“คุณเอลลี่ต้องการจะกลับบ้านเลยหรือจะไปที่ไหนต่อดีครับ ผมจะได้แจ้งทางหัวหน้าให้ทราบ”
ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ผ่อนคลายที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อลดความตึงเครียด
เอลลี่ไม่ได้ตอบกลับมาในทันที เธอค่อยๆ ถอดหมวกและแว่นกันแดดสีเข้มออก ก่อนจะใช้นิ้วมือเรียวยาวสางจัดแต่งเส้นผมที่ฟุ้งกระจายไม่เป็นทรงให้เข้าที่เข้าทาง
เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับจะทิ้งความวุ่นวายไว้ข้างหลัง พยายามปรับสีหน้าให้ดูเรียบเฉยเป็นปกติที่สุด ก่อนจะเอ่ยตอบกลับมาว่า
“คุณช่วยขับไปเรื่อยๆ ก่อนได้ไหมคะ แล้วก็ฝากบอกหัวหน้าของคุณด้วยว่า ฉันขอขยายเวลาออกไปอีกสักหน่อย”
“ได้ครับ” ผมตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะกดวิทยุสื่อสารเพื่อรายงานความประสงค์ของเอลลี่ให้ทางหน่วยได้ทราบตามที่เธอเพิ่งบอกมาทันที
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง รถของผมยังคงแล่นไปตามเส้นทางเรื่อย ๆ โดยไร้จุดหมายที่แน่นอน ส่วนเอลลี่นั้นเธอไม่ได้งีบหลับหรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กข่าวอย่างที่ผมคาดไว้ เธอยังคงนั่งนิ่ง เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถราวกับปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับแสงไฟริมทางที่วูบผ่านตา
บรรยากาศภายในรถเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเครื่องยนต์ จนกระทั่งไม่กี่นาทีต่อมา เสียงของเอลลี่ก็ทำลายความเงียบ
“รถคันนี้เป็นรถของบริษัทใช่ไหมคะ ถ้าฉันเดาไม่ผิด”
เอลลี่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ขณะที่สายตายังคงทอดมองออกไปนอกตัวรถอย่างไร้จุดหมาย
“ใช่ครับผม” ผมตอบรับสั้นๆ พลางเหลือบมองเธอผ่านกระจกมองหลังด้วยความสงสัยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
“คุณคงไม่รีบไปไหนหรอกใช่ไหมคะ”
เอลลี่พูดพลางหัวเราะเบาๆ ในลำคอเหมือนนึกตลกตัวเอง “ทั้งที่ฉันเป็นคนจ้างคุณมาแท้ๆ ไม่น่าถามคำนี้ออกไปเลยนะคะ” เธอส่ายหน้าช้าๆ ราวกับจะขำในความคิดอันสับสนของตัวเอง
“คือว่า... ตอนนี้ฉันยังไม่อยากกลับบ้านน่ะค่ะ”
เธอทิ้งช่วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาจากข้างทางแล้วหันมาสบตาผมผ่านกระจกมองหลังอย่างจริงจัง “คุณช่วยทำอะไรสักอย่างหน่อยได้ไหมคะ”
“เอ่อ...” ผมอึกอักพลางทำหน้าไม่ถูก ทั้งเกรงใจและสับสนกับคำขอที่ค่อนข้างกะทันหันนั้น
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ คุยเป็นเพื่อนฉันหน่อยก็ดี” เธอเอ่ยแทรกขึ้นราวกับอ่านใจผมออก
ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงบ้าง ก่อนจะรวบรวมคำพูดแล้วเอ่ยตอบกลับไปอย่างสุภาพ “ขออภัยนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าจะช่วยคุณยังไงดี เพราะตอนนี้ผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่า... สิ่งที่คุณต้องการจริงๆ คืออะไรกันแน่”
ผมพูดออกไปพลางสังเกตปฏิกิริยาของเธอผ่านกระจกมองหลัง ใจหนึ่งก็กังวลว่าคำตอบซื่อ ๆ ของผมจะทำให้เธอหัวเสียหรือไม่ แต่ทว่าทุกอย่างกลับผิดคาด
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ท่าทางดูครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลงกว่าเดิม “ตอนนี้เหรอคะ... ฉัน... ฉันแค่ต้องการหนีไปให้ไกลจากเรื่องน่าปวดหัวที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้”
คำพูดนั้นมาพร้อมกับการทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างรถอีกครั้ง แววตาของเธอดูว่างเปล่าและเหนื่อยล้าเกินกว่าที่ซีอีโอสาวผู้สง่างามควรจะเป็น
“กลับบ้านก็ไม่ได้ กลับคอนโด... ตอนนี้ก็คงมีแต่นักข่าวไปรอกันเต็มไปหมดแน่ๆ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อที่แฝงความเหนื่อยหน่าย ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะหาคำไหนมาปลอบใจให้ดูไม่ก้าวล่วงจนเกินไป แต่เพียงไม่นานเธอก็โพล่งขึ้นมาเหมือนนึกอะไรออก
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คุณมีรถส่วนตัวไหมคะ?” เอลลี่ถามพลางจ้องมองผมผ่านกระจกเพื่อรอฟังคำตอบ
“มีครับ ทำไมเหรอครับ” ผมถามกลับด้วยความสงสัยที่เริ่มก่อตัวขึ้น
เอลลี่ไม่ยอมตอบคำถามนั้นโดยตรง แต่เธอกลับยิงคำถามถัดมาในทันที “รถของคุณคงจอดอยู่ที่บริษัทใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ” ผมตอบรับตามความจริง
“ถ้าอย่างนั้น หลังจากเสร็จงานตรงนี้แล้ว คุณมีงานอะไรอย่างอื่นต้องทำต่อไหมคะ... แบบว่าในตารางงานน่ะ มีงานที่ต้องทำต่อทันทีเลยหรือเปล่า”
ผมลังเลไปครู่หนึ่งเพื่อทบทวนตารางเวลาในหัวก่อนจะตอบกลับไป “ตามตารางงานของผม หลังจากส่งคุณเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมต้องกลับไปที่บริษัทเพื่อสรุปงานครับ และหลังจากนั้นก็จะเท่ากับว่าผมเลิกงานครับ”
พูดจบผมก็เงียบเพื่อรอดูปฏิกิริยาของเธอ พลางเหลือบมองผ่านกระจกมองหลังอย่างระมัดระวัง
แต่ในจังหวะนั้นเอง สายตาของผมกับเธอก็ประสานกันพอดี เธอยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยราวกับกำลังอารมณ์ดีขึ้นมาเสียดื้อๆ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“ฉันขอถามเรื่องเวลาทำงานของคุณหน่อยได้ไหมคะ ว่าที่บริษัทจัดสรรเวลายังไง” เธอเอ่ยถามด้วยความสนใจขณะที่สายตายังคงจับจ้องมาที่ผม
ผมนิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อเรียบเรียงคำอธิบายให้ฟังดูเข้าใจง่ายและรักษาภาพลักษณ์ของบริษัทไปด้วย “จริงๆ แล้ว... ผมอยู่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงน่ะครับ”
ทว่าผมยังพูดไม่ทันจบประโยคดี เอลลี่ก็ลากเสียงยาวออกมาอย่างขี้เล่น
“อู๊ว~~”
ดวงตาคู่สวยของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที ราวกับว่าคำว่า ระดับสูงมันฟังดูน่าประทับใจ
ผมส่งยิ้มบางๆ ให้เธอเป็นเชิงตอบรับก่อนจะอธิบายต่อ “ตารางงานของผมจะต่างจากพนักงานทั่วไปนิดหน่อยครับ ผมเลือกที่จะรับงานเฉพาะกะดึก ซึ่งปกติจะเริ่มตั้งแต่สี่ทุ่มไปจนถึงหกโมงเช้า...”
ผมเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อสังเกตุเอลลี่ “แต่คุณเอลลี่ไม่ต้องกังวลนะครับ หากภารกิจยังไม่เสร็จสิ้นหรือสถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย แม้จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว ผมก็จะอยู่ทำหน้าที่ต่อจนกว่าจะส่งคุณถึงที่หมายอย่างเรียบร้อยครับ”
“แล้วกับฉันตอนนี้... ที่ฉันปลอดภัยแล้วแต่ยังไม่ยอมให้คุณไปส่งที่บ้าน ก็เท่ากับว่าคุณยังต้องอยู่กับฉันในเวลางานต่อไปใช่ไหมคะ?” เอลลี่ถามกลับพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก
“ก็ใช่ครับ... เพียงแต่ว่า...” ผมหยุดนิ่งไปอึดใจหนึ่ง สายตาเหลือบมองเธอผ่านกระจกหลังก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย
“แต่ว่าอะไรเหรอคะ?” เอลลี่ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อยด้วยความสนใจใคร่รู้ ราวกับเธอกำลังสนุกที่ได้คุยกับผม
ผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางกระตือรือร้นของเธอ “เพียงแต่ว่า... จากเดิมที่ผมและเพื่อนๆ น่าจะได้เลิกงานก่อนเวลาเพราะสถานการณ์คลี่คลาย ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าพวกเราต้องขยายเวลาทำงานออกไปอีกหน่อยเพราะคุณไม่ยอมกลับบ้านหรือไปที่ไหนสักแห่ง”
พอได้ยินคำตอบแบบนั้น เอลลี่ก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจจนตาหยี “... ขอโทษทีนะ” เธอเอ่ยเสียงใสพลางกลั้วหัวเราะ ดูเหมือนดราม่าที่เธอเจอมาจะถูกแทนที่ด้วยความขบขันในตอนนี้ไปแล้ว
ทันทีที่เสียงหัวเราะจางลง เอลลี่ก็ปรับเปลี่ยนสีหน้าและแววตาให้กลับมาสุขุมเป็นปกติอย่างรวดเร็ว สมกับที่เป็นซีอีโอผู้สง่างาม “เอาล่ะ... นอกเรื่องมานานพอสมควรแล้ว เรากลับมาคุยเรื่องเดิมกันต่อดีกว่าค่ะ”
“นั่นสิครับ” ผมตอบสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า พลางกระชับพวงมาลัยรถในมือเพื่อแสดงให้เธอรู้ว่าผมพร้อมจะกลับเข้าสู่โหมดการทำงานอย่างเต็มตัวแล้ว
“เอาแบบนี้แล้วกันค่ะ...” เอลลี่โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาลงแต่ทว่าชัดเจน “คุณช่วยแกล้งรายงานหัวหน้าคุณไปว่า ส่งฉันที่คอนโดเรียบร้อยแล้ว ตกลงไหม แต่ในความเป็นจริง ฉันจะนั่งรถคันนี้ไปกับคุณจนถึงบริษัท... แล้วคุณค่อยส่งฉันลงที่รถส่วนตัวของคุณ”
ผมนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบรับเบา ๆ แต่ในหัวเต็มไปด้วยความสงสัย “ได้ครับ... แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ คุณวางแผนจะทำอะไรต่อ?”
“เรื่องนั้นเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกทีค่ะ เอาตามนี้ไปก่อน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย