นับว่าคุ้มค่าพอให้หลิงเทียนลงมือหลอมอาวุธขึ้นมาเองแล้ว
"ข้าขอซื้อก้อนนี้มาทดสอบดูสักหน่อย!" หลิงเทียนเอ่ยขึ้นอย่างแเี ก่อนจะหยิบหินก้อนนั้นขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ แล้วโยนศิลาิญญาระดับต่ำห้าสิบก้อนลงไป
ถึงตอนนี้เงินก้อนโตของเขายังไม่ทันได้ก้าวพ้นหอจู้เป่าก็แทบไม่เหลือหรอแล้ว กระทั่งศิลาิญญาที่จะนำไปซื้อเตาหลอมและชุดเครื่องมือสำหรับหลอมอาวุธก็ยังไม่พอเสียด้วยซ้ำ
"หากคุณชายชอบ หินดิบพวกนี้ท่านสามารถเปิดดูได้ตามสบาย ข้าจะลงบัญชีของข้าเองเ้าค่ะ!" เถ้าแก่น้อยเอ่ยอย่างใจกว้างยิ่งนัก
"ไม่ต้อง ไว้โอกาสหน้าเถิด!" หลิงเทียนส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยถามต่อ "หอจู้เป่ามีสถานที่สำหรับหลอมอาวุธหรือไม่?"
"หลอมอาวุธ!? คุณชายคิดจะหลอมอาวุธด้วยตนเองหรือเ้าคะ?" เถ้าแก่น้อยได้ยินเช่นนั้น สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที
"มิเช่นนั้นเล่า?" หลิงเทียนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ไม่พบเตาหลอมหรือแท่นตีเหล็กเลยสักชิ้น
"เช่นนั้นหอจู้เป่าของเราคงไม่มีของพวกนี้จริง ๆ คิดไม่ถึงเลยว่าคุณชายจะหลอมอาวุธเป็ด้วย เื่นี้ออกจะน่าประหลาดใจอยู่บ้างนะเ้าคะ" เถ้าแก่น้อยเม้มปาก ในใจยิ่งกังขาหนักกว่าเดิม
เพราะการบำเพ็ญคู่ทั้งวิถีศาสตราวุธและวิถีโอสถนั้นหาได้ยากยิ่ง ย่อมไม่มีเวลาและพร์พอจะก้าวข้ามสองมรรคาใหญ่ไปพร้อมกันได้ นับประสาอะไรกับการเข้าถึงแก่นแท้ขั้นสูง
"ทว่าหากคุณชาย้าหลอมอาวุธจริง ข้ารู้จักสถานที่แห่งหนึ่ง ช่างประจวบเหมาะยิ่งนัก วันนี้เป็วันทดสอบของสมาคมศาสตราวุธพอดี ขอเพียงเข้าร่วมการทดสอบ ที่นั่นย่อมมีสิ่งของที่ใช้ในการหลอมอาวุธครบครัน คุณชายสนใจไปลองดูหรือไม่เ้าคะ?"
เมื่อเห็นหลิงเทียนขมวดคิ้ว เถ้าแก่น้อยจึงรีบเอ่ยเสนอขึ้นมา
"การทดสอบของสมาคมศาสตราวุธหรือ?" หลิงเทียนเลิกคิ้ว เื่นี้ไม่ได้อยู่ในแผนการเดินทางของเขาแต่แรก
"ถูกต้องเ้าค่ะ สมาคมศาสตราวุธและสมาคมโอสถคือสององค์กรใหญ่ที่ราชวงศ์ต้าฉินก่อตั้งขึ้น โดยตั้งตนเป็อิสระไม่ขึ้นตรงต่อเมืองหรือสำนักใด ทุก ๆ หนึ่งเดือนจะมีการจัดทดสอบขึ้นหนึ่งครั้ง อีกทั้งอยู่ไม่ไกล ตั้งอยู่ข้างหอจู้เป่าแห่งนี้นี่เองเ้าค่ะ" เถ้าแก่น้อยพยักหน้า
"อ้อ เช่นนั้นข้าจะไปดูสักหน่อย!"
ในเมื่อมีทรัพยากรให้ใช้โดยไม่ต้องลงทุนเอง หลิงเทียนย่อมไม่ปฏิเสธ เขาจูงมือซ่งหลิงเอ๋อร์แล้วเดินออกจากหอไปทันที
รอจนร่างของคนทั้งสองลับสายตาเถ้าแก่น้อยไป ด้านหลังของนางก็ปรากฏหญิงสาวอีกคนเยื้องกรายเข้ามา
นางสวมชุดกระโปรงยาวเข้ารูปสีดำสลับทอง ขับเน้นเอวคอดกิ่วเรือนร่างอรชรให้น่าดึงดูดยิ่งขึ้น "พี่จิ้ง เหตุใดท่านจึงให้เกียรติคนผู้นี้ถึงเพียงนั้น ท่านเป็ถึงคุณหนูใหญ่แห่งจวนเ้าเมืองเชียวนะ"
"โอสถพวกนั้น เ้าได้ตรวจดูแล้วหรือไม่?" เถ้าแก่น้อยเอ่ยถามกลับ
"อืม ตรวจดูแล้ว แม้ข้าจะหลอมโอสถไม่เป็ แต่โอสถพวกนั้นเป็ระดับสุดยอดจริง ๆ ในหุบเขาเฟินเซียงของข้าไม่เคยปรากฏมาก่อน อย่างน้อยพี่สาวข้าคงหลอมออกมาไม่ได้แน่ และแน่นอนว่าไม่ใช่คนผู้นี้หลอมเองหรอก แค่ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณคนหนึ่ง ย่อมต้องได้มาจากผู้อื่นเป็แน่" หญิงสาวผู้นั้นยิ้มตอบ
"หึ ๆ ตอนแรกข้าก็สงสัยเช่นนั้น แต่ข้ากลับรู้สึกขึ้นเรื่อย ๆ ว่าโอสถพวกนี้คนผู้นี้เป็ผู้หลอมขึ้นมาเองจริง ๆ มันเป็เพียงความรู้สึก เ้าเชื่อข้าหรือไม่เล่า?" เถ้าแก่น้อยยิ้มกล่าว
"อีกอย่าง ข้าสงสัยว่าในร่างของเขามีเพลิงวิเศษอยู่ เ้าไม่ใช่หรือที่เพียรบอกให้ข้าช่วยค้นหาอัจฉริยะที่มีเพลิงวิเศษให้? คนผู้นี้ข้าโน้มน้าวให้เขาไปทดสอบที่สมาคมศาสตราวุธแล้ว เ้าอย่าได้พลาดเชียวล่ะ"
"เอาเถิด วันนี้ข้าเป็กรรมการคุมสอบพอดี ข้าจะลองไปดูสักหน่อย หวังว่าหมอนั่นจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ"
หญิงสาวพยักหน้า ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินจากไป
ขณะนี้หลิงเทียนได้มาหยุดอยู่หน้าสมาคมศาสตราวุธแล้ว ต้องยอมรับเลยว่าสมาคมศาสตราวุธตั้งอยู่ข้างหอจู้เป่าในทำเลที่ยอดเยี่ยมยิ่ง ตัวอาคารทรงสูงตระหง่านคล้ายคมกระบี่นับร้อยเล่มเล่มตั้งตระหง่าน ลวดลายคมสันชัดเจน มีไอความร้อนพวยพุ่ง แผ่รังสีอันร้อนแรงออกมา
บนลานกว้างของสมาคมศาสตราวุธ มีช่างหลอมอาวุธมารวมตัวกันแน่นขนัด ดูเหมือนว่าการทดสอบกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ซ่งหลิงเอ๋อร์และหลิงเทียนไม่เคยมาที่นี่มาก่อน จึงเดินงก ๆ เงิ่น ๆ เบียดเสียดฝูงชนเข้าไปอย่างยากลำบาก ทว่ากลับพบว่าการทดสอบต้องลงทะเบียนเสียก่อน
"ชื่อ ระดับบำเพ็ญเพียร" ผู้ดูแลสมาคมศาสตราวุธเื้ัโต๊ะลงทะเบียนเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้ามอง
"อู๋ิ ระดับบำเพ็ญเพียร... หลอมปราณขั้นที่หก!" หลิงเทียนครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วตอบ
เพราะเขารู้ดีว่า หากตนเองหลอมกระบี่ขึ้นมาหน้าสมาคมศาสตราวุธ ย่อมต้องะเืไปทั่วทั้งเมืองลั่วแน่นอน ดังนั้นเขาจะไม่ใช้ชื่อจริงของตนเด็ดขาด
"หลอมปราณขั้นที่หก? เ้าบ้าไปแล้วหรือ?"
ทว่าสิ้นเสียงของหลิงเทียน ผู้ดูแลผู้นั้นพลันเงยหน้าขึ้นทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แม้แต่ฝูงชนรอบข้างก็หันมาจ้องมองหลิงเทียนราวกับมองคนโง่เขลา
"มีอะไรหรือ?"
หลิงเทียนยังคงไม่เข้าใจ แต่เมื่อมองตามสายตาของทุกคนไปยังประกาศด้านหลังผู้ดูแล เขาจึงบรรลุแจ้งว่า บริเวณนี้คือสถานที่ทดสอบของช่างหลอมอาวุธระดับสร้างรากฐาน เขามาผิดที่เสียแล้ว
"มีอะไรหรือ? ช่างน่าขันนัก! ขยะระดับหลอมปราณไร้ค่าเสนอหน้ามาลงทะเบียนตรงนี้เนี่ยนะ? เ้าเจตนามากวนประสาทใช่หรือไม่?" ผู้ดูแลตวาดลั่นด้วยความโมโห
"นั่นสิ ไม่เห็นหรือว่ามีคนต่อแถวตั้งเยอะแยะ ระดับหลอมปราณจะมาเสนอหน้าทำไม?"
"ไสหัวไปอีกฝั่งนู้นเลยไป!"
ฝูงชนรอบข้างต่างเริ่มหมดความอดทน
"ฮือฮา!"
ทันใดนั้นเสียงฮือฮาดังระงับขึ้นจากด้านหลังฝูงชน เงาร่างหลายสายแหวกกลุ่มคนก้าวเข้ามา
เมื่อหลิงเทียนเห็นเครื่องแต่งกายของผู้นำกลุ่ม สีหน้าภายใต้ร่มผ้าก็พลันแปรเปลี่ยนไปทันที ศิษย์ตำหนักศัสตราสายนอกและสายในแห่งสำนักเฉียนหยวน! อีกทั้งดูจากไอปราณ ระดับบำเพ็ญเพียรยังบรรลุถึงระดับสร้างรากฐาน่กลางขั้นสูงสุดแล้ว ฐานะของคนผู้นี้ในตำหนักศัสตราย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
"นั่นคือซูเลี่ย ศิษย์เอกแห่งตำหนักศัสตรา สำนักเฉียนหยวน!"
"เขาถึงกับมาลงแข่งทดสอบด้วยตนเอง คนผู้นี้ปกติโดนสำนักเฉียนหยวนเก็บซ่อนตัวไว้ ไม่เคยมาลงทดสอบที่สมาคมศาสตราวุธเลยมิใช่หรือ?"
"คงเป็เพราะงานประลองใหญ่สำนักเฉียนหยวนใกล้มารวมตัวกันแล้วมั้ง เขาถึงได้ยอมปรากฏตัวที่สมาคมศาสตราวุธเสียที"
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หลิงเทียนจึงได้รู้ฐานะของคนผู้นี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาเจอศิษย์เอกแห่งตำหนักศัสตราของสำนักเฉียนหยวนที่เมืองลั่วแห่งนี้ สถานะของซูเลี่ยผู้นี้จะสูงกว่าหลิวจื่อเหยาแห่งตำหนักโอสถเสียอีก
"ถอยไป!"
หลิงเทียนถูกศิษย์สายนอกสำนักเฉียนหยวนด้านหลังซูเลี่ยผลักออกไปข้าง ๆ เพื่อเปิดทางให้ซูเลี่ยขึ้นมาลงทะเบียนก่อน
แม้ตำหนักศัสตราของสำนักเฉียนหยวนจะอ่อนแอที่สุดในบรรดาสามสำนักใหญ่ แต่มันก็ยังเหนือกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปมากนัก
หลิงเทียนไม่อยากพัวพันกับพวกชอบใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นเหล่านี้ เขาถอยออกจากฝูงชน มุ่งหน้าไปยังมุมลานกว้าง ที่ซึ่งเป็สถานที่ทดสอบของช่างหลอมอาวุธระดับหลอมปราณ
ทว่าเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของทุกคนและสายตาดูถูกเหยียดหยามของซูเลี่ย หลิงเทียนกลับไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ ไม่นานเขาจะทำให้เ้าพวกนี้รู้ว่า ใครกันแน่ที่เป็ตัวตลกแท้จริง!
สถานที่ทดสอบของช่างหลอมอาวุธระดับหลอมปราณ กินพื้นที่เพียงมุมเล็ก ๆ บนลานกว้าง ดูซบเซายิ่งนัก นอกจากผู้เข้าทดสอบแล้วก็ไม่มีผู้ชมเลยสักคน เห็นได้ชัดว่าระดับหลอมปราณที่เทียบเท่ากับช่างหลอมอาวุธระดับลึกล้ำนั้น ในเมืองลั่วธรรมดาเกินไปจริง ๆ
"แม่นางเสินอันมาแล้ว!"
"วันนี้พวกเรามีบุญตาแท้ ๆ นึกไม่ถึงเลยว่าแม่นางเสินอันจะเป็ผู้คุมสอบด้วยตนเอง?"
แต่ในขณะที่หลิงเทียนกำลังเข้าแถวรอลงทะเบียน เสียงเอะอะโวยวายก็ดังลั่นมาจากนอกลานกว้าง เสียงดังระงมราวกับน้ำเดือดพล่าน
หลิงเทียนมองตามเสียงไป ก็พบร่างงดงามร่างหนึ่งก้าวขึ้นสู่เวที มุ่งหน้ามายังสถานที่ทดสอบ นางสวมชุดผ้าไหมสีดำปักลวดลายเมฆาเพลิงสีทองหม่น เยื้องกรายเข้ามาอย่างชดช้อย ทรวดทรงเอวคอดกิ่วขับเน้นส่วนโค้งส่วนเว้าได้อย่างงดงามน่าทึ่ง
เพียงแต่บนใบหน้าของนางสวมผืนผ้าคลุมหน้าไว้ไม่อาจยลโฉมแท้จริงได้ เช่นเดียวกับเถ้าแก่น้อยแห่งหอจู้เป่าที่เขาเจอมาก่อนหน้านี้ ดูเหมือนผ้าคลุมหน้าจะเป็เครื่องแต่งกายมาตรฐานของหญิงงามไปเสียแล้ว
"นั่นคือซ่งเสินอันแห่งหุบเขาเฟินเซียง มิน่าเล่าวันนี้ซูเลี่ยแห่งสำนักเฉียนหยวนถึงยอมมาทดสอบ ที่แท้ก็มาเพราะหญิงงามนี่เอง!"
"เฮ้อ ต่อให้แม่นางเสินอันจะมาคุมสอบหลอมอาวุธวันนี้ ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราที่เป็ระดับหลอมปราณอยู่ดี"
"ได้มองอยู่ไกล ๆ ก็ดีแค่ไหนแล้ว!"
ช่างหลอมอาวุธรอบตัวหลิงเทียนต่างพากันถอดถอนใจ
หลิงเทียนได้ยินเช่นนั้น ในใจพลันกระตุกวูบ คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะโชคดีปานนี้ เพิ่งมาถึงเมืองลั่ว ก็เจออัจฉริยะชั้นยอดติดต่อกัน หุบเขาเฟินเซียงยุคนี้มีอัจฉริยะระดับสุดยอดอยู่สองคน ซึ่งเป็คู่แฝดกัน
แม้สองพี่น้องจะมีิญญายุทธ์เป็เพียงิญญายุทธ์สัตว์อสูรขั้นสาม ซึ่งด้อยกว่าิญญายุทธ์ศัสตราขั้นสี่ของหลิงเซียวและอันฉือเยว่ แต่พวกนางทั้งคู่กลับเพลิงวิเศษระดับสองขั้นสูงสุดคนละหนึ่งดวง!
ยิ่งไปกว่านั้น เพลิงวิเศษทั้งสองดวงยังสามารถรวมเป็หนึ่งเดียว หลอมรวมกันจนกลายเป็เพลิงวิเศษระดับสามได้ และความหายากของเพลิงวิเศษระดับสามนั้น กระทั่งิญญายุทธ์ศัสตราขั้นสี่ก็ไม่อาจเทียบเปรียบได้
ซ่งเสินอันก็คือแฝดน้อง ส่วนแฝดพี่มีชื่อว่าซ่งกวนอิน แม้ทั้งสองจะเป็ฝาแฝด แต่กลับมีพร์อันโดดเด่นในวิถีโอสถและวิถีศาสตราวุธแยกกัน อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งระดับผู้อาวุธโสในสมาคมศาสตราวุธและสมาคมโอสถอีกด้วย นับเป็อนุชนที่เป็เลิศอย่างแท้จริงในวิถีโอสถและวิถีศาสตราวุธแห่งแดนใต้
ยิ่งมีข่าวลือว่า ซ่งเสินอันและซ่งกวนอินมีรูปโฉมงดงามล่มเมือง เป็หญิงงามในดวงใจของเหล่าอัจฉริยะแทบทุกคน ไม่รู้ว่ามีนักหลอมโอสถและช่างหลอมอาวุธมากเท่าใดที่หลงใหลและเฝ้าฝันถึงพวกนาง ดังนั้น การปรากฏตัวของซ่งเสินอันที่ลานสมาคมศาสตราวุธในครั้งนี้ จึงก่อให้เกิดความสั่นะเืครั้งใหญ่
นางเปรียบประดุจดวงจันทร์อันส่องสว่าง ส่วนผู้คนในมุมมืดกลับเป็เพียงฝุ่นผง กระทั่งสิทธิ์ที่จะเป็ดาวล้อมเดือนก็ยังไม่มี
ซูเลี่ยที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนยืดอกกำยำของตนขึ้น พยายามทำตัวให้โดดเด่นเหนือผู้อื่น เพื่อหวังให้ซ่งเสินอันชายตามองตนสักครั้ง
ครั้งนี้เขาแอบลงมาจากสำนักเพื่อมาทดสอบ เดิมทีเ้าสำนักศาสตราวุธ้าให้เขาแสดงฝีมือการหลอมอาวุธต่อหน้าขุมกำลังต่าง ๆ ในแดนใต้ตอนงานประลองใหญ่สำนัก ทว่าซูเลี่ยมีใจปฏิพัทธ์ต่อซ่งเสินอันมานาน เมื่อรู้ว่านางจะมาคุมสอบในเดือนนี้ จึงไม่อาจตัดใจรอได้ รีบเดินทางมาทันที
ยามนี้ได้ยลโฉมหญิงงามสมใจ ในใจของเขายิ่งตื่นเต้นตระหนกนัก
"แม่นางเสิน..."
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวไปทักทาย ซ่งเสินอันกลับเดินผ่านกลุ่มศิษย์ระดับสร้างรากฐานไป มุ่งตรงไปยังมุมลานกว้างฝั่งตรงข้ามทันที
"เอ๊ะ!? วันนี้แม่นางเสินอันไม่ได้มาคุมสอบหรอกหรือ?"
"นางจะไปที่ใดกัน?"
"นางไม่แม้แต่จะมองซูเลี่ยเลยสักแวบเดียว!"
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ในใจเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย
และเมื่อเห็นซ่งเสินอันมุ่งหน้ามายังทิศทางของตน เหล่านักหลอมโอสถระดับหลอมปราณกลับตื่นตระหนกใ รีบก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าเงยขึ้นมองแม้แต่น้อย
เทพธิดาย่อมเป็สิ่งที่ปุถุชนเช่นพวกตนไม่อาจเอื้อมอาจลบหลู่ได้ ทว่ามีคนหนึ่งที่ต่างออกไป นั่นคือหลิงเทียน!
เขามองซ่งเสินอันที่ย่างก้าวเข้ามาอย่างชดช้อย กลับพบว่าหญิงสาวผู้นี้คล้ายกำลังจ้องมองมาที่ตน ไม่รู้ว่าเป็ความรู้สึกไปเองหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือ ตัวเขาและอัจฉริยะแห่งหุบเขาเฟินเซียงผู้นี้ ไม่เคยมีวาสนาพานพบกันมาก่อนเลยสักครั้ง