บทที่ 46 หญิงงามเพื่อชายที่ตนพึงใจ
"ข้าเป็นองครักษ์ของคุณชายเมิ่ง วันนี้คุณชายเมิ่งไปพบท่านโอวหยางหลาน ไม่ได้พาข้าไปด้วย จึงไม่ได้นำเงินติดตัวมา เสียป้ายหยกไป ข้าอยากใช้ใบทองเหล่านี้แลกป้ายหยกคืนมา" ตู้ลี่เหนียงกล่าว พลางหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ ออกมาจากถุงบนหลังม้า ส่งให้ฉู่เฟิง
"ฮ่า ๆ แลกคืนได้ แต่ราคาน้อยไป ข้าไม่แลกหรอก" ฉู่เฟิงกล่าว
รับกล่องมาเปิดดู มีถึงยี่สิบสามสิบแผ่น! เกินราคาทองร้อยตำลึงมาก ทำให้เขาพอใจมาก เขาไม่ได้คิดอะไรมาก หยิบป้ายหยกออกมาโยนให้ตู้ลี่เหนียง พลางยิ้มกล่าวว่า "ข้าไม่ใช่คนชอบแย่งชิงของรักของชอบของผู้อื่น คืนให้เจ้าก็แล้วกัน"
ตู้ลี่เหนียงไม่คิดว่าเรื่องจะราบรื่นเช่นนี้ รีบคำนับอีกครั้ง ก่อนกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นข้าขอขอบคุณท่านด้วย"
"กลับไปบอกเมิ่งเสี่ยวว่า ข้ารู้ว่าป้ายหยกนั้นเป็นสมบัติล้ำค่าของตระกูลเมิ่งพวกเจ้า แต่เห็นแก่หน้าท่านพ่อเขา ข้ายินดีคืนให้ เจ้าไปได้แล้ว" ฉู่เฟิงกล่าวพลางยิ้มเบา ๆ คิดในใจว่าก้นงอน ๆ นั่นยังพอใช้ได้ ดูท่าทางยังแน่นอยู่
"คุณชาย เหตุใดท่านถึงคืนป้ายหยกให้นางจริง ๆ ล่ะเจ้าคะ? จวนของพวกเราไม่กลัวตระกูลเมิ่งนั่นหรอก" ซวงเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา
"ฮ่าฮ่า พวกเราย่อมไม่กลัวตระกูลเมิ่งหรอก แต่ถ้าทำให้พวกนั้นโกรธขึ้นมาจริง ๆ คงจะยุ่งยากไม่น้อย ตอนนี้ข้ายังต้องการให้ชาวบ้านของพวกเราร่ำรวยโดยเร็ว จึงไม่มีเวลามาต่อกรกับตระกูลเมิ่งหรอก รอให้ข้าว่างก่อนเถอะ ค่อยมาต่อกรกับพวกนั้น! ว่าแต่ เจ้าดู ตู้ลี่เหนียงนั่นสิ นางมีโอกาสชนะสักกี่ส่วน?" ฉู่เฟิงเอ่ยพลางปรากฏแววตาลุ่มหลงขึ้นมาอีกครั้ง
"สิบส่วนเจ้าค่ะ ไม่เกินสิบนาที นางเป็นแค่คนที่ฝีมือภายนอกดูดีเท่านั้น ตอนลงจากหลังม้า ท่านสังเกตเห็นหรือไม่ว่าท่วงท่านางไม่มั่นคง คงไม่ได้ฝึกฝนวิทยายุทธ์มาอย่างหนักหน่วง แต่ว่าฝีมือการขี่ม้านางก็ใช้ได้อยู่ เอาเป็นว่าความสามารถโดยรวมน่าจะพอ ๆ กับเสวี่ยเอ๋อร์เจ้าค่ะ" ซวงเอ๋อร์รายงานอย่างฉะฉาน
ฉู่เฟิงอดไม่ได้ที่จะมองซวงเอ๋อร์อีกครั้งอย่างพิจารณา ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "ซวงเอ๋อร์ ค่อยบอกข้าให้ฝึกวิทยายุทธ์ให้เจ้าเพิ่มขึ้นอีกหน่อยแล้วก็แล้วกัน"
ใบหน้างามของซวงเอ๋อร์ขึ้นสีระเรื่อ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่แววตาสั่นไหวระริก
ฉู่เฟิงพอใจเป็นอย่างมาก รู้ดีว่าสาวน้อยผู้นี้ไม่อาจหลุดรอดจากเงื้อมมือของเขาไปได้!
เมื่อกลับถึงจวน ฉู่เฟิงก็เข้าไปคารวะมารดาก่อน แล้วจึงกลับมายังเรือนของตน
หลิงเอ๋อร์นำน้ำมาให้ล้างหน้า ทั้งยังเช็ดหน้าให้ฉู่เฟิงอย่างเอาใจ หากไม่ใช่เพราะซวงเอ๋อร์อยู่ด้วย คาดว่าทั้งสองคงกอดรัดกันไปแล้ว
เมื่อได้ยินว่าคุณชายกลับมาแล้ว เยว่เอ๋อร์และเสวี่ยเอ๋อร์ก็รีบมาหา พร้อมกับนำกล่องใส่ทองคำใบนั้นมาด้วย
ฉู่เฟิงมองดูทองคำเม็ดโต ใบไม้ทองคำ และแท่งทองคำสองร้อยแท่งในหีบที่วางอยู่บนพื้น ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "นี่คือเงินทุนก้อนแรกที่ข้าจะใช้กับหมู่บ้านของพวกเรา นี่น่าจะเพียงพอแล้ว บัดนี้ ข้าขอประกาศว่า เงินจำนวนนี้ให้เยว่เอ๋อร์เป็นผู้ดูแล"
"ขออภัยเจ้าค่ะ เยว่เอ๋อร์ดูเหมือนจะไม่เหมาะสมนัก พี่หญิงไม่เพียงแต่มีวรยุทธ์สูงส่ง..."
เยว่เอ๋อร์ยังพูดไม่ทันจบก็ถูก ฉู่เฟิงก็โบกมือห้าม แล้วกล่าวว่า "ซวงเอ๋อร์ต้องติดตามข้าตลอดเวลา การจัดการเงินทองจึงไม่สะดวก อีกทั้งการจัดการเงินทองต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ เยว่เอ๋อร์ เจ้าเหมาะสมพอดี อ้อ เจ้ากับ เสวี่ยเอ๋อร์ ต้องแลกเหรียญทองแดงด้วย ต่อไปข้าต้องจ่ายค่าแรงให้ช่างฝีมือ จะใช้แท่งทองคำคงไม่ได้กระมัง?"
"ข้าน้อมรับคำสั่งของท่าน ข้าจะจัดการเงินทองเหล่านี้อย่างเรียบร้อยแน่นอนเจ้าค่ะ"
ในใจเยว่เอ๋อร์รู้สึกปลื้มปริ่ม คุณชายไว้ใจนางจริง ๆ เขามอบเงินทองทั้งหมดให้นางดูแล ฮิๆ นี่นับว่าได้นั่งตำแหน่งอนุภรรยาล่วงหน้าหรือไม่? ชิ อายจะแย่ อนุภรรยาต้องร่วมหอลงโรงกับเขาด้วยนะ!
ยามค่ำคืน ฉู่เฟิงโอบกอดหลิงเอ๋อร์ผู้งดงามอย่างห้าวหาญ ระบายไฟราคะทั้งหมดที่สะสมมาตลอดวัน
วันรุ่งขึ้น ฉู่เฟิงเพิ่งได้รับการปรนนิบัติจากหลิงเอ๋อร์เสร็จ
ซวงเอ๋อร์พร้อมน้องสาวทั้งสองก็มาถึงแต่เช้าตรู่ ฉู่เฟิงรู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง ถึงขั้นอดใจไม่ไหวลูบใบหน้าตัวเอง ก้มมองเสื้อคลุมยาว สุดท้ายจึงถามอย่างงุนงง "พวกเจ้าทั้งสาม ดูเหมือนใบหน้าข้าจะไม่ได้มีดอกไม้งอกขึ้นมา เหตุใดพวกเจ้าจึงจ้องมองข้าเช่นนี้?"
ทันใดนั้น สาวน้อยงามทั้งหลายต่างพากันหน้าแดง ก้มหน้าลง ซวงเอ๋อร์ กล่าวเบา ๆ ว่า "ข้าเพิ่งรู้ว่าท่านนั้นแท้จริงแล้ว..."
"อยู่ในสภาวะที่คนทั้งหลายเมามายแต่ข้ายังมีสติ อีกทั้งไม่ชอบอำนาจขุนนาง แต่ชอบอิสรเสรี"
"ฮ่า ๆ ซวงเอ๋อร์ เจ้าช่างเป็นคนที่เข้าใจข้าที่สุด อ้อ บทกวีดอกท้อเมื่อวาน เจ้านำกลับมาแล้วหรือไม่?"
ฉู่เฟิงพึงพอใจยิ่งนัก มีสิ่งใดจะน่าอภิรมย์ยิ่งไปกว่าการได้รับความชื่นชม แม้สิ่งนั้นจะเป็นเพียงบทกวีที่ลอกเลียนท่านหลี่ไป๋ก็ตามที
"คุณชายเจ้าคะ ขออภัยยิ่งนัก ผ้าแพรขาวผืนนั้นคุณหนูโอวหยางหลานหยิบไป ยังมิได้คืนมาเจ้าค่ะ ตอนนั้นคุณชายก็เร่งรีบจากไป ข้าก็มิทันได้ทวงถาม วันนี้ข้าจะไปทวงคืนจากนางให้เจ้าค่ะ"
ซวงเอ๋อร์กล่าวอย่างแน่วแน่
"ฮ่าฮ่า มิต้องหรอก ปากกาพู่กันและผ้าแพรขาวล้วนเป็นของของพกวเขา ยิ่งเพียงบทกวีไร้ค่าเช่นนั้น มิควรค่าให้ต้องลำบาก หากอยากได้ ข้าก็แค่ร่ายออกมาได้ทันที"
ฉู่เฟิงกล่าวอย่างองอาจ
"จริงหรือเจ้าคะ? เมื่อคืนเยว่เอ๋อร์ได้ฟังพี่หญิงใหญ่ท่องบทกวีดอกท้อช่างแสนสำราญใจยิ่งนัก คุณชายเปรียบได้กับเซียนดอกท้อผู้แสนสำราญ ตอนนี้ เยว่เอ๋อร์อยากจะขอให้คุณชายร่ายบทกวีอีกสักบทได้หรือไม่เจ้าคะ"
เยว่เอ๋อร์เอ่ยขึ้นอย่างอดใจไม่ไหว
เมื่อคืนได้ฟังพี่หญิงเล่าว่าคุณชายนั้น ไม่ว่าจะพูดเล่นหรือดุด่า ล้วนกลายเป็นบทกวี ยิ่งตอนตอบกลอนโต้ตอบ จนทำให้บัณฑิตเมิ่งกระอักเลือดออกมา! ภาวะจิตใจของคุณชายนั้นสูงส่งราวกับเป็นเซียนดอกท้อ!
ยิ่งได้ฟังพี่หญิงท่องบทกวีเซียนดอกท้อของคุณชายด้วยน้ำเสียงและอารมณ์อันเปี่ยมล้น ยิ่งชวนให้หลงใหล!
ในยามนี้ ดวงตาคู่สวยของเยว่เอ๋อร์ไม่อาจละไปจากร่างของฉู่เฟิงได้เลย
เมื่อคืน นางรบเร้าให้ซวงเอ๋อร์เขียนบทกวีของท่านเทพเฒ่าปลูกต้นท้อให้อีกครั้ง นางถือไว้ท่องซ้ำไปซ้ำมา จนเผลอหลับไป ปากน้อย ๆ ยังพึมพำไม่หยุด ครั้นฝันก็ยังได้นั่งอยู่ท่ามกลางสวนท้อกับคุณชาย ชมดอกท้อบานสะพรั่ง!
"ฮ่า ๆ ที่แท้ เยว่เอ๋อร์ชื่นชอบบทกวีเช่นนี้เอง เช่นนั้นข้าจะแต่งบทกวีโดยมีเยว่เอ๋อร์เป็นหัวข้อสักบทเป็นอย่างไร"
ฉู่เฟิงกล่าวพลางหัวเราะอย่างชอบใจ ในใจกลับยิ่งตะลึงในความจำของซวงเอ๋อร์ นางสามารถจดจำบทกวี ‘กระท่อมดอกท้อ’ ที่ตนเองใช้เวลาท่องหลายวันได้ทั้งหมด!
"ฮ่า ๆ ฟังให้ดี 'เบื้องหน้าต่าง แสงจันทร์ส่อง งามดังน้ำค้างแข็ง ยามแหงนหน้า มองจันทร์เพ็ญ ยามก้มหน้า คิดถึงนาง'" ฉู่เฟิงกล่าวท่องบทกวีอย่างยียวน มือยื่นออกไปเชยคางเยว่เอ๋อร์
เยว่เอ๋อร์อายจนหน้าแดงก่ำ รีบผลักเขาออกไปทันที พูดเสียงเบาว่า "คุณชาย ท่านช่างไร้ยางอายอีกแล้ว"
"อ๊ะ? ข้าทำอันใดให้เจ้าต้องอับอายอีกหรือ? 'ยามแหงนหน้า มองจันทร์เพ็ญ ยามก้มหน้า คิดถึงบ้านเกิด' นี่เป็นจิตใจที่งดงามยิ่งนัก เหตุใดจึงไร้ยางอายเล่า?"
ฉู่เฟิงแสร้งทำเป็นสงสัย
แน่นอนว่าใบหน้าของเยว่เอ๋อร์ยิ่งแดงระเรื่อ "คุณชาย ท่านมันคนไร้ยางอาย ชัดเจนว่าตอนแรกท่านพูดว่าคิดถึงนาง ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นบ้านเกิด"
"ฮ่า ๆ นั่นเจ้าฟังผิดแล้ว แน่นอนว่าข้าคงไม่มองจันทร์แล้วคิดถึงบ้านเกิดหรอก อย่างมากก็คงคิดถึงพวกเจ้าทั้งสี่ ฮี่ ๆ"
คำพูดของฉู่เฟิงทำให้ซวงเอ๋อร์และคนอื่น ๆ หน้าแดงไปตาม ๆ กัน แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม คุณชายช่างเป็นอัจฉริยะยิ่งนัก! ไม่เพียงแต่ชื่นชอบพวกนาง ยังสามารถร้อยเรียงถ้อยคำเป็นบทกวีได้อย่างลื่นไหล!
“คุณชายเจ้าคะ เสวี่ยเอ๋อร์เองก็อยากได้” เสวี่ยเอ๋อร์รวบรวมความกล้า ก้าวออกมาจากด้านหลังเยว่เอ๋อร์ จงใจโชว์ส่วนที่ดูดีที่สุดออกมา ในเมื่อคุณชายอยากดู ก็ให้ดูเสียเลย!
สตรีใดเล่าจะไม่ปรารถนาความงามเฉพาะยอดบุรุษ
"เอาละ ข้าจะแต่งโคลงบทหนึ่งให้เสวี่ยเอ๋อร์ บทกวีนี้จะต้องสง่างามยิ่งใหญ่ ฟังให้ดี! ฤดูหนาวอันแสนสาหัสของแคว้นต้าเหลียง พันลี้ล้วนเป็นน้ำแข็ง นับหมื่นลี้หิมะโปรยปราย มองไปทั่วทั้งแผ่นดินมีเพียงความเวิ้งว้างว่างเปล่าเบื้องล่างแม่น้ำใหญ่ หยุดไหลเชี่ยวกราก ทันใดนั้นขุนเขาก็ราวกับพญางูเงินเต้นระบำ แผ่นดินก็ดั่งช้างเผือกวิ่งไล่ตาม ต้องการประชันความสูงส่งกับสวรรค์! รอคอยวันที่ฟ้าเปิด แลเห็นภูษาสีแดงห่อหุ้มผืนแผ่นดิน งดงามสะดุดตายิ่งนัก"
ฉู่เฟิงท่องออกมาเสียงดัง แต่กลับนึกครึ่งหลังไม่ออก จึงได้แต่หัวเราะออกมาแล้วเอ่ยว่า “เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าชอบหรือไม่?”
ในเวลานี้ ซวงเอ๋อร์และพี่น้องต่างตกตะลึง นี่มันบทกวีที่สง่างามยิ่งใหญ่ขนาดไหนกัน!
ซวงเอ๋อร์อดไม่ไหวจึงพูดออกมาอย่างมั่นใจ “คุณชาย ท่านต้องเป็นเซียนที่กล้าประชันความสูงส่งกับสวรรค์แน่ ๆ เจ้าค่ะ”
"ฮ่า ๆ ๆ ซวงเอ๋อร์ เจ้าชมคุณชายของเจ้าเกินไปแล้ว ถึงแม้คุณชายของเจ้าจะไม่ใช่เซียน แต่ก็สามารถทำให้พวกเจ้ามีความสุขได้ เช่นนั้นทุกคนมาให้ข้าจุมพิตทีละคน”
ฉู่เฟิงพูดพลางดึงเยว่เอ๋อร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้ามาหา ประทับจูบลงบนริมฝีปากอันแดงสดชุ่มฉ่ำของนางอย่างดูดดื่ม