กระทั่งหลายวันต่อมา ทัณฑ์สวรรค์จึงค่อยๆสลายไป
ในความว่างเปล่าคราบไหมตัวหนึ่งลอยอยู่ในอากาศ สีนั้นดำนิลกาฬ มองจากที่ไกลๆยังได้กลิ่นเหม็นไหม้โชยมา
คราบไหมนี้ผ่านการชำระล้างจากสายฟ้าอันร้ายกาจมานับครั้งไม่ถ้วน
หากมิใช่เพราะยังมีพลังเทพไหลเวียนอยู่ในนั้นผู้คนส่วนใหญ่คงคิดว่าผีเสื้อไหมเทพดับสูญไปภายใต้อสนีบาตแห่งสวรรค์แล้ว
มินานนักพลังชีวิตอันแข็งแกร่งได้แผ่ซ่านไปทั่วท้องฟ้าและผืนดินสิ่งมีชีวิตสีทองอร่ามที่เปล่งประกายแสงเทพก็บินออกมาจากคราบไหมนั้นช้าๆ
ผีเสื้อไหมเทพสำเร็จการแปลงร่างครั้งที่หกพลังปราณแข็งแกร่งขึ้น คลื่นพลังที่ปล่อยออกมาก็ไม่ด้อยไปกว่าระดับเซียน
"ขอบคุณคุณชายน้อยที่คุ้มกันข้า"
ผีเสื้อไหมเทพบินกลับมาบนบ่าของมู่เวิ่นเซียนด้วยความเบิกบานใจ
"ไม่ต้องเกรงใจ"
"เรื่องเล็กน้อย"
"เจ้ากิเลนผีเสื้อไหมเทพบรรลุเป็นเซียนแล้ว เจ้าก็ต้องพยายามด้วย!"
มู่เวิ่นเซียนยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากมองไปยังกิเลนบรรพกาลพร้อมกับกล่าวเตือน
"ขอรับ คุณชายน้อย"
กิเลนบรรพกาลก้มหัวลงต่ำพลางกล่าวออกมาด้วยความเบื่อหน่าย
"เอาละ พวกเราไปกันเถิด"
กล่าวจบ มู่เวิ่นเซียนก็กระโดดขึ้นหลังกิเลนแล้วพุ่งทะยานไปยังเมืองพิทักษ์ที่ประจำการอยู่ ณ ดวงดาวโบราณนี้
……
หลายวันต่อมา
มู่เวิ่นเซียนก็เดินทางมาถึงดาวที่สิบหกผ่านค่ายกลมิติในเมืองพิทักษ์!
แสงจันทร์สาดส่อง รัศมีดาราดั่งสายนทีธารดาราเงินขาวแขวนอยู่บนนภาขับให้เมืองโบราณทั้งเมืองนี้ดูยิ่งใหญ่พิศวงราวกับดินแดนแห่งเทพ
ดาวเคราะห์โบราณนี้มีนามว่าดาราโบราณจันทราเงิน
ที่นี่มีสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์จำนวนมากอาศัยอยู่
บนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ได้ยินเสียงคำรามของอสูรร้าย ได้เห็นเทพปักษาโผบิน เห็นผู้มีกายดั่งภูผาหรือไม่ก็มีขนปีกปกคลุม แต่ละตัวต่างก็ครองความเป็นใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์จากยุคบรรพกาล
เป็นดาวที่แผ่กลิ่นอายแห่งความผันผวนและหนักแน่นราวกับจะดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์
ภายในเมืองของดาวแห่งนี้เต็มไปด้วยคลื่นพลังชีวิตแข็งแกร่งของคนรุ่นเยาว์ที่แผ่ออกมาแผ่วเบา
อย่างน้อยก็มีถึงหลายสิบคน และล้วนเป็นยอดคนซึ่งมีพลังบ่มเพาะที่ไม่ด้อยไปกว่าระดับเซียน
มู่เวิ่นเซียนเก็บคลื่นพลังจิตกลับคืนมาแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
เส้นทางจักรดาราโบราณหากกล่าวถึงความเร็วในการมาถึงดาวที่สิบหก คงไม่มีผู้ใดเร็วกว่าเขา
แม้ว่าผีเสื้อไหมเทพจะเสียเวลาไปหลายวันในการทะลวงระดับแต่ก็ไม่น่าจะมีเซียนหนุ่มมากหน้าหลายตามากมายเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้นคลื่นพลังหลายสายนั้นแปลกประหลาดมาก เหมือนไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ดังนั้น คำอธิบายเดียวก็คือผู้พิทักษ์ที่ประจำการอยู่ที่นี่ได้ทำการเปิดเส้นทางเพื่อปล่อยให้อัจฉริยะจากเผ่าพันธุ์อื่นเข้ามา ณ ที่แห่งนี้
"ฮึท่านผู้พิทักษ์ก็ใจกว้างเหลือเกิน"
"ถึงกับไม่เคารพกฎที่จักรพรรดิมนุษย์เคยทิ้งไว้"
มู่เวิ่นเซียนแค่นเสียงเย็นชาไม่ต้องการที่จะใส่ใจมากนัก
จากนั้นเขาก็ก้าวเท้าออกจากเมืองโบราณปล่อยพลังจิตสัมผัสอันแข็งแกร่ง ตรวจตราดินแดนของดาราจันทราเงิน
และขณะนั้นเองเสียงคำรามยาวดังขึ้นสะเทือนสิบทิศ หมู่เมฆต่างเคลื่อนคล้อยภูผาโบราณและทิวเขาก็ถูกทำลายจนพังพินาศ อสูรร้ายมากมายร้องโหยหวนหนีตายกันอลหม่าน
ร่างหนึ่งแหวกห้วงอากาศปรากฏขึ้นเหนือเมืองพิทักษ์
ร่างสีม่วงนั้นกำยำ แข็งแรงทรงพลังกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ โลหิตลมปราณท่วมท้น และเปล่งประกายแสงของโลหะ
ทุกที่ที่เขาผ่านไป ความว่างเปล่าบิดเบี้ยวต้นไม้โบราณแตกเป็นผุยผง โลกปั่นป่วนราวกับเทพโบราณลงมาจุติเขาเคลื่อนร่างมาขวางอยู่เบื้องหน้ามู่เวิ่นเซียน
"ราชันย์ผู้พิชิตมาแล้ว!"
ในเมืองพิทักษ์เหล่ายอดอัจฉริยะหนุ่มส่งเสียงอุทาน
คลื่นพลังอันบ้าคลั่งเช่นนี้ง่ายต่อการแยกแยะยิ่งนัก
นั่นคือทายาทของสายเลือดทรราชสวรรค์ราชันย์ผู้พิชิต!
ได้ชื่อว่าไร้ผู้ต่อต้านในหมู่คนหนุ่มชื่อนี้ย่อมสร้างความเกรงขามไปทั่วจักรวาล
"เจ้าคือทายาทของสายเลือดกายาศักดิ์สิทธิ์?"
"อ้างตนว่าเป็นผู้ครอบครองกายที่แข็งแกร่งที่สุดในอดีตจวบจนปัจจุบัน"
เสียงอันน่าเกรงขามถูกส่งมาพร้อมแรงกดดัน
ภายในนั้นมีพลังวิถีแผ่ซ่านสะเทือนความว่างเปล่าให้ฉีกขาดมีอำนาจครอบงำมหาศาลราวกับทุกคนต้องสยบยอมอยู่ใต้บาทา
มู่เวิ่นเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเผชิญหน้ากับคนผู้นี้
โลหิตสีทองในร่างกายของเขาสูบฉีดทันใดนั้นคลื่นแห่งเจตจำนงต่อสู้ไร้ผู้ใดเทียบเคียงก็แผ่ออกมาโดยมิอาจควบคุมได้คล้ายได้พานพบศัตรูแห่งโชคชะตา
เมื่อมีสิ่งนั้นปรากฏฐานะของผู้มาเยือนย่อมมิอาจกล่าวเป็นอื่นได้
ทรราชสวรรค์!
ศัตรูแห่งโชคชะตาของสายเลือดกายาศักดิ์สิทธิ์!
การช่วงชิงแห่งโชคชะตาของทั้งสองนั้นเริ่มมาตั้งแต่กาลก่อนแล้ว
พวกเขารับรู้ถึงกันได้ เมื่อเจอกันสมรภูมิเดือดย่อมอุบัติอย่างเลี่ยงไม่ได้
"ทายาทแห่งกายาศักดิ์สิทธิ์หาใช่ข้าไม่"
"แต่ข้าคือกายาที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล"
สีหน้ามู่เวิ่นเซียนสงบกล่าวออกมาอย่างใจเย็น
หากกล่าวถึงเพียงสายเลือดกายาศักดิ์สิทธิ์เขากับบิดาของเขามีร่างกายเช่นนี้ แต่กลับมิได้รับการสืบทอดใดๆจากกายาศักดิ์สิทธิ์
นับว่ามิใช่ทายาทแห่งสายนั้น
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีกายวิถีแต่กำเนิดและกายาโกลาหลที่เกิดมาพร้อมกัน
กายาศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
"ฮึ อายุยังน้อย ปากคอกลับกล้าแข็ง"
"กล้าเรียกตนเองว่าแข็งแกร่งที่สุดต่อหน้าทรราชสวรรค์เช่นข้ารู้หรือไม่ว่าร่างกายนั้นได้กำหนดให้เจ้าต้องเจอเคราะห์กรรมและนองเลือดบนเส้นทางจักรพรรดิ!"
ทรราชสวรรค์มีนัยน์ตาและเรือนผมสีม่วงราวกับภูเขาปีศาจตั้งตระหง่านอยู่ต่อปากต่อคำ
"เจ้าคิดว่าตนเป็นใครทรราชก็เป็นแค่ทรราชเท่านั้น มิอาจนับเป็นสิ่งใด"
มู่เวิ่นเซียนตอบกลับอย่างเย็นชาก่อนปล่อยคลื่นพลังไร้ขีดจำกัดปกคลุมฟ้าข้ามกาลมิติ
"..."
"เป็นเพียงทรราชเท่านั้นมิอาจนับเป็นสิ่งใด"
"เด็กหนุ่มผู้นี้เป็นใครถึงกล้าพูดกับข้าด้วยถ้อยคำเช่นนั้น"
ในเมืองพิทักษ์เหล่ายอดอัจฉริยะหนุ่มหลายสิบคนมีสีหน้าเปลี่ยนไป
ต้องรู้ว่าทายาทของสายเลือดทรราชสวรรค์เป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์
ราวกับดาวหางที่อุบัติขึ้นได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพชนทรราชสวรรค์ ณ ดาวทรราช ซึ่งไม่เคยแพ้ให้ใครเลย!
วันนี้กลับถูกเด็กหนุ่มเหยียดหยามเช่นนี้คงหนีการนองเลือดไปไม่ได้เสียแล้ว
"ข้าเคยได้ยินมาว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดา!"
"เขามีนามว่ามู่เวิ่นเซียน ถือกำเนิดณ ดาราจั้งตี้ ได้รับกล่าวขานจากผู้คนมากมายว่า เป็นผู้ครองกายที่แข็งแกร่งที่สุด!"
"วิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลแต่กำเนิด!"
"เมื่อแรกเกิดก็มีพลังบ่มเพาะในระดับกึ่งเซียนดูดกลืนพลังแห่งฟ้าดินของแผ่นดินนับล้านลี้!!"
"ทั้งยังควบรวมพลังวิถีนับหมื่นสายเป็นยอดคนไร้เทียมทานที่กำหนดไว้แล้วว่าจะบรรลุวิถี!"
สีหน้าเคร่งขรึมของคนผู้หนึ่งกล่าวออกมา
"อะไรนะ!?"
"ยุคสมัยนี้กลับมีบุคคลเช่นนี้ถือกำเนิด?"
ยอดอัจฉริยะหนุ่มจำนวนไม่น้อยมีสีหน้าเปลี่ยนไปสายตาต่างพุ่งไปยังเด็กหนุ่ม
มู่เวิ่นเซียนส่งกระแสจิตไปยังผีเสื้อไหมเทพและกิเลนสั่งให้พวกมันถอยไป
"พวกเจ้าสายเลือดทรราชสวรรค์นับหมื่นยุคสมัยก็มิเคยมีผู้บรรลุวิถี"
"ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็มิอาจหยุดอยู่เพียงระดับใกล้จักรพรรดิขั้นที่เก้าเท่านั้น"
"ยุคเทพถูกจำกัดด้วยเทพสวรรค์ยุคโบราณถูกจำกัดด้วยจักรพรรดิโบราณ ยุคบรรพกาลถูกจำกัดด้วยจักรพรรดิบรรพกาล!"
"ทรราชที่ยิ่งใหญ่แต่ละยุคสมัยล้วนแต่เป็นผู้ที่ล้มเหลว!"
"ไม่เคยออกมาต่อต้านความมืดมิดไม่เคยช่วยเหลือมนุษย์ใดๆ"
"เช่นที่ข้าบอก ทรราชก็คือทรราชมิอาจนับเป็นสิ่งใด!"
มู่เวิ่นเซียนยืนเอามือไขว้หลังแล้วกล่าวออกมาด้วยลมหายใจสงบ
คำกล่าวปรามาสดังก้องไปทั่วผืนดินจันทราเงิน!