ตอนที่เจ็ดสิบห้า ทิเลีย Tilea
ตอนแรกก่อนที่จะได้เจอกับพวกมอนสเตอร์จริงๆผมคิดว่าผมอาจจะชนะได้อย่างง่ายๆ แต่พอเห็นอาการบลาดเจ็บของมูมักไพร์มจากการเจอกับนักล่าเด็กใหม่ทำให้ผมต้องมาคิดว่า ในสภาพที่มีเปรียบทุกอย่าง ในสถานที่ที่เราเตรียมไว้การบาดเจ็บล้มตายก็ยังเกิดขึ้นได้ ในสถานที่ที่มาเรียและผมไปถึงอาจจะสามารถใช้การฮีลช่วยพวกลูกน้องได้
แต่เมื่อจัดการได้แล้วการส่งหน่วยย่อยๆไป ผมไม่สามารถช่วยทุกคนได้หากผมไม่ได้อยู่ที่นั่น ทำได้แค่เตรียมไอเท็มป้องกันตัวและไอเท็มรักษาไปให้พวกนั้นสามารถมีโอกาสรอดชีวิตมากที่สุดเท่านั้นเอง
และการรวบรวมนักเวทย์พวกนี้มาช่วยกันคิดก็เช่นกันแต่เมื่อพวกนี้ยังไม่มีไอเดียอะไรผมก็ต้องคิดด้วยตนเองก่อน
“จะบอกอย่างไรหากข้าเจอสมบัติลับอย่างอาวุธในตำนานหรือตำราลับของศิลาอาถรรพ์ให้พวกเจ้าค้นคว้า?”
ผมลองถามไปรอบๆต่อพวกสายเวทย์ที่รวบรวมมา
พวกนั้นมองหน้ากันไปมามีแต่เมจสาวผมแดงที่กล้าตอบผมกลับมา
“ท่านดยุก—นายท่านคะ คือว่าหากมีเจอแค่ข้าวของอย่างนั้นจริงๆนักผจญภัยที่เจอของอย่างนั้นก็คงจะอยู่ได้ชั่วชีวิตเลยล่ะค่ะ มันเป็นการค้นพบที่หายากมากๆจนเรียกว่าเราคาดหวังไม่ได้เลยดีกว่า” เมใจสาวผมแดงพยายามพูดจาอธิบายให้ผมฟัง
อืม หมายความว่าไอ้ข้าวของในเกมส์ที่ต้องฝ่าปริศนาไปเอานี่มันหายากสินะ
ว่าไปแล้วลงไปลุยดันเจี้ยนลึกหลายๆชั้นคงทำให้แต่ละคนใจหวาดกลัวอยู่
และตอนที่มาอยู่ร่วมกันกับพวกนั้นผมถึงได้รับรู้ว่า พวกเชื้อพระวงศ์นั้นขี้โกงแค่ไหนในด้านเวทมนตร์คนธรรมดาคงฝ่าดันเจี้ยนไปไม่ได้หากมีพลังเวทย์น้อยนิดและไม่มีเงินพอที่จะเตรียมข้าวของไป
และอีกประการ เพราเราอาจจะพอเดาหรือรู้มาอยู่แล้วจากบทสรุปว่าอะไรอยู่ชั้นไหนเลยทำใจลงดันเจี้ยนได้เพราะเป็นเรื่องสมมติ
ส่วนพวกเขาไม่รู้อนาคต ต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงกับชีวิตของพวกเขาจริงๆนั่นเอง
ผมผงกศีรษะ
“ขอบคุณมากแม่สาวน้อยและพวกเจ้าทั้งหลายเตรียมใจได้เลย มีดยุกอูลริกคนนี้อยู่พวกเจ้าจะค้นพบของพวกนั้นจำนวนนับไม่ถ้วนแน่ๆ”
โอ้
มีเสียงอุทานแต่พวกนั้นทำหน้าไม่น่าเชื่อถือเท่าไร
อย่างว่าล่ะนะมันคือเรื่องที่ท่าทางจะยากกว่าการล่าก็อบลินหรือสัตว์ประหลาดในป่าเฉยๆนั่นเองเพราะดันเจี้ยนต้องมีการไขปริศนาต่างๆระหว่างเดินทางด้วย
แต่ก่อนที่จะไปเข้าดันเจี้ยนแม้แต่ในระดับ”ง่ายที่สุด”นั้นผมก็ต้องเล็งสัตว์ประหลาดที่ผมได้เปรียบในการที่มีจำนวนมากก่อน
“อย่าห่วง ข้าพาพวกเจ้าไปลุยดันเจี้ยนได้แน่นอนแต่ขอปราบมอนสเตอร์ที่เพิ่มจำนวนได้ก่อน พวกเราจะได้ไม่ต้องพะวงข้างหลัง”พวกนั้นหันไปมองหน้ากันแบบงงงวย
เพราะทางเทคนิคแคว้นของพวกเราปลอดภัยที่สุดล่ะนะ
การมีสัตว์ประหลาดบุกมาเป็นเรื่องเล็กน้อยจ้างนักผจญภัยและให้ทหารไปปราบทีแต่พวกนี้ไม่รู้ว่าผมกำลังจะต้องเตรียมการเคลื่อนทัพขนาดใหญ่ในการเอาหมากของศัตรูบางตัวออกจากเกมส์ก่อน
การระดมกำลังพลไปปราบศัตรูจะทำให้การป้องกันในแคว้นอ่อนลงได้ดังนั้นผมปราบศัตรูและสร้างป้อมขนาดเล็กจำนวนมากเสริมการป้องกันของเมืองใหญ่ไว้ก่อน
ก็จะสามารถโยกย้ายทหารและกองทัพได้อย่างวางใจมากยิ่งขึ้นว่าจะไม่มีสถานการณ์ที่ต้องห่วงพะวงด้านหลัง
“จำนวนก็คือคุณภาพอย่างหนึ่ง”นั้นคือเรื่องจริง หลักการคำนวณของสงครามคือยิ่งจำนวนมาก พลังทำลายก็ยิ่งทวีคูณ
ความแตกต่างระหว่างสองหน่วยกับสี่หน่วยไม่ใช่แค่สองเท่าแต่คือสี่ยกกำลังสองหักด้วยสองยกกำลังสอง
คือสูตรคำนวณของสงครามอย่างเรียบง่าย
ว่าทางเทคนิค หากมีแม่ทัพที่เก่งกาจอาจจะเอาชนะทหารที่มากกว่าเราสองเท่าได้แต่หากมากกว่านั้น แม่ทัพที่เก่งกาจก็ลำบากแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงที่หากมองในมุมกว้างเราต้องคำนวณความสามารถของลูกน้องของเราจากอัตราค่าเฉลี่ย
โชคดีที่ผมรู้จักแม่ทัพที่เก่งกาจอย่างกริฟกาเรี่ยนและบอกว่าใช้เงินมากแค่ไหนก็เอาตัวเขามาให้ได้งบทุ่มไม่จำกัด หากเขาทำสัญญากับใครอยู่จ่ายเงินชดเชยค่าเลิกสัญญาได้เลย ไม่ต้องกังวลว่าจะมีงบประมาณแค่ไหน
การเอากริฟกาเรี่ยนที่รู้เรื่องการเดินทัพมากกว่าผมมาช่วยในการวางแผนการรบน่าจะดีกว่าในภาพรวม
..
ทีเลีย Tilea
ดินแดนแห่งทหารรับจ้างที่มีประชากรพ่อค้าจำนวนมาก เนื่องจากมีการค้าขายและความก้าวหน้าทางการศึกษาเช่นพวกอุปกรณ์ต่างๆการประดิษฐ์เครื่องยนต์กลไกมีแนวคิดเปิดกว้างต่อพ่อค้ามากกว่าบริททานเนียที่เน้นเรื่องธรรมเนียมประเพณีและชนชั้นมากกว่า
ชาวบ้านที่เก่งกาจสามารถเลื่อนสถานะของตนเองมาเป็นพ่อค้าจ้างคนคุ้มกันสร้างความร่ำรวยแก่ตนเองได้ หากเก่งกาจจริงๆก็อาจจะซื้อที่ดินในนครรัฐกลายเป็นเจ้าของที่ดินคนหนึ่งในเหล่าเมืองการค้าพวกนี้มีชีวิตอย่างรำรวยที่คนธรรมดาไม่สามารถฝันเห็น
แต่เพราะมีคนจำนวนมาก จึงมีสงครามที่แต่ละเมืองจ้างทหารรับจ้างรบกันไปมาอยู่ตลอดเวลา
“กริฟฟอนสีเงิน”คือกองทหารรับจ้างของกริฟกาเรี่ยน จำนวนสองพันคนที่มีชื่อเสียงเท่าเทียมกับ “โกลเด้นคอมปานี่”กองทัพทองคำที่มีชื่อเสียงที่สุดของทิเลียเลยทีเดียว
และขุนนางคนหนึ่งใส่ชุดที่ไม่แพ้พ่อค้าและเจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยที่สุดของทิเลีย
“สองแสนทองคำน้อยกว่านั้นไม่รับงาน”กริฟกาเรี่ยนกล่าวอย่างหนักแน่น
“ตกลง”
ขุนนางที่ใส่น้ำหอมและเครื่องประดับเต็มตัวกล่าว
“เจ้าเก็บของไปแคว้นเพนดราก้อนของเราทันที”
กริฟกาเรี่ยนอึ้งไปเพระานึกว่าจะมีการต่อรองแบบปรกติซึ่งแน่นอนเขาจะปฏิเสธหากมีการต่อรองราคาน้อยกว่าที่ต้องการ
แต่มันก็น่าจะมีการต่อรองรายละเอียดอื่นๆหากสองแสนไม่ต่อรอง
นั่นคือธรรมเนียมปรกติของทหารรับจ้างของทิเลีย
“ข้าติดงานป้องกันอีกสองสัปดาห์อยู่ต้องคอยก่อนหากไม่จ่ายค่าฉีกสัญญา” กริฟกาเรี่ยนกำลังรวบรวมความคิด
“ตกลง”
ขุนนางที่ใส่น้ำหอมและเครื่องประดับเต็มตัวกล่าว
พร้อมกับยกทองคำอีกกล่องหนึ่งเป็นค่าฉีกสัญญา
“อย่าให้ท่านดยุกคอยนานอีกสองสัปดาห์”
กริฟกาเรี่ยนกัดฟันกล่าวว่า
“ค่ายกเลิกสัญญาก่อนกำหนดสองล้านทอง”
“ตกลง”
แปะ แปะ
พี่กล้ามสองคนแบกกล่องทองคำมาเพิ่มเติม
ตามสายตาของกริฟกาเรี่ยนพวกนี้คือมืออาชีพที่ผ่านการสู้รบมามาก
ไม่อย่างนั้นไม่สามารถพกเงินทองจำนวนมากมาถึงทิเลียนี้ได้
“เก็บข้าวของได้พวกเราจะเดินทางทันทีที่น้ำลง”
กริฟกาเรี่ยนเลิกคิ้วพวกนี้มีเรือของตนเองที่สามารถขนทหารสองพันคนมาได้หรือนี่?
แปะ แปะ
กล่องทองคำอีกกองมาตั้ง
“นี่คือค่าเหนื่อยของเจ้าในการรวบรวมทหารรับจ้างที่เจ้าคิดว่าเข้าตามาด้วยอย่าห่วงเราสามารถบรรทุกคนได้ถึงสองหมื่นคนในการเดินเรือ หากไม่เพียงพอเราก็จะซื้อเรือบรรทุกพวกเจ้าเพิ่มขึ้น”
กริฟกาเรี่ยนลูบเครายาวสีขาว แววตาดุจเหยี่ยวสังเกตพวกทาสนักสู้ที่เปลือยร่างท่อนบนกว่าสามสิบคน มีกำลังวังชาอย่างดี คนทีเป็นเจ้าของต้องดูแลอย่างดีแน่นอนและ..พลปืนอีกราวสามสิบคนหลบอยู่ด้านหลังคอยระวังคุ้มกันให้แก่ขุนนางคนนี้
“ข้าไม่เคยถามว่าใครที่จะว่าจ้างข้าขอเพียงมีเงินมากพอและข้าก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามสัญญา”
ชายวัยกลางคนใส่น้ำหอมเต็มตัวกล่าวว่า
“เจ้า..สนใจจะมาลงหลักปักฐานครองที่ดินไหม ได้เวลากลับมาเป็นขุนพลของแคว้นแล้ว กริฟกาเรี่ยน ผู้สยบแดนดิน”