(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์

    ตอนที่ 40 มอนเตอร์ชนชั้นราชา

            ความหวาดกลัวปกคลุมไปทั่วทั้งจิตใจของพวกเขา กระทั่งในที่สุด ดวงตาที่เบิกกว้างก็ได้เห็นสิ่งมีชีวิตตนนี้เต็มสองตา


            ลักษณะภายนอกอาจคล้ายคลึงกับอินทรีทองทำขนเพรช ทว่ามอนเตอร์ตนนี้มีความแข็งแกร่งและมีแรงกดดันในยีนกลายพันธุ์มากยิ่งกว่า


            “มะ..มอนเตอร์ชนชั้นราชา?!!”


            ร่างสีดำขนาดใหญ่และถูกปกคลุมไปด้วยประกายแสงสีทองอร่าม เส้นขนสว่างไสวเปรียบได้ดั่งคริสตัลอัญมณี ใบหน้าดุร้าย ดวงตาคมกริบเหมือนจ้องมองทะลุได้ทุกสิ่ง ขนาดความกว้างใหญ่กว่า 50 เมตร ยามสยายปีกใหญ่โตเป็นเท่าตัว แทบบดบังท้องฟ้าไปทั่วทั้งบริเวณ


            ความใหญ่ของมอนเตอร์ตนนี้เหนือยิ่งกว่าอินทรีทองคำขนเพรชไปถึงสองเท่า ลักษณะภายนอกเองก็แตกต่างกันอยู่เล็กน้อย


            [เอ่อ.. เดี๋ยวก่อนนะ]


            [เราขอประเมินมันก่อนเจ้าศิษย์รัก]


            [ถ้าเป็นอินทรีทองคำขนเพรชจริงๆ เจ้าไม่จำเป็นต้องหลบหนี น่าจะพูดคุยกับมันได้ แต่ถ้าไม่ใช่.. เจ้าก็จะต้องหนีซะเดี๋ยวนี้ เพราะมันคือมอนเตอร์ที่มีพลังระดับขั้นดาวเคราะห์]


            ดาวาลรีบใช้ข้อมูลของตนในการตรวจสอบไปยังร่างเงาขนาดใหญ่ ม่านตาเริ่มหลั่งไหลไปด้วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ รีบเข้าตรวจสอบทั้งสายพันธุ์รวมถึงลักษณะของยีนกลายพันธุ์ในร่าง


            ถ้าเป็นอินทรีทองคำขนเพรชจริงๆ ไม่แน่ว่าทันย่าอาจไม่ต้องโดนตัวตนนี้สังหารเข้า


            “แกว๊กกกกกกกกกกกก!”


            ไม่รอให้ทันย่าและมอนเตอร์ตนอื่นๆได้เคลื่อนไหว อยู่ดีๆกระสุนสายลมก็ได้ถูกยิงลงมาจากบนท้องฟ้า แรงกดอากาศได้ควบแน่นเป็นคลื่นกระแทกที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า


            เสียงหวีวร้องของอากาศดังสนั่นกึกก้อง มุ่งโจมตีไปยังมอนเตอร์ที่อยู่ด้านล่างทั้งหมด


            “เห้ย! อยู่ดีๆก็โจมตีเลยเรอะ?”


            ทันย่าหน้าซีดเผือดขึ้นอย่างหนัก เขารีบเปิดใช้ร่างกายเทพเผาผลาญ กระตุ้นยีนพันธุกรรมให้ยกระดับไปจนถึงขีดสุด จากนั้นร่างขนาดเล็กที่ปราดเปรียวและคล่องแคล่วของเขาก็พุ่งหลบประหนึ่งเป็นแสงวาบ ประกายแสงสีทองได้เคลื่อนไปมาทั้งซ้ายและขวา วิ่งหนีออกไปในทันที


            “ปัง!ปัง!ปัง!ปัง!ปัง!ปัง!”


            ฝูงหมูป่าเพลิงสามเขาหลายสิบตัวต่างถูกโจมตีประดุจสายฟ้าฟาดเข้าใส่ กระสุนอากาศได้ระเบิดร่างของพวกมันจนปลิวกระเด็น เกล็ดเพลิงหุ้มตัวพังทลาย ผิวหนังเต็มไปด้วยเลือดโลหิต กระเด็นไปไกลหลายสิบเมตรทั่วทั้งบริเวณ ส่งเสียงร้องครวญครางออกมากันอย่างเจ็บปวด


            ร่างของพวกมันชักกระตุกเหมือนกลายเป็นอัมพาต ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผล ขณะที่แววตาก็สั่นเครือไปด้วยความหวาดกลัว


            “มันไม่ใช่อินทรีทองคำขนเพรชแน่นอน”


            ทว่าทันย่าที่มีพลังจิตก็สามารถหลบหนีพวกมันได้อย่างฉิวเฉียด เขารีบใช้ขาทั้งสี่วิ่งตะกุยไปยังด้านหน้าอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น


            “...............”


            ร่างใหญ่เห็นแบบนั้นก็หรี่ตาลง ดวงตาอันคมกริบแสดงความประหลาดใจ เมื่อเห็นว่ามอนเตอร์ระดับต่ำสามารถหลบการโจมตีของมันได้


            ถึงกระสุนสายลมเมื่อกี้จะไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดหรือมีจุดประสงค์ในการสังหาร แต่มอนเตอร์ระดับ 6 ถึง 7 คงไม่อาจรอดไปจากความเร็วนั้นได้


            “ตู้ม!”


            เมื่อคิดเช่นนั้นจบ ร่างขนาดใหญ่ก็กระพือปีกของตนเองหนึ่งครั้ง ประกายแสงสีทองสว่างวาบถูกทิ้งไว้บนห้วงอากาศ พร้อมพุ่งเข้าใส่ทันย่าด้วยความเร็วที่เหนือกว่าไปหลายสิบเท่า ในตอนนั้นอินทรีสีทองกำลังจะใช้กรงเล็บที่คมกริบ คว้ากระชากร่างของทันย่าและฉีกออกเป็นชิ้นๆ


            [ทันย่า รีบบอกเรื่องนั้นให้กับมันเร็วเข้า!]


            [เจ้านี่มันคืออินทรีทองคำขนเพรชจริงๆ]


            ในตอนนั้นดาวาลก็ตะโกนออกมาด้วยความร้อนรน ทันย่าที่สัมผัสได้ถึงความตายก็ต้องเบิกตากว้าง เขารีบหันขวับและตะโกนขึ้นเสียงดัง


            “พี่ใหญ่อินทรีทองคำขนเพรช ฉันคือมนุษย์ในตอนนั้น มนุษย์ที่คุณได้เคยช่วยเหลือ!!!”


            เสียงตะโกนของเขาดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ มันได้ดังเข้าไปในหูของร่างขนาดใหญ่ในทันที


            “ปัง!”


            เสี้ยวพริบตาในจังหวะที่กรงเล็บอันแหลมคมจะฉีกกระชากร่างของเบฮีมอท อยู่ดีๆสายลมรอบด้านก็เกิดการระเบิดออก


            “มนุษย์? มนุษย์คนไหน?”


            ร่างใหญ่ได้หยุดชะงักลงอย่างฉับพลัน


            ขณะที่กรงเล็บก็อยู่ห่างจากตัวของทันย่าไปเพียงแค่ไม่กี่เมตร มันใกล้ซะจนทำให้ชายหนุ่มต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แรงกดดันอันมหาศาลได้ถาโถมเข้าใส่ทันย่า ประหนึ่งเป็นคลื่นมหาสมุทรที่กำลังพร้อมกระแทกเข้ากับแผ่นดิน


            “หมายความว่าไงเจ้าสายพันธุ์ประหลาด”


            “อธิบายให้กับข้าราชาผู้นี้เข้าใจหน่อยซิ?”


            ขณะนั้นเสียงอันทุ้มใหญ่ได้ดังก้องออกมาจากปากของอินทรีสีทอง ทำให้ทันย่าต้องแหงนหน้าขึ้นมองด้วยแววตาสั่นไหว


            “พะ..พูดได้ อินทรีทองคำขนเพรชกำลังพูดอยู่จริงๆ?!!”


            ความไม่อยากจะเชื่อได้ปรากฏขึ้นในหัวสมองของชายหนุ่ม เขาทำได้เพียงอ้าปากที่เต็มไปด้วยคมเขี้ยวของตน จ้องมองสบตาไปยังอินทรีขนาดยักษ์นี้อย่างตื่นตระหนก เขาเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่านอกจากตนเองแล้ว มันจะมีมอนเตอร์ที่สามารถพูดเป็นภาษามนุษย์ได้


            [น่าเหลือเชื่อจริงๆ]


            [นี่มันองค์ความรู้ใหม่เลยเชียวนะ]


            ตอนนั้นนัยน์ตาของดาวาลก็เต็มไปด้วยความลุกวาว ส่องประกายอย่างตื่นเต้นประหนึ่งได้พบเจอประสบการณ์ที่ล้ำค่า


            เธอรีบทะยานเข้าไปตรวจสอบร่างขนาดใหญ่อย่างใกล้ๆ รีบใช้พลังของตนเองในการสัมผัสทั่วทุกชิ้นส่วน ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้ร่างขนาดใหญ่ทราบเลยซักนิด


            “ไอ้หนู มอนเตอร์ชนชั้นระดับราชาสามารถพูดคุยสื่อสารกันได้ทุกตนนั้นแหละ พวกมนุษย์จะไม่รู้เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”


            “พวกเราไม่อยากเสวนากับพวกเผ่ามนุษย์ก็เท่านั้น ยังไงพวกเราเหล่ามอนเตอร์และเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้”


            “ไม่ว่าจะฝั่งไหนก็ต้องถูกกวาดล้างไปทั้งหมด มันคือชะตากรรมที่พวกมันทำให้พวกเราเหล่ามอนเตอร์ต้องกลายมาเป็นเช่นนี้”


            “การสงบศึกหรือมีสันติในโลกน่ะเหรอ? มันไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก สักวันนึงไม่พวกเราและพวกมันก็ต้องตายกันไปข้างอย่างแน่นอน”


            อินทรีสีทองพูดและเริ่มพ่นลมหายใจอย่างดูแคลน แววตาของมันดูชิงชัง จากนั้นตัวของมันก็เริ่มกลับมาโฟกัสที่มอนเตอร์สีดำนี้อีกครั้ง


            “ว่าแต่ที่เจ้าพูดมันหมายความว่ายังไง?”


            “เจ้าจะบอกว่าตนเองคือมนุษย์?”


            อินทรีสีทองไม่ได้พบเจอกับพวกมนุษย์มาหลายปีแล้ว มันอาศัยอยู่แต่ในทวีปมืดและไม่ได้ออกไปไหนเลยซักครั้ง


            ทว่าเมื่อเดือนก่อนมีอยู่ครั้งนึงที่ตัวมันได้ออกเดินทางไปยังอาณาเขตโลกมนุษย์ บังเอิญไปพบเจอเด็กสาวคนนึงที่อยู่ภายในยานพาหนะ


            เด็กสาวคนนี้เต็มไปด้วยความเกลียดชังที่มีต่อมนุษย์ สัมผัสได้ถึงอารมณ์อันชิงชังที่แรงกล้า ตัวของมันจึงเข้าใจดีว่าเขาไม่ได้ต้องการอาศัยอยู่ที่โลกมนุษย์อีกต่อไป มันจึงได้นำพาเด็กคนนี้มายังส่วนลึกของทวีปมืด แต่อยู่ดีๆเขาก็หลบหนีไปซะงั้น


            ไม่ทันได้พูดคุยหรือบอกลาเลยซักนิด


            “ชะ..ใช่แล้ว ถ้าคุณคืออินทรีทองคำขนเพรชจริงๆ งั้นก็หมายความว่าคุณต้องจำมนุษย์ที่เคยช่วยเหลือได้เมื่อหนึ่งเดือนก่อนอย่างแน่นอน”


            “ใบหน้าสวยยิ่งกว่าผู้หญิงคนใด ร่างกายผอมบางอ้อดแอ้น”


            “นั่นละคือฉันเอง แต่ด้วยสถานการณ์บางอย่าง ตัวฉันจึงได้กลายมาเป็นเช่นนี้”


            หลังจากนั้นทันย่าในร่างเบฮีมอทก็ได้อธิบายถึงเหตุการณ์ต่างๆออกมาอย่างเร่งรีบ


            เขากลัวว่าอินทรียักษ์ตนนี้จะไม่สนใจอะไรและเริ่มเข้าโจมตีเขาจนกลายเป็นเศษซาก เขาเองก็ไม่รู้เลยว่าอินทรีทองคำขนเพรชตนนี้จะจำเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไหม มันเป็นความหวังเดียวเลยก็ว่าได้


            “ใช่จริงๆ เจ้าเป็นเด็กน้อยในตอนนั้นนี่เอง!!”


            เมื่อรู้ว่ามอนเตอร์สีดำนี้คือเด็กสาวผู้นั้นจริงๆ นัยน์ตาขนาดใหญ่ก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ


            “ทำไมเจ้าถึงกลายมาเป็นมอนเตอร์ไปได้!!”


            ตัวของมันรีบใช้กรงเล็บคว้าร่างของทันย่าด้วยความอ่อนโยนและทะนุถนอม พลางยกเขาขึ้นมาบริเวณเบื้องหน้าสายตาของตน


            จ้องมองไปยังร่างเล็กที่เต็มไปด้วยเกล็ดสีดำอย่างตกตะลึง เหมือนกำลังสำรวจทุกสิ่ง ไม่มีส่วนไหนที่เหมือนกับเด็กคนนั้นในความทรงจำเลยซักนิด


            “ก็บอกว่าเกิดสถานการณ์บางอย่าง ตอนนี้ฉันไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นมอนเตอร์แล้ว!”


            ตอนแรกทันย่าก็หวาดกลัวที่อยู่ดีๆก็ถูกคว้าร่างเอาไว้ แต่เมื่อเขาสัมผัสไม่ได้ถึงจิตสังหารและความมุ่งร้าย เขาก็ปล่อยให้อินทรีทองคำตนนี้จับร่างของตนเองให้ขึ้นไปด้านบน ขณะที่ภายในจิตใจก็เกิดการโล่งอกอย่างน่าแปลกประหลาด เหมือนกับว่าเขาได้รอดพ้นจากความตายยังไงยังงั้น


            ยิ่งได้ฟังอินทรีขนาดใหญ่ก็ยิ่งประหลาดใจ นัยน์ตาของมันดูสั่นไหวเมื่อมองไปยังร่างสีดำที่อยู่ในกรงเล็บของตน


            “มนุษย์กลายเป็นมอนเตอร์ยังงั้นเรอะ?”



            ..

            ได้ผู้หนุนหลัง 5555+


    คล้ายกับเรื่อง(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์ ที่คุณอ่าน