ขณะที่หวังเส้าผิงกำลังลงทะเบียนบัญชีถังฮ่าวก็เงยหน้าขึ้นหลังจากกวาดตามองไปยังผู้คนในห้องประชุมแล้วก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ตอนนี้ฐานที่มั่นของเราก็เข้าที่เข้าทางแล้วเครื่องมือสื่อสารรุ่นใหม่ก็พัฒนาสำเร็จ เครือข่ายก็เริ่มกลับมาใช้งานได้แล้ว พรุ่งนี้ผมวางแผนจะไปที่มหานครแห่งเวทเพื่อไปรับสองคนสำคัญที่สุดในชีวิตของผมมา! ใครที่อยากให้ผมช่วยรับญาติที่อยู่ระหว่างทางบ้างก็ยกมือบอกผมได้เลยผมจะพยายามพาพวกเขามาให้ได้ หรือใครอยากไปรับญาติพร้อมกันก็ยกมือได้เลย!”
ทันทีที่พูดจบผู้คนกว่ายี่สิบคนที่อยู่ในห้องประชุมต่างก็ยกมือขึ้นและทั้งหมดก็นับรวมแล้วได้เก้าคน โดยมีเชียนมู่เซวี่ย โอวหยางมี่มี่ เย่ชิงเฉิง จางเสี่ยวเหาเจียงอี้อิง หลินลี่ เล่อซาซา จางเฉิน และจ้าวไห่
คนทั้งเก้าล้วนมีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ตามเส้นทางจากเมืองแห่งดวงดาวนี้ไปที่มหานครแห่งเวท
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้วเชียนมู่เซวี่ยก็หันมามองถังฮ่าว ก่อนจะเอ่ยด้วยตาเป็นประกาย
“เสี่ยวฮ่าวขอบคุณนะ” ช่วงนี้เชียนมู่เซวี่ยมักจะคิดถึงพ่อแม่ที่อยู่ที่มหานครแห่งเวทเสมอ
แต่เธอก็รู้ดีว่าสาเหตุที่ถังฮ่าวไม่พาเธอไปตามหาพ่อแม่ตั้งแต่วันสิ้นโลกมาเยือนจะต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างแน่
เชียนมู่เซวี่ยเห็นทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นกับตากลุ่มของพวกเขาได้กล้าแกร่งและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาได้ช่วยชีวิตผู้คนมามากมายบัดนี้ฐานที่มั่นก็เข้าที่เข้าทางและทุกคนต่างยอมรับให้ถังฮ่าวเป็นผู้นำ ดังนั้นพอเวลานี้ถังฮ่าวเอ่ยออกมาว่าจะไปมหานครแห่งเวทจึงทำให้เชียนมู่เซวี่ยรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
“เราเป็นแฟนกันแล้วจะพูดคำว่าขอบคุณทำไมกันพรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางไปรับพ่อแม่กัน!” ถังฮ่าวยื่นแขนออกไปโอบเอวของหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะเอ่ยตามขึ้นด้วยรอยยิ้ม
ครู่ต่อมาคนทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องพักหมายเลข13
“พักผ่อนให้เต็มที่นะ”ถังฮ่าวเอ่ย
เชียนมู่เซวี่ยเงยหน้าขึ้นใบหน้าสวยของเธอแดงก่ำ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“คืนนี้ก็ได้…”
หากยังเป็นยุคสงบสุขต่อให้เธอและถังฮ่าวได้ตกลงคบกันก็ตาม แต่เชียนมู่เซวี่ยก็อาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งถึงจะยอมมอบร่างกายตัวเองให้แต่บัดนี้เป็นยุควันสิ้นโลก และเธอก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจของถังฮ่าว ตั้งแต่ก่อนวันสิ้นโลกมาเยือนถังฮ่าวก็เป็นคนแรกที่โทรหาเธอ และช่วยให้เธอได้วิวัฒนาการทันเวลา
ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือที่ห้องสมุดการช่วยเพิ่มระดับวิวัฒนาการสองครั้งรวมถึงเรื่องที่ถังฮ่าวตัดสินใจที่จะไปช่วยเหลือพ่อแม่ของเธอในคืนนี้อีก จึงทำให้เชียนมู่เซวี่ยตัดสินใจสลัดความกังวลทั้งหมดในใจทิ้งและมอบตัวเองให้ถังฮ่าวอย่างหมดหัวใจ
หา?
คืนนี้ก็ได้?
นี่หมายความว่าอย่างไร?
ถังฮ่าวถึงกับอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะเข้าใจในทันที!
วินาทีต่อมาดวงตาของเขาก็เป็นประกาย
ถังฮ่าวรีบช้อนตัวหญิงสาวขึ้นมาโอบอุ้มในท่าเจ้าหญิงก่อนจะก้าวเข้าไปในห้อง!
“ขึ้น...ขึ้นไปชั้นบนสิ” เชียนมู่เซวี่ยเอ่ยเสียงเบา ใบหน้าสวยของเธอแดงก่ำไปจนถึงลำคอ!
หลังจากขึ้นไปบนชั้นสองของห้องพักแล้วถังฮ่าวก็ปิดประตูก่อนจะก้มลงประกบจูบริมฝีปากเล็กๆ ของเชียนมู่เซวี่ยทันที
ครู่ต่อมาเชียนมู่เซวี่ยก็ดิ้นหลุดจากอ้อมกอดของถังฮ่าวและเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ฉัน...ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ”
ถังฮ่าวเอ่ยตอบด้วยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ตกลงไปอาบด้วยกันเถอะ!” พูดจบก็ทำท่าจะเดินตามเชียนมู่เซวี่ยเข้าไปในห้องน้ำด้วย แต่กลับถูกเชียนมู่เซวี่ยผลักออกมาด้วยความเขินอาย
“ไม่ได้!”
ถังฮ่าวหัวเราะ
ยัยเด็กคนนี้ใกล้จะทำบางอย่างกันแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่อยากอาบน้ำด้วยกันเนี่ยนะ
ฮ่าๆช่างขี้อายจริงๆ
ถังฮ่าวนั่งลงบนเตียงพอได้ยินเสียงน้ำไหลจากในห้องน้ำแล้วก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากกวาดตามองไปรอบๆห้องนอนของเชียนมู่เซวี่ยแล้วก็พบว่าห้องนี้กว้างขวางมาก ที่นี่มีพื้นที่ประมาณห้าสิบตารางเมตรเลย!
ภายในมีทั้งห้องแต่งตัวห้องน้ำ และประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ ที่มองเห็นวิวสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้าได้
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในห้องคือเตียงขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้จันทน์หอม!ด้านข้างก็เป็นโต๊ะเครื่องแป้งสุดหรูที่ทำจากไม้จันทน์หอมเช่นเดียวกัน
เตียงถูกปูด้วยผ้าห่มผืนใหม่ผ้าห่มสีชมพูก็เป็นลวดลายนกเป็ดน้ำที่กำลังเล่นน้ำกัน ส่วนผ้าปูที่นอนนั้นเป็นสีขาวบริสุทธิ์
เมื่อเห็นภาพนี้ถังฮ่าวก็แย้มยิ้มกว้างมากขึ้น
ประตูห้องน้ำถูกเปิดออกเบาๆก่อนที่เชียนมู่เซวี่ยที่นุ่งห่มด้วยผ้าขนหนูผืนใหญ่จะก้าวเดินออกมา
ดวงตาของถังฮ่าวเบิกกว้างขึ้นเพราะเชียนมู่เซวี่ยที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ งดงามจนน่าตกตะลึงมาก เส้นผมสีดำขลับที่ถูกเป่าหมาดทิ้งตัวลงบนหลังอย่างพลิ้วไหวไหปลาร้าที่งดงาม ขาที่เรียวยาว รับกับใบหน้าที่งดงามมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่งามที่แฝงไปด้วยความขวยเขินชวนให้หลงใหลมาก
ภาพที่เห็นนี้ทำเอาถังฮ่าวแทบจะหยุดหายใจ
“มองอะไร? รีบไปอาบน้ำได้แล้ว!” เชียนมู่เซวี่ยเอ่ยพลางชำเลืองมาทางถังฮ่าว
“รู้แล้ว!”ถังฮ่าวรีบถอดเสื้อผ้าออกก่อนจะคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กมาพันไว้ที่เอว แล้วรีบวิ่งเข้าห้องน้ำทันที!
เมื่อถังฮ่าวอาบน้ำเสร็จเชียนมู่เซวี่ยก็นอนอยู่บนเตียงแล้ว
ตอนที่ถังฮ่าวเลิกผ้าห่มออกเลือดกำเดาของเขาก็แทบจะพุ่งออกมา หลังจากปลดผ้าขนหนูออกแล้วก็โถมตัวขึ้นไปบนเตียง
...
ณชั้นสิบสองของห้องชุดสิบประการสิริ
“เพียะ!”จางอวิ๋นจือตีมือของชิวอวิ๋นเอียนออก ก่อนเอ่ยเสียงเบา
“ยัยเด็กบ้าแค่แอบปีนขึ้นเตียงฉันก็ว่าไปอย่าง ตอนนี้มืออีกข้างของเธอกำลังจะล้วงอะไรน่ะ?”
ชิวอวิ๋นเอียนทำเสียงออดอ้อน“พี่จือจือ ถ้าไม่จับพี่ ฉันก็ต้องจับตัวเองสิ! คนกำลังทรมาน ขอจับหน่อยไม่ได้เหรอ”
“ยัยเด็กบ้าถ้าอยากขนาดนั้นก็ลงไปหาผู้ชายข้างล่างสิ! ภายในฐานที่มั่นของเรามีตั้งเยอะแยะ!”
“ฮิๆฉันไม่เอาพวกนั้นหรอก มีแต่เด็กน้อยกับลุงแก่ๆ ทั้งนั้นใครจะไปเทียบกับหัวหน้าของพวกเราได้ ทั้งแข็งแกร่งทั้งกำยำขนาดเจ้ใหญ่ยังถูกเขารังแกมานานเกือบชั่วโมงแหนะ!”
“ไม่ใช่เกือบชั่วโมงแล้วละ!แต่เป็นหนึ่งชั่วโมงกับห้านาทีต่างหาก!”จางอวิ๋นจือเหลือบมองนาฬิกาข้างเตียงก่อนจะเอ่ยขึ้น
“โอ้โห!นานกว่าชั่วโมงอีกเหรอ ทำไมหัวหน้าถึงอึดขนาดนี้เนี่ย?”
“หัวหน้าของพวกเราเป็นถึงผู้วิวัฒนาการระดับ4 จึงมีพละกำลังมากกว่าสามพันจินแล้ว ส่วนเจ้ใหญ่ก็เป็นถึงผู้วิวัฒนาการระดับ 3 จึงมีร่างกายแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปถึงสิบเท่าดังนั้นต้องอึดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เธอยังจำหนังเรื่องแวมไพร์ทไวไลท์ที่เราดูเมื่อปีที่แล้วได้ไหม?”
“จำได้สิพวกเขาเล่นกันจนเตียงพังและเกือบจะทุบบ้านทิ้งเลยด้วยซ้ำ”
“ลองนึกภาพนั้นแล้วมาย้อนดูหัวหน้ากับเจ้ใหญ่ก็จะไม่รู้สึกแปลกใจแล้วละนี่แน่ะ ยังจะมาจับฉันอีกเหรอ ถ้าเธอยังซนแบบนี้ ฉันจะจับเธอคืนบ้างแล้วนะ!”
หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนานหญิงสาวทั้งสองก็หอบหายใจ
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งชิวอวิ๋นเอียนก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“พี่จือจือพี่ฟังสิ เจ้ใหญ่กับหัวหน้ายัง... โอ๊ย! เสียงดังขนาดนี้ พวกเขาจะไม่พังเตียงจริงๆใช่ไหม?”
“นอนได้แล้วยัยเด็กบ้า!”จางอวิ๋นจือพูดพร้อมกับกัดฟันและห่มผ้าคลุมโปง
แต่ไม่ถึงสองนาทีก็มีเสียงกัดฟันของจางอวิ๋นจือดังขึ้นอีกครั้ง
“ยัยเด็กบ้า!เดี๋ยววันนี้ฉันจะขย้ำเธอเอง”
ชั่วขณะนั้นเองก็มีเสียงครางที่เร่าร้อนดังไปทั่วราวกับทุกห้องต่างก็พากันบรรเลงบทเพลงรักอยู่
...
เย่ชิงเฉิงเปิดประตูห้องเข้ามาก่อนจะอุทานดัง
“เอ๊ะ? มี่มี่!”
“พี่ชิงเฉิงคืนนี้ฉันนอนกับพี่นะ!”
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ฉันคิดถึงพี่ชิงเฉิงเลยอยากนอนด้วยน่ะ!”โอวหยางมี่มี่ย่อตัวลงพร้อมกับเงยหน้ามองด้วยท่าทางน่ารัก
“ได้สิ!”เย่ชิงเฉิงก้าวไปข้างหน้าก่อนจะดึงโอวหยางมี่มี่ขึ้นมาและเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม