ระบบสุดยอดปรมาจารย์ : ปั้นเด็กห้องบ๊วยเป็นเทพยุทธ์

    ตอนที่ 15 เกินไปแล้ว

      ภายในห้องเรียน

     

      การฝึกยามเช้าสิ้นสุดลงแล้ว แต่สมาชิกห้อง 5 ทุกคนยังคงรักษาท่าทางนั่งสมาธิโคจรลมปราณอยู่

     

      ต่างคนต่างไม่กล้าลืมตาเพราะความเขินอาย

     

      แต่ละคนไม่ใช่พวกที่จะอยู่นิ่งได้นาน หลังจากทนอยู่ได้สิบกว่านาที ในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

     

      “ตอนแรกฉันก็ไม่ได้กะจะมาฝึกยามเช้าหรอกนะ แต่ทางเดินมันหนวกหูเกินไป หนวกหูจนฉันนอนไม่หลับเลย ฉันเลยคิดว่าไหน ๆ ก็ตื่นแล้ว ไปหาอะไรกินที่โรงอาหารดีกว่า แต่ไม่รู้ทำไมเดินไปเดินมาดันมาโผล่หน้าห้องเรียนได้ ฉันเลยคิดต่อว่า ไหน ๆ ก็มาแล้ว เข้าไปนั่งกินในห้องเรียนก็ได้มั้ง เฮ้ย ทายสิเกิดอะไรขึ้น ฉันดันเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา พอนั่งขัดสมาธิลง หลับตาแล้วลืมตาอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว ให้ตายเถอะ ไม่รู้ว่าใครแอบแบกฉันมาตอนฉันกำลังโคจรลมปราณอยู่”

     

      “...”

     

      ไม่มีใครตอบโต้

     

      ช่วยฟังหน่อยได้ไหมว่าที่พูดมาน่ะภาษาคนหรือเปล่า?

     

      ถ้าไม่มีลิ่มเ๣ื๵๪อุดตันในสมองมาสักสิบปี คงแต่งเ๱ื่๵๹เพ้อเจ้อขนาดนี้ไม่ได้หรอก!

     

      “ฉันขอประกาศไว้ก่อนนะ!” จูเทาโพล่งขึ้นมา “ที่ฉันมาก็เพราะฉันแพ้พนัน ไอ้คนแซ่ซูบังคับให้ฉันมาฝึกยามเช้า เป็๲คนต้องรักษาคำพูด เพราะฉะนั้นฉันแค่ถูกบีบบังคับให้มาเฉย ๆ ไม่ได้มาเพื่อหวังวิชาขั้นนิ่งงันดั่งขุนเขา อะไรนั่นหรอก!”

     

      “เอาละ ๆ จะอธิบายอะไรนักหนา!” มีคนเปิดไพ่หงายออกมาตรง ๆ “ไม่ใช่ว่าพวกเราต้านทานแรงดึงดูดไม่ไหวหรอกนะ แต่เป็๲เพราะไอ้คนแซ่ซูนั่นมันเสนอของล่อตาล่อใจเยอะเกินไปต่างหาก!”

     

      ฝึกสามปี บรรลุขั้นนิ่งงันดั่งขุนเขา ใครมันจะไปทนไหวล่ะ!

     

      “ฉันขอพูดคำหนึ่ง ฝึกยามเช้าก็ส่วนฝึกยามเช้า แต่มันไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะยอมสยบต่ออำนาจมืดของไอ้คนแซ่ซูนั่นนะ!”

     

      “ฉันเสนอว่า คาบทั่วไป พวกเราโดดเรียนกันให้หมด!”

     

      “ใช่ ๆ ยังไงไอ้คนแซ่ซูก็แค่ให้พวกเรามาฝึกยามเช้าให้ครบเท่านั้น คาบทั่วไปไม่เกี่ยว!”

     

      การโดดเรียนคาบทั่วไปคือศักดิ์ศรีสุดท้ายที่เหลืออยู่ของพวกเขา อย่างน้อยก็ต้องกู้หน้าคืนมาบ้าง

     

      “ได้ โดดเรียนคาบทั่วไป!”

     

      “จะปล่อยให้ไอ้คนแซ่ซูได้ใจไม่ได้! หมั่นไส้ใบหน้าอวดดีของมันจะแย่แล้ว!”

     

      พูดคำไหนคำนั้น พอซูหยางเตรียมตัวจะมาสอนคาบทั่วไป ในห้องเรียนกลับว่างเปล่าไร้ผู้คนจริง ๆ

     

      โดดเรียนยกห้อง

     

      “กินอิ่มแล้วว่างงานจริง ๆ!”

     

      ซูหยางกลอกตา

     

      แต่เขารู้ดีว่าพวกห้อง 5 น่ะ เป็๲พวกซึนเดเระ เขาเลยไม่ใส่ใจ

     

      คาบทั่วไปเดิมทีก็ไม่ใช่เค้าวิชาบังคับ และไม่อยู่ในขอบเขตการสอบวรยุทธ์

     

      การสอบวรยุทธ์จะสอบแค่สองรายการเท่านั้น

     

      การประลองวรยุทธ์ และการรุกรับสัตว์ร้าย

     

      การประลองวรยุทธ์คือการสู้กับกรรมการคุมสอบ ส่วนการรุกรับสัตว์ร้ายคือการต้องเผชิญหน้าต่อสู้กับสัตว์ร้ายของจริง

     

      โดยปกติการเก็งข้อสอบ คือการเก็งว่าจะเจอสัตว์ร้ายประเภทไหน

     

      สัตว์ร้ายแต่ละชนิดมีประเภทและนิสัยต่างกัน วิธีการรับมือย่อมต่างกัน โจทย์อาจสั่งให้สังหารสัตว์ร้าย หรืออาจให้ป้องกันสถานที่สำคัญ และที่ยากที่สุดคือการปกป้องตัวประกัน

     

      กรรมการที่สวมบทเป็๲ตัวประกันมักจะคอยขัดแข้งขัดขาคุณตลอดเวลา

     

      ปีที่ซูหยางสอบน่ะดวงซวยสุด ๆ เจอโจทย์ปกป้องตัวประกันจากการจู่โจมของสัตว์ร้าย

     

      กรรมการคนนั้นเป็๲คุณยายแก่ ๆ คนหนึ่ง ที่เดินข้ามถนนช้ามาก ถ้าไม่พาข้ามแกก็ไม่ยอมเดินตาม แถมถ้าไม่ช่วยพยุงแกข้ามถนน แกยังด่ากราดอีกต่างหาก

     

      ซูหยางเป็๲พวกความอดทนสูง เขาเลยกัดฟันพยุงแกข้ามถนน พอสบโอกาสตอนสัตว์ร้ายยังไม่บุกมา ก็รีบแบกแกขึ้นหลังวิ่งเข้าเขตปลอดภัยทันที

     

      ถ้าเป็๲พวกห้อง 5 ไปสอบตอนนี้ มีโอกาสสูงมากที่จะขี่คอยายข้ามถนน เพราะกลัวว่ายายจะเป็๲อะไรไปไม่ทันใจ

     

      ในเมื่อโดดเรียนยกห้อง ที่เดียวที่พวกนั้นจะไปได้นอกจากหอพักก็คือโรงอาหาร

     

      ซูหยาง๻้๵๹๠า๱ให้นักเรียนห้อง 5 ช่วยพิสูจน์ว่าปราณโกลาหล สามารถทำให้เป็๲จริงได้หรือไม่ เขาจึงรีบมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารทันที

     

      เป็๲อย่างที่คิด พอถึงหน้าโรงอาหารก็พบว่าในโรงอาหารอันกว้างขวาง มีเ๽้าพวกตัวแสบสิบคนนั้นกำลังนั่งกินดื่มอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์

     

      “กินช้า ๆ หน่อย กินช้า ๆ!”

     

      “ไม่มีใครแย่งแกหรอก!”

     

      “เชี่ย จานแตกหมดแล้ว! รักษาภาพลักษณ์หน่อยไม่ได้หรือไง!”

     

      “พูดเหมือนฉันเคยมีภาพลักษณ์อย่างนั้นแหละ!”

     

      นักรบจำเป็๲ต้องกินอาหารจำนวนมากเพื่อชดเชยพลังงานที่ร่างกายเสียไป

     

      แม้น้ำยาเสริมสารอาหารจะเป็๲ตัวเลือกแรก แต่มันรสชาติห่วยแตก กินบ่อย ๆ ก็เลี่ยน

     

      ในขณะที่ทุกคนกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย จู่ ๆ ก็เห็นซูหยางปรากฏตัวขึ้น ทุกคนต่างชะงักมือทันที

     

      “ไม่เป็๲ไร กินต่อเถอะ!” ซูหยางนั่งลงข้าง ๆ “ครูไม่ได้มาตามจับพวกเธอเ๱ื่๵๹โดดเรียนหรอก!”

     

      “แล้วคุณมาทำไม?”

     

      “มาขอให้ช่วยน่ะ”

     

      “ช่วยอะไร?”

     

      “ต่อยครูที ต่อยด้วยแรงทั้งหมดที่มีเลย!”

     

      ???

     

      คำขอนี้นี่มันพวกมาโซคิสม์ชัด ๆ

     

      “โรคจิต”

     

      สาวน้อยกระบองเขี้ยวหมาป่าพูดทั้งที่อาหารเต็มปากจนเสียงอู้อี้

     

      “ตีไปก็ไม่มีความรู้สึกว่าได้ตี ไม่ตีหรอก!”

     

      “เหอะ ให้พวกเราต่อยคุณกลางที่สาธารณะ พวกเราไม่ได้โง่นะ อยากจะหาเ๱ื่๵๹ให้พวกเรากลับไปเข้าคาบทั่วไปล่ะสิ?”

     

      “เก็บแผนตื้น ๆ ของคุณไปเถอะ!”

     

      “ถ้าจะให้เข้าคาบทั่วไป นั่นต้องเป็๲อีกราคานึงนะโว้ย!”

     

      “...”

     

      แต่ละคนพูดไปยัดของเข้าปากไป

     

      ว่าแล้วว่าพวกนี้ไม่มีทางร่วมมือแน่ ๆ

     

      เพราะฉะนั้น...

     

      ซูหยางลุกขึ้นยืนเงียบ ๆ เดินไปที่โต๊ะของทุกคน กวาดสายตามองเมนูอาหารบนโต๊ะ แล้วคว้ามันบดขึ้นมาเต็มกำมือ

     

      ???

     

      ทุกคนตะลึงค้างอยู่กับที่

     

      แปะ!

     

      ซูหยางปามันบดเข้าเต็มหน้าของสาวน้อยกระบองเขี้ยวหมาป่าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

     

      “แบร่ ๆ ๆ”

     

      แล้วซูหยางก็ใส่เกียร์หมาวิ่งหนีไปทางห้องเรียนทันที

     

      “...”

     

      “ฆ่ามัน!!”

     

      “วันนี้ฉันจะหักขาเขาทิ้งซะ!”

     

      “เกินไปแล้วนะ! ใครก็ได้มาจัดการที!”

     

      ไม่นานนัก ภายในห้องเรียนห้อง 5 ก็กลายเป็๲ภาพที่ครูและศิษย์กำลัง ‘คลุกคลี’ กันอย่างสามัคคี

     

      “แรงกว่านี้หน่อย!”

     

      “นี่เพิ่งกินข้าวเสร็จไม่ใช่เหรอ? ทำไมไม่มีแรงเลยล่ะ!”

     

      “ใช้พลังแฝงสิ!”

     

      ซูหยางยั่วโทสะไม่หยุด เพื่อให้เ๽้าพวกเด็กแสบใช้พลังทั้งหมดออกมา

     

      ที่จริงเขาก็ไม่แน่ใจว่าปราณหยินจากพลังแฝงของอีกฝ่ายจะสามารถแทรกซึมเข้าร่างกายเขาได้หรือไม่ภายใต้สถานการณ์ที่มีทักษะคุรุไร้พ่าย'

     

      เพราะคุรุไร้พ่ายเป็๲ทักษะติดตัวที่เขาควบคุมเองไม่ได้

     

      ทว่าพอความคิดนี้ผุดขึ้นมา ซูหยางก็พบว่ามีกระแสปราณหยินที่อ่อนโยนสายหนึ่งแทรกซึมเข้าร่างกายเขาและเริ่มวิ่งพล่านไปทั่วจริง ๆ

     

      หืม!?

     

      หรือว่าทักษะคุรุไร้พ่ายนี่ จะสั่งการด้วยความคิดได้ด้วย!?

     

      ซูหยางไม่แน่ใจนัก เขาจึงแอบสั่งในใจว่า ‘ปล่อยปราณหยินทั้งหมดเข้ามาเลย!’

     

      วินาทีต่อมา ปราณหยินจำนวนมหาศาลเริ่มแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของซูหยางและพุ่งชนไปทั่ว แต่ก็ถูกซูหยางกดข่มไว้อย่างรวดเร็วและรวบรวมทั้งหมดไปไว้ที่จุดตันเถียน

     

      จริง ๆ แล้วนี่เป็๲การกระทำที่อันตรายมาก ไม่ต่างจากการทำลายตันเถียนตัวเองเลย

     

      แต่ซูหยางกลับไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด

     

      สถานการณ์เป็๲แบบนี้อยู่ประมาณสิบนาที สมาชิกห้อง 5 ที่ใช้กำลังไปจนหมดสิ้นเห็นซูหยางยืนอยู่เฉย ๆ โดยไม่เป็๲อะไรเลยก็พากันสติแตก

     

      “โมโหโว้ย!”

     

      สาวน้อยกระบองเขี้ยวหมาป่าขว้างกระบองเขี้ยวหมาป่าในมือลงพื้นด้วยความโกรธจัด เธอฟาดเข้าที่ท้ายทอยเขามาสิบนาทีเต็ม ๆ แต่กลับไม่มีความรู้สึกว่าได้โจมตีเลยสักนิด

     

      คนอื่น ๆ เหนื่อยจนหอบแฮก ทุกคนต่างจ้องเขม็งไปที่ซูหยางอย่างโกรธแค้น

     

      การต่อสู้ที่มีความเข้มข้นสูงตลอดสิบนาทีทำให้พละกำลังของพวกเขาหมดเกลี้ยง ที่น่าแค้นที่สุด คือซูหยางไม่ได้ขยับขาเลยสักก้าวเดียว

     

      “...”

     

      ซูหยางรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง พอเอามือลูบดู แผ่นหลังเขากลับโล่งเตียน เสื้อผ้าหายไปหมดแล้ว เขาถึงกับมุมปากกระตุก

     

      “สู้กันก็ส่วนสู้กัน แต่มาฉีกเสื้อครูทิ้งแบบนี้ มันเกินไปแล้วนะ!”

     

      “เหอะ คราวหน้าฉันจะฉีกสายออกซิเจนคุณทิ้งด้วย!”

     

      “...”