ภายในห้องเรียน
การฝึกยามเช้าสิ้นสุดลงแล้ว แต่สมาชิกห้อง 5 ทุกคนยังคงรักษาท่าทางนั่งสมาธิโคจรลมปราณอยู่
ต่างคนต่างไม่กล้าลืมตาเพราะความเขินอาย
แต่ละคนไม่ใช่พวกที่จะอยู่นิ่งได้นาน หลังจากทนอยู่ได้สิบกว่านาที ในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“ตอนแรกฉันก็ไม่ได้กะจะมาฝึกยามเช้าหรอกนะ แต่ทางเดินมันหนวกหูเกินไป หนวกหูจนฉันนอนไม่หลับเลย ฉันเลยคิดว่าไหน ๆ ก็ตื่นแล้ว ไปหาอะไรกินที่โรงอาหารดีกว่า แต่ไม่รู้ทำไมเดินไปเดินมาดันมาโผล่หน้าห้องเรียนได้ ฉันเลยคิดต่อว่า ไหน ๆ ก็มาแล้ว เข้าไปนั่งกินในห้องเรียนก็ได้มั้ง เฮ้ย ทายสิเกิดอะไรขึ้น ฉันดันเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา พอนั่งขัดสมาธิลง หลับตาแล้วลืมตาอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว ให้ตายเถอะ ไม่รู้ว่าใครแอบแบกฉันมาตอนฉันกำลังโคจรลมปราณอยู่”
“...”
ไม่มีใครตอบโต้
ช่วยฟังหน่อยได้ไหมว่าที่พูดมาน่ะภาษาคนหรือเปล่า?
ถ้าไม่มีลิ่มเือุดตันในสมองมาสักสิบปี คงแต่งเื่เพ้อเจ้อขนาดนี้ไม่ได้หรอก!
“ฉันขอประกาศไว้ก่อนนะ!” จูเทาโพล่งขึ้นมา “ที่ฉันมาก็เพราะฉันแพ้พนัน ไอ้คนแซ่ซูบังคับให้ฉันมาฝึกยามเช้า เป็คนต้องรักษาคำพูด เพราะฉะนั้นฉันแค่ถูกบีบบังคับให้มาเฉย ๆ ไม่ได้มาเพื่อหวังวิชาขั้นนิ่งงันดั่งขุนเขา อะไรนั่นหรอก!”
“เอาละ ๆ จะอธิบายอะไรนักหนา!” มีคนเปิดไพ่หงายออกมาตรง ๆ “ไม่ใช่ว่าพวกเราต้านทานแรงดึงดูดไม่ไหวหรอกนะ แต่เป็เพราะไอ้คนแซ่ซูนั่นมันเสนอของล่อตาล่อใจเยอะเกินไปต่างหาก!”
ฝึกสามปี บรรลุขั้นนิ่งงันดั่งขุนเขา ใครมันจะไปทนไหวล่ะ!
“ฉันขอพูดคำหนึ่ง ฝึกยามเช้าก็ส่วนฝึกยามเช้า แต่มันไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะยอมสยบต่ออำนาจมืดของไอ้คนแซ่ซูนั่นนะ!”
“ฉันเสนอว่า คาบทั่วไป พวกเราโดดเรียนกันให้หมด!”
“ใช่ ๆ ยังไงไอ้คนแซ่ซูก็แค่ให้พวกเรามาฝึกยามเช้าให้ครบเท่านั้น คาบทั่วไปไม่เกี่ยว!”
การโดดเรียนคาบทั่วไปคือศักดิ์ศรีสุดท้ายที่เหลืออยู่ของพวกเขา อย่างน้อยก็ต้องกู้หน้าคืนมาบ้าง
“ได้ โดดเรียนคาบทั่วไป!”
“จะปล่อยให้ไอ้คนแซ่ซูได้ใจไม่ได้! หมั่นไส้ใบหน้าอวดดีของมันจะแย่แล้ว!”
พูดคำไหนคำนั้น พอซูหยางเตรียมตัวจะมาสอนคาบทั่วไป ในห้องเรียนกลับว่างเปล่าไร้ผู้คนจริง ๆ
โดดเรียนยกห้อง
“กินอิ่มแล้วว่างงานจริง ๆ!”
ซูหยางกลอกตา
แต่เขารู้ดีว่าพวกห้อง 5 น่ะ เป็พวกซึนเดเระ เขาเลยไม่ใส่ใจ
คาบทั่วไปเดิมทีก็ไม่ใช่เค้าวิชาบังคับ และไม่อยู่ในขอบเขตการสอบวรยุทธ์
การสอบวรยุทธ์จะสอบแค่สองรายการเท่านั้น
การประลองวรยุทธ์ และการรุกรับสัตว์ร้าย
การประลองวรยุทธ์คือการสู้กับกรรมการคุมสอบ ส่วนการรุกรับสัตว์ร้ายคือการต้องเผชิญหน้าต่อสู้กับสัตว์ร้ายของจริง
โดยปกติการเก็งข้อสอบ คือการเก็งว่าจะเจอสัตว์ร้ายประเภทไหน
สัตว์ร้ายแต่ละชนิดมีประเภทและนิสัยต่างกัน วิธีการรับมือย่อมต่างกัน โจทย์อาจสั่งให้สังหารสัตว์ร้าย หรืออาจให้ป้องกันสถานที่สำคัญ และที่ยากที่สุดคือการปกป้องตัวประกัน
กรรมการที่สวมบทเป็ตัวประกันมักจะคอยขัดแข้งขัดขาคุณตลอดเวลา
ปีที่ซูหยางสอบน่ะดวงซวยสุด ๆ เจอโจทย์ปกป้องตัวประกันจากการจู่โจมของสัตว์ร้าย
กรรมการคนนั้นเป็คุณยายแก่ ๆ คนหนึ่ง ที่เดินข้ามถนนช้ามาก ถ้าไม่พาข้ามแกก็ไม่ยอมเดินตาม แถมถ้าไม่ช่วยพยุงแกข้ามถนน แกยังด่ากราดอีกต่างหาก
ซูหยางเป็พวกความอดทนสูง เขาเลยกัดฟันพยุงแกข้ามถนน พอสบโอกาสตอนสัตว์ร้ายยังไม่บุกมา ก็รีบแบกแกขึ้นหลังวิ่งเข้าเขตปลอดภัยทันที
ถ้าเป็พวกห้อง 5 ไปสอบตอนนี้ มีโอกาสสูงมากที่จะขี่คอยายข้ามถนน เพราะกลัวว่ายายจะเป็อะไรไปไม่ทันใจ
ในเมื่อโดดเรียนยกห้อง ที่เดียวที่พวกนั้นจะไปได้นอกจากหอพักก็คือโรงอาหาร
ซูหยาง้าให้นักเรียนห้อง 5 ช่วยพิสูจน์ว่าปราณโกลาหล สามารถทำให้เป็จริงได้หรือไม่ เขาจึงรีบมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารทันที
เป็อย่างที่คิด พอถึงหน้าโรงอาหารก็พบว่าในโรงอาหารอันกว้างขวาง มีเ้าพวกตัวแสบสิบคนนั้นกำลังนั่งกินดื่มอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์
“กินช้า ๆ หน่อย กินช้า ๆ!”
“ไม่มีใครแย่งแกหรอก!”
“เชี่ย จานแตกหมดแล้ว! รักษาภาพลักษณ์หน่อยไม่ได้หรือไง!”
“พูดเหมือนฉันเคยมีภาพลักษณ์อย่างนั้นแหละ!”
นักรบจำเป็ต้องกินอาหารจำนวนมากเพื่อชดเชยพลังงานที่ร่างกายเสียไป
แม้น้ำยาเสริมสารอาหารจะเป็ตัวเลือกแรก แต่มันรสชาติห่วยแตก กินบ่อย ๆ ก็เลี่ยน
ในขณะที่ทุกคนกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย จู่ ๆ ก็เห็นซูหยางปรากฏตัวขึ้น ทุกคนต่างชะงักมือทันที
“ไม่เป็ไร กินต่อเถอะ!” ซูหยางนั่งลงข้าง ๆ “ครูไม่ได้มาตามจับพวกเธอเื่โดดเรียนหรอก!”
“แล้วคุณมาทำไม?”
“มาขอให้ช่วยน่ะ”
“ช่วยอะไร?”
“ต่อยครูที ต่อยด้วยแรงทั้งหมดที่มีเลย!”
???
คำขอนี้นี่มันพวกมาโซคิสม์ชัด ๆ
“โรคจิต”
สาวน้อยกระบองเขี้ยวหมาป่าพูดทั้งที่อาหารเต็มปากจนเสียงอู้อี้
“ตีไปก็ไม่มีความรู้สึกว่าได้ตี ไม่ตีหรอก!”
“เหอะ ให้พวกเราต่อยคุณกลางที่สาธารณะ พวกเราไม่ได้โง่นะ อยากจะหาเื่ให้พวกเรากลับไปเข้าคาบทั่วไปล่ะสิ?”
“เก็บแผนตื้น ๆ ของคุณไปเถอะ!”
“ถ้าจะให้เข้าคาบทั่วไป นั่นต้องเป็อีกราคานึงนะโว้ย!”
“...”
แต่ละคนพูดไปยัดของเข้าปากไป
ว่าแล้วว่าพวกนี้ไม่มีทางร่วมมือแน่ ๆ
เพราะฉะนั้น...
ซูหยางลุกขึ้นยืนเงียบ ๆ เดินไปที่โต๊ะของทุกคน กวาดสายตามองเมนูอาหารบนโต๊ะ แล้วคว้ามันบดขึ้นมาเต็มกำมือ
???
ทุกคนตะลึงค้างอยู่กับที่
แปะ!
ซูหยางปามันบดเข้าเต็มหน้าของสาวน้อยกระบองเขี้ยวหมาป่าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“แบร่ ๆ ๆ”
แล้วซูหยางก็ใส่เกียร์หมาวิ่งหนีไปทางห้องเรียนทันที
“...”
“ฆ่ามัน!!”
“วันนี้ฉันจะหักขาเขาทิ้งซะ!”
“เกินไปแล้วนะ! ใครก็ได้มาจัดการที!”
ไม่นานนัก ภายในห้องเรียนห้อง 5 ก็กลายเป็ภาพที่ครูและศิษย์กำลัง ‘คลุกคลี’ กันอย่างสามัคคี
“แรงกว่านี้หน่อย!”
“นี่เพิ่งกินข้าวเสร็จไม่ใช่เหรอ? ทำไมไม่มีแรงเลยล่ะ!”
“ใช้พลังแฝงสิ!”
ซูหยางยั่วโทสะไม่หยุด เพื่อให้เ้าพวกเด็กแสบใช้พลังทั้งหมดออกมา
ที่จริงเขาก็ไม่แน่ใจว่าปราณหยินจากพลังแฝงของอีกฝ่ายจะสามารถแทรกซึมเข้าร่างกายเขาได้หรือไม่ภายใต้สถานการณ์ที่มีทักษะคุรุไร้พ่าย'
เพราะคุรุไร้พ่ายเป็ทักษะติดตัวที่เขาควบคุมเองไม่ได้
ทว่าพอความคิดนี้ผุดขึ้นมา ซูหยางก็พบว่ามีกระแสปราณหยินที่อ่อนโยนสายหนึ่งแทรกซึมเข้าร่างกายเขาและเริ่มวิ่งพล่านไปทั่วจริง ๆ
หืม!?
หรือว่าทักษะคุรุไร้พ่ายนี่ จะสั่งการด้วยความคิดได้ด้วย!?
ซูหยางไม่แน่ใจนัก เขาจึงแอบสั่งในใจว่า ‘ปล่อยปราณหยินทั้งหมดเข้ามาเลย!’
วินาทีต่อมา ปราณหยินจำนวนมหาศาลเริ่มแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของซูหยางและพุ่งชนไปทั่ว แต่ก็ถูกซูหยางกดข่มไว้อย่างรวดเร็วและรวบรวมทั้งหมดไปไว้ที่จุดตันเถียน
จริง ๆ แล้วนี่เป็การกระทำที่อันตรายมาก ไม่ต่างจากการทำลายตันเถียนตัวเองเลย
แต่ซูหยางกลับไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด
สถานการณ์เป็แบบนี้อยู่ประมาณสิบนาที สมาชิกห้อง 5 ที่ใช้กำลังไปจนหมดสิ้นเห็นซูหยางยืนอยู่เฉย ๆ โดยไม่เป็อะไรเลยก็พากันสติแตก
“โมโหโว้ย!”
สาวน้อยกระบองเขี้ยวหมาป่าขว้างกระบองเขี้ยวหมาป่าในมือลงพื้นด้วยความโกรธจัด เธอฟาดเข้าที่ท้ายทอยเขามาสิบนาทีเต็ม ๆ แต่กลับไม่มีความรู้สึกว่าได้โจมตีเลยสักนิด
คนอื่น ๆ เหนื่อยจนหอบแฮก ทุกคนต่างจ้องเขม็งไปที่ซูหยางอย่างโกรธแค้น
การต่อสู้ที่มีความเข้มข้นสูงตลอดสิบนาทีทำให้พละกำลังของพวกเขาหมดเกลี้ยง ที่น่าแค้นที่สุด คือซูหยางไม่ได้ขยับขาเลยสักก้าวเดียว
“...”
ซูหยางรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง พอเอามือลูบดู แผ่นหลังเขากลับโล่งเตียน เสื้อผ้าหายไปหมดแล้ว เขาถึงกับมุมปากกระตุก
“สู้กันก็ส่วนสู้กัน แต่มาฉีกเสื้อครูทิ้งแบบนี้ มันเกินไปแล้วนะ!”
“เหอะ คราวหน้าฉันจะฉีกสายออกซิเจนคุณทิ้งด้วย!”
“...”