ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่429 ไม่อยากเชื่อสายตา

      เรื่องราว ความโกลาหลเป็นที่พูดถึงไปอีกหลายวัน หมู่ชนไม่น้อย ยังแปลกใจกับชายชราร่างแก่หง่อมผู้นั้น เขาเป็นใครกันแน่ ที่มาช่วยสถาบันยอดเขาสวรรค์ไว้ ทว่าผู้ที่รับรู้จริงๆ มีเพียง บรรพบุรุษชรา ยอดเขาสวรรค์ เท่านั้น หลายคนจึงได้แต่พากันคาดเดา


 

...เมื่อยามเช้า เข้าเดือนที่5 ของวันประลอง 5 ยอดเขาในเช้าวันนี้มาถึง รอบบริเวณ 5ยอดเขายามนี้ จึงคึกคักไม่น้อย หมู่ชนต่างก็อยากรู้   เรื่องข่าวลือที่พูดกันหนาหูในยามนี้ ว่าอี้เฉินเลื่อนขั้นพลังกายเนื้อไปอยู่ในขั้น กายาอมตะ เป็นความจริงหรือไม่?


 

      ยอดเขาทั้ง5ในยามนี้ จึงเต็มไปด้วยกลุ่มคน ไม่น้อย ต่างมามุ่งดูเรื่องสนุก ไหนจะใกล้วันที่พวกเขาเฝ้ารอ ที่จะออกไปตามหาผลึกน้ำแข็ง สำหรับใช้ผนึกไฟเทพ เตรียมพร้อมช่วงเวลา สงครามเทพ พันปี ที่จะเปิดขึ้นอีกไม่ช้า



      สายตาหมู่ชน ไม่น้อยจับจ้องไปยังยอดเขาที่5 อย่างไม่วางตา หลายคนไม่เชื่อว่าอี้เฉินจะเลื่อนขั้นกายเนื้อได้จริง จึงอยากมาดูให้เห็นกับตา เมื่อเขาลืมตาตื่นก็ไม่อาจเลี่ยงการประลอง5ยอดเขาไปได้

 


       ชายหนุ่ม คนของราชวงศ์ชิง กล่าวคำพูดขึ้นมา ด้วยความมั่นใจ ท่ามกลางหมู่ชนยอดเขาที่1 "ข้าพนันหนึ่งแสน หินเซียน ข้าว่ามันยังไม่ได้ เลื่อนขั้นพลังกายเนื้อ มีใครพนันกับข้าหรือไม่"

 


หมู่ชนไม่น้อย ที่ได้ยินน้ำเสียงชายหนุ่มประกาศกร้าว ด้วยความมั่นใจ พวกเขาต่างพากันส่ายหัวน้อยๆ รอชมด้วยตาตนเองเท่านั้นถึงจะเชื่อ

 


       ทว่าองค์ชาย ชิงไป๋ยี่ ที่อยู่ยอดเขาที่หนึ่ง แววตาของเขา เดือดดาลไม่น้อย จับจ้องสายตา ไปที่ยอดเขาที่5อย่างไม่วางตา ก่อนเอ่ยพูดพึมพำออกมา "หวังว่าสิ่งที่ข้าคิดวันนั้น มันจะเป็นเรื่องที่ผิดนะ ไม่เช่นนั้น มันได้ทำลายสามัญสำนึก ของข้าจนสิ้นแน่"

 


        องค์ชายซือจงเทียน แห่งยอดเขาที่สอง เขาเองก็ขมวดคิ้วมุ่นจนเป็นปมเช่นกัน หากอี้เฉิน เลื่อนขั้นกายเนื้อได้จริงๆ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เมื่อกลุ่มคนดินแดนเบื้องล่าง ที่พวกเขาดูถูกดูแคลน ดันมายืนเทียบชั้นกับตัวเขา ที่เป็นถึงองค์ชายแห่งราชวงศ์ใหญ่ ไม่ยินยอมให้สามัญชน ข้ามหน้าข้ามตาเป็นอันขาด ฝ่ามือจึงกำหมัดน้อยๆ ด้วยความไม่จำยอม



ทว่าเมื่อสายตาขององค์ชายทั้งสอง เห็นชายหนุ่มผมขาว สุดสายปรายตาในกรอบสายตา เดินสืบเท้า ปรากฏกายสู่สายตาหมู่ชน

 


         ใบหน้าขององค์ชายทั้งสองราชวงศ์ ก็มืดทะมึนในทันใด แววตาพลันฉายแวว ตกตะลึงอยู่ไม่น้อย ไม่อยากเชื่อกับภาพที่เห็น ฝ่ามือยกขยี้ ตาอยู่หลายครา เมื่อเห็นใบหน้าอี้เฉินชัดๆ เต็มสองตา ประหนึ่งว่าอี้เฉินในยามนี้ ดูอายุ ราวๆ 18-19ปีเท่านั้น ใบหน้าเรียวเล็ก หล่อเหลา คิ้วโค้งเป็นคันศร หญิงสาวที่จ้องมอง ถึงกับทำให้ใบหน้าแดงน้อย ขึ้นมาด้วยความเขินอาย

 


         เมื่ออี้เฉินเดินสืบเท้า ย่างก้าวออกมาจากยอดเขา ที่5 หลายๆ คนต่างก็รับรู้ ถึงบรรยากาศบางอย่างที่กดดัน รอบๆ ตัวอี้เฉิน เสียงเดินสืบเท้า ที่ดังไม่มาก กลับนำพาให้อนุชนที่อยู่โดยรอบ ใจเต้นรั่วเร็ว ไม่น้อย ราวกับถูกชายหนุ่ม ร่างผอมบางกดดันกายา "เขา! เขา! เลื่อนขั้นกายเนื้อจริงๆ ด้วย เป็นไปได้อย่างไร!! ถึงเขาจะไม่ใช่ผู้สูงส่ง ทว่าก็สามารถไปยืนเทียบเคียง องค์ชายชิงไป๋ยี่ สตรีศักดิ์สิทธิ์เยว่ชิงเซียนได้" เสียงพูดคุย ของผู้คน ดังขึ้นมาไม่น้อย เมื่อเห็น กายเนื้ออี้เฉิน ไปอยู่ในขั้นกายาอมตะ

 


        องค์ชายซือจงเทียนที่เห็นความจริงเต็มสองตา เขาเสียอาการไม่น้อยเมื่อเห็น คนดินแดนเบื้องล่าง เหยียบหัวเขาไปยืนในที่สูงกว่า "ไอ้เวรนั้นเหตุใดมันเลื่อนขั้นกายเนื้อ ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ มันเพิ่งจะอยู่ขั้นพลังเทวะระดับต้นเองไม่ใช่หรือ" ครั้นเอ่ยคำพูดออกมาเสร็จสิ้น ฝ่ามือของ องค์ชายซือจงเทียน ก็บีบเข้าหากันอย่างรุนแรง ส่งเสียงกระดูกแตกร้าวออกมาดังลั่น

 

กลุ่มคนของราชวงศ์ซือ ที่อยู่ยังยอดเขาที่สองพวกเขาต่างมี ใบหน้าบูดเบี้ยวจนไม่น่ามอง ครั้นเมื่อสบตาหมู่ชนโดยรอบ

 


      มีเพียงองค์หญิง ซือหลินเท่านั้น ที่จ้องมองอี้เฉินด้วยความประหลาดใจ พร้อมกับใบหน้าแดงน้อย ในยามที่พวกเขาเจอกันในยามแรก นางไม่คิดอี้เฉินจะมาได้ไกล ขนาดนี้ นางที่เคยทาบทามชายหนุ่มมาเป็นองครักษ์ ถึงกับส่ายหัวในความคิดนั้นของตนเอง



ด้านยอดเขาที่ 4 เยว่ชิงเซียน นางเองก็ขมวดคิ้วมุ่นไม่ตกเช่นกัน "อี้เฉิน เจ้ารุดหน้ารวดเร็วเกินไปหรือเปล่า?" ใจลึกๆ นางเริ่มรู้สึกหวาดหวั่น กลัวว่าอี้เฉินจะแซงหน้าตัวนางไป ในอีกไม่ช้า นางไม่อยากถูกชายหนุ่มผมขาวผู้นั้น รังแก ริมฝีปากแดงน้อย เม้มปากด้วยความไม่จำยอม



       เหล่าอนุชนผู้สูงส่ง คนอื่นๆ พวกเขาต่างก็ไม่ยินยอมเช่นกัน ที่จะเห็นอี้เฉินแซงหน้าพวกเขาไป ไม่ว่าจะเป็น ซูเซอ แห่งศาลาซากศพ หาญเจีย แห่งศาลาซากศพ เทพสายฟ้าน้อย กวนซี เทพโอสถน้อย เหยียนเซียว แม้แต่ จิ้งจอกน้อย หงส์เหมิง แห่งสำนักเซียนสวรรค์ หลี่หยวน แห่งตำหนัก หยิน หยาง สุยจี แห่งตำหนักเทพ  พวกเขาต่างทยอยเดินจากไป ไม่อยากเสียเวลาแม้แต่เสี้ยววินาที กลับไปตั้งใจ ฝึกฝนต่อในทันที

 


หมู่ชนไม่น้อย ที่เห็นภาพเหล่าจอมยุทธ์ผู้สูงส่ง ทยอยเดินจากไป ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในการประลอง5ยอดเขา อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอไปคำใหญ่

 


เหล่าผู้อาวุโสคุมยอดเขาสวรรค์ พวกเขาต่างส่ายหัวให้กัน เมื่อเห็นอนุชนผู้สูงส่ง เดินจากไปหมายมั่นจะกลับไปตั้งใจฝึกฝน

 


        ครั้นเมื่อมายืนประจันหน้า กับเหล่าผู้อาวุโสคุมยอดเขาสวรรค์ คนอื่นๆ ได้ ผู้อาวุโสคุมยอดเขาสวรรค์ ที่หนึ่ง ผู้ที่ได้ฉายา 3 นักษัตร เขากล่าวชมเชยอี้เฉิน ขึ้นมาไม่น้อย "ไอ้เด็กหนุ่มนั้นไม่เลวจริงๆ นานมากแล้ว ที่ข้าไม่ได้เห็นคนบ้าเฉกเช่นนี้"

 


         "ความบ้าของมันจะทำให้มัน ตายตกในสักวัน" ราชินีน้ำแข็ง เสวี่ยชิงหนาน กล่าวตอบโต้ด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์ เมื่อเห็นความทะนงตนของอี้เฉิน ใจลึกๆ นางไม่อยากให้ หลินเฟย ข้องเกี่ยวกับบุรุษผู้นี้เลย ประหนึ่งว่าอี้เฉินผู้นี้ เขามีลางร้ายหายนะติดตามตัว แบกโลงศพใบใหญ่ พร้อมจะกลบฝังตนเอง

 


ผู้อาวุโสคุมยอดเขาที่ 2 เขาเองก็กล่าวคำพูดออกมา ด้วยน้ำเสียงเสียดายไม่น้อย "หากเจ้าหนูนั้น มันมีกระดูกศักดิ์สิทธิ์ คงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี สำหรับสถาบันยอดเขาสวรรค์ พวกเราไม่น้อย"

 


          ครั้นเหล่าผู้อาวุโส คุมยอดเขาคนอื่นๆ ได้ยินพวกเขาก็ต่างพยักหน้ารับคำ ก่อนจะถอนหายใจออกมายาว แม้ว่ากายเนื้ออี้เฉิน จะเลื่อนขั้นกายเนื้อได้อย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อไร้ซึ่งกระดูกศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิรณของเขาก็จะถูกลดทอน ไม่อาจเทียบเทียมกับผู้สูงส่ง ในภายภาคหน้าได้

 

ก่อนผู้อาวุโสคุมยอดเขาสวรรค์ ที่หนึ่ง จะประกาศก้าวดังออกมาดังก้อง เมื่อเห็นว่า งานประลองยอดเขาในครานี้ น่าจะไม่มีสิ่งใดน่าสนใจอีกต่อไป

 


         ทุกๆ ยอดเขาต่างพากันสละสิทธิ์ ที่จะไม่ลงประลอง แม้แต่ตัวแทนอย่าง เหล่าองค์ชายทั้งสอง ยังยืนสงบนิ่ง หลับตาพริ้ม รอชมอี้เฉินลงประลอง อย่างใจจดใจจ่อ อยากจะรู้ ศักยภาพของอี้เฉิน ในยามนี้ จะมีมากถึงเพียงใด

 


         อี้เฉิน ที่ได้ยินเสียง รายชื่อยอดเขาต่างๆ ถูกขานเรียกนาม เขาทำแค่เพียงหลับตาพริ้มเท่านั้น ทว่าเมื่อถึงยอดเขาที่3 เขาอดไม่ได้ ที่จะเปิดเปลือกตาออกไปจ้องมอง หลินเฟย ครั้นเห็นนางยกยิ้ม มาให้ตัวเขา ทว่ารอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วย ความขี้เล่นของนาง มันก็ทำให้อี้เฉินส่ายหัวน้อยๆ ออกมา

 

"ตัวแทนยอดเขาที่5 อี้เฉิน"

 

         ครั้นเมื่อชื่ออี้เฉิน ถูกผู้อาวุโสคุมยอดเขาที่ 1 ขานเรียก อี้เฉินสืบเท้า พุ่งปราด เข้าไปใจกลางระหว่างยอดเขาทั้ง 5 ในทันที ก่อนคำนับฝ่ามือไปที่ผู้อาวุโสชราทั้ง5 ทว่าหนึ่งในนั้น กลับส่งสายตาไม่ชอบใจในตัวเขา อย่างเห็นได้ชัด

 


         อี้เฉินเขาได้แต่ถอนหายใจ ก่อนยืน ท่ามกลางอากาศอยู่หลายชั่วอึดใจ ก็ไม่มีใครท้าประลองกับเขา ครั้นหมู่ชน รับรู้ถึงแรงกดดันบางอย่าง รอบๆ ตัวอี้เฉิน หลายคนที่คิดจะ ท้าอี้เฉินประลอง ก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไปจนหมด

 

อี้เฉินเขานึกว่าจะไม่มีใครท้าประลองกับเขาเสียอีกก่อน น้ำเสียงหนึ่งจะกล่าวออกมา "ข้าขอท้าเจ้าประลอง อี้เฉิน"