แสงสีส้มในยามเย็นค่อยๆ สาดส่อง กระทบร่างของเด็กน้อยผู้หนึ่ง ร่างของเขานอนแผ่ไปกับพื้นดินอย่างหมดแรง ร่างกายที่บอบบางนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยฟกช้ำน้อยใหญ่
เทียนฟางค่อยๆ ดันกายให้ลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วงก่อนจะเริ่มออกเดิน ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วทั้งร่างของเขา ก้าวเดินแต่ละก้าวช่างแสนยากลำบาก หากแต่มั่นคงนัก ...ความแค้นครั้งนี้เขาจะไม่มีวันลืมมันอย่างแน่นอน!
แสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าไปทุกที เขามองเห็นกระท่อมอยู่ลิบๆ กระท่อมซอมซ่อที่เขาเรียกมันว่าบ้าน สถานที่เพียงแห่งเดียวที่ทำให้เขาสบายใจ
เขาแง้มประตูเข้าไปอย่างช้าๆ ภายในกระท่อมเงียบสงบ เทียนฟางอยู่ที่นี้คนเดียวมาสักพักแล้ว ร่างที่เหนื่อยล้าล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างช้าๆ แสงสีส้มเริ่มร่ำไรทุกขณะ อาจเป็นน้ำตาที่ไหลรินพร้อมกับพระอาทิตย์ที่กำลังร่วงหล่น
ขณะนอนลงบนเตียง สองตาหลับลงด้วยความเหนื่อยล้า หากสองมือยังคงกำหมัดไว้แน่น ความโกรธแค้น ความโศกเศร้า ประเดประดังเข้ามาดังสายน้ำ พัดผ่านเข้าไปในหัวใจที่บอบช้ำ สายธารแห่งน้ำตาที่ร่วงหล่น "หากเพียงข้าสามารถฝึกยุทธ์...หากเพียงข้ามีพลังที่มากพอ...ทำไมกัน...ทำไมสวรรค์ไม่เคยเข้าข้างข้าเลยสักครั้ง...น่าขัน สรวงสวรรค์ช่างบัดซบ เหล่าเทพช่างน่าขัน งี่เง่า ..รอก่อนเถอะหากวันหนึ่งข้ามีพลัง ต่อให้ต้องกลายเป็นมาร ข้านี่แหละจะเหยียบย่ำสวรรค์เอง...ขอเพียง...ขอเพียงข้ามีพลัง
'ที่แห่งนี้เพียงยึดถือความแข็งแกร่ง มีเพียงแข็งแกร่งเท่านั้นจึงจักมีชีวิต จำคำของปู่ไว้ให้ดีนะ เทียนฟาง'
เทียนฟางลืมตาขึ้นมาก่อนจะพบว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องอีกต่อไปแล้ว พอสำรวจไปรอบๆ เขาพบว่ามีเพียงหมอกหนาลอยคละคลุ้งอยู่รอบตัวเท่านั้น เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้เขากำลังเดินทางกลับมายังกระท่อม แต่ระหว่างทางถูกทำร้ายโดยกลุ่มของนายน้อยตระกูลจ้าว 'จ้าวหวัง' ก่อนจะกลับบ้านมาด้วยความยากลำบาก พอคิดถึงตอนนี้เขาก็กำหมัดแน่น เพลิงแค้นปรากฏขึ้นในแววตาใสนั้น เพียงแต่ลึกลงไปกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกสมเพชต่อความไร้พลังของตนเอง
"ยินดีต้อนรับ...เด็กน้อยผู้ไร้พลัง" เสียงลึกลับดังขึ้นปลุกเทียนฟางให้ตื่นจากภวังค์ เขามองไปรอบตัว แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า แต่ก่อนที่จะเอ่ยปากออกไป เสียงลึกลับก็ได้ดังขึ้นอีกครั้ง "เจ้าปรารถนาพลังใช่หรือไม่..เด็กน้อย" เสียงลึกลับแฝงไว้ด้วยความเยียบเย็น ฟังดูน่าขนลุกอย่างประหลาด
เทียนฟางคิดไม่ออกถึงเหตุผลที่ต้องปฏิเสธ อีกทั้งเสียงที่เขาได้ยินยังแฝงไว้ด้วยความน่ากลัวอยู่ไม่น้อย "ใช่ ข้าต้องการพลัง" เทียนฟางตอบกลับไป
คล้ายเทียนฟางจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกยินดีบางอย่างในน้ำเสียงหัวเราะที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นมาหลังจากที่เขาตอบคำถาม
"ประเสริฐ ประเสริฐ ข้ามีพลังที่เจ้าต้องการ หากเจ้ายินดีรับข้อเสนอของข้า หากเจ้ายอมรับมัน ด้วยพลังที่เจ้าจะได้รับ แม้แต่เหยียบย่ำสวรรค์ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นแม้แต่น้อย"
เสียงลึกลับเอ่ยออกมา เทียนฟางตกใจเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าเขาต้องการพลัง แต่คำว่าเหยียบย่ำสวรรค์มันดูจะเกินเลยไปมากนัก อีกทั้งหากเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนนั้นไม่มีทางเป็นของเล็กน้อยเลยทีเดียว และแล้วสิ่งที่เทียนฟางคิดก็ถูกต้องเมื่อเสียงลึกลับดังขึ้นอีกครั้ง
"แน่นอนว่ามันมีสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยน แต่ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะยอมรับข้อเสนอ ของข้าอย่างแน่นอน"
เทียนฟางคิดเพียงครู่ ก่อนจะขอฟังข้อเสนอ สำหรับเขาแล้ว แท้จริงไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว มันไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ เขาเพียงหวนคิดถึงชีวิตของตนเองที่ผ่านมาก็เพียงเท่านั้น
เดิมทีเทียนฟางอาศัยอยู่กับปู่ของเขา แม้ว่าหมู่บ้านที่เขาใช้ชีวิตอยู่นั้นจะห่างไกลจนเรียกได้ว่าเป็นสุดขอบของหุบเขาอสูรทมิฬ แต่ปู่ของเขาที่มีลมปราณขอบเขตก่อกายาขั้นที่6 นับเป็นคนที่โดดเด่นคนหนึ่งเลยทีเดียว ทำให้แม้แต่ในหมู่บ้านข้างเคียง ชื่อเทียนหยวนซาน นั้นเป็นที่คุ้นหูอยู่ไม่น้อย
น่าเสียดายที่เทียนฟางมีเส้นลมปราณพิการไม่อาจฝึกปรือยุทธ์ได้ เมื่อปู่ของเขาเสียชีวิตลงจึงทำให้เทียนฟางต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก การที่คนที่มีระดับก่อกายาขั้นที่6จะเสียชีวิตนั้น นับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่แน่เสมอไป ข่าวการตายของเทียนหยวนซานกระจายไปทั่วหมู่บ้านว่าเขาต่อสู้กับสัตว์อสูรหมีเกราะเหล็ก จนพลาดท่าเสียชีวิต คนทั่วไปเข้าใจและรับรู้กันเช่นนั้น หากแต่เทียนฟางรู้ดีว่าความจริงเป็นเช่นไร นับว่าโชคดีที่ชื่อเสียงของเทียนซานมีค่อนข้างมาก หัวหน้าทหารยามของเมืองจึงรับเขาไปอยู่ด้วย
'ซานตง' ชื่อของหัวหน้าทหารยาม เขาค่อนข้างเป็นคนเข้มงวดแม้ว่าเทียนฟางจะไม่สามารถฝึกยุทธ์ แต่เขาก็ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้แบบทหารอย่าหนักกับซานตง เทียนซางตั้งใจฝึกฝนอย่างมาก เขารู้ดีว่าคนที่ไม่มีพลังลมปราณนั้นอ่อนแอเพียงใด เขาจึงทุ่มเทฝึกฝนทุกอย่างเพื่ออย่างน้อยเขาจะได้สามารถป้องกันตัวได้ และอาจต้องมาเป็นทหารยามเหมือนที่ซานตงคาดหวัง
ซานตงส่งเทียนฟางเข้าฝึกฝนวิชาในสำนักยุทธ์แดนเหนือ ในฐานะคนสามัญ แม้กระนั้นก็ยังมีหลายคนที่ไม่พอใจ และคอยกลั่นแกล้งเขาอยู่เสมอ
"เงื่อนไข...เงื่อนไขสินะ มันไม่ได้เย็นสักเท่าใดนัก เพียงแต่..." เสียงลึกลับนั้นหยุดไปคล้ายกับลังเลใจในบางอย่าง เทียนฟางจึงตอบไปว่า "แท้จริงแล้วข้าล้วนยินยอมทุกเงื่อนไขที่ท่านจะเสนอ เพียงแต่ข้าขอฟังก่อนก็เพียงเท่านั้น" สิ้นเสียงของเทียนฟางเสียงลึกลับดูเหมือนจะตกตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมามันคงคาดไม่ถึงว่าเทียนฟางจะตอบรับข้อเสนอของมันง่ายดายเช่นนี้
"ฮ่าๆๆๆๆ เด็กประเสริฐ เด็กน้อยอันประเสริฐ เอาละ ทีนี้ตั้งใจฟังขอเสนอของข้าให้ดี" เสียงลึกลับแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
"เจ้าคงรู้ว่าเส้นลมปราณของเจ้าพิการจากเหล่าคนที่เรียกตนเองว่ามีปัญญายิ่งสินะ น่าขัน... แท้จริงแล้วตัวเจ้าหาได้ไร้เส้นลมปราณไม่ หากแต่จะพิเศษออกไปเสียสักหน่อย จากที่ข้าดู เส้นลมปราณของเจ้าเรียกขานกันในชื่อที่ว่า 'เส้นลมปราณบงกชสีชาด' เส้นลมปราณนี้จะมีความพิเศษตรงที่ว่ามันจะอยู่ในสภาวะจำศีลจนกว่ามันจะถูกปลดปล่อยออกมา...แน่นอนว่าข้าทำมันได้ เส้นลมปราณบงกชสีชาดจะมีพลังมหาศาลเมื่อมันตื่นขึ้น นอกจากนี้ยังมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์อีกด้วย เจ้าจักแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อเวลานั้นมาถึง"
เทียนฟางตกตะลึง ดวงตาทั้งสองนั้นเบิกกว้าง เขาไม่ได้พิการ เขาสามารถฝึกยุทธ์ และตอนนี้โอกาสนั้นมารอเขาอยู่ข้างหน้านี้แล้ว