The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 70 พันวิญญาณส่งเสริมฟ้า หมื่นห่าผีมอบภักดี!

            ทุกความสามารถที่เฮนดริก และเหล่าลูกเรือได้แสดงออกมานั้น ได้ไปจุดกระตุ้นความคิดพิสดารบางอย่างของมิเนอร์วาขึ้นมา จนเผลอตัวพึมพำกับตัวเองอย่างหลงลืมตัว



            "จะเป็นอย่างไรกัน… หากข้ามีกองทัพวิญญาณเป็นของตัวเองเช่นนี้บ้าง?"



            ด้วยอวิชชาที่ชายหนุ่มได้รับการตกทอดมา ถึงจะเป็นการอวดอุตริแต่ก็ต้องยอมรับว่าความคิดนี้สามารถเป็นไปได้ มีศาสตร์แขนงหนึ่งที่สามารถบงการควบคุมวิญญาณคนตาย ใช้อำนาจสะกดให้เชื่อฟัง อีกทั้งยังมีพลังแฝงคล้ายกับพวกนักหลอมอาวุธ ที่สามารถเล่นแร่แปรธาตุสร้างอาวุธวิเศษ ซึ่งจะสามารถสลักพลังวิญญาณลงไปในวัตถุ เพื่อใช้สำหรับช่วยเหลือ ป้องกัน และโจมตีได้ ผู้คนในอารยธรรมแห่งพุทธเรียกบุคคลซึ่งมีความสามารถเช่นนี้ว่า หมอผี!



            และจากข้อมูลที่ได้รับตกทอดมา ศาสตร์สาขานี้ยังแบ่งย่อยไปได้อีกหลายแขนง แต่หลักๆ แล้วจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ หมอผีสายขาวผู้ซึ่งคอยป้องกันเยียวยาใช้อวิชชาในทางที่ถูกที่ควร และหมอผีสายดำผู้ซึ่งใช้อวิชชาในทางที่ผิดบาป ชายหนุ่มยืนมองกัปตันทั้งสองบนเรือฉลามคลั่งปะทะกัน พวกมันห้ำหั่นกันสะเทือนฟ้าทะเลสะท้าน ผลัดกันรุกรับกำราบกันไปมา แต่ดูจากภาพตรงหน้าแล้วคงอีกไม่นาน ผลลัพธ์ก็คงจะปรากฏให้ได้เห็น



            ชายหนุ่มยังคงจมจ่อมอยู่ในห้วงความคิด จินตนาการถึงภาพตัวเองซึ่งกำลังต่อสู้แทนที่เฮนดริก พลางใช้กองทัพวิญญาณจำนวนมากเข้ากลุ้มรุมชาร์กัล ถึงแม้อีกฝ่ายจะปัดป้องได้ แต่ในแง่ของปริมาณพลังวิญญาณนั้นย่อมเทียบกันไม่ติด จึงโดนไล่ต้อนด้วยพลังที่ถดถอยลงตลอดเวลา ผู้ที่มีพื้นฐานเป็นวิญญาณ ย่อมต้องมีพลังวิญญาณที่มากกว่าพื้นฐานอื่นๆ ทั้งหมด บุคคลที่เป็นถึงตัวตนอันโดดเด่น ที่แม้แต่เทพและมารยังต้องชั่งใจหากจะคิดไปหาเรื่อง ดังเช่นจักรพรรดิเทวะผู้พิทักษ์โชคชะตาเหล่านั้น ก็ล้วนมีพื้นฐานเป็นวิญญาณเช่นกัน



            "หากข้าใช้อวิชชาสายดำเล่นงานพวกมันก็คงไม่ผิดบาปกระมังหนอ จะอย่างไรก็เป็นกลุ่มคนชั่วช้าที่คอยปล้นฆ่าชิงเรือ ข้าชอบแล้ว ข้าเห็นดีแล้ว ฮ่าๆ ๆ"



            จู่ๆ มิเนอร์วาก็หัวเราะขึ้นมามองไปทั่วลำเรือฉลามคลั่ง พบเห็นวิญญาณอาฆาตของเหล่ามนุษย์เงือกมากมายกำลังลอยขึ้นมา พวกมันคำรามใส่ลูกเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนทั้งหมดด้วยความพยาบาท แต่เป็นเพราะกฎเกณฑ์บางอย่างจึงไม่อาจข้ามมายังโลกคนเป็นได้ ส่วนพวกที่เหลือในสายตาเด็กหนุ่มก็มองเป็นมดเป็นแมลง เฉยชาให้กับชีวิตของอีกฝ่าย ให้ค่าชีวิตของอีกฝ่ายเท่าปลาตายตัวหนึ่ง ความรู้สึกสงสารเมตตาไม่ปรากฏขึ้นมาเลยสักเสี้ยวเดียว



            ต่อให้ผู้อื่นจะบอกว่าผิดบาป หากแต่ตัวชายหนุ่มเองกลับไร้ซึ่งความรู้สึกผิด หรือละอายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในความคิด ใช้เกณฑ์ความชอบของตัวเอง ตั้งตนขึ้นพิพากษาชีวิตของฝูงแมลงเบื้องหน้า ใบหน้าเปื้อนยิ้มน่าขนลุกของชายหนุ่ม ได้จ้องมองไปที่ฉลามคลั่งพร้อมกับตะโกนสั่งลูกเรือฝ่ายตนทั้งหมด ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเด็ดขาด



            "ข้าเปลี่ยนใจแล้ว! ฆ่าพวกมันให้เรียบเจอคนฆ่าคน เจอสวะฆ่าสวะ!"



            เสียงเฮโลกึกก้องของเหล่าภูตผีดังขึ้นตอบรับ บ้างก็หัวเราะกั๊กๆ เนื่องจากเหลือแต่โครงกระดูก บ้างก็โยนหัวขึ้นฟ้าพร้อมทั้งเสียงหัวเราะชวนขนลุก ร่างกายไร้หัวก็เข้าฟาดฟันเหล่ามนุษย์เงือกเบื้องหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ขวัญกำลังใจของลูกเรือฉลามคลั่งลดฮวบฮาบ ถูกกดดันให้ถอยหลังไปจนเกือบจะถึงเก๋งเรือที่ท้ายลำแล้ว พวกที่อยู่ด้านหน้าสุดยิ่งโดนกดดัน ถูกฆ่าตายล้มไปทีละคนด้วยอาการสั่นกลัว เมื่อเห็นท่าทางเริ่มไม่ดีแล้ว พวกที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่ก็พากันทิ้งอาวุธคุกเข่ายอมจำนน ไม่สนใจเสียงก่นด่าของกัปตันเรือชาร์กัล ที่ตะโกนด่าว่าขี้ขลาดตาขาวเลยแม้แต่น้อย



            แต่ถึงแม้จะทำเช่นนี้ไปก็ไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์นั้นเปลี่ยนแปลง ชายหนุ่มยังคงจดจ้องไปยังร่างที่ร่วงลงไปทีละคนอย่างไม่ไยดี แม้จะมีเสียงอ้อนวอนร้องขอชีวิตมิเนอร์วาก็ไม่ได้เปลี่ยนใจ ตั้งใจทำให้เปลวเพลิงแห่งความหวาดกลัวลุกโหมจนถึงขีดสุด มันผู้ใดเคยถูกผลาญด้วยเพลิงนี้ กาลข้างหน้ามันผู้นั้นจะไม่อาจกล้าแม้เพียงคิดที่จะขัดขืน จากการวิงวอนเริ่มเปลี่ยนเป็นการสาปแช่ง ชายหนุ่มรู้สึกไม่ดีเล็กน้อย จิตใต้สำนึกก็พึ่งจะคิดได้ว่าเมื่อสักครู่นี้ ตนได้เผลอตัวสติหลุดไปชั่วครู่หนึ่ง



            "ฆ่าทิ้งหมดก็เสียดาย หากผู้ใดยอมแล้วก็ให้มัดพวกมันไว้ แต่ถ้ายังอยากดื้อด้านไม่รู้ความ เพลิงพิโรธแห่งข้าจักผลาญสังหารจนกว่าพวกมันจะคิดได้ หากมันผู้ใดประสงค์ที่โทษตาย เช่นนั้นพวกเจ้าก็อย่าได้หลงเหลือไว้ ให้พวกมันได้ไปทำชั่วรังแกผู้อื่นอีก!"



            ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ไร้ซึ่งจิตต่อสู้ อีกทั้งยังยอมจำนนแล้ว เก็บไว้ใช้งานย่อมดีกว่าผูกพยาบาทจองเวรกัน ส่วนพวกที่ล่วงหน้าไปก่อนเหล่านั้น ก็ได้แต่โทษว่าโชคร้ายแล้ว โชคร้ายที่พวกมันดันไม่เจียมตัว ติดตามคนบ้ามาพบเจอกับมิเนอร์วาที่คลั่งมากกว่า ทั้งๆ ที่รู้ว่าหลังจากสยบวาฬโมบี้ลงได้แล้ว เหล่าลูกเรือก็แทบจะหมดแรงกายกันอยู่แล้ว แต่ที่พวกมันยอมทรมานจากการปล่อยให้คำสาปกำเริบ เพื่อแลกมาซึ่งพลังวิญญาณสำหรับต่อสู้นั้น เป็นเพราะต้องการประจบเอาใจมิเนอร์วาซึ่งเป็นนายเหนือหัว หลังจากนี้พวกมันจะมีดีที่ขมปร่าไว้ดื่มดับกระหาย มีเหล็กร้อนลวกไว้กัดกินแทนอาหาร เป็นเพราะไม่เคยมีใครกำราบหรือยื่นข้อเสนอเช่นนี้ให้ ส่วนใหญ่ที่พบเจอกับฟลายอิ้งดัตช์แมน หากไม่กลายเป็นอาหาร ก็ตกเป็นลูกเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนเป็นเวลา 100 ปี



            ถึงจะถูกสาปให้ทรมาน แต่การมีชีวิตอยู่ย่อมต้องดีกว่าตกตายอย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่ทุกชีวิตต่างก็ตระหนักได้ตามธรรมชาติเมื่อเกิดและเติบโตขึ้นมา เป็นการตระหนักรู้แยกแยะว่าสิ่งไหนอันตรายกับชีวิต และสิ่งไหนปลอดภัยสำหรับชีวิต หลังจากพัวพันกันอีกไม่นานชาร์กัลเห็นท่าไม่ดี ก็คิดจะสละเรือหนีตายลงน้ำแต่สิ่งที่มันคิดไหนเลยจะเกิดขึ้น เพียงก้าวยาวๆ ห้าก้าว ชายหนุ่มที่เคยอยู่ห่างออกไปนับหลายสิบก้าวเบื้องหลังบนเรืออีกลำ บัดนี้ได้ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าชาร์กัลด้วยท่าทางที่ยกแขนซ้ายขึ้นเล็ง พร้อมกับปืนสั้นหนึ่งกระบอกที่รัวยิงหกนัดซ้อนดักทางหนี เหตุการณ์ฉุกละหุกเกินไป ใบหน้ามนุษย์เงือกหวาดผวาร่างกายสั่นสะท้าน ลางมรณะทั้งหกลูกถูกยิงเข้าที่ท้องและลำตัว ก่อนจะเจาะไปที่คอ และฝังนัดสุดท้ายเข้าที่หัวกะโหลก



            ร่างกายกำยำนั้นเผยใบหน้าหวาดกลัวสุดขีด วิ่งเลยผ่านมิเนอร์วาไปเอื้อมมือไขว่คว้าอากาศที่ว่างเปล่า และล้มลงหน้าไถไปกับพื้นที่ด้านหลังชายหนุ่ม อีกเพียงไม่ถึงห้าก้าวมันก็จะถึงหัวเรืออยู่แล้ว สิ่งที่มันไขว่คว้าได้หลุดมือไป และผู้ที่พรากมันไปก็คือมิเนอร์วา ที่กำลังพยักหน้าให้เฮนดริกที่วิ่งไล่ตามมา



            "นำสมบัติทั้งหมดใส่แหวนพวกนี้มา ทำได้ใช่หรือไม่?"



            "ได้ขอรับ… สมบัติบนเรือข้าก็เชิญท่านเอาไปเถิดขอรับ นอกจากเหล็กและน้ำดีแล้ว สิ่งมีค่าอื่นล้วนเป็นเพราะยังมีอารมณ์เช่นมนุษย์ ด้วยเพราะเสียดายจึงได้เก็บรักษาไว้ไม่โยนทิ้งทะเลไป"



            เฮนดริกรับคำพร้อมกับคว้าแหวนที่ชายหนุ่มโยนให้ สั่งให้เหล่ากะลาสีผีแยกย้ายไปค้นสมบัติทั้งหมดมากองไว้ที่ดาดฟ้าเรือ โดยมีเหล่าลูกเรือผู้รอดชีวิตเป็นผู้นำทาง มิเนอร์วาเองก็เริ่มนั่งสมาธิปากก็ท่องสวดภาษาแห่งพุทธะ ราวกับกำลังร่ายมนตร์ดลบันดาล บังเกิดสายลมแรงพัดมาเป็นครั้งคราวพร้อมเสียงกรีดร้องจากโลกวิญญาณ เหล่าลูกเรือที่เหลือต่างพากันตกใจให้กับเสียงพยาบาท มันเยือกเย็นน่าขนลุก ทุกครั้งที่ได้ยินนั้นต่างก็มุ่งเป้าไปที่ชายหนุ่ม ผู้ซึ่งได้เรียกพวกมันข้ามมายังภพคนเป็น วิญญาณมนุษย์เงือกหลายสิบตนพุ่งเข้ามาหาชายหนุ่มหวังสูบกินเลือดเนื้อ จิตอาฆาตเต็มไปด้วยความพยาบาท แต่ก็ไม่เป็นผลถูกธรรมรังสี 9 แสงรอบร่างกายต่อต้านไว้ ชาร์กัลเองที่พึ่งลอยออกมาจากร่างก็เป็นเช่นเดียวกัน



            เฮนดริกและลูกเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนทั้งหมดต่างหยุดมองภาพตรงหน้าอย่างประหลาดใจ ไม่คิดว่านายเหนือหัวของพวกมัน จะยังคงซ่อนความสามารถที่น่ากลัวไว้อีกมาก จากความเคารพเริ่มแปลงเปลี่ยนเป็นศรัทธา จากนั้นในตอนนี้จึงกลายมาเป็นคลั่งไคล้อย่างไม่ลืมหูลืมตาก็ว่าได้ ชายหนุ่มลืมตาขึ้นใช้มีดกรีดนิ้ว และเริ่มรีดเลือดวาดเป็นอักขระโลหิตลอยล่องอยู่กลางอากาศ ก่อนจะตบมือพนมเสียงดังและร่ายยาว



            "ผู้ควรอยู่ล้วนไม่อยู่ ผู้ไม่ควรตายกลับตกตาย วิญญาณชั่วรับกรรมซะ!"



            สิ้นเสียงของมิเนอร์วาไอหมอกสีดำมืดก็กระจายไปทั่วร่าง ก่อนจะผสานไปกับอักษรโลหิต อักขระสีเลือดแดงเข้มค่อยๆ ส่องแสงสาดประกาย ก่อนที่จะกลายเป็นพายุน้ำวนสีโลหิต ที่ดูดกลืนวิญญาณทั้งหมดที่พึ่งตกตาย แม้แต่วิญญาณที่อยู่กับเฮนดริกเองก็ยังได้รับผลกระทบเล็กน้อย ก่อนจะสลายไปเพราะถูกคำสาปทำลาย ผ่านไปไม่ถึงสิบวินาทีเหตุการณ์ทุกอย่างก็กลับมาสงบ ไร้ลม ไร้คลื่น ไร้เสียงใด ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์ให้ความสว่าง ภายใต้เงาที่ทอดออกไปของมิเนอร์วาปรากฏคลื่นเงาดิ้นยุกยิก ราวกับไม่เต็มใจ ไม่ยอมจำนน ก่อนที่จะเกิดเสียงหวีดร้องอย่างเจ็บปวดเพราะโดนต่อต้าน และได้แต่ยินยอมให้ควบคุมอย่างจำยอม



            "จงตื่น!"



            เงาผีจำนวนมากต่างก็กระโดดออกมาจากเงาของมิเนอร์วา โดยมีชาร์กัลในร่างวิญญาณที่ยังคงมีร่างกำยำเฉกเช่นยามมีชีวิต มันในตอนนี้กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้ามิเนอร์วา และฝูงเงาผีจำนวนมากก็คุกเข่าอยู่เบื้องหลังชาร์กัลอีกที บารมีแผ่เทียมฟ้า ธาราครืนเครงเพราะหวั่นกลัว ฝูงห่าวิญญาณผีต่างพากันตะโกนขึ้นเสียงดัง แผ่ความเยือกเย็นเสริมอำนาจบารมีให้แก่ผู้เป็นนาย



            “คารวะองค์ราชา!...”



            พันวิญญาณส่งเสริมฟ้า หมื่นห่าผีมอบภักดี! พวกมันทุกตนต่างเอ่ยขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน มิเนอร์วาพยักหน้า และเอ่ยยื่นข้อเสนอที่อีกฝ่ายไม่สามารถปฏิเสธได้



            "ทำงานให้ข้า 10 ปีหลังจากนั้นพวกเจ้าจะเป็นอิสระ ถือเสียว่าชดใช้กรรมก็แล้วกัน เจ้าพวกนั้นโดนตั้ง 100 ปี หากเป็นทวยเทพองค์อื่นถูกลบหลู่เยี่ยงนี้แล้วละก็… ข้าล่ะไม่อยากจะคิดสภาพเลย พวกเจ้าควรจะดีใจนะที่เป็นข้า"



            เหล่าวิญญาณเงาผีทั้งหมดส่งเสียงตอบรับไร้ซึ่งความคิดจะต่อต้าน ชายหนุ่มโบกมือหนึ่งทีพวกมันทั้งหมดก็หายไป หลบเร้นอยู่ในเงามืดข้างกายของชายหนุ่ม สมบัติกองเท่าภูเขาขนาดย่อมกะเกณฑ์คร่าวๆ แล้ว คงมีไม่ต่ำกว่า 2 ถึง 3 ล้านเหรียญทอง และคาดว่าน่าจะมีอีกเยอะที่ถูกซ่อนอยู่ ที่ซ่อนสมบัติย่อมเป็นรังของพวกมันทางน่านน้ำที่ปกครองอยู่ ขนาดลำดับ 8 ยังมีทรัพย์สมบัติมากมายขนาดนี้ ไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่าราชาโจรสลัดลำดับที่หนึ่งจะมีมากกว่ากี่เท่าตัว สมบัติทั้งหมดถูกยัดลงแหวนมิติ และถูกส่งมอบกลับคืนเจ้าของ ชายหนุ่มพึงพอใจอย่างมากจึงหันไปกำชับ และหยิบยื่นกลีบบัวหลายกลีบให้กลุ่มมนุษย์เงือก ที่เหลือเพียงสิบกว่าตน กลุ่มฉลามคลั่งได้ล่มสลายแล้ว ต่อแต่นี้ไปจะถือกำเนิดขึ้นใหม่ในนามโซลดาโต้ อัศวินของผู้ถือหอกแห่งความลับ ภารกิจของเฮนดริก ก็คือภารกิจของพวกมันทุกตนที่เหลืออยู่ โจรสลัดมนุษย์เงือกต้องทำงานร่วมกับโจรสลัดต้องสาป และในอนาคตก็จะใช้วิธีนี้ในการขยายแผ่อำนาจเช่นกัน



            มิเนอร์วาตั้งใจจัดตั้งกองกำลังลับนี้ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นแรงหนุนในเงามืดคอยรวบรวมข่าวสาร ลอบสังหาร จารกรรมข้อมูล ขยายอำนาจในการติดต่อสื่อสารไปทั่วทุกมุมโลก น่านน้ำทั้งหมดจะมีเฮนดริกเป็นผู้ดูแลและสั่งการ ส่วนภาคพื้นดินที่อยู่ติดกับท่าเรือ จะเป็นหน้าที่ของเหล่าโซลดาโต้ในการปฏิบัติภารกิจ ที่ได้รับจากเฮนดริกอีกที และในอนาคตการจะขยายไปทุกหนทุกแห่งบนภาคพื้นดิน ย่อมมีความเป็นไปได้ว่าจะสำเร็จ โดยจะเริ่มต้นสร้างกิจการขายข่าวประจำเดือน ที่รวบรวมมาได้จากทั่วโลก แม้ในคืนนี้พระจันทร์จะสาดแสง แต่แสงที่สาดลงมากลับมีสีแดงเลือด ซึ่งต่างจากสีเหลืองอ่อนโยนโดยปกติ ชายหนุ่มเองก็พึ่งสังเกตเห็นสิ่งผิดปกตินี้เช่นกัน เนื่องจากมุ่งเน้นให้ความสนใจไปกับเรื่องวุ่นวายเมื่อก่อนหน้า



            "ข้าสังหรณ์ใจแปลกๆ พิกล รีบส่งข้ากลับแทนลายัสส่วนพวกเจ้าเลือกกัปตันขึ้นมาคนหนึ่ง และไปนำสมบัติทั้งหมดกลับมาให้ข้า ต่อแต่นี้ไปของคำสั่งเฮนดริกก็คือคำสั่งของข้า ไม่ว่าฟลายอิ้งดัตช์แมนจะไปที่ไหนหากไม่มีคำสั่ง พวกเจ้าก็ต้องติดตามนางไปทุกที่ เฮนดริกเจ้ามาจัดการต่อเลยแล้วกัน ข้าง่วงแล้วอยากพักผ่อน"



            ชายหนุ่มหันหลังก้าวขาไม่กี่สิบก้าวก็ปรากฏก็ตัวขึ้นหน้าประตูห้องของตัวเอง และเข้าไปหลับโดยปล่อยเรื่องวุ่นวายข้างนอกให้เป็นหน้าที่ของเฮนดริก อีกฝ่ายก็ไม่ทำให้มิเนอร์วาผิดหวัง นัดแนะสถานที่ติดต่อกันพร้อมกับพ่วงภารกิจย่อย ในการรวบรวมน้ำดีจากสัตว์ทุกชนิดหรือไม่ก็ของศัตรู รวมไปถึงเหล็กจำนวนมากที่หลอมมาเป็นก้อนโลหะ ในตอนแรกชายหนุ่มก็คิดจะไปกว้านซื้อทั้งสองสิ่งมามอบให้ แต่ในเมื่อตอนนี้มีสมุนให้ใช้งาน ย่อมต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ เพียงไม่นานเรือทั้งสองลำก็ลอยแยกจากกันไป ไม่ได้สนใจวาฬโมบี้ที่ลอยตัวหมดซึ่งเรี่ยวแรง มันจ้องดูฟลายอิ้งดัตช์แมนที่ค่อยๆ หายไปกับเส้นขอบฟ้า ดูคล้ายกับมันจะพยายามส่งเสียงเรียก แต่อาจจะเป็นเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการว่ายหนีไม่ได้พักมาหลายวัน ตัวมันจึงทำได้แค่เอียงตัวลอยอย่างสุดความสามารถ



            เวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปตามระยะทางเป้าหมายที่หดสั้นลง ในหลายวันที่ผ่านมาการเดินเรือเป็นไปอย่างราบรื่น มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พบเจอเข้ากับเรือธงของราชาโจรสลัดลำดับที่ 6 และ 5 ชายหนุ่มเองก็หมายจะเข้าไปไล่ล่า แต่ดันผิดคาดทันทีที่หัวเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนเริ่มเปลี่ยนเข็ม สองพี่น้องโรคจิตคู่นั้นก็แยกเรือหนีไปคนละทิศคนละทาง ชายหนุ่มเองก็ใบ้กินเช่นกัน ไม่คิดไม่ฝันว่าพวกมันจะเลี่ยงไม่ปะทะ แล้วหนีแยกกันเช่นนี้ ด้วยความจนใจไม่รู้จะตามใครดี จึงเลิกให้ความสนใจ และมุ่งหน้าไปถือที่เข็มเดิม นับว่าพวกมันฉลาดรู้จักหลบไม่เข้าปะทะ ไม่อย่างนั้นเดาว่าอาจจะมีชะตากรรมเช่นฉลามคลั่ง รอพวกมันอยู่ก็เป็นได้ หลังจากผ่านการผจญภัยอันยาวนาน ในที่สุดเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนก็เดินทางมาถึงน่านน้ำทางเหนือใกล้เขตแดนของอาณาจักรแทนลายัสไปทุกที



            แต่ทว่ากลับเกิดเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น เหล่าลูกเรือผีแต่เดิมล้วนไม่จำเป็นต้องหลับนอน ไม่ทราบด้วยเหตุใดทุกคนต่างก็พากันหลับนอนไม่ได้สติ แม้แต่อามูร์ผู้เป็นศูนย์รวมวิญญาณพยาบาทก็หลับใหลไม่มีความรู้สึกเช่นกัน ทั่วทั้งลำเรือมีเพียงมิเนอร์วาเท่านั้นที่ลืมตาไม่อาจนอนหลับ จู่ๆ ก็ปรากฏละอองแสงสีทองหล่นมาจากฝากฟ้า เหนือหัวสูงขึ้นไปปรากฏเป็นช่องว่างของมวลเมฆที่เปิดออก ด้านในราวกับมีพายุพัดหมุนเป็นเกลียว ปรากฏเทพีรูปหนึ่งที่พันผ้าปิดตาไว้ ใบหน้านั้นช่างยากจะหาสิ่งใดมาพรรณนา เป็นความงามล้ำที่เย้ยโลกหล้า เวลาแทบจะหยุดนิ่งเมื่อได้เห็นความงามนี้ มือซ้ายถือตาชั่งสูงหนึ่งศอก ส่วนมือขวาจับดาบยาวที่เจ็ดคืบ นางก้มหน้าลงมามองมิเนอร์วาเอ่ยแจ้งเสียงราบเรียบ



            “เราคือตัวแทนขององค์จักรพรรดิ มาที่นี่ตามบัญชาของพระองค์ท่าน เพื่อมอบมหาโชคลาภอำนวยพรสุดท้ายให้แก่เจ้า ปรารถนาในสิ่งใดจงแจ้งแก่เรามา หากทำได้เราย่อมบอกว่าทำได้…”



            ‘เป็นนาง…’



            จู่ๆ อีฟริทก็ส่งเสียงรำพันขึ้นมาอย่างแปลกใจ ไม่คาดฝันว่าจะได้พบพานสหายเก่า แน่นอนว่าอีกฝ่ายก็รู้ตัวอยู่แล้วเช่นกัน ว่าอีฟริทนั้นกำลังหลับใหลอาศัยอยู่ในลูกเต๋ากำหนดชะตา เขาไม่พูด นางก็ไม่ได้สนใจ ยังคงยึดเอาเจตน์ของนายเหนือเป็นสำคัญ



            ‘นางเป็นผู้ใดกันขอรับท่านอาจารย์ แล้วข้าควรขอสิ่งใดจึงจะเป็นประโยชน์ที่สุด?’



            ‘ราชันย์จากเผ่าสัตว์เทวะผู้พิทักษ์โชคชะตาแห่งทิศตุลย์ เป็นเผ่าที่ได้ชื่อว่ายุติธรรมมากที่สุดและตัดสินทุกอย่างแบบตรงไปตรงมา นางถือตาชั่งของจักรพรรดิสัตว์เทวะมาด้วย เช่นนั้นก็ย่อมเหมือนองค์จักรพรรดิมาเยือนด้วยตนเอง ข้าแนะนำให้เจ้าขอประกาศิตอันชอบธรรม สิ่งนี้จะมีประโยชน์ต่อเจ้าในอนาคตอย่างแน่นอน ยอมจ่ายออกด้วยอายุขัยจำนวนหนึ่งเพียงครั้งเดียว เจ้าก็จะสามารถลดช่องว่างระหว่างศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าได้ 1 ระดับ ยกตัวอย่างเช่น หากศัตรูเป็นครึ่งเทพ พลังของมันก็จะถูกกดลงให้เท่ากับเจ้าที่เป็นเพียงเหนือมนุษย์ ประกาศิตอันชอบธรรมนี้ เป็นดั่งตาชั่งที่เท่าเทียมซึ่งสามารถชั่งตวงให้ทั้งสองฝ่ายมีแต่ความเสมอภาค เป็นหรือตายล้วนขึ้นอยู่ที่ฝีมือตัวเองแล้ว’



            มิเนอร์วาย่อมเชื่อฟังคำพูดของผู้เป็นอาจารย์ หากท่านว่าดีตนเองย่อมต้องว่าดี รีบเอ่ยขอทันทีไร้ซึ่งความลังเล



            “ข้าต้องการประกาศิตอันชอบธรรม ต้องแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งใด ขอเทพีท่านบอกมาเถิด…”



            “มหาโชคลาภอำนวยพรสุดท้ายได้หมดลงแล้ว ขอประกาศิตอันชอบธรรมจงสถิตอยู่กับเจ้า อายุขัย 20 ปีย่อมเพียงพอแล้ว…”



            ละอองแสงสีทองที่หล่นมาจากฝากฟ้าเริ่มจืดจาง เหนือหัวสูงขึ้นที่เดิมปรากฏเป็นช่องว่างของมวลเมฆที่เปิดออกอีกครั้ง ด้านในยังคงมีพายุพัดหมุนเป็นเกลียวเช่นครั้งเมื่อก่อนหน้า เทพีผู้ที่ถือตาชั่งชูสูงขึ้นฟ้า ให้พรสุดท้ายแก่ชายหนุ่มเสร็จแล้ว ก็จากไปพร้อมกับนภากาศที่สงบลง มิเนอร์วาที่ถูกดึงอายุขัยออกไปจำนวนมากในทีเดียว ถึงกับล้มทรุดต้องคุกเข่าอย่างอิดโรย ภายในจิตสัมผัสได้ถึงก้อนพลังงานลึกลับบางอย่าง ที่ให้ความรู้สึกยุติธรรมเที่ยงตรง เป็นดั่งตาชั่งที่ใช้วัดทุกอย่างด้วยความเท่าเทียม



            บนท้องฟ้าสูงในยามค่ำคืนอันเงียบสงบ วิหคยักษ์ตัวหนึ่งร้องขึ้นอย่างดีใจ และตีปีกบินลงมายืนคลอเคลียชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของ ในขณะที่ทุกคนกำลังงัวเงียพึ่งตื่นจากการหลับใหล มิเนอร์วาที่เหนื่อยล้าจึงได้สั่งกำชับงานลงไปอีกครั้ง



            "เฮนดริกงานฝั่งนี้ข้าฝากเจ้าดูแลด้วย ส่วนเรื่องอาหารของพวกเจ้าคืนวันพรุ่งนี้ ข้าจะให้คนนำของทั้งสองสิ่งมามอบให้ จำไว้หลีกเลี่ยงไม่ต้องปะทะ เน้นหาข้อมูลเป็นหลัก"



            "ข้าจะทำให้ดีที่สุด ขอนายท่านอย่าได้เป็นกังวล"



            คาโปเดชินาตอบรับคำอย่างเชื่อฟัง มิเนอร์วาร่ำลาเหล่าลูกเรือ และกระโดดขึ้นหลังอินทรีเกล็ดศิลา บินหายลับไปจากสายตาของเหล่าลูกเรือผี มุ่งหน้าตรงไปยังฐานบัญชาการหลักของซัลวาโตเรแฟมิลี่ การเดินทางครั้งนี้ผลประโยชน์ที่ได้รับมีมากไม่ใช่น้อย จากการประเมินคร่าวๆ เมื่อนับรวมกับสมบัติจากเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนด้วยแล้ว อย่างน้อยก็มีไม่ต่ำกว่า 30 ล้านเหรียญทองเป็นอย่างน้อย ชายหนุ่มกำลังฝันหวานถึงกิจการของตนทั้งหมด ที่กำลังรอให้กลับไปหา หลังต้องแยกจากกันไปนานเกือบครึ่งปี



            แต่ภาพที่เห็นกลับกลายเป็นฝันร้าย ปลุกให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์อันหอมหวาน ที่ต้องเห็นกลับไม่ได้เห็น ที่ต้องการกลับถูกทุบทำลาย ซากปรักหักพังที่ดำไหม้เหลือแต่ตอไม้ และศิลาที่เต็มไปด้วยเขม่าควันดำปรากฏอยู่ทั่วทุกที่ แม้แต่ในส่วนลึกที่เคยเป็นบ้านใช้หลับนอน ก็ไม่หลงเหลือเค้าโครงเช่นดังเดิม มีเพียงวิญญาณอาฆาตที่ไม่ได้สติร้องคำรามไร้เสียงจำนวนมาก ที่กำลังล่องลอยอยู่อย่างน่าเวทนา ทางทิศตะวันตกปรากฏเสียงอัสนีครืนครัน กำลังพุ่งเข้ามาหาด้วยความรวดเร็ว ทางทิศตะวันออกเองก็มีพยัคฆ์ตัวหนึ่งกระโดดเข้ามา หมายจะตะครุบชายหนุ่มให้ดับดิ้น อัสนีเส้นนั้นปะทะชนเข้ากับพยัคฆ์จากทิศบูรพานี้อย่างรุนแรง ก่อนที่ทั้งสองจะดีดตัวแยกออกจากกัน และหยุดลงในที่ไกล



            มิเนอร์วาจดจ้องใช้สายตาเย็นชา มองไปที่ผู้มาจากทิศบูรพา แล้วเอ่ยขึ้นอย่างดูแคลน รู้สึกเหยียดหยันอยู่หลายส่วน



            "สุดท้ายก็หางโผล่… เป็นตัวสวะโง่งมโดยกำเนิดอย่างแท้จริง ไม่รู้จักคิดว่าที่ใดคือบ้านที่ปลอดภัย เลือกเมินเฉยป่ารกทึบที่เคยเป็นบ้านปกป้องภัย แต่กลับเลือกจะอาศัยในทุ่งหญ้าอันโล่งกว้าง ซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่าผู้ถูกล่า…"



            พูดจบมิเนอร์วาก็กรีดนิ้วตัวเอง วาดอักขระโลหิตส่องแสงเจิดจ้าอย่างรวดเร็ว สายลมเริ่มกรรโชกพัด เสียงโหยหวนที่พวกมันน้อยครั้งนักจะได้สัมผัส ก็ดังขึ้นอย่างน่าขนลุกขนชัน เบื้องหลังมิเนอร์วาวิญญาณจากภพคนตายเริ่มปรากฏที่ภพคนเป็น หอกทั้งสองเล่มที่เคยถูกหักทำลาย ยามนี้ได้สติจากการปลุกให้ตื่นจากความอาฆาตพยาบาท และมองดูไปรอบๆ ซากอาคารที่ไหม้ดำ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ทั้งสองคุกเข่าลงกับพื้นด้วยใบหน้าสำนึกผิด



            "ข้าขอโทษ… โชคร้ายเป็นของเรา หากชีวิตนี้จะมีอะไรให้เสียใจ ก็คงเป็นช่วงเวลาที่ข้าพึ่งได้กลับตัวกลับใจนั้นมันสั้นนัก ให้ตายสิ… พระเจ้า! พึ่งจะกลายเป็นคนดีได้ไม่นานก็ต้องมาตายเสียแล้ว"



            วิญญาณหัวล้านของหอกแห่งการปกป้องเอ่ยขึ้น ใบหน้าเปี่ยมโศกากลิ่นอายเสียดายสำนึกผิดกระจายไปทั่วร่างวิญญาณ



            "ลูกพี่… ข้าละอายใจนัก ไม่อาจปกป้องสมบัติทั้งหมดของพวกเราได้ หากชาติหน้ามีจริง ข้าจะขอทำงานใช้หนี้ก้อนนี้ให้แก่ท่าน"



            มาร์ตี้เองก็โศกสลด รู้สึกว่าตนเองนั้นทำสมบัติทั้งหมดของลูกพี่หาย ติดค้างหนี้กับอีกฝ่าย ชายหนุ่มไม่หันหลังกลับไปมอง แววตาแดงระเรื่อเย็นชายังคงจ้องมองไปที่พยัคฆ์บูรพา ซึ่งกำลังชะงักเพราะตกใจที่เห็นวิญญาณผี



            "ลูดอฟ… เจ้าควรจะเสียใจ หากชีวิตนี้ไม่เคยทำดีมากกว่า อย่างน้อยชีวิตนี้พวกเจ้าก็มีจิตคิดเป็นกุศล ชาติหน้าเกิดมาก็ตั้งใจทำกุศลละเว้นกรรมชั่วให้มากๆ เถอะ มาร์ตี้… เจ้าไม่ได้เป็นหนี้ข้า เงินทองนั้นของนอกกายครอบครัวต่างหากคือสิ่งมีค่า เจ้าจริงใจต่อข้าถึงเพียงนี้ เป็นตัวข้าต่างหากที่ติดค้างพวกเจ้าทั้งหมด พวกมันพุ่งเป้ามาที่ข้าเพราะตั้งใจมานานแล้ว อาศัยจังหวะที่ข้าไม่อยู่ลงมือ ช่างขี้ขลาดเสียจริง…"



            เวอร์โนมองฉากตรงหน้า ก็รีบเอ่ยเตือนชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วง



            "มิเนอร์วา! อยู่นานไม่ได้ต้องถอยก่อน เจ้าโง่นั่นรวมหัวกับพวกราชวงศ์ก่อกบฏปฏิวัติพวกเรา กลุ่มซัลวาโตเรของพวกเจ้าโดนโจมตีเป็นที่แรก ผู้คนทั้งหมดตายก่อนที่ข้าจะมาถึงเสียอีก รายละเอียดค่อยคุยกันที่วังเถอะ ไป!"



            มิเนอร์วาไม่ได้ขยับร่างตามเวอร์โนที่พุ่งผ่านไป มันผ่านไปได้แปบเดียวก็หยุดลงอย่างสงสัย ชายหนุ่มยกยิ้มแสยะน่าขนลุก ราวกับเส้นบางๆ เส้นนั้นจะขาดลงอีกครั้ง ความบ้าคลั่งอำมหิตโหมปะทุ กลิ่นอายสีดำพัดกระพือไปทั่วบริเวณ ปรากฏสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งมัจฉาร่างดำหลายตนขึ้น พวกมันคุกเข่าอยู่ที่ด้านหลังของมิเนอร์วา ชายหนุ่มชี้นิ้วไปที่พลายัตเบื้องหน้า แววตาไม่สั่นไหวแต่ใบหน้ากลับบ้าคลั่งยากจะปิดมิด เอ่ยสั่งอย่างเยียบเย็นเต็มไปด้วยจิตสังหาร



            "ฆ่ามันให้ข้า! ข้าจะเอาวิญญาณมันมาทรมานเล่น"



            เป็นเหนือมนุษย์ระดับสูงแล้วอย่างไร ต่อให้เป็นเหนือมนุษย์ระดับสูงสุด ชายหนุ่มก็มั่นใจว่าจะสามารถต่อกรด้วยได้อย่างสูสี เรียกว่าตนก็ไร้พ่ายในชั้นนี้ หากเป็นผู้มีพื้นฐานวิญญาณอื่น ที่ฝึกศาสตร์ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเส้นทางชะตาของตนเอง พลังที่แท้จริงย่อมลดทอนลงไปอย่างมหาศาล แต่ไม่ใช่กับมิเนอร์วาที่ได้รับมรดกแห่งพุทธะ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับโลกวิญญาณโดยตรง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะสามารถแสดงศักยภาพที่แท้จริง ของความน่ากลัวนี้ออกมาได้อย่างเต็มกำลัง

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน