ใต้เงาจันทราแห่งเผ่ามาร

    ตอนที่ 42 เรียนรู้นิสัยจางซิน

    ก่อนคนของไป่เอ๋อที่คลุมหน้าคลุมตามิดชิดจะติดตามไปอย่างใกล้ชิด


    “ธิดาไป่เอ๋อกำชับว่า อย่าให้หมิงเยว่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เพราะชีวิตนางยังมีประโยชน์ต่อประมุขตงหยาง ส่วนเทพธิดาจางซิน จัดการนางให้หนัก” ชายในชุดสีดำปกคลุมใบหน้า หันบอกลูกน้อง พร้อมก้าวตามทั้งสองไปอย่างเงียบ ๆ ขณะที่พวกนางเดินชมตลาดจนเมื่อยแล้ว จึงมุ่งตรงไปยังโรงเตี๊ยม ก่อนหมิงเยว่จะขมวดคิ้วนึกคุ้นโรงเตี๊ยมที่ว่า พลางเดินตามเทพธิดาจางซินเข้าไปในร้าน ก่อนเถ้าแก่ร้านที่เดินมาต้อนรับ พลันเลื่อนสายตาหันมาพบกับหมิงเยว่ แล้วตกตะลึงทันที ภาพในอดีตย้อนกลับมา ยังคงจำวันที่หมิงเยว่แสดงอิทธิฤทธิ์ได้ดีจนถึงทุกวันนี้


    “ทะ ท่าน” เขายังอยู่ในอาการตกตะลึง พลันหันไปยังลูกจ้าง แล้วหายวับเข้าไปในครัว ออกมาพร้อมกับอาหารชุดใหญ่จัดเรียงรายบนโต๊ะ พลางน้อมกายลงเคารพหญิงสาวทั้งสองด้วยกิริยาอ่อนน้อม


    “เชิญพวกท่านรับประทานกันได้เต็มที่เลยนะขอรับ”


    “ข้าไม่ได้สั่ง” จางซินเลื่อนสายตามองอาหารบนโต๊ะแล้วเอ่ยขึ้น ก่อนเถ้าแก่โรงเตี๊ยมจะน้อมกายลงอีกครั้ง


    “ข้าไม่คิดเงินขอรับ อ่อ..แม่นาง ทุกวันนี้ข้าทำการแจกจ่ายอาหารให้ชาวบ้านที่เดือดร้อน ทุกเดือนตามกำลัง ไม่คิดเอาเปรียบผู้อื่นแล้ว วันนี้หากพวกท่านจะพักที่โรงเตี๊ยมของข้า ข้าจะเตรียมห้องพักไว้ขอรับ”


    “เอ่อ...” หมิงเยว่อึกอัก พลันหันมองไปยังจางซินที่ยังอ้าปากค้างกับอาหารมากมายตรงหน้า แล้วหันกลับมายังเถ้าแก่ร้าน ก่อนหมิงเยว่จะเอ่ยขึ้น


    “เรื่องนั้นไว้ก่อน ท่านมีอะไรก็ไปทำเถอะ วันนี้ข้าแค่ผ่านมาเฉย ๆ ไม่ได้มาจับผิดท่านแต่อย่างใด”


    “ขอรับ” หลังจากเถ้าแก่ร้านหันหลังจากไป จางซินเอียงศีรษะพลันจับจ้องมายังหมิงเยว่แล้วพูดขึ้น


    “อย่าบอกนะ ว่าเจ้าเคยทำผิดกฎ เปิดเผยฐานะของตนให้มนุษย์ผู้นี้รู้ฐานะเจ้า” หมิงเยว่กลืนน้ำลายแล้วพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี


    “ข้าจำเป็นต้องทำผิดกฎ ข้ามิได้ตั้งใจ” หมิงเยว่ยิ้มแล้วจำใจยอมรับ


    “เจ้าเด็กดื้อ ข้าเชื่อว่าประมุขเผ่าวิหคต้องปวดหัวเพราะเจ้ามากแน่ ๆ” จางซินส่ายศีรษะแล้วหันไปหยิบตะเกียบจับอาหารเข้าปาก


    “อาหารของแดนมนุษย์ แม้จะรสชาติสู้เผ่าเทพไม่ได้ แต่พอทำให้หายหิว แก้ขัดได้เป็นครั้งคราว ถ้าจะให้ดีก็ต้อง...” จางซิ­นนึกอยากสุราขึ้นมา จึงหันไปเรียกเถ้าแก่ร้านให้นำสุราชั้นดีออกมา ก่อนเถ้าแก่จะอึกอัก ด้วยสุราชั้นดีของเขามีไม่มาก เพราะต้องนำเข้าไปขายยังวังหลวงอีกไม่กี่วันข้างหน้า


    “แต่ว่าสุราพวกนี้ข้าจะต้องส่งเข้าวังหลวง” เขาพูดด้วยท่าทางไม่สบายใจนัก ก่อนหมิงเยว่จะหาทางออกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม


    “เช่นนั้นเจ้าเอาสุราธรรมดาแบบอื่นมาก็ได้” ชายชราน้อมกายลงแล้วกล่าวขอบคุณ


    “ขอบคุณแม่นางที่เห็นใจ หากข้าไม่มีสุราชั้นดี ส่งเข้าไปยังวังหลวง ข้าต้องตายแน่ ๆ” หมิงเยว่พยักหน้าแล้วหันกลับมายังจางซิน


    “ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ขอเทพธิดาจางซินอย่าบังคับเอาเหล้าชั้นดีจากเขาเลย เมตตามนุษย์ผู้นี้สักครั้ง แล้วข้าจะดื่มเป็นเพื่อนท่านเอง” จางซินแสร้งปั้นหน้านิ่ง ก่อนหมิงเยว่จะพูดขึ้น


    “อย่าลืม สถานที่แห่งนี้คือแดนมนุษย์ หากเถ้าแก่ร้านเอาสุราชั้นดีมาให้เรา แล้วผิดคำพูดกับวังหลวง หัวเขามิหลุดจากบ่าเหรอเจ้าคะ”


    “ก็ได้” จางซินถอนหายใจแล้ว แล้วยอมรับ พร้อมรอยยิ้มของหมิงเยว่ปล่อยกว้างออกมาด้วยความโล่งใจ


    “เจ้าเด็กดื้อผู้นี้ แม้นางจะเป็นศัตรูความรักของข้า ทว่าความดีงามของนางทำให้ข้าเกลียดนางไม่ลงจริง ๆ” เทพธิดาจางซินลอบคิดในใจ ทว่าไม่นานนักสุราหลายไหก็ถูกเถ้าแก่ร้านยกมาให้ จางซินไม่รีรอรีบรินสุราใส่จอก แล้วกระดกดื่มอย่างมีความสุข


    “ดูท่า แดนมนุษย์จะเป็นสถานที่ที่เจ้าคุ้นเคยไม่น้อย” หมิงเยว่เอื้อมไปตักอาหารเข้าปากแล้วเลื่อนสายตามองไปรอบ ๆ พร้อมรอยยิ้มอ่อน


    “เมื่อก่อน ข้าชอบแอบท่านพ่อ หนีมายังแดนมนุษย์อยู่บ่อยครั้ง”


    “ทำไมเจ้าถึงชอบมายังแดนมนุษย์” คำถามของจางซินทำให้หมิงเยว่ชะงักนิ่ง แล้วตัดสินใจพูดไปตามความจริง


    “เพราะข้าหวังว่าสักวันจะได้เจอกับประมุขตงหยาง ในบันทึกที่เผ่าวิหคกล่าวไว้ว่า ประมุขตงหยางชอบมายังแดนมนุษย์เช่นกัน” จางซินเลื่อนสายตาไปยังหมิงเยว่ แล้วพูดขึ้นด้วยท่าทางราบเรียบ


    “เจ้าก็เลยคิดจะมาเจอเขาที่แดนมนุษย์งั้นเหรอ” หมิงเยว่พยักหน้ายอมรับ แล้วสังเกตท่าทางของจางซิน ทว่าอีกฝ่ายกลับคีบอาหารและกระดกสุรากินอย่างไม่มีท่าทีสะท้าน รังความแปลกใจให้กับหมิงเยว่เป็นอย่างมาก


    “เหตุใดนางจึงทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ประมุขตงห­ยางเป็นชายที่นางหมายปอง ด้วยนิสัยของเทพธิดาจางซิน เป็นคนที่ไม่ยอมให้ผู้ใดก้าวล่วงได้ เมื่อครู่นางควรต่อว่าหรือแสดงความหึงหวง ทว่าข้ามิอาจเดาใจนางได้เลย”


    “คิดสิ่งใดอยู่”


    “ปะ เปล่าเจ้าค่ะ” หมิงเยว่ปฏิเสธ พลันค่อย ๆ คีบอาหารในจาน ก่อนจางซินจะเห็นนางคีบทีละน้อย จึงจัดการคีบคำใหญ่­­ ­­ให้


    “มัวแต่คีบทีละน้อยเช่นนี้ จะอยู่ท้องได้อย่างไร ไหน ๆ มีโอกาสออกมาเที่ยวเล่นแล้ว เจ้าก็ต้องกินเยอะ ๆ เก็บแรงไว้ฝึกพลังวิญญาณต่อ รู้หรือไม่” นางพูดพร้อมเคี้ยวตุ้ย ๆ เป็นกิริยาที่ห­มิงเยว่ไม่เคยเห็นมาก่อน


    “ก่อนหน้า ข้าใช้เคล็ดวิชาอ่านใจกับนางไม่ได้ วันนี้ข้าจะลองอ่านใจนางดูอีกครั้ง ว่าแท้จริงแล้ว นางมีอดีตเช่นไร” หมิงเยว่คิดได้ดังนั้น จึงหาอุบายจับมือจางซินอีกครั้ง ทว่าเอื้อมมือไปเพียงครึ่งเดียว เสียงโวยวายจากด้านนอกก็ทำให้หมิงเยว่หันกลับไป พบกับชายชุดดำสองสามคน จับตัวเถ้าแก่โรงเตี๊ยมไว้


    “แม่นางทั้งสองช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วย” เถ้าแก่ร้านรู้ว่าห­มิงเยว่ไม่ใช่คนธรรม เมื่ออยู่ในอันตราย จึงเรียกให้นางช่วยด้วยความหวาดหวั่น หมิงเยว่กำลังรีบลุกจากโต๊ะ ทว่ามือของจางซินจับนางไว้ได้ทัน


    “อย่าพึ่งวู่วาม” จางซินสังเกตมองไปยังชายหนุ่มทั้งสามคน แล้วพูดขึ้น


    “ในเมื่อพวกเจ้ามุ่งร้ายต่อเถ้าแก่โรงเตี๊ยม เหตุใดจึงรีรอคล้ายต้องการบางอย่างจากพวกเรา” จางซินเอ่ยถามด้วยท่างทางไว้เชิงตามนิสัย ก่อนชายหนุ่มจะหันมองหน้ากัน แล้วพูดขึ้น


    “ถ้าไม่อยากให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมตาย พวกเจ้าสองก็ต้องไปกับข้า” หมิงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย


    “พวกเราสองคนไม่เคยมีศัตรูที่ไหน พวกเจ้าเป็นใคร ต้องการสิ่งใด” ชายหนุ่มหัวเราะร่วน แล้วใช้อาวุธหน้าตาประหลาดกดลงที่ลำคอของเถ้าแก่ร้าน จนเลือดซึมออกมา


    หมิงเยว่ไม่อาจทนได้ จึงพลังวิญญาณของนางเพื่อช่วยเหลือเถ้าแก่ร้าน ทว่าอีกฝ่ายตอบโต้กลับมาด้วยพลังวิญญาณที่เหนือชั้นกว่า

    คล้ายกับเรื่องใต้เงาจันทราแห่งเผ่ามาร ที่คุณอ่าน