กลางวันนี้ก็มีไป๋หลางเป็นคนเดินเอาตะกร้าอาหารไปส่งให้พี่สาวซึ่งตอนนี้กลายเป็นจุดสนใจของชาวบ้าน
"บ้านนี้ไปรวยมาจากไหน"ป้าเหลยสงสัย
สองสามวันมานี้อาหารกลางวันของไป๋หลินนั่นหอมยั่วพยาธิมากเกินไปแล้ว มีทั้งเนื้อและแป้งขาว
"จะอะไรเสียอีก ก็เอ้อร์เกอบ้านไป๋เป็นหนูตกถังข้าวสารแต่งงานกับยุวปัญญาชนคนอ้วนๆ นั่นไง โชคดีจริงๆ เลยนะ ขนาดหน้าผีอย่างนั้นก็ยังหาเมียได้"
เสียงนินทาแบบตั้งใจลอยเข้าหูเธอสร้างความอึดอัดให้ไป๋หลินหรือไม่นั้น บอกเลยแค่นี้จิ๊บๆ ที่เธอโดนมานี่ถือว่าเบาบางมาก
ไป๋หลางหันไปมองหน้าคนที่พูดจาว่าร้ายและจดจำใบหน้าคนเหล่านี้เอาไว้ วันหลังจะให้พี่สะใภ้จัดการ
“วันนี้แม่ทำอาหารเหรอ” ไป๋หลิน
เธอจำรสมือของแม่ได้ ยังนึกถึงตอนเด็กๆ ที่ทุกคนช่วยกันเป็นลูกมือ ของแม่ บรรยากาศนั้นมันกลับมาในความทรงจำของเธอทำให้น้ำตาของเธอไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวชีวิตมันเคยดีนี่นา เธอเกือบลืมมันไปแล้ว เมื่อมองน้องชายที่นั่งบื้ออยู่ตรงหน้า ถ้าเทียบกันแล้ว เธอยังโชคดีกว่าเขามาก
"อย่าเสียใจเลยนะหลินหลิน" เป็นคำเรียกติดปากที่เขาเรียกพี่สาว เขาจำได้ว่าแม่เรียกเธออย่างนั้น
"เปล่าเลย พี่ไม่ได้เสียใจพี่ดีใจที่ได้กินของอร่อยๆ" ไป๋หลินยิ้มทั้งน้ำตา
ชีวิตที่ผ่านมามันหนักหนามากเสียจนเธอลืมมองคนรอบข้างที่ช่วยเธอแบกมันเอาไว้ เธอรู้สึกโดดเดี่ยวเพราะเธอไม่ได้มองคนที่คอยห่วงใยเธอมานานเหลือเกิน
หลางหลางเด็กน้อยที่ไม่ยอมพูด เด็กที่ติดเธอเหมือนกอเอี๊ยะติดหนังสุนัข เด็กคนนี้มักจะอยู่กับเธอเสมอ เธอเคยคิดว่าเขาเป็นภาระ แต่ที่จริงแล้วเขามาแบ่งเบาจากเธอต่างหาก
“ไม่ต้องห่วงพี่สะใภ้บอกว่า ต่อไปนี้เราจะได้กินของอร่อยๆ ทุกวัน" ไป๋หลางพูดเสียงดังหนักแน่น เล่นเอาคนรอบยิ่งรู้สึกอิจฉามากเข้าไปอีกก่อนไปไป๋หลางเอาขวดเก็บอุณหภูมิให้พี่สาว
"ถั่วเขียวต้มน้ำตาล พี่สะใภ้บอกอากาศร้อนระวังเป็นลมแดดหวานอร่อยมากๆ"ไป๋หลาง
เขาคว้าตะกร้าแล้วทิ้งขวดถั่วเขียวต้มน้ำตาลเย็นไว้ให้แล้วเดินจากไป
"หวานอร่อยจริงๆ" ไป๋หลินกินถั่วเขียวต้มน้ำตาลไป ก็รู้สึกชื่นใจ
วันนี้เธอรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและทำงานได้เต็มที่
"วันนี้เธอทำงานได้ดีนะ" หัวหน้าฝ่ายผลิตชมไป๋หลิน เดิมผู้หญิงคนนี้มีหน้าที่เดียวคือล้างคอกหมูและให้อาหารหมู
แต่พอมีประกาศยกเลิกกฎประณามแล้วก็ยังมีคนวิ่งเต้นเพื่อไม่ให้เธอได้รับงานที่ดีขึ้น แต่โชคดีที่กรรมการชุดก่อนออกไปเยอะแล้ว การวิ่งเต้นนั้นจึงตกไปเมื่อเธอได้ปรับงานก็ตั้งใจทำงาน แต่วันนี้ดูเธอมีพลังในการทำงานมากขึ้น ดูเหมือนพลังของเธอท้าทายคนอื่นๆ ให้ไล่ตามเธอให้ทันช่วงนี้ต้องหว่านเสร็จแล้วงานในไร่ก็เข้ามากำจัดวัชพืช เมื่อถึงฤดูฝนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่จะมาคอยดูเรื่องผันน้ำออกหากมากเกินไป
เย็นนี้ไป๋หลินกลับบ้านด้วยความสุข ที่จะกลับไปหาแม่ ลูกสาว น้องชายและน้องสะใภ้ เธอมีครอบครัวที่ดี และทุกคนห่วงใยเธอเมื่อไหร่กันนะที่เธอรู้สึกโล่งใจอย่างนี้
พอปรับมุมมองชีวิตเธอก็ไม่ได้แย่มากเท่าไหร่ ถึงจะผ่านเรื่องราวที่ยากเข็ญ แต่เพราะครอบครัวไม่ใช่หรือที่ช่วยให้เธอผ่านมาได้
"เพิ่งกลับเหรอ" เสียงคุ้นหูนี่มันกำลังรู้สึกว่าชีวิตกำลังจะดี ก็มีคนมาย้ำเตือนเธอว่าอย่าคิดฝันไปไกลเสียแล้ว
"ใช่ ช่วยหลีกทางให้ด้วย" ไป๋หลินถูกขวางโดยชายสามคน คนหัวหน้าคือ เฉินซีห่าวลูกชายของเฉินซีหมิ่น เขาเป็นนักเลงจ้างถิ่นของที่นี่ มีเรื่องกับไป๋หลงบ่อยจนหมอสวีระอาใจ
วันนี้มาแค่สามเพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวปกติไป๋หลินจะเกินเกาะกลุ่มกับชาวบ้านเวลากลับ แต่วันนี้เธอมีความสุขจนลืมระวังตัวไป จะโทษใครได้
"เดี๋ยวก่อนสิ อยากคุยด้วย คิดถึงน่ะ" เฉินซีห่าว
รุ่นพ่อไม่ได้ รุ่นลูกเลยอยากจะชดเชย ถึงเธอจะผอมไปหน่อยแต่อกเป็นอกเอวเป็นเอวอย่างนี้ ถึงจะมีลูกมาแล้วเวลามีเรื่องใครจะเข้าข้างหล่อน
"โอ๊ย!" เฉินซีห่าวร้องเสียงหลงเพราะขณะที่เขากำลังจะคว้ามือของไป๋หลินก็ถูกก้อนหินเขวี้ยงเข้าด้านหลังศีรษะ
"หมาตัวไหนวะ" เฉินซีห่าวตวาด
เขามองหาคนทำ แต่หันมาอีกทีลูกน้องเฉินเจิ้ง กับ หูปังก็ล้มลงไปนอนกับพื้นแล้วกำลังคิดจะโวยวายก็รู้สึกหนักไปที่หน้าอก
ในขณะที่กำลังงงต่อสถานการณ์อยู่นั้น มือของไป๋หลินก็ถูกคว้าเอาไว้ แล้วคนนั้นก็บอกว่า
"วิ่ง!" เธอก็วิ่งตามจ้าวเหม่ยอิงออกมา
โชคดีที่จ้าวเหม่ยอิงเดินออกมาดูด้านนอกของกำแพงบ้าน หาจุดที่อาจมีคนปีนไปวางเพลิงห้องเสบียง เธอเห็นไกลๆ ว่าพี่สามีถูกชายสามคนล้อมเอาไว้
"ได้เวลาลองของแล้ว" จ้าวเหม่ยอิงพูดกับตัวเอง ก่อนคว้าหินก้อนพอเหมาะแล้วเขวี้ยงหินไปที่หัวของเฉินซีห่าว
พอลูกน้องหันมาเธอก็พุ่งเข้าชาร์จด้วยน้ำหนักตัวคนนึงอีกคนนึงก็ช็อตไฟฟ้า แต่แบตตอนที่ซื้อมาชาร์จแบตไว้ไม่พอ พอเฉินซีห่าวหันมาเลยกระโดดถีบแล้วรีบคว้าแขนพี่สามีวิ่งเข้าบ้านก่อน
"นังสารเลว!" เฉินซีห่าวโกรธแต่ก็ลุกไม่ขึ้นลูกถีบนั่นหนักหน่วงนัก
"เกิดอะไรขึ้น" ไป๋หลงที่เดินตามหาภรรยาออกมาหน้าบ้านพอดี
"ก็อุ๊ปส์"จ้าวเหม่ยอิงกำลังจะอ้าปากบอก ไป๋หลินก็เอามือปิดปากเธอไว้
"ไม่มีอะไรหรอกเข้าบ้านกันเถอะ พี่เจอเหม่ยอิงที่กำแพงด้านนอกน่ะ เลยบอกว่าหิวเราเลยวิ่งแข่งกันมา" ไม่พูดเปล่าเธอหันไปปิดประตูใหญ่หน้าบ้านด้วย
แล้วหันมาส่งสายตาว่าอย่าเพิ่งพูดเพราะรู้ดีว่าถ้าน้องชายรู้ก็คงจะออกไปเอาเรื่อง อันธพาลพวกนี้หาเรื่องไป๋หลงตลอดแม้ว่าตอนนี้ถึงแผลจะดีขึ้นก็ไม่ควรบาดเจ็บซ้ำอีกไป๋หลงทำหน้างงๆ แล้วหันไปหาภรรยา แต่ที่ได้กลับมาคือยิ้มแหยๆ แต่งงานแล้วยังวิ่งเล่นเป็นเด็ก
พี่สาวเขาก็อีกคน...ใช่เหรอ พี่หลินน่ะนะ มีเรื่องแน่นอน แต่เขาไม่อยากเค้นเอาตอนนี้ เดี๋ยวค่อยตะล่อมถามเอา
"งั้นก็ไปล้างมือล้างหน้าเตรียมกินข้าวเถอะ " ไป๋หลงพูดแล้วก็เดินจูงมือภรรยาเข้าเรือนหลัก
เขาพาเธอมาที่ครัวเล็กและบอกว่าอะไรอยู่ตรงไหน มีฟืนแล้วถ้าอยากต้มน้ำก็ทำได้ เขาเอาตุ่มน้ำมาวางให้ มีอะไรก็เรียกได้เพราะห้องอยู่ใกล้กันจ้าวเหม่ยอิงมองหน้าเขาอย่างสงสัย
"พี่ไม่ถามเหรอ"จ้าวเหม่ยอิง
"พี่จะรอจนกว่าน้องจะอยากบอก"ไป๋หลง
ฉันอยากบอก...หลังมื้อเย็น เอ่อ ก่อนนอนได้มั้ย วันนี้มีเรื่องต้องคุยเยอะเลย ต้องจัดลำดับก่อนน่ะ" จ้าวเหม่ยอิงตอบพร้อมอธิบายเหตุผล
ไป๋หลงได้แต่ยืนยิ้มยัยเด็กเจ้าเล่ห์นี่คงกะคุยเพลินๆ แล้วแกล้งลืมสินะ ฝันไปเถอะ
มื้อนี้ก็เป็นมื้อที่อบอวลไปด้วยความสุข ถ้าไม่นับเหตุการณ์ที่กำแพงด้านนอกนั่น ถือว่าวันนี้เป็นวันที่ดีสำหรับไป๋หลินเลยทีเดียว
"คือกินข้าวเสร็จแล้วหนูมีเรื่องอยากปรึกษาแม่กับพี่สาวหน่อยได้มั้ยคะ"จ้าวเหม่ยอิงเริ่ม เมื่อเช้าอุตส่าห์เตรียมครีมมาไว้ แต่ไม่มีใครมีเวลาเลย ต้องรีบออกไปทำงาน เธอจึงคิดว่าหลังมื้อเย็นนี่แหละ ดีที่สุด
เมื่อตกลงกันว่าทุกคนจะไปที่เรือนหลัก จ้าวเหม่ยอิงก็ชงนมแจกทุกคน ไม่เว้นแม้แต่แม่เซียว ต้องบำรุงกันหน่อย
"ก่อนที่หนูจะมาที่นี่หนูได้ตกลงทำธุรกิจกับเพื่อนคุณพ่อเอาไว้ค่ะ ว่าจะเป็นคนทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อดูว่าแพ้หรือไม่สรรพคุณเป็นอย่างไร ถ้าจำได้ว่าตอนแรกที่เจอกันหน้าหนูมีอาการแพ้อย่างรุนแรงเลยปฏิเสธไปแต่ตอนนี้อาการแพ้หนูดีขึ้นและเหลือแค่รอยดำๆ ตอนที่หนูโทรไปหาคุณพ่อ คุณพ่อหนูก็เลยขอคุยกับคุณอาที่อยู่ด้วยพอดีเพราะท่านบอกว่าต้องการคนใช้จริง ก็อยากได้คนทดลองใช้อีกสักสองคน แต่ต้องเป็นคนซื่อสัตย์และอ่านออกเขียนได้เพื่อจดบันทึก ไม่ทราบว่าคุณแม่กับพี่ไป๋หลินจะสามารถช่วยหนูได้หรือไม่ค่ะ" จ้าวเหม่ยอิงหยั่งเชิง
"ถ้าหนูคิดว่าพวกเราช่วยได้แม่ก็ยินดีนะ" แม่เซียวตอบรับ
"พี่ก็ด้วย"เพราะเธอมั่นใจของที่จ้าวเหม่ยอิงนำมาย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน
"ถ้าอย่างนั้นพวกเราต้องทำอะไรบ้างล่ะ" แม่เซียวถาม
"ทางนั้นเขาต้องการพิสูจน์ว่าครีมเหล่านี้มีประสิทธิภาพดีอย่างที่ระบุไว้หรือไม่
เขาต้องการให้เราให้ความเห็นหลังใช้น่ะค่ะว่าดีหรือไม่ ถ้าได้ผลดี หนูก็จะแจ้งกลับไปว่าดี ทางนั้นจึงจะสั่งของมาจำหน่าย แต่ครีมพวกนี้ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ หนูอยากให้คุณแม่กับพี่สาวช่วยใช้และจดบันทึกว่ามันมีข้อดีข้อเสียและความรู้สึกหลังการใช้ เพื่อเป็นข้อมูลในการโฆษณาค่ะ"จ้าวเหม่ยอิงร่ายยาวเสร็จก็ยืนถุงใส่ครีมให้แม่สามีและพี่สามีเปิดดู
"โอโห เยอะแยะขนาดนี้เลยเหรอ" แม่เซียวเห็นก็ตกใจ
"ไม่ได้ใช้พร้อมกันนะคะ ใช้คนละจุดประสงค์ ทางนั้นเลือกยี่ห้อที่ดีที่สุดมา เพื่อต้องการทำตลาดส่วนใหญ่ ของพวกนี้ใช้ด้วยกันได้ค่ะ" จ้าวเหม่ยอิงอธิบายสรรพคุณและวิธีใข้โดยแยกให้เห็นอย่างชัดเจน
ตอนแรกเธอก็กังวลใจว่าจะมากจนทำให้สองสาวสับสนหรือไม่ เพราะตัวเธอเองยังไม่อยากจะใช้เลยแต่กลายเป็นว่า ผู้หญิงไม่ว่ายุคไหน อายุเท่าไหร่ เรื่องความสวยความงามนี่สู้ตาย ส่วนเธอเป็นแค่คนส่วนน้อยไม่ควรใช้เกณฑ์ตัวเองตัดสิน
"ครีมเหล่านี้ถึงจะมีคุณภาพดีก็จริง แต่อาจทำให้เกิด อาการแพ้ได้นะคะ ถ้าแพ้ แม่กับพี่ต้องหยุดใช้และรีบบอกหนูนะคะ" จ้าวเหม่ยอิงยังคงกังวลผิวของคนเราต่างกัน
แต่แบรนด์เหล่านี้น่าจะมีปัญหาน้อย แต่ใครว่าจะไม่มีปัญหา เธอไม่คุ้นเคยกับเครื่องประทินผิวเหล่านี้เลยและไม่คิดจะขายจริงๆ ถึงแม้จะใช้ได้ดีก็ไม่อินขนาดนั้น ที่เอาออกมาให้แม่และพี่สามีใช้นั่นก็เพราะเธออยากให้ทั้งสองได้ความงามที่ควรจะเป็นของพวกเธอคืนมาต่างหาก
"อีกอย่างนึง มีค่าจ้างด้วยนะคะไม่ได้ทำฟรีๆ” จ้าวเหม่ยอิง
นี่เป็นวิธีให้เงินทางอ้อม อย่าว่ากันเลยนะ ให้รับรู้ทำงานจะได้สบายใจวันนี้ตีสนิทกับไป๋หลินได้มากขึ้นไปอีกขั้น เรื่องอารมณ์ความรู้สึกต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ หาจังหวะถามดีๆ ก่อน
เมื่อทุกคนออกไปพร้อมถุงใส่เครื่องประทินผิว และแน่นอนกล่องคุกกี้ ที่ฝากไว้กับแม่ๆ ก่อน ทำให้เจ้าตัวเล็กทั้งสองหน้ามุ่ย แต่พอบอกว่าให้คนละสองชิ้น แต่ต้องแปรงฟันอีกรอบ เจ้าสองแสบก็ยินดี แม่ลูกสองคู่ออกไปแล้ว แต่ไป๋หลงยังอยู่
"สรุปว่าอยากจะบอกหรือยัง"
_________________________
ยังหาทางตีสนิทไป๋หลินไม่ได้เลย งานบ้านก็ต้องเรียนรู้ไป๋หลงก็ยังไม่ได้ไปทำงานเอกสารเลย อย่าเพิ่งงอนกันน้า