานแล้วพร้อมกันนั้นยังติดตามมาด้วยยอดฝีมือในหมู่ตึกกระเรียนฟ้าประกอบด้วยเล่อต้าเต๋อกับเสิ่นซื่อสูอวี้และอีกสามคนสุดท้ายเป็นหัวหน้าตึกทั้งสามคืออันสุ่ยกับฉีฝ่านและต้าถงเสียดายที่เกาฉวนหัวหน้าตึกอีกคนถูกฆ่าตายเสียก่อน จนกระทั่งบัดนี้ยังหาผู้ลงมือมิได้ดังนั้นผู้ที่ถูกกล่าวหายังคงเป็นมู่ชิวป้าเจ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวอยู่เช่นเดิมแต่ที่น่าแปลกประหลาดกลับไม่เห็นมหาเสนาบดีหลิวซุ่นกงกงร่วมเดินทางมาด้วย

            หลังจากทักทายทำความรู้จักกันจนทั่วทุกคนนั่งลงประจำโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ให้แล้ว จึงได้ทราบว่าวันนี้หลิวซุ่นกงกงเดินทางมาร่วมงานชุมนุมชาวยุทธ์มิได้ด้วยถูกติดตามตัวให้เข้าวังหลวงโดยเร่งด่วนเนื่องจากมีกองทัพจากทางเหนือบุกลงมาหวังตีเมืองสำคัญที่อยู่หน้าด่านดังนั้นบรรดาแม่ทัพนายกองและมหาเสนาบดีรวมถึงอำมาตย์ทั้งหลายในราชสำนัก จึงถูกเรียกตัวเข้าวังอย่างกะทันหันเพื่อวางแผนในการรับมือกับข้าศึกในครั้งนี้นั่นเอง

            ไม่นานเท่าใดนักมีอีกสองขบวนเดินทางมาถึงพร้อม ๆ กันทำเอาทุกคนภายในงานหันไปมองเป็นจุดเดียวกันอย่างสนใจขบวนที่อยู่ด้านซ้ายเป็นสองยอดฝีมือที่หายไปจากยุทธภพถึงยี่สิบปีนั่นก็คือเจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนกับเจ้าผาแห่งสายลมเกาทิเหว่ยติดตามมาด้วยศิษย์ของเจ้าผาแห่งสายลมได้แก่เหมาต้าศิษย์คนโตกับสองเฮียม่วยเฟิ่นมู่เหอกับเฟิ่นไป่ชิงซึ่งเป็นศิษย์คนรองและคนเล็กนั่นเอง

            เจ้าผาแห่งสายลมเกาทิเหว่ยกับศิษย์คนโตเหมาต้าความจริงอาศัยอยู่ที่พรรคไผ่หลิวเมื่อออกเดินทางท่านได้ขอแยกตัวออกมาเพื่อไปยังสถานที่นัดหมายศิษย์ทั้งสองเอาไว้และสถานที่นั่นท่านได้พบกับเจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนซึ่งกำลังเดินทางขึ้นเส้าหลินเช่นกันดังนั้นจึงร่วมเดินทางมาด้วยกัน

            ส่วนขบวนที่อยู่ทางด้านขวาเป็นสองสำนักมารที่เพิ่งผุดชื่อขึ้นมาแต่ผู้ที่เป็นเจ้าสำนักทั้งสองคือยอดฝีมือที่เก็บตัวหายไปจากยุทธภพถึงยี่สิบปีเช่นกันนั่นคือเจ้าสำนักมารสวรรค์ฉายานางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนติดตามมาด้วยกุนซือของนางนามอั้งเซี๊ยะเปาพร้อมด้วยมือดีอีกร่วมสิบคน

            อีกหนึ่งสำนักที่เพิ่งจะเปิดเผยชื่อสำนักออกมาสด ๆร้อนๆแม้จะเพิ่งเปิดเผยชื่อสำนักออกมาแต่มิมีผู้ใดที่ไม่รู้จักสำนักแห่งนี้ด้วยผู้ที่เป็นเพียงนายน้อยของสำนักสามารถทำร้ายเจ้าสำนักใหญ่ฝ่ายธัมมะพร้อม ๆ กันถึงสามคนสำนักที่กำลังกล่าวถึงนั่นคือสำนักอสูรโลกันตร์นั่นเอง 

            วันนี้เจ้าอสูรโลกันตร์หม่าถิงอันผู้เป็นเจ้าสำนักยอมปรากฏตัวออกมาแต่ยังคงสวมหน้ากากอสูรปกปิดใบหน้าเฉกเช่นเดิมมาพร้อมกับนายน้อยแห่งสำนักอสูรโลกันตร์นามขลุ่ยเงินคร่าวิญญาณเยิ่นหว่อถิงด้านหลังยืนชดช้อยด้วยสองดรุณีเหนียงเอ๋อกับเจียวเอ๋อในมือทั้งสองของนางยังคงประคองพิณและปี่แป้ไว้ไม่ห่างตัวถัดจากนางทั้งสองเป็นจางจิ้งกับเยี่ยเหว่ยสองยอดฝีมือของสำนักด้านหลังตามติดด้วยมือดีอีกจำนวนมาก

            เมื่อสองขบวนมาถึงผู้ที่เป็นเจ้าสำนักทั้งหมดต่างเดินเข้ามาหากันแล้วหยุดจ้องมองกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนจะเอ่ยกล่าวทักทายขึ้นก่อนว่า

            “น้องรอง น้องห้า มิได้พบพานกันนานถึงยี่สิบปีพวกท่านทั้งสองสุขสบายดีหรือไม่?”

            พอเจ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนเอ่ยกล่าวทักทายทุกคนต่างจ้องมองไปเป็นสายตาเดียวกัน ที่แท้เจ้าโอสถสายรุ้งคือบุคคลคนเดียวกันกับจักรวาลหมอเทพยดาศิษย์คนโตของสำนักตำหนักหมื่นเทพที่ล่มสลายไปยี่สิบกว่าปีนั่นเอง

            หยกเหินลม/ชลชโลทร

          

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์เจ้ายุทธจักร (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน