การใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงในฐานะฮองเฮามีเรื่องให้ต้องทำอยู่ไม่น้อยและต้องใช้ความพยายามในการวางตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่งอีกมากมาย แต่ก็ไม่ได้สร้างความอึดอัดให้แก่จ้าวเสวี่ยหรูมากเท่าใดนัก แม้ว่าจะมีบุตรชายและบุตรสาวถึงสี่คน แต่นางก็ยังพยายามรักษารูปร่างของตนเองให้ยังคงงดงามได้อยู่เช่นเดิม ถึงแม้ว่าจะมีความอวบอิ่มขึ้นมาบ้างตามอายุที่มากขึ้นแต่ก็ยังคงดูงดงามสมวัย
ฎีกาขอให้ฮ่องเต้รับพระสนมในยามนี้ลดน้อยถอยลงแล้วเพราะทุกคนต่างรู้ว่าฮ่องเต้พระองค์นี้ไม่ได้สนพระทัยในเรื่องของตำหนักในเท่าใดนัก ด้วยรูปโฉมขององค์ฮองเฮาก็ไม่ได้ย่ำแย่ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปแต่ก็ยังสามารถดึงดูดพระทัยขององค์ฮ่องเต้เอาไว้ได้ อีกทั้งฮ่องเต้พระองค์นี้เป็นคนที่มีความเฉียบขาดและเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่น้อยจึงไม่มีผู้ใดคิดจะสร้างลำบากให้แก่ตนเองด้วยการถวายฎีกาขอให้ฝ่าบาททรงรับพระสนมเพื่อเติมเต็มตำหนักในอีกแล้ว
แต่ก็ยังมีนางกำนัลหลายคนที่มีความคิดว่าตนเองอาจเปลี่ยนจากกากลายเป็นหงส์เพียงชั่วข้ามคืน เล่ห์มารยาสารพัดอย่างล้วนถูกนำมาใช้ แต่ด้วยความตั้งใจที่จะรักษาคำพูดของฉู่เฮ่าเทียนฮ่องเต้ทำให้เขาไม่คิดจะกัดกินเนื้อขาวๆ ที่ถูกประเคนให้จนต้องสูญเสียเนื้อชั้นดีของตนเองไป ซึ่งข้อนี้ทำให้จ้าวเสวี่ยหรูยิ่งรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเสียยิ่งกว่าการได้ขึ้นเป็นฮองเฮาแคว้นต้าเป่ยเสียอีก
“ส่งนางออกจากวังไปเสีย หากอยากได้สามีคงอยู่ในนี้ไม่ได้” จ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้เงยหน้า นางกำนัลที่ถูกจับได้ว่าพยายามปีนขึ้นแท่นพระบรรทมถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดหวั่นในทัน ยังไม่ถึงช่วงที่จะมีการปลดระวางนางกำนัล หากนางถูกขับออกจากวังอย่างกะทันหันเช่นนี้แล้วนางจะมีคำแก้ตัวให้กับครอบครัวอย่างไร
“ไม่ต้องห่วงนะ วีรกรรมของเจ้าเรื่องการพยายามป่ายปีนขึ้นแท่นบรรทมของฝ่าบาทข้าย่อมจะมีลายลักษณ์อักษรเขียนถึงเรื่องนี้มอบให้เจ้านำติดตัวกลับไปด้วยในตอนที่เจ้าถูกส่งตัวกลับอย่างแน่นอน” จ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยด้วยรอยยิ้มอันเย็นชาทำให้นางกำนัลนางนั้นรีบเอ่ยวาจาอ้อนวอนในทันที
“ฮองเฮาเพคะ ฝ่าบาทยังไม่ทันได้แตะต้องหม่อมฉันเสียด้วยซ้ำ ขอฮองเฮาได้โปรดให้อภัยหม่อมเถิดเพคะ ฉันจะส่งหม่อมฉันไปโรงซักล้าง จะทรงกักขังเอาไว้หรือว่าจะโบยตีก็ได้เพคะหม่อมฉันยินยอมรับโทษทัณฑ์แต่โดยดี แต่ได้โปรดอย่างขับหม่อมฉันออกจากวังด้วยข้อหาเช่นนี้เลยนะเพคะ” นางกำนัลผู้นั้นเอ่ยปากอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและใบหน้าที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำตา แต่จ้าวเสวี่ยหรูกลับหัวเราะออกมา
“ถึงยามนี้แล้วพึ่งจะคิดได้หรือ เจ้าคงจะคิดได้แล้วสินะว่าถ้าหากผู้อื่นรู้เรื่องที่เจ้าทำชีวิตของเจ้าจะเป็นเช่นไร ตามธรรมเนียมของแคว้นต้าเป่ยหากนางกำนัลเช่นเจ้าเมื่อถูกปลดระวางก็จะได้รับสินเดิมติดตัวกลับไปก้อนหนึ่งเมื่อออกจากวังไปก็จะสามารถแต่งงานออกเรือนได้อย่างมีหน้ามีตา แต่การที่เจ้าทำเยี่ยงนี้หากสำเร็จก็แล้วไปแต่ในเมื่อทำไม่สำเร็จก็ต้องยอมรับชะตากรรมเสียเถอะ” จ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยพลางโบกมือไล่
“ฮองเฮา ฮองเฮา! หากหม่อมฉันต้องกลับบ้านเดิมด้วยข้อหาเช่นนี้ไม่เพียงแค่หม่อมฉันที่ต้องได้รับความอับอายและความเสื่อมเสีย บรรดาสตรีในสกุลของหม่อมฉันก็จะได้รับความอับอายและคงยากที่จะได้แต่งงานอย่างมีหน้ามีตา ขอทรงได้โปรดลงโทษแค่หม่อมฉันเพียงคนเดียวเถิดเพคะ เรื่องนี้เป็นหม่อมฉันที่ตัดสินใจเพียงคนเดียวอย่าให้ผู้อื่นต้องมาทนแบกรับความน่าละอายไปกับหม่อมฉันเลยนะเพคะ”
“นี่แหละคือผลลัพธ์ที่ข้าต้องการ ดูสิว่าในเมื่อเจ้าทำให้ผู้อื่นต้องพลอยมีชื่อเสียงเน่าเหม็นไปกับเจ้าด้วยเช่นนี้ แล้วเจ้าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบายได้อย่างไร” จ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยพลางให้คนเอาผ้ามาอุดปากนางกำนัลคนนั้นเอาไว้ แล้วก็หันไปมองนางกำนัลคนอื่นๆ พวกเจ้าจดจำเอาไว้ให้ดีว่าหน้าที่ของพวกเจ้าคืออะไร เมื่อใดที่คิดจะทำเกินหน้าที่ก็ต้องยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมาด้วย จ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยพลางสะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินจากไป
เมื่อกลับถึงตำหนักก็เห็นว่าฉู่เฮ่าเทียนกำลังนั่งรอนางอยู่ก่อนแล้ว สายตาวิบวับและรอยยิ้มอันพราวระยับของเขาก็ทำให้นางรู้แล้วว่าการจัดการของนางเมื่อครู่นี้รู้ถึงหูของเขาเข้าแล้ว
“ทรงรู้แล้วสินะเพคะว่าหม่อมฉันจัดการกับนางกำนัลคนนั้นเช่นไร ไม่โบยตี ไม่กักขังหรือลงโทษ แต่ทำให้นางมีชีวิตอยู่มิสู้ตาย” จ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยพลางจ้องมองเขาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีนัก นางรู้ดีสตรีที่นำความเสื่อมเสียกลับไปสู่วงศ์ตระกูลหากไม่ถูกกำจัดทิ้งก็อาจจะมีชีวิตในช่วงสุดท้ายไม่ค่อยจะดีนัก แต่หากไม่เชือดไก่ให้ลิงดูก็คงจะมีแมลงเม่าบินเข้ากองไฟอีกหลายคน
‘ไม่รู้ว่าเจ้าคนผู้นี้จะทำตัวเป็นพระอิฐพระปูนไปได้ถึงอีกเมื่อไหร่ อีกทั้งนางยังเสียดายสตรีดีๆ อีกหลายคนที่ต้องเสียคนพระความโลภของตนเอง’
“เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไมกัน ถึงข้าจะมักมากเพียงใดแต่ก็ไม่มีทางเลือกกินไม่เลือกหน้าแล้วต้องสูญเสียเนื้อหงส์เพียงเพราะเนื้อกาไม่กี่ชิ้นหรอก” ฮ่องเต้ฉู่เฮ่าเทียนรีบตรัสออกมาเพื่อแก้ตัวในทันทีเมื่อได้เห็นสายตาของฮองเฮาของเขา
“หม่อมฉันยังไม่ได้ตำหนิฝ่าบาทเลยนะเพคะ จะเนื้อหงส์หรือเนื้อกาก็ตามแต่พระดำริเถิดเพคะ แต่อย่าได้เสวยไม่เลือกก็เพียงพอแล้ว” เมื่อจ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยเช่นนี้ฉู่เฮ่าเทียนก็รีบเดินไปโอบกอดนางเอาไว้แล้วให้สัญญาอีกครั้งในทันที
“วางใจเถิด ข้าจะมีเพียงเจ้าเท่านั้น ไม่มีทางทำให้ตำหนักในแห่งนี้ต้องวุ่นวายเพียงเพราะความมักง่ายของข้าอย่างแน่น” คำพูดนี้ของพระสวามีทำให้จ้าวเสวี่ยหรูอดยิ้มออกมาอย่างยินดีไม่ได้
เพียงแต่ไม่ทันข้ามวันขันทีใหญ่ของฉู่เฮ่าเทียนฮ่องเต้ก็รีบเข้ามารายงานจ้าวเสวี่ยหรูด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ
“แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะองค์ฮองเฮา ฝ่าบาททรงได้รับพิษจากกำยานพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสวี่ยหรูก็ลุกขึ้นยืนในทันที
“ข้าบอกพวกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าให้ระมัดระวังให้ดี ไปตามหมอหลวงหรือยัง” เมื่อจ้าวเสวี่ยหรูเอ่ยเช่นนี้ขันทีผู้นั้นก็ส่ายหน้าพลางรีบเดินไปกระซิบกระซาบกับกุ้ยมามา แล้วนางก็รีบมารายงานจ้าวเสวี่ยหรูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาในทันที
“ฝ่าบาททรงได้รับพิษปลุกกำหนัดเพคะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสวี่ยหรูก็หันไปเอ่ยกับขันทีผู้นั้นด้วยน้ำเสียงอันดุดันในทันที
“พาข้าไป ฝ่าบาททรงประทับอยู่ที่ไหน” สายตาและน้ำเสียงอันดุดันทำให้ขันทีผู้นั้นตัวสั่นในทันที
“สะ ทรงประทับอยู่ในห้องทรงพระอักษรพระเจ้าค่ะ” เมื่อขันทีผู้นั้นเอ่ยจบจ้าวเสวี่ยหรูก็รีบเดินกึ่งวิ่งไปยังห้องทรงพระอักษรในตำหนักกลางทันที