บุปผาคืนชะตา หมื่นวิญญาณคำนับนาง

    ตอนที่ 30 บุปผาคืนชะตา ( จบภาคหนึ่ง )

    บุปผาคืนชะตา หมื่นวิญญาณคำนับนาง

    ตอนที่ 30 บุปผาคืนชะตา (จบภาคหนึ่ง)

    หลังเสียงกลองศึกครั้งที่สามจางหาย เมืองหลวงก็กลับเข้าสู่ความเงียบ

    แต่ไม่มีผู้ใดหลับลงได้จริง

    เงาประตูเหนือยังคงปรากฏอยู่บนท้องฟ้าจนถึงยามใกล้รุ่ง รอยแยกสีดำทอดผ่านหมู่เมฆ ด้านหลังมีทหารคนตายนับหมื่นยืนเรียงแถว พวกเขาไม่เคลื่อนไหว ไม่ส่งเสียง เพียงเฝ้ามองเมืองหลวงจากระยะไกล ราวกับกองทัพทั้งกองกำลังรอคำสั่งเพียงคำเดียว

    ใต้ประตูนั้น ธงดำไร้ตราราชวงศ์โบกสะบัดอยู่กลางลมหนาว

    ชื่อหลี่เฉิงเยี่ยบนผืนธงยังเห็นชัด

    อดีตทายาทจวนฉีหลิง
    พี่ชายของหลี่เฟิงเหยียน
    บุรุษที่ราชสำนักประกาศว่าตายไปแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน

    และบัดนี้ เขากลับมาในฐานะแม่ทัพคนตาย

    พร้อมคำขอเจ้าสาว

    เสิ่นจื้อหยวนสั่งปิดประตูเมืองชั้นนอกตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง ทหารประจำการตามกำแพงทุกด้าน โรงม้าถูกตรวจ หอส่งสารถูกเฝ้า และขุนนางทุกคนที่เคยติดต่อเมืองหิมะดำถูกเรียกสอบทันที

    แต่ไม่ว่ามนุษย์เตรียมพร้อมเพียงใด ไม่มีผู้ใดตอบได้ว่ากำแพงเมืองจะหยุดทหารที่ตายแล้วได้หรือไม่

    ในเรือนหลันฮวา เสิ่นเยว่หลันยืนอยู่หน้าหน้าต่าง

    ลมหายใจนางเป็นไอขาว

    อากาศหนาวผิดฤดูยังไม่หายไป แม้ฟ้าด้านตะวันออกเริ่มมีแสง

    บนโต๊ะข้างกายวางปิ่นเจ้าสาวสีแดงซึ่งองครักษ์นำกลับมาจากศพทหารบนถนน

    ปิ่นนั้นทำจากทองแดงเก่า
    ปลายปิ่นเป็นรูปดอกไม้หกกลีบ
    ด้ามพันด้ายแดงซึ่งเปื้อนเลือดแห้ง
    และใต้กลีบดอกมีอักษรสลักเล็กมาก

    คืนเจ้าสาวให้เมืองหิมะดำ

    เยว่หลันยังไม่ได้แตะมันโดยตรง

    เพราะทุกครั้งที่เข้าใกล้ ตราเหมยโลหิตในอกจะสั่น

    ไม่ใช่ความกลัว

    แต่เป็นการตอบรับ

    เหมือนปิ่นกำลังจำบางสิ่งในตัวนาง

    เสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง

    หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามา

    เขาเปลี่ยนจากชุดพิธีในราชสำนักเป็นชุดสีดำเรียบ กระบี่จันทร์ดำที่แตกร้าวถูกเก็บไว้ในฝักใหม่ชั่วคราว ใบหน้ายังคงซีด แต่จังหวะลมหายใจมั่นคงขึ้น

    เยว่หลันไม่ได้หันกลับ

    “ท่านควรพัก”

    “เจ้าก็เช่นกัน”

    “ข้าไม่ได้มีหัวใจวิญญาณแตกร้าว”

    “แต่เจ้าแบ่งความเจ็บไปจากข้า”

    “ท่านจึงควรพักให้เร็ว เพื่อไม่ให้ข้าเจ็บตาม”

    หลี่เฟิงเหยียนหยุดข้างนาง

    สายตาเขามองปิ่นเจ้าสาวบนโต๊ะ

    ความเงียบระหว่างทั้งสองไม่ใช่ความอึดอัด

    แต่เป็นสิ่งที่หนักเกินกว่าจะรีบเอ่ย

    ในที่สุด เยว่หลันถาม

    “หลี่เฉิงเยี่ยเป็นคนเช่นไร”

    หลี่เฟิงเหยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง

    “ตอนยังมีชีวิต เขาเป็นคนที่คนทั้งจวนเชื่อว่าจะได้สืบตำแหน่งฉีหลิงอ๋อง”

    “เก่งกว่าท่าน?”

    “หลายด้าน”

    “รวมถึงด้านพูดความจริงหรือไม่”

    เขาหันมามองนาง

    เยว่หลันสบตาตรง ๆ

    “ท่านสัญญาว่าจะไม่ปิดบัง”

    “ข้าจำได้”

    เขาเดินไปที่หน้าต่าง

    ลมหนาวพัดชายแขนเสื้อ

    “พี่ชายข้าเป็นคนอ่อนโยนกับคนในจวน แต่เด็ดขาดในสนามรบ เขาไม่ชอบราชสำนัก ไม่ไว้ใจพระลัญจกร และเคยกล่าวว่าทหารไม่ควรตายเพราะคนในเมืองหลวงขีดเส้นบนแผนที่”

    “แล้วเหตุใดเขาจึงไปเมืองหิมะดำ”

    “ได้รับราชโองการให้คุ้มกันเสบียงไปชายแดนเหนือ”

    “ราชโองการจริงหรือปลอม”

    “ตราจริง”

    “แต่ผู้สั่งอาจไม่ใช่ฮ่องเต้”

    “ใช่”

    เขามองป้ายทหารของบิดาที่วางอยู่ในกล่องดำ

    “พี่ชายกับบิดาออกไปพร้อมกัน กองทัพหายทั้งกอง ไม่มีศพกลับมา มีเพียงรายงานว่าเมืองหิมะดำเกิดหิมะถล่ม และทุกคนเสียชีวิต”

    “ท่านเชื่อหรือ”

    “ตอนเด็ก ข้าเชื่อ”

    “ภายหลัง?”

    “ข้าเคยไปที่นั่น”

    เยว่หลันหันมามองเต็มตัว

    “เมื่อใด”

    “เจ็ดปีก่อน”

    “ผู้เดียว?”

    “กับทหารจวนฉีหลิงสิบสองคน”

    “กลับมากี่คน”

    เขาเงียบ

    นางเข้าใจทันที

    “ท่านคนเดียว”

    หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า

    “พวกเขาไม่ตายจากศัตรู”

    “แล้วตายจากอะไร”

    “เสียงเรียก”

    ความหนาวในห้องเหมือนเพิ่มขึ้น

    เขากล่าวต่อ

    “ทุกคืน เมืองหิมะดำจะเรียกชื่อคนที่ทหารคิดถึงที่สุด บางคนได้ยินเสียงภรรยา บางคนได้ยินเสียงมารดา บางคนได้ยินเสียงลูกที่ตายไปแล้ว พวกเขาเดินออกจากค่ายทีละคน และหายไปในหิมะ”

    “ท่านได้ยินเสียงผู้ใด”

    หลี่เฟิงเหยียนมองนาง

    “พี่ชาย”

    “เขาพูดอะไร”

    “ให้ข้าเดินไปหา”

    “แล้วท่านไม่ไป?”

    “ข้าไป”

    เยว่หลันชะงัก

    “แต่กระบี่จันทร์ดำตัดทางไว้ก่อนข้าข้ามเขตประตู”

    เขายกมือแตะฝักกระบี่

    “ข้าเห็นพี่ชายยืนอยู่กลางหิมะ เขาไม่ได้แก่ลง ไม่ได้เน่า ไม่เหมือนวิญญาณ แต่ดวงตาไม่มีความเป็นมนุษย์ เขาบอกว่าเมืองหิมะดำยังขาดคนหนึ่ง”

    “ผู้ถือเหมยโลหิต?”

    “ตอนนั้นข้ายังไม่รู้”

    “แล้วเหตุใดจดหมายบิดาท่านจึงเรียกเจ้าสาวของแม่ทัพคนตาย”

    “เพราะประตูเหนือใช้พิธีแต่งงานเชื่อมแม่ทัพผู้ตายกับผู้ควบคุมวิญญาณ หากพิธีสำเร็จ กองทัพทั้งหมดจะมีนายหญิงคนใหม่”

    เยว่หลันมองปิ่นเจ้าสาว

    “และทหารทุกดวงจะอยู่ใต้คำสั่งข้า”

    “หรือประตูจะใช้ร่างเจ้าสั่งพวกเขา”

    นางเงียบ

    นี่ไม่ใช่เพียงการลักพาตัว

    เป็นการเปลี่ยนผู้ถือเหมยโลหิตให้เป็นราชินีของกองทัพคนตาย

    หลี่เฟิงเหยียนกล่าว

    “ดังนั้นเจ้าจะไม่ไป”

    เยว่หลันหันไป

    “ท่านเพิ่งเล่าเรื่องทั้งหมดแล้วกลับมาตัดสินใจแทนข้าอีกหรือ”

    เขานิ่ง

    “ข้ากำลังบอกความเห็น”

    “ด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง”

    “เพราะความเห็นนี้ไม่เปลี่ยน”

    “ของข้าก็ไม่เปลี่ยน”

    “เจ้าจะไป?”

    “ใช่”

    เขาหันมาเต็มตัว

    “ไม่”

    “หลี่เฟิงเหยียน”

    “คนที่นั่นต้องการเจ้าเป็นภาชนะ”

    “และหากข้าไม่ไป กองทัพคนตายจะเดินมาถึงเมืองหลวงในเจ็ดวัน”

    “ข้าจะไปแทน”

    “พวกเขาไม่ได้เรียกท่านเป็นเจ้าสาว”

    “ข้าจะไปฆ่าแม่ทัพ”

    “เขาเป็นพี่ชายท่าน”

    “ยิ่งต้องเป็นข้า”

    เยว่หลันมองเขา

    ภายใต้สีหน้าเย็นชา มีความกลัวที่เจ้าตัวไม่ยอมเอ่ย

    ไม่ใช่เพียงกลัวนางตาย

    แต่กลัวต้องเผชิญหน้าพี่ชายอีกครั้ง

    กลัวว่าหลี่เฉิงเยี่ยยังมีความเป็นมนุษย์อยู่
    หรือกลัวว่าไม่มีแล้ว

    นางเดินเข้าไปใกล้

    “ท่านจะไปคนเดียวหรือ”

    “ใช่”

    “แล้วหากประตูใช้เสียงข้าเรียกท่าน?”

    หลี่เฟิงเหยียนเงียบ

    “ท่านเคยเดินตามเสียงพี่ชายมาแล้ว” นางกล่าว “ครั้งนี้ถ้ามันใช้เสียงข้า ท่านแน่ใจหรือว่าจะหยุดได้”

    “ข้าจะหยุด”

    “ท่านชอบคิดว่าตนทำทุกอย่างคนเดียวได้”

    “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเสี่ยง”

    “แต่ยอมให้ตนเองเสี่ยง”

    “ต่างกัน”

    “ตรงไหน”

    เขาตอบไม่ได้ทันที

    เยว่หลันจับมือเขา

    แสงคู่ผนึกใต้ผิวทั้งสองสว่างขึ้น

    “ชีวิตเราผูกกันแล้ว หากท่านตาย ข้าอาจถูกดึงตาม”

    “ข้าจะหาทางถอนก่อนออกเดินทาง”

    “แล้วถ้าถอนไม่ได้”

    เขามองมือที่ถูกจับ

    นางกล่าวต่อ

    “ต่อให้ถอนได้ ข้าก็จะไป”

    “เหตุใด”

    “เพราะวิญญาณนับหมื่นเรียกข้า”

    “เจ้าไม่ได้เป็นหนี้คนตายทุกคน”

    “ข้ารู้”

    เยว่หลันตอบอย่างสงบ

    “แต่ข้ามีพลังที่อาจช่วยได้ และข้าเลือกใช้มัน”

    คำว่าเลือกทำให้เขานิ่ง

    นางไม่ได้ไปเพราะคำสั่ง
    ไม่ได้ไปเพราะถูกบังคับให้เป็นกุญแจ
    ไม่ได้ไปเพราะความรู้สึกผิด

    นางเลือกเอง

    “ท่านห้ามข้าได้หรือ” เยว่หลันถาม

    หลี่เฟิงเหยียนถอนหายใจช้า ๆ

    “ไม่ได้”

    “ดี”

    “แต่ข้ามีเงื่อนไข”

    “ว่ามา”

    “ห้ามเข้าเมืองหิมะดำโดยไม่มีข้า”

    “ตกลง”

    “ห้ามแตะปิ่นเจ้าสาวจนกว่าจะตรวจผนึก”

    “ตกลง”

    “ถ้าประตูเรียกชื่อเจ้า ห้ามตอบ”

    “แล้วถ้าใช้เสียงท่าน?”

    “ยิ่งห้ามตอบ”

    เยว่หลันยิ้มบาง

    “ข้าจะจำ”

    เขามองนาง

    “และหากต้องเลือกหนีคนเดียว—”

    “ไม่เลือก”

    “เยว่หลัน”

    “เราจะหาทางกลับด้วยกัน”

    “หากไม่มีทาง?”

    นางจับมือเขาแน่นขึ้น

    “เมื่อถึงตอนนั้น ค่อยตัดสินใจด้วยกัน”

    หลี่เฟิงเหยียนมองนางอยู่นาน

    ก่อนพยักหน้า

    “ด้วยกัน”

    คำนี้สั้น

    แต่มั่นคง


    เจ็ดวันหลังศึกตำหนักคุนหนิงผ่านไปเร็วกว่าที่ทุกคนต้องการ

    ตลอดเจ็ดวัน จวนเสิ่นไม่ได้มีงานฉลอง ไม่มีแขก และไม่มีพิธีใหญ่

    ประตูจวนเปิดรับเพียงคนที่มีชื่อในบ้าน

    หลินหว่านชิงใช้เวลาทุกวันอย่างคนที่รู้ว่าตนมีไม่มาก

    วันแรก นางเดินดูทุกเรือนในจวน

    เรือนเก่าบางหลังถูกรื้อ
    ต้นไม้หลายต้นสูงขึ้น
    บ่าวที่เคยเป็นเด็กกลายเป็นผู้ใหญ่
    บางคนจากไป
    บางคนมีลูกหลาน

    นางเรียกชื่อทุกคนที่จำได้

    คนที่ถูกเรียกร้องไห้แทบทั้งหมด

    วันที่สอง นางนั่งในครัว สอนชิงหลัวทำขนมดอกเหมย

    ชิงหลัวใส่น้ำตาลมากเกินไป
    เยว่หลันแอบชิมก่อนสุก
    เสิ่นจื้อหยวนบอกว่ารสชาติดีทั้งที่หวานจนแทบกลืนไม่ได้

    หลินหว่านชิงจึงดุสามีกับลูกพร้อมกัน

    วันที่สาม นางไปเยี่ยมอวี้หรง

    หญิงสาวเริ่มลุกนั่งได้ แต่ยังเดินไม่ได้

    ทั้งสองพูดกันนาน

    ไม่มีผู้ใดรู้เนื้อหาทั้งหมด

    เมื่อหลินหว่านชิงออกมา อวี้หรงร้องไห้

    แต่สายตากลับสงบขึ้น

    วันที่สี่ นางไปหอบรรพชน

    ใช้มือโปร่งแสงเช็ดชื่อของตนเองบนป้าย
    เขียนชื่อเสี่ยวถงเพิ่มในสมุดคนของจวน
    และขอให้เสิ่นจื้อหยวนตั้งป้ายเล็กใต้ต้นเหมย

    บนป้ายเขียนว่า

    เสี่ยวถง
    เด็กผู้เปิดประตูให้ผู้อื่นกลับบ้าน

    วันที่ห้า หลินหว่านชิงพาเยว่หลันไปยังห้องลับใต้เรือนหลันฮวา

    มอบตำราเก่าแก่สามเล่ม
    เข็มเงินของตน
    และแผนที่ประตูวิญญาณที่วาดไว้ไม่สมบูรณ์

    บนแผนที่มีวงกลมห้าวง

    เมืองหลวง
    ชายแดนเหนือ
    นครไร้นามทางตะวันตก
    สุสานทะเลทรายทางใต้
    และประตูสุดท้ายซึ่งไม่มีตำแหน่ง

    “ประตูสุดท้ายอยู่ที่ใดเจ้าคะ” เยว่หลันถาม

    “ไม่มีผู้ใดรู้”

    “ชิงเยาไม่รู้หรือ”

    “นางรู้เพียงว่าประตูบานนั้นไม่อยู่กับที่”

    “มันเคลื่อนไหว?”

    “หรือปรากฏเฉพาะเมื่อสี่บานแรกเปิด”

    เยว่หลันมองแผนที่

    ชะตาของนางไม่ได้จบที่ตำหนักคุนหนิงจริง

    เพียงเริ่มมองเห็นเส้นทางที่ยาวกว่าเดิม

    วันที่หก หลินหว่านชิงอยู่กับเสิ่นจื้อหยวนตามลำพัง

    ไม่มีผู้ใดรบกวน

    พวกเขานั่งใต้ต้นเหมยตั้งแต่เช้าถึงค่ำ

    บางครั้งพูด
    บางครั้งเงียบ
    บางครั้งหัวเราะ
    และบางครั้งร้องไห้

    เมื่อเยว่หลันเดินผ่านในตอนเย็น นางเห็นบิดากำลังเล่าเรื่องทุกปีที่มารดาไม่อยู่

    เล่าว่าลูกเริ่มอ่านหนังสือเล่มแรกเมื่อใด
    เริ่มขี่ม้าเมื่อใด
    เคยปีนกำแพงหนีบทเรียนอย่างไร
    เคยร้องไห้เพราะขนมตกพื้น
    และโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่ไม่ยอมก้มให้ใคร

    หลินหว่านชิงฟังทุกเรื่อง

    เหมือนกำลังเก็บปีที่หายไปกลับเข้าหัวใจ

    คืนวันที่หก นางเรียกเยว่หลันมานอนข้างกาย

    แม้ร่างวิญญาณไม่ต้องนอน

    แต่แม่ลูกนอนเคียงกันบนเตียงเก่าเหมือนเมื่อสิบหกปีก่อน

    เยว่หลันจับมือมารดา

    กลัวว่าหากปล่อย นางจะจากไปก่อนเช้า

    หลินหว่านชิงถาม

    “กลัวหรือ”

    “เจ้าค่ะ”

    “กลัวแม่ไป?”

    “กลัวทุกอย่างกลับเป็นเหมือนเดิม”

    “ไม่มีสิ่งใดกลับเป็นเหมือนเดิม”

    เยว่หลันมองนาง

    มารดายิ้ม

    “เพราะครั้งนี้เจ้าจำได้ว่าแม่รักเจ้า”

    น้ำตาเยว่หลันไหล

    “ลูกยังมีเรื่องอยากถามมากมาย”

    “ถามสิ”

    “ท่านชอบสีใดที่สุด”

    “สีเขียวอ่อน”

    “อาหารที่เกลียด?”

    “รากบัวต้มจนเละ”

    “ท่านพบรักท่านพ่ออย่างไร”

    หลินหว่านชิงหัวเราะ

    “เขาเดินเหยียบกล่องยาของแม่แตก แล้วบอกว่าจะชดใช้ด้วยการแต่งงาน”

    เยว่หลันหัวเราะทั้งน้ำตา

    “ท่านพ่อตรงไปตรงมาเช่นนั้นตั้งแต่หนุ่มเลยหรือ”

    “หนักกว่าตอนนี้”

    คำถามเล็ก ๆ ถูกถามจนดึก

    สิ่งที่ควรมีเวลาทั้งชีวิตเรียนรู้ ถูกเก็บรวบรวมในคืนเดียว

    ก่อนฟ้าสาง เยว่หลันถามคำสุดท้าย

    “ท่านแม่เสียใจหรือไม่ที่ให้กำเนิดลูก”

    หลินหว่านชิงหันมา

    ดวงตาอ่อนโยนอย่างที่สุด

    “ไม่เคย”

    “แม้เพราะลูก ท่านต้องถูกเลือกเป็นผู้เฝ้าผนึก?”

    “แม่ไม่ได้ถูกเลือกเพราะเจ้าเกิด”

    นางแตะแก้มลูก

    “แม่เลือกปกป้องเจ้า เพราะเจ้าคือสิ่งที่แม่รัก”

    “ต่างกันหรือเจ้าคะ”

    “ต่าง”

    เสียงมารดาชัดเจน

    “การเสียสละที่ถูกคนอื่นบังคับคือโซ่ แต่การปกป้องที่เราเลือกเองคือความรัก”

    เยว่หลันหลับตา

    จดจำถ้อยคำนั้นไว้

    “แล้วถ้าวันหนึ่งลูกต้องเลือกปกป้องคนอื่น?”

    “ถามตนเองก่อนว่า เจ้ายอมรับราคาหรือไม่”

    “ถ้ายอม?”

    “ก็เลือกโดยไม่ต้องให้ความเจ็บทำให้คนอื่นเป็นหนี้เจ้า”

    เยว่หลันพยักหน้า

    “ลูกจะจำ”

    หลินหว่านชิงกอดนาง

    “แม่รู้”


    วันที่เจ็ดมาถึงพร้อมดอกเหมยบานเต็มต้น

    ทั้งที่ไม่ใช่ฤดู

    ลมเช้าพัดกลีบสีแดงลงทั่วสวน

    ทุกคนในจวนมารวมตัวใต้ต้นเหมย

    เสิ่นจื้อหยวนยืนข้างภรรยา

    เขาไม่ได้สวมเกราะ
    ไม่มีดาบ
    มีเพียงชุดสีเข้มธรรมดา เหมือนชายผู้หนึ่งกำลังมาส่งคนรัก

    เยว่หลันยืนอีกด้าน

    ชิงหลัวอยู่ข้างหลัง น้ำตาไหลตั้งแต่ยังไม่มีใครพูด

    อวี้หรงถูกพามาด้วยเก้าอี้ล้อ นางถือป้ายชื่อหลี่เหวินเจาไว้บนตัก

    หลัวมามาคุกเข่าใกล้กล่องหัวใจ

    ราชครูเฮยกับเยี่ยนชางยืนห่างออกไป

    แม้แต่หลี่เฟิงเหยียนก็มาถึง แต่ยืนใต้เงาต้นไม้อีกด้าน ให้พื้นที่แก่ครอบครัว

    หลินหว่านชิงมองทุกคน

    “ไม่ต้องคุกเข่า”

    บ่าวหลายคนยังคงคุกเข่า

    นางจึงยิ้ม

    “เช่นนั้นตามใจ”

    เสียงหัวเราะปนสะอื้นดังเบา ๆ

    นางหันไปหาอวี้หรงก่อน

    “เจ้าจะเริ่มทำบัญชีเมื่อใด”

    “เมื่อเดินได้เจ้าค่ะ”

    “อย่าฝืน”

    อวี้หรงยิ้มบาง

    “คำนี้พี่หญิงพูดทุกวัน”

    “เพราะเจ้าทั้งคู่ดื้อ”

    นางก้มศีรษะ

    “ขอบคุณที่ไม่เกลียดข้าจนไม่ยอมมอง”

    หลินหว่านชิงตอบตรง

    “ข้ายังโกรธสิ่งที่เจ้าเคยทำ”

    อวี้หรงพยักหน้า

    “ข้าทราบ”

    “แต่ข้าไม่ต้องการให้ความโกรธของข้ากำหนดทั้งชีวิตเจ้า”

    น้ำตาอวี้หรงไหล

    “ข้าจะใช้ชีวิตให้ดี”

    “ไม่ต้องใช้เพื่อพิสูจน์ให้ข้าเห็น”

    หลินหว่านชิงกล่าว

    “ใช้เพราะมันเป็นชีวิตของเจ้า”

    อวี้หรงก้มศีรษะ

    “เจ้าค่ะ”

    จากนั้นหลินหว่านชิงหันไปหาชิงหลัว

    สาวใช้ร้องไห้หนักขึ้นทันที

    “ฮูหยิน…”

    “ดูแลตัวเองก่อนดูแลคุณหนูเจ้า”

    “บ่าวทำไม่ได้เจ้าค่ะ”

    “เหตุใด”

    “คุณหนูชอบหาเรื่องอันตราย”

    เยว่หลันหันมามอง

    “ชิงหลัว”

    สาวใช้สะอื้น

    “จริงนี่เจ้าคะ”

    หลินหว่านชิงหัวเราะ

    “เช่นนั้นช่วยกันดูแลทั้งสองคน”

    ชิงหลัวพยักหน้าแรง

    “เจ้าค่ะ”

    หลัวมามาคลานเข้ามาใกล้

    “ฮูหยิน…”

    หลินหว่านชิงยื่นมือไป

    “ท่านอยู่กับข้ามานานเกินไปแล้ว”

    หลัวมามาส่ายหน้า

    “ยังไม่พอเจ้าค่ะ”

    “ช่วยอยู่กับหลันเอ๋อร์แทนข้า”

    “บ่าวจะอยู่จนกว่าจะเดินไม่ไหว”

    “ต่อให้เดินไม่ไหว ก็ยังพูดเตือนได้”

    หลัวมามาร้องไห้และหัวเราะพร้อมกัน

    “ฮูหยินยังชอบสั่งเหมือนเดิม”

    “ครั้งสุดท้ายแล้ว”

    คำว่าครั้งสุดท้ายทำให้ทุกคนเงียบลง

    หลินหว่านชิงหันไปหาสามี

    เสิ่นจื้อหยวนยืนตัวตรง

    แต่ดวงตาแดง

    “ข้ามีเรื่องจะขอ” นางกล่าว

    “บอกมา”

    “อย่าอยู่คนเดียวเพราะคิดว่าการมีความสุขใหม่คือการทรยศข้า”

    สีหน้าเขาแข็งขึ้น

    “หว่านชิง”

    “ฟังให้จบ”

    “ข้าไม่ต้องการ—”

    “จื้อหยวน”

    นางเรียกชื่อเขา

    เขาจึงเงียบ

    “ข้าไม่ได้สั่งให้ท่านรักใครใหม่” นางกล่าว “เพียงขอว่าอย่าปิดประตูชีวิตตนเองเพื่อพิสูจน์ว่ารักข้ามากเพียงใด”

    น้ำตาเสิ่นจื้อหยวนไหล

    “ข้าไม่ต้องพิสูจน์”

    “ดี”

    นางยิ้ม

    “เพราะข้ารู้อยู่แล้ว”

    เขาหลับตาลง

    หลินหว่านชิงเข้าไปกอด

    แขนโปร่งแสงโอบรอบร่างแม่ทัพ

    เสิ่นจื้อหยวนยกมือกอดตอบ

    แม้สัมผัสแทบไม่มี

    แต่เขากอดแน่นเหมือนครั้งสุดท้ายที่ยังมีชีวิตร่วมกัน

    “ข้ารักเจ้า” เขากล่าว

    “ข้ารู้”

    “ข้าจะรักเจ้าไปจนตาย”

    “ข้ารู้”

    “แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าไป”

    เสียงเขาแตก

    หลินหว่านชิงร้องไห้

    “ข้ารู้”

    ไม่มีคำปลอบใดทำให้การจากลาง่ายขึ้น

    นางจึงไม่พูดว่าทุกอย่างจะดี

    เพียงยอมรับว่าเจ็บ

    และอยู่ในอ้อมแขนเขาจนลมพัดผ่าน

    จากนั้นจึงหันมาหาบุตรี

    เยว่หลันพยายามยิ้ม

    แต่ริมฝีปากสั่น

    “ท่านแม่”

    “หลันเอ๋อร์”

    “ลูกยังไม่พร้อม”

    “ไม่มีผู้ใดพร้อมจริง”

    “อยู่ต่ออีกวันได้หรือไม่”

    หลินหว่านชิงมองแสงที่เริ่มปรากฏเหนือกล่องหัวใจ

    “หากอยู่ต่อ วิญญาณแม่จะเริ่มเกาะโลกคนเป็นอีกครั้ง”

    เยว่หลันน้ำตาไหล

    “ลูกเข้าใจ”

    แต่ความเข้าใจไม่ได้ทำให้ยอมง่าย

    หลินหว่านชิงจับมือลูก

    “มองแม่”

    เยว่หลันเงยหน้า

    “เจ้าไม่ได้เสียแม่เป็นครั้งที่สอง”

    “แต่ท่านกำลังจากไป”

    “ใช่”

    “ต่างกันอย่างไร”

    “ครั้งแรก แม่จากไปพร้อมชื่อที่ถูกลบ ความจริงถูกฝัง และหัวใจถูกขโมย”

    นางยิ้มทั้งน้ำตา

    “ครั้งนี้แม่ไปพร้อมชื่อของตนเอง พร้อมหัวใจครบ และรู้ว่าลูกเติบโตเป็นคนที่แม่ภูมิใจ”

    เยว่หลันสะอื้น

    “ลูกยังทำผิดมากมาย”

    “เจ้าจะทำผิดอีก”

    “ท่านแม่…”

    “คนมีชีวิตย่อมทำผิด”

    หลินหว่านชิงกล่าว

    “สิ่งสำคัญไม่ใช่ไม่ผิด แต่ต้องยอมให้ความจริงเตือน ต้องยอมให้คนที่รักพูด และต้องกล้ากลับมาแก้”

    นางมองหลี่เฟิงเหยียนซึ่งยืนห่างออกไป

    จากนั้นกลับมาหาลูก

    “บุรุษคนนั้นรักเจ้า”

    เยว่หลันหน้าแดงทั้งน้ำตา

    “ท่านแม่…”

    “แต่รักอย่างเดียวไม่พอ”

    หลี่เฟิงเหยียนได้ยินชัด

    เขาก้มศีรษะรับ

    หลินหว่านชิงกล่าวต่อ

    “เขาต้องเคารพการเลือกของเจ้า และเจ้าต้องไม่ใช้การเสียสละของเขาเป็นข้ออ้างให้ตนเองไม่เลือก”

    เยว่หลันพยักหน้า

    “เจ้าค่ะ”

    “และหากวันหนึ่งเขาทำให้เจ้าเสียใจ—”

    เสิ่นจื้อหยวนกล่าวทันที

    “ข้าจัดการเอง”

    หลี่เฟิงเหยียนนิ่ง

    ชิงหลัวหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา

    หลินหว่านชิงยิ้ม

    “เห็นหรือไม่ เจ้าจะไม่ได้อยู่คนเดียว”

    เยว่หลันมองคนรอบตัว

    บิดา
    ชิงหลัว
    อวี้หรง
    หลัวมามา
    มารดา
    และบุรุษที่ยืนรอโดยไม่ก้าวเข้ามาแทนที่ใคร

    นางไม่อยู่คนเดียวจริง ๆ

    “ลูกจะจำ”

    หลินหว่านชิงแตะแก้มนาง

    “แม่รักเจ้า”

    เยว่หลันจับมือไว้

    “ลูกรักท่านแม่”

    แสงเหนือกล่องหัวใจสว่างขึ้น

    เสียงกระดิ่งลมดัง

    วิญญาณจำนวนมากปรากฏรอบสวน

    เสี่ยวถงยืนอยู่ใต้ต้นเหมย
    หลี่เหวินเจายืนข้างอวี้หรง
    สตรีจากตำหนักคุนหนิงยืนห่างออกไป
    บ่าวเก่าของจวน
    คนที่ได้ชื่อคืน

    พวกเขามารับผู้เฝ้าผนึกคนสุดท้ายกลับไป

    หลินหว่านชิงมองทุกคน

    แล้วก้าวเข้าไปในแสง

    ร่างนางเริ่มโปร่งใส

    เสิ่นจื้อหยวนเรียก

    “หว่านชิง”

    นางหันกลับ

    เขาไม่ได้ขอให้อยู่

    เพียงกล่าว

    “รอข้าช้าหน่อย”

    น้ำตานางไหล

    “ข้าจะไม่รีบ”

    แสงกลืนร่างนางทีละส่วน

    ก่อนหายไปทั้งหมด นางมองเยว่หลันเป็นครั้งสุดท้าย

    “ใช้ชีวิตเถิด หลันเอ๋อร์”

    “อย่าเป็นเพียงคนที่รอดจากความตาย”

    “จงเป็นคนที่เลือกชีวิต”

    กลีบเหมยสีแดงพุ่งขึ้นพร้อมแสง

    หัวใจในกล่องหยกหยุดเต้น

    แต่ไม่ได้แตก

    มันกลายเป็นเมล็ดสีขาวเล็กหนึ่งเมล็ด

    ร่วงลงกลางฝ่ามือเยว่หลัน

    แสงทั้งหมดลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

    วิญญาณหลินหว่านชิงหายไปแล้ว

    ไม่มีเสียงเรียก
    ไม่มีผนึก
    ไม่มีหัวใจที่ถูกขัง

    เหลือเพียงลมอุ่นพัดผ่านสวน

    เสิ่นจื้อหยวนยืนอยู่ใต้ต้นเหมย

    น้ำตาไหลเงียบ ๆ

    เยว่หลันจับมือบิดา

    ทั้งสองยืนเคียงกัน

    ไม่พูด

    เพราะบางความรักไม่ต้องมีคำส่งท้ายอีก

    กลีบดอกเหมยตกลงมาปกคลุมพื้น

    และเป็นครั้งแรกในสิบหกปี ต้นเหมยในจวนเสิ่นไม่มีเสียงร้องไห้ของวิญญาณอยู่ใต้รากอีกแล้ว


    เย็นวันเดียวกัน เยว่หลันนำเมล็ดสีขาวไปฝังใต้ต้นเหมย

    ข้างป้ายชื่อมารดา
    และข้างป้ายของเสี่ยวถง

    นางใช้มือกลบดินเอง

    เมื่อทำเสร็จ หลี่เฟิงเหยียนยืนรออยู่ด้านหลัง

    “ท่านรอนานหรือไม่”

    “ไม่นาน”

    “โกหก”

    “สองชั่วยาม”

    “เหตุใดไม่เรียก”

    “นี่เป็นเวลาของเจ้า”

    เยว่หลันลุกขึ้น

    ดวงตายังบวมจากการร้องไห้

    แต่สีหน้าสงบกว่าเดิม

    “ข้าพร้อมฟังแผนเดินทางเหนือแล้ว”

    “เจ้าควรพักไว้ทุกข์”

    “ข้ากำลังไว้ทุกข์”

    “ไม่จำเป็นต้องรีบทำงานเพื่อหลบความรู้สึก”

    นางมองเขา

    คำพูดนั้นแทงตรงกว่าที่คาด

    “ท่านคิดว่าข้ากำลังหนี?”

    “บางส่วน”

    เยว่หลันเงียบ

    นางอยากยุ่ง
    อยากวางแผน
    อยากตรวจปิ่น
    อยากถามเรื่องเมืองหิมะดำ

    เพราะถ้าหยุด ความว่างใต้ต้นเหมยจะชัดเกินไป

    “แล้วข้าควรทำอย่างไร”

    “ไม่ต้องทำอะไรสักครู่”

    “เพียงยืน?”

    “หรือร้องไห้”

    “ข้าร้องมาทั้งวันแล้ว”

    “ยังร้องได้”

    นางมองเขานิ่ง

    ก่อนเดินเข้าไปกอด

    หลี่เฟิงเหยียนชะงัก

    มือทั้งสองค้างอยู่ข้างลำตัว

    เยว่หลันซบหน้ากับอกเขา

    “อย่าพูดอะไร”

    เขาจึงเงียบ

    ค่อย ๆ ยกแขนกอดนาง

    ไม่แน่นจนกลายเป็นกรง
    ไม่เบาจนเหมือนไม่มั่นใจ

    เพียงรองรับน้ำหนักทั้งหมดที่นางยอมวางลง

    เยว่หลันร้องไห้อีกครั้ง

    ไม่ได้ร้องในฐานะผู้ถือเหมยโลหิต
    ไม่ได้ร้องในฐานะคุณหนูใหญ่จวนเสิ่น
    ไม่ได้ร้องเพราะต้องช่วยคนตาย

    เพียงร้องในฐานะลูกที่เพิ่งส่งมารดาจากไป

    หลี่เฟิงเหยียนไม่บอกให้นางเข้มแข็ง

    ไม่พูดว่ามารดาไปดีแล้ว

    ไม่บอกว่าเวลาจะรักษา

    เพียงอยู่

    จนเสียงสะอื้นเบาลง

    เยว่หลันเงยหน้า

    “เสื้อท่านเปียกหมดแล้ว”

    “ยังมีอีกหลายชุด”

    นางหัวเราะเบา ๆ

    “ท่านปลอบคนเป็นด้วยวิธีนี้หรือ”

    “ข้าไม่เคยปลอบใคร”

    “เห็นชัด”

    เขามองนาง

    ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาที่แก้ม

    “ดีขึ้นหรือไม่”

    “ไม่ทั้งหมด”

    “ไม่ต้องดีทั้งหมดวันนี้”

    เยว่หลันสบตาเขา

    “หลี่เฟิงเหยียน”

    “ข้าอยู่”

    “เรื่องที่ท่านพูดในห้องใต้โลง…”

    เขานิ่ง

    “เรื่องใด”

    “เรื่องรักข้า”

    “มีหลายประโยค”

    “ท่านยังจะทำให้ข้าพูดตรงกว่านี้อีกหรือ”

    “อยากฟัง”

    นางเกือบตีเขา

    แต่สุดท้ายกลับยิ้ม

    “ข้ายังไม่รู้ว่าความรู้สึกของข้าเป็นเช่นเดียวกับท่านทั้งหมดหรือไม่”

    หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า

    “ข้ารู้”

    “แต่เมื่อคิดว่าท่านจะไปเมืองหิมะดำคนเดียว ข้าโกรธ”

    “เพราะผนึก?”

    “ไม่ใช่เพียงผนึก”

    “เพราะข้าปิดบัง?”

    “ไม่ใช่เพียงเรื่องนั้น”

    เขารอ

    เยว่หลันสูดลมหายใจ

    “ข้าไม่อยากให้ท่านหายไป”

    ดวงตาเขาอ่อนลง

    “นี่เพียงพอหรือไม่”

    “สำหรับวันนี้ เพียงพอ”

    “แล้ววันหน้า?”

    “ท่านต้องพิสูจน์ว่าตนเหมาะกว่า คนที่อาจมาขอข้าแต่งงาน”

    หลี่เฟิงเหยียนมองปิ่นเจ้าสาวสีแดงในเรือน

    “แม่ทัพคนตาย?”

    “ข้าไม่ได้หมายถึงเขา”

    “ดี”

    “เหตุใด”

    “เพราะข้าไม่อยากแข่งกับพี่ชายเรื่องเจ้าสาว”

    เยว่หลันหัวเราะ

    เสียงหัวเราะดังใต้ต้นเหมยหลังการจากลา

    ไม่ใช่การลืมความเศร้า

    แต่เป็นหลักฐานว่าความเศร้าไม่สามารถยึดทุกอย่างไปได้

    หลี่เฟิงเหยียนก้มลงเล็กน้อย

    หน้าผากทั้งสองเกือบแตะกัน

    “ข้าจูบเจ้าได้หรือไม่”

    เยว่หลันชะงัก

    เขารอ

    ไม่ขยับเข้าใกล้อีก

    คำถามนั้นเรียบง่าย

    แต่มีสิ่งที่นางต้องการมาตลอดอยู่ในนั้น

    สิทธิ์เลือก

    เยว่หลันมองเขา

    แล้วพยักหน้า

    “ได้”

    หลี่เฟิงเหยียนจึงก้มลง

    ริมฝีปากแตะกันอย่างแผ่วเบา

    ไม่มีความเร่งร้อน
    ไม่มีคำสาบานฟ้าดิน
    ไม่มีตราผนึกบังคับ

    เป็นเพียงจูบแรกที่เกิดจากคนสองคนเลือกพร้อมกัน

    สั้น

    อ่อนโยน

    และชัดเจน

    เมื่อเขาถอยออก เยว่หลันยังจับชายเสื้อเขาไว้

    “เท่านี้หรือ”

    หลี่เฟิงเหยียนเลิกคิ้ว

    “เจ้าเพิ่งร้องไห้”

    “เกี่ยวกันหรือ”

    “ข้าคิดว่าควรอ่อนโยน”

    “ท่านคิดมากไป”

    เขามองนาง

    “เช่นนั้น—”

    เสียงกระแอมดังจากด้านหลัง

    เสิ่นจื้อหยวนยืนอยู่หน้าทางเดิน

    ใบหน้าเรียบสนิท

    ด้านหลังเขาคือชิงหลัวที่พยายามกลั้นยิ้ม อวี้หรงบนเก้าอี้ล้อ และหลัวมามาที่หันหน้าไปอีกทางอย่างรู้มารยาทช้าเกินไป

    เยว่หลันปล่อยชายเสื้อทันที

    หลี่เฟิงเหยียนยืนตรง

    เสิ่นจื้อหยวนมองเขา

    “ฉีหลิงอ๋อง”

    “ท่านแม่ทัพ”

    “ได้ยินว่าหัวใจท่านยังบาดเจ็บ”

    “ดีขึ้นแล้ว”

    “ดูเหมือนดีพอทำเรื่องไร้สาระ”

    เยว่หลันหน้าแดง

    “ท่านพ่อ—”

    “พ่อไม่ได้พูดกับเจ้า”

    หลี่เฟิงเหยียนตอบอย่างสงบ

    “เป็นความผิดข้า”

    เยว่หลันหันไปมองเขา

    เสิ่นจื้อหยวนกล่าว

    “แน่นอนว่าเป็นความผิดท่าน”

    อวี้หรงหลุดหัวเราะ

    ชิงหลัวรีบก้มหน้า

    หลัวมามาพึมพำ

    “ฮูหยินน่าจะอยู่ดูอีกสักวัน…”

    เยว่หลันยกมือกุมหน้าผาก

    ความอับอายครั้งนี้ไม่มีวิญญาณใดช่วยได้

    แต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะเล็ก ๆ ใต้ต้นเหมย ความว่างเปล่าหลังมารดาจากไปกลับไม่หนาวเท่าเดิม

    บ้านยังอยู่

    คนยังอยู่

    และชีวิตยังเดินต่อ


    รุ่งเช้าวันที่แปด ประตูเมืองหลวงเปิดออก

    ขบวนเล็กเตรียมเดินทางไปชายแดนเหนือ

    ไม่มีธงราชสำนัก
    ไม่มีราชโองการนำ
    ไม่มีเกียรติยศฟุ่มเฟือย

    มีเพียงธงจวนเสิ่นกับธงจวนฉีหลิง

    เสิ่นจื้อหยวนยังอยู่เมืองหลวง เพื่อควบคุมราชสำนักและตรวจราชโองการปลอม เขาไม่พอใจที่บุตรีออกเดินทางเร็ว แต่รู้ว่าหากกองทัพคนตายมาถึงกำแพง เมืองหลวงจะมีคนตายมากกว่าเดิม

    ราชครูเฮยร่วมขบวน เพื่อศึกษาประตูเหนือ
    เยี่ยนชางเดินทางในฐานะนักโทษและผู้รู้พิธี
    ชิงหลัวได้รับคำสั่งให้อยู่รักษาตัว แต่แอบขึ้นรถสัมภาระ
    อวี้หรงถูกสั่งให้อยู่เช่นกัน และถูกจับได้บนรถอีกคัน

    เมื่อเยว่หลันเห็นทั้งสอง นางมองด้วยสีหน้าเย็นชา

    “ผู้ใดอนุญาต”

    ชิงหลัวตอบ

    “ไม่มีเจ้าค่ะ”

    อวี้หรงเสริม

    “พวกเราจึงไม่ต้องบอกชื่อคนอนุญาต”

    “พวกเจ้ายังบาดเจ็บ”

    อวี้หรงยกสมุดรายชื่อขึ้น

    “ข้าพบชื่อเด็กสามคนที่ถูกส่งไปเมืองหิมะดำเมื่อสิบสองปีก่อน”

    สีหน้าเยว่หลันเปลี่ยน

    “ยังมีชีวิตหรือไม่”

    “ไม่มีบันทึกการตาย”

    ชิงหลัวกล่าว

    “ส่วนบ่าวมาดูแลคุณหนู”

    “เจ้าดูแลตนเองยังไม่ได้”

    “บ่าวนั่งรถได้เจ้าค่ะ”

    เยว่หลันมองหลัวมามาที่อยู่ด้านหลัง

    “ท่านรู้หรือไม่”

    หลัวมามายิ้ม

    “ข้าห้ามแล้วเจ้าค่ะ”

    “แล้วเหตุใดพวกนางยังอยู่”

    “เพราะข้าห้ามไม่สำเร็จ”

    เยว่หลันถอนหายใจ

    หลี่เฟิงเหยียนซึ่งยืนข้างม้ากล่าว

    “ให้ไปเถิด”

    นางหันมอง

    “ท่านเข้าข้างพวกนาง?”

    “ถ้าไม่ให้ไป พวกนางจะตามเองโดยไม่มีองครักษ์”

    ชิงหลัวกับอวี้หรงพยักหน้าพร้อมกัน

    เยว่หลันหลับตา

    “ข้าเริ่มเข้าใจว่าท่านแม่รู้สึกอย่างไรเวลาอยู่กับพวกเรา”

    เสิ่นจื้อหยวนยืนหน้าประตูเมือง

    เขามองบุตรี

    “เจ็ดวัน”

    เยว่หลันเข้าใจ

    ถ้าเจ็ดวันไม่สามารถหยุดกองทัพได้ ต้องส่งสัญญาณกลับเมืองหลวง

    “เจ้าค่ะ”

    “ห้ามเสี่ยงโดยไม่บอกฉีหลิงอ๋อง”

    “เจ้าค่ะ”

    “ห้ามเข้าพิธีแต่งงานใดทั้งสิ้น”

    “ท่านพ่อ…”

    “รับปาก”

    “ลูกรับปากว่าจะไม่แต่งกับคนตายโดยไม่คิดให้ดี”

    เสิ่นจื้อหยวนหน้าแข็ง

    หลี่เฟิงเหยียนกล่าวทันที

    “นางจะไม่แต่ง”

    เยว่หลันมองเขา

    “ผู้ใดให้ท่านตอบ”

    “ข้าออกความเห็น”

    “ด้วยน้ำเสียงออกคำสั่งอีกแล้ว”

    เขาเงียบ

    เสิ่นจื้อหยวนมองทั้งสอง

    “ข้าเริ่มคิดว่าควรไปด้วย”

    เยว่หลันรีบกล่าว

    “ท่านพ่อต้องอยู่เมืองหลวงเจ้าค่ะ”

    เขาถอนหายใจ

    ก่อนยื่นมีดของหลินหว่านชิงคืนให้นาง

    “แม่เจ้าอยากให้เจ้าเก็บไว้”

    เยว่หลันรับมา

    ด้ามหยกขาวยังสลักชื่อ

    หว่านชิง
    หลันเอ๋อร์

    นางกำแน่น

    “ลูกจะกลับมา”

    “พ่อรู้”

    เสิ่นจื้อหยวนมองหลี่เฟิงเหยียน

    “ปกป้องนาง”

    ฉีหลิงอ๋องตอบ

    “ด้วยชีวิต”

    เยว่หลันกล่าวทันที

    “ไม่เอาคำนี้”

    ทั้งสองหันมามอง

    “ปกป้องด้วยสติ” นางกล่าว “และกลับมาทั้งคู่”

    เสิ่นจื้อหยวนพยักหน้า

    “ตามนั้น”

    หลี่เฟิงเหยียนมองนาง

    ก่อนตอบ

    “กลับมาทั้งคู่”

    เสียงกลองออกเดินทางดังขึ้น

    ประตูเมืองเปิดกว้าง

    ข้างนอก ถนนทางเหนือปกคลุมด้วยน้ำแข็งบาง ๆ ทั้งที่ฤดูร้อนยังไม่จบ

    เสิ่นเยว่หลันขึ้นม้า

    ปิ่นเจ้าสาวสีแดงถูกเก็บในกล่องผนึกบนหลังม้าอีกตัว
    ปิ่นเหมยทองอยู่ในแขนเสื้อ
    มีดมารดาอยู่ข้างเอว
    และแผนที่ประตูทั้งห้าแนบอยู่กับหัวใจ

    หลี่เฟิงเหยียนขึ้นม้าข้างนาง

    “กลัวหรือไม่”

    เยว่หลันมองเส้นทางเบื้องหน้า

    “กลัว”

    “ดี”

    นางหันมา

    “เหตุใดดี”

    “เพราะคนไม่กลัวมักตายเร็ว”

    “คำปลอบของท่านยังแย่เหมือนเดิม”

    “ข้ากำลังฝึก”

    เยว่หลันยิ้ม

    แล้วหันกลับไปมองเมืองหลวง

    กำแพงสีแดง
    จวนเสิ่นที่มองไม่เห็นจากตรงนี้
    ต้นเหมยที่ฝังเมล็ดหัวใจมารดา
    บิดาที่อยู่บนกำแพง
    บ้านที่นางเคยสูญเสีย
    และชะตาที่นางได้คืนมา

    ชาติที่แล้ว นางตายโดยไม่มีสิทธิ์เลือก

    ชาตินี้ นางย้อนกลับมาเพื่อแก้แค้น

    แต่ระหว่างทาง นางได้เรียนรู้ว่า การมีชีวิตไม่ใช่เพียงฆ่าคนที่ทำร้ายตน

    เป็นการคืนชื่อให้คนตาย
    คืนทางเลือกให้คนเป็น
    ยอมรับความผิดโดยไม่ปล่อยให้มันเป็นกรง
    รักโดยไม่ครอบครอง
    และจากลาโดยไม่ลบความรักทิ้ง

    เสียงของหลินหว่านชิงดังขึ้นในความทรงจำ

    จงเป็นคนที่เลือกชีวิต

    เยว่หลันหันม้าไปทางเหนือ

    “ออกเดินทาง”

    ขบวนเคลื่อนผ่านประตูเมือง

    ทหารบนกำแพงคำนับ
    ชาวบ้านข้างทางก้มศีรษะ
    วิญญาณที่ไม่มีใครเห็นยืนเรียงตามถนน

    ไม่มีผู้ใดถูกสั่งให้คุกเข่า

    แต่เมื่อเสิ่นเยว่หลันผ่านไป พวกเขากลับคำนับพร้อมกัน

    “ส่งนายหญิง”

    เสียงนับพันดังแผ่วในลม

    เยว่หลันไม่หันไปสั่ง

    เพียงยกมือแตะอกตอบรับ

    ขบวนเดินทางไกลออกจากเมืองหลวง

    เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นเต็มขอบฟ้า ต้นเหมยในจวนเสิ่นสั่นไหว

    ตรงจุดที่ฝังเมล็ดหัวใจหลินหว่านชิง หน่อสีเขียวเล็ก ๆ แทงขึ้นจากดิน

    มีดอกตูมหนึ่งดอก

    ไม่ใช่สีแดงเหมือนเลือด

    แต่เป็นสีขาวบริสุทธิ์

    เสิ่นจื้อหยวนยืนมองอยู่ใต้ต้นไม้

    ลมพัดกลีบดอกผ่านใบหน้า

    เสียงหลินหว่านชิงดังแผ่วราวอยู่ข้างหู

    “นางไปแล้วหรือ”

    เขาหลับตา

    “ไปแล้ว”

    “ท่านกลัวหรือ”

    “กลัว”

    เสียงนางคล้ายหัวเราะ

    “ดี”

    เสิ่นจื้อหยวนลืมตา

    ไม่มีวิญญาณอยู่ข้างกาย

    มีเพียงดอกเหมยสีขาวกำลังบาน

    เขายิ้มทั้งน้ำตา

    “ลูกเราเหมือนเจ้าจริง ๆ”

    ลมอุ่นพัดผ่าน

    ดอกเหมยขาวบานเต็มกลีบ


    ห่างจากเมืองหลวงหลายร้อยลี้

    เมืองหิมะดำตั้งอยู่กลางพายุ

    กำแพงถูกน้ำแข็งปกคลุม
    ธงดำปักบนหอรบ
    ทหารคนตายยืนเฝ้าทุกทาง
    หอเจ้าสาวสีแดงตั้งอยู่กลางเมือง

    ภายในหอ หลี่เฉิงเยี่ยนั่งบนเก้าอี้แม่ทัพ

    หน้ากากเหล็กปิดใบหน้า

    ข้างกายมีโลงแก้วหนึ่งใบ

    ภายในโลง สตรีผู้หนึ่งนอนหลับ

    ใบหน้าของนางคล้ายหลี่เฟิงเหยียนอย่างประหลาด

    ใต้โลงมีป้ายชื่อ

    หลินชิงอิง
    อดีตพระชายาฉีหลิง
    มารดาของหลี่เฟิงเหยียนและหลี่เฉิงเยี่ย

    หลี่จวินเฉิงยืนอยู่หน้าโลง

    เงาดำพันรอบครึ่งใบหน้า

    “พวกเขาออกจากเมืองหลวงแล้ว”

    หลี่เฉิงเยี่ยถาม

    “ผู้ถือเหมยโลหิตมาหรือ”

    “มา”

    “น้องชายข้า?”

    “มากับนาง”

    แม่ทัพคนตายยกมือแตะปิ่นเจ้าสาวอีกอัน

    “ดี”

    หลี่จวินเฉิงมองโลงแก้ว

    “ท่านต้องการนางเป็นเจ้าสาวจริงหรือ”

    “นางเป็นกุญแจ”

    “ข้าถามว่าท่านต้องการนางหรือไม่”

    หลี่เฉิงเยี่ยเงียบ

    ก่อนตอบ

    “ผู้ตายไม่ควรมีสิ่งที่ต้องการ”

    “แต่ท่านยังรอ”

    “ข้ารอให้กองทัพได้กลับบ้าน”

    หลี่จวินเฉิงหัวเราะ

    “ทุกคนชอบใช้คำว่ากลับบ้านเพื่อซ่อนสิ่งที่ตนอยากได้”

    ดวงตาหลังหน้ากากหันมามองเขา

    “แล้วเจ้าต้องการอะไร”

    หลี่จวินเฉิงมองไปทางใต้

    “ข้าต้องการให้เสิ่นเยว่หลันเห็นว่า คนที่นางเลือกปกป้องทุกคนไม่ได้”

    “เจ้าจะฆ่าน้องชายข้า?”

    “ถ้าจำเป็น”

    ลมหนาวพัดผ่านหอ

    สตรีในโลงแก้วพลันลืมตา

    ดวงตานางเป็นสีดำสนิท

    ริมฝีปากขยับ

    “เฟิงเหยียน…”

    เมืองทั้งเมืองสั่นสะเทือน

    ทหารคนตายนับหมื่นคุกเข่าลง

    หลี่เฉิงเยี่ยลุกจากเก้าอี้

    เสียงแม่ทัพดังไปทั่วเมืองหิมะดำ

    “เปิดประตูเจ้าสาว”

    ประตูเมืองสีดำค่อย ๆ เปิด

    ด้านนอก พายุหิมะแหวกออกเป็นทางยาวไปถึงทิศใต้

    ราวกับเมืองแห่งคนตายกำลังเชื้อเชิญผู้มาเยือน

    และใต้ผืนหิมะ

    ศพทหารหลายหมื่นนายลืมตาขึ้นพร้อมกัน

    สงครามที่ถูกฝังยี่สิบปี

    กำลังจะเริ่มใหม่อีกครั้ง


    จบภาคหนึ่ง
    บุปผาคืนชะตา หมื่นวิญญาณคำนับนาง

    ภาคสอง
    เหมันต์เหนือชายแดน วิญญาณไร้สุสาน


    คล้ายกับเรื่องบุปผาคืนชะตา หมื่นวิญญาณคำนับนาง ที่คุณอ่าน

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    280K 462
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258