ราตรีกาลมาเยือน คืนเงียบสงัด ต้นยามจื่อ (子:Zǐ คือ 23.00 – 24.59 น.) ฮวาหลิ่งเหวินนอนกระสับกระส่าย พลิกไปพลิกมาบนเตียงนอน
คืนนี้นางนอนไม่ค่อยหลับ เพราะกังวลเื่ที่ เฉินหนิงอัน จะกลับมาในวันพรุ่งนี้ จะต้องทำตัวอย่างไร ไม่ให้เขาสงสัยว่านางได้ย้อนเวลากลับมา ใน่เวลานี้ตอนชาติที่แล้วนางยังคงรักเขาอยู่เต็มหัวใจ เฝ้ารอเขากลับมาจากชายแดน
หากแต่ความเป็จริงในตอนนี้ นางนั้นแสนชิงชังชายผู้นั้น ชิงชังที่เขาพรากชีวิตบุตรชายไปจากนาง ชิงชังที่เขาไม่เคยมองเห็นความทุ่มเทของนาง ชิงชังที่เขา.....คิดว่านางแต่งงานกับเขาเพียงเพราะอำนาจและความทะเยอทะยาน ไม่ได้รักเขาอย่างแท้จริง
หากจะกล่าวว่านางแต่งเพราะอำนาจก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะเขาเองที่ยินยอมแต่งกับนาง ก็้าอำนาจของตระกูลฮวาเช่นกัน ้ารวบอำนาจไม่ให้ตระกูลฮวาคิดแปรพักตร์ ต่างฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน แม้บุตรชายคนนี้จะเกิดมาจากความไม่ตั้งใจ แต่เขาช่างเป็บุรุษไร้หัวใจ ที่ฆ่าบุตรของตนเองได้ลงคอ
เสียงกุกกักบริเวณริมหน้าต่าง ทำให้ฮวาหลิ่งเหวินหลุดจากภวังค์ความคิดของตน ดึกดื่นเยี่ยงนี้ ใครมาทำอันใดตรงหน้าต่าง หรือว่าลมแรงจนพัดหน้าต่างดังขนาดนี้เชียวหรือ อาชุนคงลืมปิดหน้าต่างเมื่อตอนเย็นเป็แน่ จะเรียกหาก็ลืมไปว่าตนเป็คนสั่งให้นางไม่ต้องนอนเฝ้าในห้อง เพราะอยากให้คนสนิทตนได้นอนหลับสบายในห้องตนเอง ไม่ต้องมานอนเฝ้าบนพื้นเย็นๆ
ฮวาหลิ่งเหวินลุกขึ้นเดินไปที่บริเวณหน้าต่าง ซึ่งเป็ที่มาของเสียง หากแต่นางเพิ่งก้าวออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว กลับมีเงาร่างหนึ่งโผล่มาจากบริเวณหน้าต่าง
“....”
ยังไม่ทันได้ส่งเสียงกรีดร้อง เงาร่างนั้นกลับยกมือขึ้นปิดปากนางไว้เสียแน่น
“ ชูว....ชายารักของข้า ไม่ต้องใไป นี่ข้าเอง”
ได้ยินเสียงเขานางใหนักกว่าเดิม เป็เฉินหนิงอัน เขานั่นเองที่แอบเข้ามาในห้องของนาง
แปะ! แปะ! เสียงมือเล็กตบลงไปบนมือใหญ่ที่ปิดปากของนางเอาไว้ พร้อมร่างบางที่เครียดเกร็งขึ้นมา
“อื้อ อ่อยอ้า”
“ข้าจะปล่อยแต่เ้าห้ามส่งเสียงดัง เข้าใจหรือไม่ ข้า้ามาอย่างเป็ความลับ ซึ่งได้ส่งสารมาแจ้ง เ้าคงได้เห็นแล้ว”
“อื้ม!”
ฮวาหลิ่งเหวินพยักหน้าตอบ เมื่อเขาปล่อยมือนางจึงหันไปมองเขาเต็มตา เป็เขาจริงๆด้วย เฉินหนิงอัน ชินหวางแห่งแคว้นเฉิน แล้วเหตุใดต้องลอบเข้ามาแบบลับๆล่อเยี่ยงนี้ด้วย
“ท่านอ๋อง ในสารแจ้งมาว่าท่านจะมาวันพรุ่งนี้ เหตุใดจึงลักลอบมาที่ห้องของหม่อมฉันเช่นนี้เล่าเพคะ”
“ข้ามีเื่ด่วนมากที่ต้องจัดการ”
พูดพลางเดินไปนั่งลงบนเตียงของนาง เขาสวมอาภรณ์สีดำมิดชิด พร้อมผ้าปิดจมูก นี่มันทรงโจรเด็ดบุปผาที่ลอบเข้าห้องหญิงงามชัดๆ อ้อ ไม่ใช่สิ ข้าขึ้นชื่อว่าเป็พระชายาของเขานี่นา
“แล้วเหตุใดต้องแต่งกายอำพราง และลักลอบเข้ามาเช่นนี้ด้วยเพคะ หม่อมฉันแจ้งพ่อบ้านถังแล้วว่าให้เก็บเื่นี้เป็ความลับและกระทำอย่างเงียบเชียบ ท่านไม่ต้องกังวลหรอกเพคะว่าจะมีใครรับรู้เื่นี้”
“ข้าตั้งใจมาเวลานี้เพื่อซ้อนแผนอีกทีหนึ่ง พรุ่งนี้คนที่มาจะเป็ข้าตัวปลอมที่าเ็หนัก ข้าปราบชนเผ่าต๋าได้ก็จริง หากแต่บุตรชายของหัวหน้าเผ่าหนีรอดไปได้ และได้ข่าวว่าลักลอบหนีมาที่ในเมืองหลวง เกรงว่าหากปล่อยไว้คงเตรียมก่อความวุ่นวายอีกเป็แน่ ข้าจึงต้องวางแผนให้ตนเองาเ็จนต้องมารักษาตัวอย่างลับๆ เพื่อให้พวกมันตายใจและลักลอบเข้ามาลอบสังหารข้าในตอนที่าเ็อยู่นี้”
“มีหนอนในกองทัพหรือเพคะ จึงต้องวางแผนซ้อนเช่นนี้”
เฉินหนิงอันยกยิ้มมุมปากและลุกขึ้นเดินมาหานาง เขายื่นมือมาทัดผมที่ใบหูให้เห็นกรอบหน้างามอย่างชัดเจน
“เหวินเอ๋อร์ของข้า เ้าช่างเฉลียวฉลาดเสียจริง”
นางเบี่ยงหน้าหลบมือของเขาที่กำลังจะทาบมาจับแก้ม เขาแววตาตกตะลึงและชะงักไปชั่วครู่ หากแต่เพียงชั่วครู่เท่านั้นก็กลับมาเป็แววตาลุ่มหลงปกติอย่างที่เคยเสแสร้งแกล้งทำ
“แล้วท่านลอบเข้ามาในห้องหม่อมฉัน มาบอกแผนการเช่นนี้ ไม่กลัวหม่อมฉันเผยแพร่ความลับออกไปหรือเพคะ”
“ฮึ ข้าเชื่อว่าเ้าไม่ทำเช่นนั้นแน่”
เขากล่าวพลางส่งยิ้มและมอบสายตาลุ่มหลงให้แก่นาง
“ท่านจะทราบจิตใจหม่อมฉันได้อย่างไร หรือท่านคิดว่าหม่อมฉันยังรักและเทิดทูนท่านเหมือนเดิมหรือเพคะ”
นางจ้องเขากลับแววตาเคียดแค้นชิงชัง หากเพียงแวบเดียวนางก็เปลี่ยนมาเป็ปกติและหันหลังหลบสายตาสงสัยของเขา ยังแสดงตนในตอนนี้ไม่ได้ นางต้องแสร้งรักเขาก่อน เพื่อให้เขาตายใจและไม่สงสัย นางต้องค่อยๆวางแผนพาตัวบุตรชายของนางออกมาจากชายผู้นี้
“เช่นนั้นคืนนี้ท่านอ๋องจะทำเช่นไรต่อไปเพคะ”
นางเอ่ยถามพลางเดินไปปิดหน้าต่างที่เขาปีนขึ้นมาให้สนิท
“คืนนี้ข้าคงต้องขอรบกวนห้องของชายารักแล้วล่ะ เพื่อรอจับหนอนในวันพรุ่งนี้”
“เชิญท่านอ๋องตามสบายเลยเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันจะไปนอนที่.....”
“เ้าไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น หากเ้าออกไปนอนที่อื่นก็จะยิ่งเป็ที่สงสัย นอนกับข้าเสียที่นี่แหละ”
เขากล่าวพลางเดินเข้ามาจับมือของนางไปกอบกุมเอาไว้ หากแต่นางกลับสะบัดมือตนเองจนหลุดออกด้วยความใ
ทั้งสองต่างนิ่งงันไปครู่หนึ่งโดยไม่มีใครกล่าวอันใด
“......”
นางจะปฏิเสธเขาอย่างไรดี นางชังน้ำหน้าเขายิ่งนัก หากแต่ต้องฝืนยิ้มและกล่าวขึ้น
“ได้เพคะ เช่นนั้นท่านอ๋องเชิญนอนที่เตียงของหม่อมฉันเลย เดี๋ยวหม่อมฉันจะไปนอนที่ตั่งเอง”
“ข้าไม่เอาเปรียบเ้าเช่นนั้นหรอก นอนด้วยกันบนเตียงนี่แหละ”
“แต่ว่า.....”
“ทำไม...หรือรังเกียจข้าที่เดินทางมาไกล กลิ่นเหงื่อไคลคละคลุ้งอย่างนั้นหรือ”
“มะ...มิใช่เพคะ หากแต่หม่อมฉันคิดว่าท่านเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ให้นอนพักบนเตียงกว้างสบาย ดีกว่าต้องมานอนบนตั่งเล็กนั่น และไม่ต้องมานอนเบียดกันบนเตียง ก็เท่านั้นเองเพคะ”
ฮวาหลิ่งเหวินกล่าวปฏิเสธพลางเบี่ยงกายหลบเพื่อไม่ให้เขาได้เห็นสีหน้ารังเกียจของนาง
“ข้าหาได้ถือไม่ อากาศเย็นเช่นนี้ นอนเบียดกันก็อบอุ่นดีนี่”
อ๋องสุนัขผู้นี้นี้ โดนทหารเผ่าต๋าตีหัวจนสมองกลับใช่หรือไม่ เหตุใดวันนี้ท่าทีเขาแปลกไปยิ่งนัก
“เช่นนั้น หม่อมฉันไปยกน้ำร้อนมาให้ท่านได้เช็ดเนื้อเช็ดตัว ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ จะได้สบายตัวนะเพคะ”
“อืม ไปเถิด”
ฮวาหลิ่งเหวินเดินมายกอ่างน้ำร้อนเข้าไปในห้อง นางเกิดมาในตระกูลขุนนางก็จริง หากแต่ที่บ้านก็สอนการใช้ชีวิตให้นางด้วยเช่นกัน เื่การต้มน้ำ ยกน้ำร้อนเช่นนี้ไม่ได้ทำให้นางลำบากอะไรมากมาย ที่ข้างตำหนักก็มีครัวส่วนตัวอยู่แล้ว และติดเตาไฟไว้ตลอดเวลา เพราะนางชอบทำอาหาร จึงได้ทำการต้มน้ำ แล้วยกเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว
“น้ำร้อนมาแล้วเพคะ เชิญท่านอ๋องเช็ดตัวทำความสะอาดร่างกายก่อน เดี๋ยวหม่อมฉันไปหยิบอาภรณ์ท่านจากในตำหนักใหญ่มาให้เพคะ”
“เหตุใดต้องไปนำอาภรณ์ข้าจากที่นั่นมาด้วยเล่า ในเมื่อที่นี่ก็มีอาภรณ์ของบุรุษอยู่ด้วย”
“อาภรณ์ของบุรุษ?”
“อา....ข้าถือวิสาสะสำรวจตู้เสื้อผ้าของเ้า เห็นว่ามีอาภรณ์ของบุรุษอยู่ในนี้ด้วย ใช่อาภรณ์ที่เ้าตัดไว้ให้ข้าหรือไม่”
“นะ นั่นเป็....”
จริงสิ นางลืมไปว่าเคยตัดเย็บอาภรณ์ให้แก่เขา อาภรณ์เ่าั้นางตัดไว้ั้แ่เมื่อตอนแต่งงานกันใหม่ๆ เฝ้ารอให้เขามาหาและมอบให้เขาสวมใส่ หากแต่ั้แ่คืนวันที่เข้าหอครั้งแรก....อาจไม่ได้เรียกว่าวันเข้าหอด้วยซ้ำ ที่เขายอมมีสัมพันธ์กับนางเพราะนางเองที่เป็ฝ่ายขอร้องให้เขามอบความมั่นคงในตำแหน่งชายาให้แก่นาง มอบบุตรชายให้แก่นาง เขาจึงยอมมีสัมพันธ์กับนางสามวันสามคืน นางยังจำคำพูดของเขาที่กล่าวกับนางในคืนสุดท้าย ก่อนที่เขาจะจากไปชายแดนได้เป็อย่างดี
‘เข้าหอกับข้าสามวันสามคืนขนาดนี้ หวังว่าเ้าคงสมปรารถนา หากได้บุตรชายก็ถือว่าเป็วาสนาของเ้าที่อุตส่าห์ทะเยอทะยานให้ได้ตำแหน่งที่มั่นคง แต่หากเป็บุตรสาวตำแหน่งของเ้าอาจจะสั่นคลอน และนั่นคงเป็เพราะวาสนาของเ้าไม่คู่ควรจะเป็ชายาเอกของข้า!!’
ก่อนที่เขาจะจากไปรบที่ชายแดนถึงสี่ปี สี่ปีที่ไม่เคยถามไถ่ ไม่เคยตอบจดหมาย และไม่เคยรับรู้การมีตัวตนของบุตรชาย
นางยอมรับว่าในตอนแรก นางหวังใช้ลูกเป็สายเชื่อมสัมพันธ์เพื่อให้เขาหันมาสนใจ หากแต่เขาก็สนใจเพียงแต่บุตรชายหาได้สนใจผู้เป็มารดาไม่
คนที่เขาไม่รัก...ต่อให้ทำดีมากแค่ไหนเขาก็ยังคงไม่รักเช่นเดิม ความเจ็บช้ำใจนี้นางไม่อยากต้องพบเจออีกแล้ว...
ฮวาหลิ่งเหวินหลุดออกจากภวังค์ที่คิดถึงเื่ในชาติก่อน และเอ่ยตอบเขา
“เพคะ เป็อาภรณ์ที่หม่อมฉันเคยตัดให้ท่านอ๋อง แต่ว่านานมากแล้ว รูปร่างท่านคงเปลี่ยนไป น่าจะใส่ไม่ได้แล้วเพคะ”
นางเดินไปยื้อยุดนำกลับมาคืน หากแต่เขาดึงหลบก่อน ทำให้นางชนเข้ากับแผงอกแกร่งเต็มๆ เขาจึงโอบเอวนางไว้หลวมๆ ทำให้ตอนนี้เขาโอบกอดตัวนางไว้อยู่
“ข้าไม่ถือสาหรอกว่าอาภรณ์นี้จะคับหรือจะหลวม ขอเพียงให้ข้าได้สวมใส่”
ฮวาหลิ่งเหวินลอบถอนหายใจ ตามใจเขาเถิด อยากทำอะไรก็ทำ นางดิ้นเพื่อให้หลุดจากอ้อมกอดเขาและเอ่ยถาม
“แล้วท่านอ๋องทานสิ่งใดมาหรือยังเพคะ เดินทางมาเหน็ดเหนื่อยค่ำคืนอย่างนี้ เช่นนั้นหม่อมฉันจะไปเคี่ยวโจ๊กมาให้ จะได้อุ่นท้องหลับสบาย”
“อืม ข้าเองก็เร่งรีบเดินทาง ยังไม่ได้มีสิ่งใดตกถึงท้องเลย ทานโจ๊กสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน รบกวนชายารักแล้วล่ะ”
ฮวาหลิ่งเหวินรู้สึกเอียนกับคำว่าชายารักของเขาเหลือเกิน หากเป็เมื่อก่อนนางได้ยินเขาเรียกเช่นนี้คงดีใจเดินยิ้มทั้งวัน แต่เมื่อมาฟังในตอนนี้กลับรู้สึกระคายหูยิ่งนัก
“เช่นนั้น หม่อมฉันขอไปเคี่ยวโจ๊กก่อน เชิญท่านอ๋องเปลี่ยนอาภรณ์เถิดเพคะ”
ฮวาหลิ่งเหวินหันกายเดินออกไปทางห้องครัวข้างตำหนัก โดยที่ไม่ทันได้เห็นเลยว่า แววตาที่เขามองมาที่เงาหลังของนาง ช่างมองด้วยความลึกซึ้งและอาลัยยิ่งนัก...