พระพักตร์ขององค์จักรพรรดิเซวียหย่งเจี๋ยเป็เช่นใดน่ะหรือ... เถียนเยวี่ยยิ้มเล็กน้อย
‘ทำหน้าเสียใจอย่างนี้แสดงว่าเ้าไม่อยากเดินเที่ยวริมทะเลสาบ อืม...อย่างนั้นแล้วเราสองคนก็อยู่บ้านทำพิธีเล็กๆเถอะ’
‘ไม่นะ เสี่ยวจูอยากไป อยากไปเที่ยวงาน’ ปีก่อนบิดาพานางไปเดินเที่ยวดูโคมไฟที่แขวนเรียงรายริมทะเลสาบไป๋เหอไหนจะยังพลุไฟที่ถูกจุดคล้ายไม่มีวันหมดนั่นอีก
‘ถ้าจะไป ค่ำนี้เ้าก็บูชาพระจันทร์เร็วหน่อย เทพธิดาฉางเอ๋อร์และเทพชะตาคงไม่ว่างมาสนใจบ้านเรานักหรอกท่านคงรอของเซ่นที่วัดหม่านหลงโน่น’
หลันซิ่วจูรับคำนางวิ่งกลับเข้าบ้านจัดแจงหาเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับใส่ไปเดินเที่ยวงานคืนนี้เป็อันดับแรกงานที่สองที่ต้องทำก็คือร้องะโให้เถียนเยวี่ยยกโต๊ะไปตั้งลานบ้านเพื่อวางของไหว้ในยามพระจันทร์ปรากฏบนท้องฟ้าขนมเยว่ปิ่ง ลูกผิงกั่ว ผลสาลี่ถูกเตรียมพร้อมในถาดไม้ยังเหลือเพียงอาหารเจและน้ำชาที่ใกล้ถึงเวลาค่อยทำ จากอาการเซื่องซึมหลันซิ่วจูแปรเปลี่ยนเป็ยิ้มย่องหน้านวลผ่องใสในบัดดล
เมื่อดวงจันทร์กลมใหญ่แจ่มฟ้าผ่องอำไพลอยเด่น เถียนเยวี่ยก็พาหลันซิ่วจูเดินชมทิวทัศน์ของเมืองถูหยางที่สวยงามด้วยโคมไฟประดับมาถึงทะเลสาบไป๋เหอที่เนืองแน่นไปด้วยร้านรวงและชาวเมืองเสียงพลุไฟและแสงสีกลางฟ้าเรียกเสียงโห่ฮาชวนให้บรรยากาศคึกคักมาดว่าสามค่ำคืนนี้เมืองถูหยางคงยากหลับใหลมืดมิด
สายลมพัดแ่เป็ระลอกพากลีบกุ้ยฮวาร่วงหล่นลงมาเกลื่อนถนนแสงไฟจากโคมแดงที่ห้อยเรียงรายแม้จะอยู่ไกลลับแต่ส่งแสงระยิบระยับเกิดเงาสะท้อนบนผิวน้ำทะเลสาบตัดกับสีเขียวของใบหลิวที่ทอดกิ่งระย้าตลอดแนวตลิ่งภาพบรรยากาศเช่นนี้ ถ้าเพียงร้างไร้ผู้คน เถียนเยวี่ยให้รู้สึกเหมือนตนเองได้กลับไปอยู่ในขุนเขาและลำธารใสของหุบเขาไผ่หอมอย่างไรอย่างนั้น
นอกจากสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสองพ่อลูกสกุลหลันนับว่าถูหยางยังมีสิ่งรั้งใจให้เขาพักอยู่
‘ท่านอาๆ’ หลันซิ่วจูดึงชายแขนเสื้อเขา
เถียนเยวี่ยเลิกคิ้วเป็เชิงถามว่านาง้าสิ่งใดอีก นอกจากถังหูหลู[1]ในมือ
‘เสี่ยวจูอยากได้กังหัน’ นางชี้ไปยังกังหันกระดาษที่พ่อค้าคนหนึ่ง‘เสี่ยวจูอยากได้โคมไฟรูปผีเสื้อด้วย’
‘ถ้าเ้าได้ของสองสิ่งนั้น กระเพาะเ้าต้องอดขนมอร่อยๆอีกหลายอย่างเลยนะ’ แม้จะรู้ว่าของเล่นกับขนมเป็สิ่งคู่กับเด็กและเขาก็มีเงินมากพอจะซื้อหาให้นาง แต่เถียนเยวี่ยกลับคิดอยากให้หลันซิ่วจูปวดหัวเล่นกับการพยายามหักห้ามความ้าของตัวเอง
‘เสี่ยวจูมีเงิน นี่ไง เงินจากการขายผิงกั่ว’
ชายหนุ่มอึ้งไปเล็กน้อยที่สบประมาทความเตรียมพร้อมของเด็กหญิง รู้ซึ้งทีเดียวว่านางให้ความสำคัญกับการเที่ยวงานมากขนาดไหนนางเตรียมพร้อมโดยไม่ให้กระทบกับเงินที่บิดาให้ไว้และไม่กระทบกับเงินค่าขายยาสักอีแปะ[2]
‘สรุปว่าเ้าจะเอาทั้งของ จะอิ่มทั้งท้องใช่หรือไม่’
เด็กหญิงตัวอวบอ้วนในชุดกระโปรงสีกลีบบัวพยักหน้า แก้มกลมซึ่งมีลักยิ้มตรงกลางดูผุดผ่องดังจันทร์กลางเวหา
เป็อันว่าตราบใดที่ท้องนางยังบรรจุของกินได้ เขาก็ไม่ขัดความสบายใจของเด็กหญิงในวันที่เฝ้ารอบิดาใจจดจ่อทำให้เขาไม่อยากขัดใจนางนอกจากในมือมีถังหูหลูอีกไม้ ขนมน้ำตาลปั้น โคมไฟรูปผีเสื้อ กังหันกระดาษเถียนเยวี่ยยังใจดีควักเงินจ่ายค่าหวี กระจกและร่มลายหงส์ให้นางอีกหนึ่งคัน
‘ท่านพ่อกำลังเดินทางกลับบ้านเ้าค่ะเสี่ยวจูมาเที่ยวกับท่านอาเถียน’ ประโยคนี้ถูกบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับชาวเมืองถูหยางที่ส่งยิ้มและทักทายบุตรสาวของหมอหลันิ
ในที่สุดค่ำคืนยาวนานริมทะเลสาบไป๋เหอก็จบลงด้วยการที่ เถียนเยวี่ยต้องแบกรับน้ำหนักตัวของหลันซิ่วจูซึ่งเหนื่อยอ่อนจนหลับใหลไว้แนบบ่าซ้ำในมือยังมีข้าวของและขนมที่เด็กหญิงซื้อติดมือกลับบ้านมากมาย
ก่อนฟุบหลับนางยังกล่าว ‘พรุ่งนี้ท่านอาพาเสี่ยวจูมาเที่ยวอีกนะ’
เทพชะตาเอ๋ย...เทพชะตา ท่านโปรดชักพาบิดานางคืนถิ่นให้ทันวันพรุ่งแลวันมะรืนด้วยเถิด...
นับว่าเถียนเยวี่ยยังมีบุญเก่า เข้าบ่ายที่สองของเทศกาลจงชิว หลันิก็กลับถึงบ้านสกุลหลันสองพ่อลูกกอดก่ายกันด้วยความคิดถึงล้นพ้น เพื่อไถ่โทษที่มาล่าช้า หมอหนุ่มมีของฝากสำหรับลูกสาวนับได้หีบใหญ่
อิสระกลับคืนสู่บุคคลจากหุบเขาไผ่หอมอีกครั้ง หลังเทศกาลจงชิวเจ็ดวันหลันิก็รับเสี่ยวถาน อายุสิบหกหลานสาวผู้มาจากบ้านนอกของยายหูในตลาดมาเป็พี่เลี้ยงของหลันซิ่วจูนางมีท่าทีว่ารักและเอ็นดูเด็กหญิงไม่น้อย ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยความหลงใหลในตัวเ้าบ้านซึ่งผู้เป็ยายเล่าคุณความดีให้ฟังสารพัด
เมื่อพ่อลูกได้พบหน้าเถียนเยวี่ยจึงกล่าวลาโดยกลับไปพร้อมน้ำตาของสาวน้อยบ้านหลันที่ชุ่มโชกเต็มอกเสื้อนางร้องปาวๆ ว่าเขาไม่ไยดี ชายหนุ่มได้แต่ถอนใจพร้อมปลอบโยน
หากเขาไม่ไยดีจริง จะอยู่ร่วมบ้าน นอนร่วมห้องถึงขนาดร่วมเตียงและปล่อยให้นางชี้นกเป็นก ชี้ไม้เป็ไม้ได้อย่างไรเถียนเยวี่ยกลับสำนักบ้านกระบี่ไผ่หอมพร้อมคำมั่นสัญญาว่าจะมาหานางในทุกปีนั่นแล้วนางถึงยอมราน้ำตาที่หยาดหลั่งเป็สายแต่ก็มิวายแอบกระซิบบอกเขาว่า
‘เสี่ยวจูจะเป็เ้าสาวของท่าน’
[1] แปลตามอักษรได้ว่าน้ำเต้าเคลือบน้ำตาลทำจากลูกซานจาที่มีรสเปรี้ยว นิทานสั้นๆเื่ความเป็มาของถังหูหลูอ่านได้จากตอนหนึ่งของนิยายเื่บุพเพเล่ห์จันทร์
[2] ค่าเงินของจีนสมัยโบราณเริ่มมีมาั้แ่สมัยราชวงศ์โจวในปี๑๑๒๒-๒๕๖ ปีก่อนคริสต์ศักราช มีลักษณะเป็เหรียญทรงกลม มีรูกลมตรงกลางก่อนเปลี่ยนเป็รูสี่เหลี่ยม น้ำหนักซึ่งกำหนดค่าของเงินเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย๑๐๐ อีแปะเท่ากับ ๑ ตำลึงเงิน หนึ่งหมื่นตำลึงเงินเท่ากับหนึ่งตำลึงทอง