อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 55 ถูกคัดค้าน

    “ข้าขอเลือกมู่เชียน” 


    ณ ลานกลางของสำนัก จางฟู่ถิงและเหล่าคณาจารย์กำลังร่วมกันประกาศผลการคัดเลือกตัวแทนเพื่อเข้าร่วมการประลอง โดยมีผู้อาวุโสอี้เป็นผู้อ่านรายชื่อศิษย์ที่ได้รับคัดเลือก เหล่าศิษย์สายในทุกคนต่างมารวมตัวกันเพื่อรับฟังผลการคัดเลือกด้วยท่าทางกระตือรือร้นอย่างมาก


    ทว่าทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ กลุ่มศิษย์เบื้องล่างก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่เหล่าสมาชิกชุมนุมสกุลจ้าวยืนอยู่นั้น ถึงกับมีเสียงคัดค้านดังขึ้นมาแล้ว


    “พวกเราขอคัดค้าน การคัดเลือกครั้งนี้ไม่เหมาะสม” หลิ่วหยุนหนึ่งในลิ่วล้อของจ้าวซงเอ่ยขึ้น


    “ไม่เหมาะสมเช่นไร?”  

    ผู้อาวุโสอี้หรี่ตามองหลิ่วหยุน แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา หลิ่วหยุนเห็นแล้วรู้สึกใจฝ่อไม่น้อย ทว่าสายตาของจ้าวซงที่ส่งมาทำให้เขาจำต้องเอ่ยต่อไป


    “ตัวแทนอื่นนั้นพวกข้าไม่มีความเห็นต่าง ทว่ากับมู่เชียนนั้นข้าคิดว่านางไม่มีคุณสมบัติแม้แต่น้อย”

    มู่เชียนที่ถูกเอ่ยชื่อ หันไปมองหลิ่วหยุนและจ้าวซงแล้วก็เข้าใจทันที แม้มิได้เอ่ยปากแต่สีหน้าของนางก็เย็นเยียบอย่างไม่พอใจ ส่วนโม่เจี้ยนนั้นกลับเอ่ยปากเถียงออกมาดังลั่น


    “อะไรคือไม่มีคุณสมบัติ … ทุกคนล้วนดีว่าทราบพรสวรรค์ของนางโดดเด่นเพียงใด แม้แต่ข้ายังไม่กล้าเอ่ยว่าเทียบได้ ยิ่งกับพวกเจ้าหรือ เหอะ…. ห่างไกลนัก !”


    สิ่งที่โม่เจี้ยนเอ่ยไม่มีใครปฏิเสธได้ ในสำนักแห่งนี้ทุกคนล้วนรู้จักมู่เชียนดี นางคือผู้สำเร็จระดับยอดยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ถือเป็นอัจฉริยะที่โด่งดังที่สุดของสำนักในยามนี้


    “เหอะ…. พวกเรายอมรับในว่าพรสวรรค์ในวิถีปราณยุทธ์ของนางนั้นโดดเด่นนัก ทว่าด้านวิถีปรุงโอสถกลับมีผู้อื่นเหนือกว่านางมากมาย เหตุใดท่านอาจารย์เยี่ยจึงเลือกนาง พวกเราไม่อาจเข้าใจได้”  



    “พวกเจ้า …. หาว่าข้าลำเอียงหรือไร ?!”  

    เยี่ยกวนได้ฟังว่าศิษย์เหล่านี้พาดพิงถึงวิจารณญาณของตนก็รู้สึกเดือดดาลขึ้นมา น้ำเสียงของเขาแฝงกระแสคุกคาม สร้างความหวาดผวาให้หลิ่วหยุนอย่างมาก จนเขาเผลอผงะถอยร่างลงมาอยู่หลังลูกพี่ของตนด้วยความหวาดกลัว 

    จ้าวซงเหลือบมองหลิ่วหยุนอย่างไม่ชอบใจนัก เขาตัดสินใจเดินขึ้นหน้าเพื่อเอ่ยกับเยี่ยกวนด้วยตนเอง

    “เรียนท่านอาจารย์ พวกเราย่อมมิกล้าคิดเช่นนั้น ทว่าการประลองครั้งนี้สำคัญอย่างยิ่ง เป็นศึกแห่งเกียรติยศของพวกเราทุกคนในสำนัก …. หากท่านอาจารย์ยืนกรานจะเลือกนางเช่นนั้น อย่างน้อยก็น่าจะให้นางพิสูจน์ตนเองให้พวกเราทุกคนเห็น ข้าเอ่ยเช่นนี้ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องที่เกินไปหรือไม่ ?”


    จ้าวซงเอ่ยอย่างสุภาพและมีเหตุผลทว่ากลับครอบคลุมทุกด้าน ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย เรื่องผลการคัดเลือกนี้เขาคือผู้ที่ไม่พอใจที่สุด เดิมทีด้วยผลงานในโถงปรุงโอสถ จ้าวซงมองว่าตำแหน่งนี้หากไม่ตกเป็นของศิษย์พี่มากประสบการณ์สักคนไปก่อน เขาก็อาจมีสิทธิ์ได้รับเลือก ไม่ว่าจะพรสวรรค์หรือความสามารถ เขาล้วนมีพร้อมทั้งสิ้น  


    ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ไม่ควรเป็นมู่เชียน…. ที่ผ่านมาในทะเบียนโอสถที่บันทึกผลงานนักเรียน เขาไม่เคยเห็นชื่อนางมาก่อน มีเพียงเสียงหม้อปรุงยาระเบิดที่ดังขึ้นเป็นประจำเท่านั้น แล้วคนแบบนี้ กลับจะมาคว้าตำแหน่งที่เขาหมายตาไว้ไป…..เขาย่อมไม่อาจทนได้


    “แข็งข้อแล้ว …. พวกเจ้ามัน…” 


    อาจารย์เยี่ยอ้าปาก คิดจะด่าจ้าวซงที่ทะนงตัวว่าเก่งกาจจนข้ามหัวอาจารย์เช่นเขา ทว่าท่านเจ้าสำนักจางกลับยกมือห้ามไว้ก่อน


    “เช่นนั้น พวกเจ้าต้องการพิสูจน์เช่นไร ?”


    แม้จางฟู่ถิงจะสามารถใช้อำนาจเจ้าสำนัก หยุดการต่อต้านครั้งนี้ได้อย่างง่ายดาย ทว่าความไม่พอใจหากเก็บเอาไว้ย่อมปะทุสักวัน เขาไม่ต้องการเก็บระเบิดเวลาเช่นนี้ไว้ในสำนัก


    “ข้าจ้าวซง ขอเป็นตัวแทนแข่งขันความรู้ด้านปรุงโอสถกับมู่เชียน หากนางเอาชนะข้าได้ ข้าย่อมไม่มีข้อคัดค้านอีกต่อไป”  


    “มู่เชียน แล้วเจ้าจะว่าอย่างไร ?”  


    สำหรับการคัดค้านที่มิได้มีที่มาที่ไปเช่นนี้ นางย่อมมีสิทธิ์ปฏิเสธได้ ทว่ามู่เชียนกลับรู้สึกว่าจ้าวซงสมควรได้รับการสั่งสอนจากนางสักครั้ง คราวหน้าเจอกันจะได้รู้จักหนีหน้าไปให้ไกล ไม่มาเกะกะขวางหูขวางตานางอีก


    “ตำแหน่งตัวแทนนั้นข้ามิได้ใส่ใจ ทว่าหากศิษย์พี่จ้าวต้องการศึกษาเรียนรู้ ข้าย่อมไม่ปฏิเสธ”

    จ้าวซงหันขวับมาที่มู่เชียน ทั้งคู่จ้องมองกันอยู่ชั่วครู่ด้วยดวงตาที่พร้อมจะต่อสู้กันอย่างถึงที่สุด 

    “หึ… เช่นนั้นรบกวนศิษย์น้องลองสั่งสอนข้าให้มากดูสักครั้ง”


    จางฟู่ถิงมองศิษย์ทั้งสองที่ตกลงกันได้แล้ว ใบหน้าชราก็ปรากฏร่องรอยครุ่นคิด เขาหันไปเอ่ยกับเยี่ยกวนว่า


    “ได้ยินว่าข้อสอบของวิถีปรุงโอสถของปีนี้เพิ่งเสร็จเรียบร้อย เช่นนั้นก็ถือว่าทำการทดสอบมู่เชียนควบคู่ไปกับการสอบประจำปีเลยก็แล้วกัน”


    “ขอรับ” เยี่ยกวนก้มหน้ารับคำ ทั้งที่ใบหน้ายังบึ้งตึงด้วยโทสะ


    หนึ่งชั่วยามต่อมา ลานกว้างก็ถูกเปลี่ยนเป็นลานสอบขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยโต๊ะยาว สิบกว่าตัว บนโต๊ะมีสมุนไพรกองใหญ่ชนิดต่างๆวางอยู่  

    ด้านหลังของลานทดสอบมีซุ้มผ้าขนาดเล็กห้าซุ้มปิดมิดชิด ขนาดของซุ้มเพียงพอให้เข้าไปอยู่เพียงสามหรือสี่คนเท่านั้น

    หม้อปรุงยาหลายสิบหม้อ ถูกผู้รับใช้ยกมาวางไว้เบื้องหน้าเหล่าศิษย์เพื่อเตรียมพร้อม เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ท่านอาจารย์เยี่ยจึงก้าวออกมาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ยังขุ่นมัวอยู่มาก


    “พวกเจ้าทั้งหลายล้วนอยู่ในชั้นเรียนเบื้องต้น มีทั้งศิษย์ใหม่และศิษย์ที่ยังไม่ผ่านการทดสอบจากปีก่อนๆ อย่างไรก็ตามข้าจะอธิบายขั้นตอนการทดสอบให้ฟังกันอีกครั้ง”  


    “การทดสอบวิถีปรุงโอสถนั้นมีสามหัวข้อด้วยกัน  

    หัวข้อแรก ทดสอบบอกชื่อของสมุนไพร โต๊ะหลายตัวทางด้านนั้นมีสมุนไพรวางอยู่โต๊ะละสิบชนิด ในนั้นประกอบด้วยสมุนไพรที่ใช้บ่อยหกส่วน สมุนไพรหายากสามส่วน และสมุนไพรลี้ลับอีกหนึ่งส่วน เพื่อแสดงถึงความรอบรู้ของพวกเจ้า หากเจ้าตอบได้ถูกต้องเกินหกส่วนขึ้นไปจึงจะถือว่าผ่าน


    หัวข้อที่สอง ทดสอบคัดแยกสมุนไพร ในซุ้มทั้งห้าทางด้านนั้น พวกเจ้าจะพบกับสมุนไพรกองหนึ่ง จงคัดเลือกสมุนไพรที่คุณภาพดีที่สุดในกองออกมาให้ได้ภายในระยะเวลาหนึ่งเค่อ หากไม่อาจค้นหาสมุนไพรที่คุณภาพดีที่สุดออกมาได้ หรือใช้เวลาเกินที่กำหนดจะถือว่าสอบตก


    หัวข้อที่สาม ทดสอบปรุงโอสถระดับหนึ่ง โอสถที่ปรุงออกมาต้องมีคุณภาพระดับกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งจึงผ่าน  


    และเพื่อให้ผ่านการทดสอบระดับต้นในวันนี้ พวกเจ้าต้องการคำว่าผ่าน อย่างน้อยสองในสามหัวข้อ…. มีข้อสงสัยหรือไม่ ?”


    “ไม่ขอรับ/ไม่เจ้าค่ะ” 

    เหล่าศิษย์ขานรับด้วยท่าทีตื่นเต้น พวกเขาไม่คิดเลยว่าการคัดเลือกตัวแทนสำนักเพื่อเข้าประลอง จะกลับกลายเป็นการทดสอบวัดผลโดยไม่ทันตั้งตัวเสียนี่ 


    “เอาล่ะ เช่นนั้นก็เริ่มการทดสอบได้ พวกเจ้าถือกระดาษคำตอบไว้ในมือ แล้วเดินเรียงแถวกันไปที่โต๊ะสมุนไพรทางด้านนั้น…. ทิ้งระยะห่างหน่อย อย่าให้ข้าเห็นเด็ดขาดว่ามีการทุจริตลอกคำตอบกัน หมู่ตึกพฤกษาเราไม่ยอมรับคนต่ำช้าเช่นนี้แน่”


    ศิษย์ทั้งหมดเดินเรียงแถวกันไปอย่างเป็นระเบียบโดยเรียงตามลำดับความอาวุโสที่ได้เข้าสู่สำนักก่อนหลัง แน่นอนว่ามู่เชียนย่อมต้องอยู่เป็นลำดับสุดท้าย  


    โม่เจี้ยนที่อยู่ด้านหน้านางหันมาพูดคุยด้วยเสียงที่จงใจให้ดังกว่าปกติว่า


    “เสี่ยวเชียน เจ้าไม่ต้องออมมือนะ คนบางคนเป็นเพียงหนอนกลับเข้าใจว่าตนเป็นมังกร เจ้าควรสอนให้เขาเข้าใจความเป็นจริงของโลกบ้าง แม้ต้องทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าคนทั้งสำนัก แต่ก็นับว่าเป็นกุศลอย่างหนึ่ง”



    มู่เชียนยิ้มแล้วส่ายหน้าให้กับความทะเล้นของโม่เจี้ยน   แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องเอ่ยให้ดัง จ้าวซงก็สามารถได้ยินชัดเจน เพราะเขายืนอยู่ด้านหน้าโม่เจี้ยนนี่เอง ดูจากอาการกำหมัดแน่นของเขาแล้วก็พอเดาได้ว่าเขาถูกโม่เจี้ยนยั่วโมโหจนใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว


    ‘หึ … มีเพียงเจ้าที่เห็นยายเด็กจืดชืดนี่เป็นของมีค่า อีกเดี๋ยวเถอะจะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่จะต้องเสียหน้า’ จ้าวซงนึกเข่นเขี้ยวอยู่ในใจ


    การทดสอบผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหล่าศิษย์มีทั้งที่สีหน้าทดท้อ และสีหน้ายินดี การทดสอบเช่นนี้พวกเขาพอเดาได้ไม่ยากว่าผลการทดสอบของตนจะออกมาเช่นไร  


    “โถ่….ไหนว่าเป็นสมุนไพรใช้บ่อยหกส่วนไงเล่า เหตุใดข้าตอบได้เพียงห้าส่วนเท่านั้น นี่มันยากเกินไปแล้ว ปีนี้ไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่”

    “เจ้ายังดี ข้าตอบได้เพียงสามสี่ส่วนเท่านั้น คงต้องรอสอบใหม่ปีหน้าแล้ว”


    ไม่รอให้เหล่าศิษย์คลายจากความทุกข์ยากของหัวข้อแรก เยี่ยกวนก็เอ่ยเริ่มการทดสอบหัวข้อที่สองทันที


    “ต่อไปเป็นการทดสอบคัดแยกสมุนไพร ด้านหลังนี้มีห้าซุ้ม หนึ่งซุ้มต่อหนึ่งคน รอบละห้าคน มีเวลาหนึ่งเค่อ เอาล่ะ กลุ่มแรกเข้ามาในซุ้มได้” 


    เหล่าศิษย์ทั้งห้าแยกย้ายกันเดินหายเข้าไปในซุ้ม ราวหนึ่งเค่อพวกเขาจึงก้าวออกมาด้วยสีหน้าที่ดูแย่กว่าการทดสอบแรก


    “ผู้ที่ทดสอบเรียบร้อยแล้วห้ามพูดจากัน กลุ่มต่อไปเข้ามาได้”


    การทดสอบดำเนินไปเรื่อยๆ สองชั่วยามต่อมาในที่สุดก็ถึงกลุ่มของมู่เชียน



    สำหรับการคัดแยกสมุนไพรนั้น แต่ไรมาจ้าวซงถือตนเป็นอันดับต้นๆของโถงมาโดยตลอด ชายหนุ่มหันมองมู่เชียนและโม่เจี้ยนแวบหนึ่งด้วยสายตาของผู้เหนือกว่าจากนั้นจึงเชิดหน้าเดินเข้าประตูซุ้มไปเป็นคนแรก


    มู่เชียน โม่เจี้ยน ฉวนสี่ และหยางอี้ปินหันมามองหน้า แล้วส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้กันและกัน จากนั้นต่างคนก็ต่างเดินเข้าซุ้มไป


    ครึ่งเค่อต่อมา จ้าวซงก้าวออกจากซุ้มด้วยท่าทีมั่นใจเป็นคนแรก ทว่าเขามิได้กลับไปรวมกับพรรคพวกที่ลาน แต่กลับยืนรออยู่ใกล้ๆเพื่อชมดูใบหน้าทดท้อของพวกมู่เชียน


    เพียงชั่วครู่หยางอี้ปินก็เดินล่องลอยออกมาเป็นคนแรก  เขาไม่สังเกตเห็นจ้าวซงที่ยืนอยู่เลยแม้แต่น้อย ร่างในชุดขาวเดินตรงไปนั่งตำแหน่งของตนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันถัดไป


    เมื่อเกือบครบเวลาหนึ่งเค่อ ฉวนสี่ก็ก้าวออกมาด้วยท่าทางสบายๆเช่นเคย ทว่าเขากลับสังเกตเห็นจ้าวซงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ท่าทีของเขาแฝงจุดประสงค์บางอย่าง ทำให้ฉวนสี่ตัดสินใจยืนรออยู่ก่อน


    โม่เจี้ยนก้าวตามออกมาเป็นคนที่สาม ดวงตาสีฟ้าของเขาปะทะเข้ากับร่างของจ้าวซงเป็นอันดับแรก  


    “เจ้ามายืนรออะไร” โม่เจี้ยนเอ่ยอย่างเจตนาหาเรื่อง ผลการทดสอบเมื่อครู่ทำให้เขากำลังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดอย่างมาก


    “ข้าก็มารอดูศิษย์น้องมู่ผู้มีพรสวรรค์ของเจ้าอย่างไรเล่า  ไม่รู้เหตุใดป่านนี้นางถึงยังไม่ออกมา…..” 


    จ้าวซงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย มู่เชียนนั้นอย่างไรก็เป็นคนที่ท่านอาจารย์เยี่ยเลือก เดิมคิดว่าถึงไม่ดีเด่นนักแต่ก็คงทดสอบเสร็จหลังจากเขาไม่นานมาก ไหนเลยจะคาดว่า…. จนเจ้าคนสมองกลวงอย่างโม่เจี้ยนออกมาแล้วนางกลับยังไม่ออกมา…… กระจอกสิ้นดี !!



    ใบหน้าของฉวนสี่ดูงุนงง…. ชายหนุ่มกำลังจะเอ่ยบางอย่างตอนที่โม่เจี้ยนหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น



    “ฮ่าฮ่าฮ่า…. อย่าบอกนะว่าที่เจ้ายืนขาแข็งอยู่ตรงนี้เพราะรอเสี่ยวเชียน..​?”


    จ้าวซงขมวดคิ้ว…. แน่นอนว่าเขารอมู่เชียนอยู่ แล้วโม่เจี้ยนขำอะไร ?


    เห็นใบหน้าของจ้าวซงมีความสงสัย ฉวนสี่จึงยกยิ้มแล้วชี้มือไปที่กลุ่มศิษย์ที่กำลังนั่งรอการสอบรอบสุดท้ายอยู่กลางลาน จ้าวซงหันไปมองและก็พบร่างของมู่เชียนและหยางอี้ปินยืนอยู่ด้วยกัน


    “มู่เชียน….​นางไปอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ?”  


    สีหน้าจ้าวซงเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ทางเดียวที่เด็กสาวจะไปอยู่ตรงนั้นได้โดยที่เขาไม่รู้ไม่เห็นนั่นก็คือ นางต้องใช้เวลาคัดเลือกสมุนไพรน้อยกว่าครึ่งเค่อ …. และออกมาจากซุ้มก่อนเขา !! 


    “เฮ้อ… หนอนน้อยๆ” โม่เจี้ยนถอนหายใจพลางโคลงศีรษะราวกับเห็นใจคู่ปรับเสียมากมาย ทว่าสีหน้าและแววตานั้นกลับดูสาแก่ใจอย่างยิ่ง

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน